ภูมิธรรม เวชยชัย ชี้แจงความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับศรีลังกาอย่างละเอียด ครอบคลุมการเปิดตลาดสินค้า บริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยย้ำถึงประโยชน์ที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับจากการยกเว้นภาษี การเข้าถึงวัตถุดิบ และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังยืนยันว่าการเปิดเสรีไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีมาตรการคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศ กฎหมายรองรับ และการเตรียมความพร้อมผ่านกองทุนต่าง ๆ รวมถึงมีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาและให้ความเห็นชอบความตกลงดังกล่าวโดยเร็วต่อไป
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้นำเสนอ เรื่อง ความตกลงการค้าเสรีระหว่าง ราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ดังนี้
๑. ความเป็นมา ของความตกลง
เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรอบ การเจรจาความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรีแบบกรอบกว้าง (Comprehensive) ครอบคลุมการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยไทยและศรีลังกาได้ประกาศเปิดการเจรจา FTA ไทย-ศรีลังกา เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา โดยใน ช่วงปี ๒๕๖๒-๒๕๖๕ การเจรจาได้หยุดชะงักเป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ ภายในประเทศของศรีลังกาและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ทั้งนี้ ไทยและศรี ลังกาได้มีการประชุมเจรจาจัดทำ FTA ไทย-ศรีลังกา รวมทั้งสิ้น ๙ ครั้ง และในการประชุม เจรจา ครั้งที่ ๙ เมื่อวันที่ ๑๘-๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ ไทยและศรีลังกาสามารถสรุปผล การเจรจาจัดทำ FTA ไทย-ศรีลังกา ได้ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา และเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๗ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ กระผมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ การค้า และความมั่นคงทางอาหารของศรีลังกา นายกัจจนธุเคนลิน รุวันชีวะ เฟอร์นานโด (Hon. Kachchakaduge Nalin Ruwanjeewa Fernando) ได้ลงนามความตกลงดังกล่าว ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา โดยความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา จะเป็นความตกลง การค้าเสรี (ฉบับที่ ๑๕) ของประเทศไทย
๒. สาระสำคัญของความตกลง ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา
ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา ประกอบด้วย ๑๔ บท และ ๙ ภาคผนวก ได้แก่ (๑) บทบัญญัติเบื้องต้นและนิยามทั่วไป (๒) การค้าสินค้า (๓) กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด สินค้า (๔) พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า (๕) มาตรการสุขอนามัย และสุขอนามัยพืช (๖) อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (๗) การเยียวยาทางการค้า (๘) การค้าบริการ (๙) การลงทุน (๑๐) ทรัพย์สินทางปัญญา (๑๑) ความร่วมมือทาง เศรษฐกิจ (๑๒) ความโปร่งใส (๑๓) การระงับข้อพิพาท และ (๑๔) บทบัญญัติเกี่ยวกับ สถาบันและบทบัญญัติสุดท้ายโดยมีข้อผูกพันการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน เป็นภาคผนวกแนบท้ายความตกลงฯ
กระผมขอเรียนสรุปสาระสำคัญของ FTA ไทย-ศรีลังกา ใน ๓ เรื่องหลัก ดังนี้
๑. การค้าสินค้า มีพื้นฐานอยู่บนความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากร และการค้า (GATT) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) โดยกำหนดพันธกรณีที่ประเทศภาคี ต้องปฏิบัติในการลดหรือยกเว้นอากรศุลกากรตามข้อผูกพัน การอำนวยความสะดวกทาง การค้า ตลอดจนให้มีความโปร่งใสและลดอุปสรรคทางการค้าจากการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ ภาษีของประเทศภาคี ทั้งนี้ในส่วนของการเปิดตลาดการค้าสินค้าไทยและศรีลังกา มีระดับการเปิดตลาดการค้า สินค้าที่เท่าเทียมกัน คือร้อยละ ๘๕ ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด และมีระยะเวลา ในการลดหรือยกเว้นอากรเป็นเวลา ๑๖ ปีนับจากวันที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ โดยสินค้า ร้อยละ ๕๐ ของรายการสินค้าทั้งหมดจะยกเว้นภาษีทันทีที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ
