วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ เสนอความเห็นของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ต่อความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา โดยเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เผยแพร่ข้อมูลและประโยชน์ที่จะได้รับให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมเร่งพิจารณาการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูง
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา และสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ดิฉัน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอนำเรียนความเห็นของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และ การอุตสาหกรรม วุฒิสภา ต่อความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและ สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ดังนี้
ความตกลงฉบับนี้เป็นความตกลง FTA (ฉบับที่ ๑๕) จากปัจจุบันที่ไทยมี ความตกลง FTA มาแล้ว จำนวน ๑๔ ฉบับ กับ ๑๘ ประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน ประเทศ ญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศอินเดีย ประทศเปรู ประเทศชิลี ประเทศฮ่องกง และ ASEAN อีก ๙ ประเทศ FTA ไทย-ศรีลังกา เป็นความตกลง การค้าเสรีแบบครอบคลุมที่เรียกว่า Comprehensive FTA โดยครอบคลุมทั้งการเปิดตลาด สินค้า การเปิดตลาดภาคบริการ การเปิดเสรีด้านการลงทุน กฎระเบียบในการอำนวย ความสะดวกทางด้านการค้า ระหว่าง ๒ ประเทศ และรวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในด้านต่าง ๆ อาทิ การส่งเสริมการค้าและการลงทุน การเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ประมง อัญมณีและเครื่องประดับ การท่องเที่ยว การศึกษา และการฝึกอบรมด้านเทคนิค และอาชีวศึกษา เป็นต้น ในด้านการเปิดเสรีการค้าสินค้า ทั้ง ๒ ประเทศ ได้ตกลงที่จะเปิด ตลาดเท่ากันที่ร้อยละ ๘๐ ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมดของแต่ละฝ่าย โดยลดภาษีอากร ลงทันทีที่ความตกลง FTA ฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ถึงร้อยละ ๕๐ ของรายการสินค้าทั้งหมด จะได้รับการยกเว้นอากรทันที สินค้าที่สำคัญ ๆ ที่มีศักยภาพในการส่งออกของประเทศไทย ไปยังศรีลังกา อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน สัตว์มีชีวิต ปลาซาร์ดีนกระป๋อง สินแร่ ปุ๋ย หนังเทียม เยื่อกระดาษ ตะกั่ว สังกะสี ดีบุก และเคมีภัณฑ์ สิ่งทอ อัญมณี และเหล็กกล้า สำหรับสินค้าที่เหลือจะมีการค่อย ๆ ทยอยลดภาษี โดยใช้เวลาประมาณ ๕ ปี ๑๐ ปี และ ๑๖ ปี แล้วแต่ความอ่อนไหวของแต่ละสินค้า สำหรับสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง ก็จะขอ สงวนไว้ไม่ลดภาษี เป็นต้น สำหรับด้านการค้าบริการ ศรีลังกาเปิดตลาดให้กับประเทศไทย ในระดับสูง โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการไทยถือหุ้นได้ถึงร้อยละ ๑๐๐ โดยเฉพาะในสาขา ที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ บริการทางด้านคมนาคม บริการด้านการเงิน รวมทั้งประกันภัย บริการโรงแรมและร้านอาหาร และบริการด้านนันทนาการ สำหรับด้านการลงทุน ดิฉัน ขอเรียนว่าศรีลังกาอาจจะมีขนาดตลาดที่ไม่ใหญ่มากนัก มีมูลค่าการค้าระหว่างกันประมาณ ๑๓,๒๐๐ ล้านบาท โดยที่ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายที่ได้ดุลการค้าอยู่ประมาณปีละ ๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามศรีลังกาจะมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นจุดหมายของการลงทุนสำหรับ นักลงทุนไทย เนื่องจากศรีลังกามีจุดแข็งทางด้านทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์บนเส้นทาง การเดินเรือในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกสู่เอเชียใต้ แอฟริกา และยุโรป ศรีลังกามีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งแร่ธาตุธรรมชาติ อัญมณีที่หลากหลาย สินค้าประมง เช่น ปลาทูน่า ปูศรีลังกา และกุ้งแม่น้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ประเทศไทยและทั่วโลกมีความต้องการ ประกอบกับศรีลังกายังเป็นประเทศ ภาคีความตกลงการค้าเสรีเอเชียใต้ หรือ SAFTA ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศบังคลาเทศ ประเทศภูฏาน ประเทศอินเดีย ประเทศเนปาล ประเทศปากีสถาน ประเทศมัลดีฟส์ ประเทศอัฟกานิสถาน และประเทศศรีลังกา ทำให้ประเทศศรีลังกาสามารถที่จะเป็นฐานการลงทุนให้กับผู้ประกอบการของไทยที่ต้องการ ไปลงทุนทำการผลิตสินค้าและบริการในประเทศศรีลังกาเพื่อส่งออกไปยังตลาดเอเชียใต้ได้ FTA ไทย-ศรีลังกา ได้สร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทย โดยอนุญาตให้นักลงทุนของไทย ไปลงทุนในสาขาการผลิตที่สามารถถือหุ้นได้สูงสุดถึงร้อยละ ๑๐๐ เป็นจำนวนถึง ๓๕ สาขา ด้วยกัน อาทิ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร การผลิตสิ่งทอ การผลิตยานยนต์ชิ้นส่วน การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และ ทันตกรรม ซึ่งล้วนแต่เป็นสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพ ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดี และเป็น เวลาที่เหมาะสมที่ประเทศไทยและประเทศศรีลังกาได้มีความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ ๒ ของอาเซียนต่อสิงคโปร์ที่ได้จัดทำ FTA กับศรีลังกา นอกนั้นยังมีอาเซียนอื่น ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการจะเริ่มเจรจา เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนาม ดังนั้นประเทศไทยจึงควรที่จะเร่งใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-ศรีลังกา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้