๒. การค้าบริการ มีพื้นฐานอยู่บนความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ (GATS) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) โดยกำหนดพันธกรณีต่าง ๆ ที่ประเทศภาคี ต้องปฏิบัติในการใช้บังคับ มาตรการสำหรับการค้าบริการทั้ง ๔ รูปแบบการให้บริการ ได้แก่ (๑) การให้บริการข้ามพรมแดน (๒) การบริโภคในต่างประเทศ (๓) การจัดตั้งธุรกิจ และ (๔) การให้บริการโดยบุคคลธรรมดา (โดยพันธกรณีครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ อาทิ การไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ให้บริการจากภาคี การใช้มาตรการกำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงิน และการมีกฎระเบียบภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการค้าบริการที่โปร่งใส เป็นธรรม และไม่ เลือกปฏิบัติ) โดยไทยได้เปิดตลาดการค้าบริการอยู่ในระดับที่ไม่เกินกว่ากรอบของกฎหมาย ปัจจุบันและการเปิดตลาดภายใต้ความตกลงการค้าเสรีฉบับอื่นที่ไทยเป็นภาคี รวมทั้งเป็น สาขาที่มีความสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของชาติ อาทิ บริการในสาขาบริการ โทรคมนาคม บริการในสาขาบริการด้านการท่องเที่ยว และบริการในสาขาบริการด้าน การขนส่ง ทั้งนี้ไทยเปิดตลาดให้ผู้ให้บริการจากศรีลังกา ถือหุ้นในกิจการได้ถึงร้อยละ ๗๐ ในบางสาขาย่อย อาทิ บริการวิจัยและพัฒนา บริการในสาขาบริการด้านคอมพิวเตอร์ และบริการให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ
ในขณะที่ศรีลังกาเปิดตลาดให้ไทยในระดับสูง โดยเปิดตลาดให้นักลงทุนไทย ถือหุ้นได้ถึงร้อยละ ๑๐๐ ในสาขาบริการต่าง ๆ จำนวน ๕๐ สาขาย่อย อาทิ บริการ คอมพิวเตอร์ บริการการวิจัยและพัฒนา บริการโฆษณา บริการให้คำปรึกษาด้านการบริหาร จัดการ บริการโทรคมนาคม บริการแฟรนไชส์ บริการสิ่งแวดล้อม บริการด้านการเงินและ ประกันภัย บริการโรงแรมและร้านอาหาร บริการด้านกีฬาและนันทนาการ และบริการขนส่ง ทางทะเล
๓. การลงทุน ครอบคลุมประเด็น ๔ เสาหลักของการลงทุน ได้แก่ การเปิด เสรี การส่งเสริม การอำนวยความสะดวก และการคุ้มครองการลงทุน ทั้งนี้ไทยได้เปิดเสรี ให้นักลงทุนศรีลังกาเข้ามาลงทุนในสาขาการผลิต โดยผูกพันให้สามารถถือหุ้นได้สูงสุด ร้อยละ ๑๐๐ จำนวนทั้งสิ้น ๓๐ สาขา อาทิ การแปรรูปและการถนอมเนื้อสัตว์ การแปรรูป และการถนอมปลา การแปรรูปและการถนอมผลไม้และผัก และการผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่ ประเทศศรีลังกาเปิดเสรีให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในสาขาการผลิต โดยผูกพันให้นักลงทุน ไทยสามารถถือหุ้นได้ สูงสุดร้อยละ ๑๐๐ จำนวน ๓๕ สาขา อาทิ การแปรรูปอาหาร การผลิตสิ่งทอ การผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และทันตกรรม
จากสาระสำคัญของความตกลงที่กระผมได้กล่าวไปในข้างต้น แสดงให้เห็นว่า FTA ไทย-ศรีลังกา ได้สะท้อนบริบทและศักยภาพทางเศรษฐกิจของทั้ง ๒ ประเทศ ซึ่งถือเป็น ความสำเร็จร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่มี ส่วนร่วมในการให้ความเห็นเพื่อจัดทำเป็นท่าทีการเจรจาของไทยในทุกช่วงการเจรจา กระผมขอเรียนว่าในภาพรวมของพันธกรณีภายใต้ FTA ไทย-ศรีลังกา มีความสอดคล้อง กับกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทยในปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายภายในประเทศ เพิ่มเติมจากที่อยู่ระหว่างดำเนินการ หรือมีนโยบายที่จะดำเนินการ แต่จะมีการออกประกาศ กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ใน ๓ เรื่อง ได้แก่
๑. ประกาศกระทรวงการคลังเพื่อยกเว้นอากรและลดอัตราศุลกากรสำหรับ สินค้าที่ผูกพันการลดภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา
๒. ประกาศกรมศุลกากรและคำสั่งทั่วไปของกรมศุลกากร เพื่อปฏิบัติตาม พันธกรณีของความตกลง
๓. ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่องการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด สินค้าตามความตกลง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและขั้นตอนในการขอหนังสือรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้าประกอบการส่งออก เพื่อใช้สิทธิทางภาษีศุลกากรภายใต้ความตกลง ทั้งนี้ ความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา จะมีผลใช้บังคับในวันที่ ๓๐ หลังจากคู่ภาคีได้แจ้งว่ามี การดำเนินกระบวนการภายในประเทศที่จำเป็นสำหรับการมีผลบังคับใช้ตามความตกลง ดังกล่าวแล้วเสร็จ
ประโยชน์ของความตกลง ท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติ กระผมขอเรียนว่าความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่ม ขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในตลาดศรีลังกา รวมทั้งขยาย โอกาสด้านการค้าและการลงทุนให้กับนักลงทุนไทยที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ อุปทานในภูมิภาคเอเชียใต้ รวมทั้งตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป เนื่องจากประเทศ ศรีลังกาเป็นประเทศที่มีจุดแข็งด้านที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่บนเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ของโลก ในมหาสมุทรอินเดีย เชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ รวมทั้งยังมี วัตถุดิบทั้งด้านการเกษตร ประมง และแร่ธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการเป็นฐานการลงทุน ของนักลงทุนไทยโดยในด้านการค้าสินค้า ความตกลงจะช่วยขยายโอกาสให้สินค้าไทย ได้แต้มต่อทางภาษีศุลกากรในการเข้าสู่ตลาดศรีลังกาจากการที่ศรีลังกายกเว้นภาษีสินค้า ถึงร้อยละ ๘๐ ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด โดยสินค้าไทยที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่ สัตว์มีชีวิต อาหารปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์ อาหารสัตว์ ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอ อัญมณี เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์แร่โลหะ ปุ๋ย เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์จากพลาสติก เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น โทรทัศน์ ถุงมือยาง และเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทย จะมีแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มมากขึ้นจากการที่ไทยเปิดตลาดให้กับสินค้าในกลุ่มวัตถุดิบ จากศรีลังกา อาทิ ด้ายไนล่อน และสารเติมแต่งสำหรับน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน การผลิตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทย
ด้านการค้าบริการ ความตกลงจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไป ลงทุนในภาคบริการในศรีลังกามากขึ้น โดยศรีลังกาได้เปิดตลาดให้ไทยเพิ่มเติมจาก ที่ผูกพันไว้ในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการไทยสามารถ ถือหุ้นในกิจการได้ถึงร้อยละ ๑๐๐ ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ สาขาบริการคอมพิวเตอร์ บริการวิจัยและพัฒนา บริการโฆษณา บริการให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ บริการ ทดสอบและวิเคราะห์ทางเทคนิค บริการโทรคมนาคม บริการด้านแฟรนไชส์ บริการ สิ่งแวดล้อม บริการด้านการเงิน รวมถึงประกันภัย บริการโรงแรมและร้านอาหาร บริการ ด้านการกีฬาและนันทนาการ และบริการขนส่งทางทะเล
ด้านการลงทุน ความตกลงจะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุน ในศรีลังกามากขึ้น ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะการลงทุนจัดตั้งธุรกิจ ในสาขา การผลิต จำนวน ๓๕ สาขา อาทิ การแปรรูปอาหาร การผลิตสิ่งทอ การผลิตยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ ทางการแพทย์และทันตกรรม นอกจากนี้นักลงทุนไทยจะได้รับการคุ้มครองการลงทุน อาทิ กรณีการลงทุนที่ได้รับ ผลกระทบจากการเวนคืน หรือเหตุการณ์ไม่สงบภายในประเทศ รวมถึงนักลงทุนไทย ยังสามารถใช้กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับรัฐได้อีกด้วย
๔. ผลกระทบและมาตรการรองรับความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา ไม่ได้ ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อไทย เนื่องจากไทยมีความอ่อนไหวต่อการเปิดตลาดสินค้าให้กับ ศรีลังกา อย่างไรก็ตามอาจมีการนำเข้าสินค้าบางรายการจากศรีลังกาเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้สินค้า ที่ศรีลังกามีศักยภาพในตลาดโลก ได้แก่ ชา ใบชาดำ และมะพร้าวฝอย ซึ่งไทยยังคงสงวน สิทธิในการยกเว้นอากรให้สินค้าดังกล่าวของศรีลังกา เพราะการนำเข้าที่อยู่ในปริมาณโควตา ภายใต้ WTO เท่านั้น ดังนั้นจึงคาดว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดสินค้า ดังกล่าวให้กับศรีลังกา
สำหรับการเปิดตลาดการค้าบริการ อาจก่อให้เกิดการแข่งขันระหว่าง ผู้ประกอบการไทยและศรีลังกาในบางสาขาย่อยหรือบางกิจกรรม อาทิ บริการด้าน คอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตามไทยยังคงกำหนดเงื่อนไขที่เปิดกว้างให้รัฐสามารถออกมาตรการ เพื่อปกป้องดูแลผลประโยชน์ชาติและผู้ประกอบการในประเทศได้ สำหรับการเปิดเสรี การลงทุน ไทยได้ผูกพันสาขาการผลิตเพิ่มเติมจาก RCEP จำนวน ๖ สาขา ได้แก่ (๑) อุปกรณ์ที่ใช้ในทางการแพทย์และศัลยกรรม และเครื่องมือใช้ทางศัลยศาสตร์ (กระดูก) (๒) อากาศยานและยานอวกาศ (๓) บรรจุภัณฑ์อาหารสีเขียว (๔) ยางล้อและยางใน (๕) ผลิตภัณฑ์ยางชนิดอื่น ๆ และ (๖) หัวรถจักรและตู้สำหรับขนส่งทางรถไฟ หรือรถราง