สำหรับในประเด็นทางด้านกฎหมาย ที่ว่าความตกลงฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ แล้วต้องนำมาให้เราต้องแก้ไขกฎหมายหรือไม่ จากที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านได้กล่าวยืนยันแล้วว่า FTA ฉบับนี้เป็นการเปิดเสรี ในระดับเดียวกับที่ประเทศไทยเปิดให้กับประเทศคู่ภาคีความตกลง FTA อื่น ๆ ก่อนหน้าแล้ว จึงมิได้มีผลทำให้เราต้องมีการแก้ไขกฎหมายใหม่เพื่อรองรับความตกลงฉบับนี้ เพียงแต่จะมี การดำเนินการในระดับของกรม อาทิ กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ เป็นต้น ในการที่จะออกประกาศที่จะให้มีการลดภาษีและออกใบอนุญาตและแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น
ในการนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรที่จะมีการเตรียมการดำเนินการ ออกประกาศต่าง ๆ โดยเร็วเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณี และสามารถที่จะใช้สิทธิประโยชน์ จาก FTA ไทย-ศรีลังกา ได้อย่างทันท่วงทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ ในโอกาสนี้ดิฉันขอ นำเรียนข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ต่อรัฐบาล เกี่ยวกับแนวทางในการผลักดันการใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา และการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ประเด็นแรกข้อตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา จะทำให้สินค้าของไทยได้รับ แต้มต่อในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่ไม่มี FTA กับศรีลังกา ดังนั้นกระทรวง พาณิชย์จึงควรพิจารณาเผยแพร่ข้อมูลและประโยชน์ที่จะได้รับให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ ในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ให้ทราบถึงโอกาสและสามารถ ใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างเต็มที่ ทั้งจะเป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ สามารถที่จะเข้าสู่ตลาดการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ ๆ ของไทย เช่น สหภาพยุโรป และกลุ่ม AFTA ซึ่งรัฐบาลได้ให้ ความสำคัญเป็นลำดับต้น ดังนั้นการที่จะทำ FTA กับ EU และ AFTA จะเป็นประโยชน์กับ ทั้ง ๒ ฝ่าย ในการที่จะขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน และจะช่วยเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทย รวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นรัฐบาล จึงควรเร่งรัดการเจรจา FTA ทั้ง ๒ ฉบับ ให้สรุปผลโดยเร็วตามแผน เข้าใจว่าจะสามารถ สรุปผลการเจรจากับ AFTA ได้ภายในปีนี้ และกับสหภาพยุโรปภายในปีหน้า ท่านประธาน ที่เคารพคะ การเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับทั้ง ๒ กลุ่มประเทศดังกล่าว เป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นตลาดที่สำคัญของประเทศไทยและเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งแน่นอน กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าและบริการของทั้ง ๒ กลุ่มประเทศ ย่อมอยู่ในระดับที่สากล และสูงกว่ามาตรฐานสากลในบางกรณี ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน และเป้าหมายระยะเวลาในการที่จะเจรจาแล้ว รัฐบาลควรที่จะมีนโยบายมอบให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และเร่งรัดการยกระดับมาตรฐานต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศให้เป็นสากลและ สอดคล้องสอดรับกับเศรษฐกิจในยุคใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้สรุปผลการเจรจาได้ก่อน ก็จะช่วยให้การเจรจาเป็นประโยชน์และมีผลสำเร็จโดยเร็วได้ นอกจากนี้รัฐบาลควรเร่ง พิจารณาการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูงและเป็นคู่ค้าคู่แข่ง ที่สำคัญของไทย เช่น การเข้าร่วมในข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วน ทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือที่เรียกชื่อย่อ ๆ ว่า CPTPP และการเปิดการเจรจา FTA กับกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ GCC เพื่อสร้างความทัดเทียมในด้านแต้มต่อ ให้กับผู้ประกอบการไทยในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในเวทีโลก ทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณ ในเชิงบวกให้เพิ่มน้ำหนักในการเจรจากับประเทศคู่ค้า FTA ในปัจจุบันให้เร่งสรุปผล การเจรจาด้วย สำหรับ FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้วก็อาจจะพิจารณาทบทวนยกมาตรฐาน ยกระดับ FTA ให้สูงขึ้นได้ กล่าวโดยสรุปแล้วเพื่อสร้างแต้มต่อและช่วยสนับสนุน ให้ผู้ประกอบการของประเทศไทยได้มีโอกาสในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน มากยิ่งขึ้น คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา จึงเห็นควรให้ การสนับสนุนความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคม ประชาธิปไตยศรีลังกาฉบับนี้ ขอบคุณค่ะ