ดังนั้นการเปิดเสรีภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา จึงไม่น่า จะก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบ นอกจากนี้กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับสาขาการผลิต ดังกล่าวยังไม่มีข้อจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างชาติอีกด้วย นอกจากนี้ปัจจุบันรัฐบาล ได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า อาทิ (๑) กองทุน ปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ (๒) กองทุนช่วยเหลือเพื่อการ ปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ ความรับผิดชอบกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการในการจัดตั้ง กองทุนดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ เพื่อเป็นกลไกในการให้ความ ช่วยเหลือเยียวยา ตลอดจนเตรียมความพร้อมผู้ได้รับผลกระทบจาก การเปิดเสรีทางการค้า ให้สามารถปรับตัวและมีศักยภาพในการแข่งขัน โดยในขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่าง จัดทำร่างพระราชบัญญัติกองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามกระบวนการตรา กฎหมายต่อไป
๕. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กระผมขอเรียนว่านอกจาก การหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๖๖-๒๕๖๗ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา ให้สาธารณชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มาอย่างต่อเนื่องในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วน เพื่อเตรียม ความพร้อมรองรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น เมื่อความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา มีผลบังคับใช้ดังนี้
ในช่วงระหว่างการเจรจา FTA กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมเพื่อชี้แจง ข้อมูลความคืบหน้าการเจรจา จัดทำความตกลงเป็นระยะ ๆ โดยในปี ๒๕๖๖ ได้จัดประชุม ๒ ครั้ง ในเดือนกรกฎาคมและเดือนตุลาคม รวมทั้งยังได้จัดสัมมนาใหญ่ เรื่องเชื่อมโยง ห่วงโซ่อุปทาน วางรากฐานการค้าการลงทุนด้วย FTA ไทย-ศรีลังกา เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า ๒๕๐ คน หลังจากเสร็จสิ้นการเจรจา FTA เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๖ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดสัมมนาประชาพิจารณ์และเผยแพร่ ข้อมูลความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา เพื่อให้ข้อมูลและรับฟังความเห็นจากประชาชน ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๑๗๘ (๔) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงาน และเข้าถึงข้อมูลแล้วรวม ๖,๐๒๕ ราย ดังนี้
(๑) การจัดประชุมเพื่อเผยแพร่ข้อมูลการสรุปผลการเจรจาจัดทำความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๗ โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากภาครัฐ และภาคเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ จำนวน ๒๐๑ ราย
(๒) การจัดสัมมนาประชาพิจารณ์ เรื่อง รุกตลาดเอเชียใต้ ขยายการค้า การลงทุนด้วย FTA ไทย-ศรีลังกา เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น ๖๙๑ ราย
(๓) การจัดสัมมนาประชาพิจารณ์ Online เรื่อง รุกตลาดเอเชียใต้ ขยาย การค้าการลงทุนจาก FTA ไทย-ศรีลังกา เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ มีผู้เข้าร่วม ๑๑๐ ราย
(๔) การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา และเปิดรับฟัง ความเห็นผ่าน Website กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ โดยจนถึงขณะนี้ มีผู้เข้าชมแล้ว ๕,๐๒๓ ราย ณ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๗
ทั้งนี้ผลการรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ในภาพรวมไม่มีข้อขัดข้อง ต่อการจัดทำความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา และเห็นว่าความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา จะเป็นโอกาสทางการค้าให้กับภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทย โดยไทยถือเป็นประเทศ ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศที่ ๒ ที่สามารถสรุปการเจรจาความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา ได้ต่อจากสิงคโปร์ ทั้งนี้หลังจากที่ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา ได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภาแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะแจ้งหน่วยงานภาครัฐเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันต่อไป
สุดท้ายนี้กระผมขอเรียนว่าความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทย แต่สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ถือเป็นความตกลงของคนไทยทุกคน และเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย รวมทั้งจะช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนต่อไป ด้วยเหตุผล ที่กล่าวมาข้างต้นกระผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐสภาจะพิจารณาให้ความเห็นชอบ ความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตย ศรีลังกาที่เสนอมาในวันนี้ เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับโดยเร็ว เพื่อประโยชน์สูงสุด ของประชาชนและประเทศชาติ ขอบพระคุณครับ