ชูศักดิ์ แจงขอถอนร่างกฎหมายคดีการเมือง หลังเห็นอาจขัดรัฐธรรมนูญ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

ชูศักดิ์ ศิรินิล เสนอแก้ไขร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการทุจริตและวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมุ่งเน้นการถ่วงดุลอำนาจ ป.ป.ช. ผ่านกลไกการส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด และเปิดช่องให้ประชาชนสามารถยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาได้ในกรณีที่ไม่มีการสั่งฟ้อง แต่จากการพิจารณาเบื้องต้นพบว่าอาจขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและไม่ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงขอถอนร่างกฎหมายทั้งสองฉบับเพื่อทบทวนให้รอบคอบยิ่งขึ้น และแจ้งที่ประชุมเพื่อรับทราบ

รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ขอกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติดังต่อไปนี้ว่า กระผม และคณะ ได้นำเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๖ ขณะเดียวกัน ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในคราวเดียวกัน เป็นร่างกฎหมาย ๒ ฉบับ เมื่อได้ นำเสนอไปแล้ว กระบวนการของรัฐสภาก็มีการรับฟังความเห็นตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาโดยลำดับต่อมา

สำหรับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปราม การทุจริต (ฉบับที่.. ) พ.ศ. .... นั้น กระผมขอกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมโดยย่อ ๆ ว่ามีเจตนารมณ์สำคัญ ๒ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือกระผมคิดว่ามันควรจะต้องมีการถ่วงดุลการใช้อำนาจ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนคดีทุจริตประพฤติมิชอบทั้งหลาย ในปัจจุบันนี้ หลักการกฎหมาย ป.ป.ช. ที่มีอยู่ หาก ป.ป.ช. เห็นว่าคดีใดไม่มีมูลสั่งยุติเรื่อง เรื่องนั้นก็ยุติ ลงไปเลย ไม่มีองค์กรใดมาตรวจสอบว่าที่ยุติเรื่องนั้นมีพยานหลักฐานเป็นอย่างไร เพียงพอ หรือไม่ ผมเลยนำเสนอแก้ไขว่าถ้าเห็นว่าควรยุติเรื่อง หรือคดีไม่มีมูล สมควรส่งสำนวน ดังกล่าวให้อัยการสูงสุดพิจารณาด้วย หากอัยการสูงสุดเห็นว่ามีมูล มีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็อาจจะสามารถฟ้องคดีอาญานั้น ต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ หากเห็นว่าไม่มีมูลตามที่ ป.ป.ช. ชี้มูล มีมติก็สั่งยุติเรื่องไปได้ อันนี้ ก็จะเป็นการคานอำนาจซึ่งกันและกัน คานการตรวจสอบซึ่งกันและกันว่าการใช้อำนาจหน้าที่ เหล่านั้นถูกต้องหรือไม่ ในสภาพปัจจุบันนี้ถ้า ป.ป.ช. เห็นว่ามีมูลส่งให้อัยการสูงสุด อัยการ สูงสุดเห็นควรไม่ฟ้องก็ตั้งกรรมการร่วมกัน ป.ป.ช. มีอำนาจที่จะฟ้องคดีได้เอง ซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักหรืออำนาจระหว่าง ป.ป.ช. และหน่วยงานอื่นนั้นค่อนข้าง จะไม่ลงตัว ไม่มีน้ำหนักเพียงพออย่างนี้เป็นต้น

ประการที่ ๒ กระผมเห็นว่าหากกรณีที่ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้อง ในคดีที่มีประชาชนได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งยุติเรื่อง ก็สมควรที่จะให้ประชาชนนั้นสามารถฟ้องคดีต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน อันนี้คือหลักการสำคัญ ๒ ประการ ผลจากการพิจารณาความคิดเห็นตามข้อบังคับ ของรัฐสภาและตามรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมว่าผลการพิจารณา แล้วความเห็นส่วนใหญ่มีแนวโน้มเห็นด้วยในร่างกฎหมายที่กระผมและคณะเสนอในหลาย ประเด็น อย่างไรก็ตามครับ หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ เห็นด้วยในบางกรณี แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่เห็นด้วยในหลักการสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้ไต่สวนคดีทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ เห็น ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการว่าคดีที่มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้ถูก กล่าวหา ควรจะได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วมีมูลพอสมควร ส่วนหนึ่งเป็นการให้หลักประกันว่าคดีนั้นมีพยานหลักฐาน พอสมควร อีกส่วนหนึ่งเป็นการให้หลักประกันว่าไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะถูกฟ้อง ไปเรื่อย ๆ ทุกคดี อาจจะเป็นปัญหาต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้เป็นต้น การอ้างเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญเช่นนี้ กระผมก็มาไตร่ตรองใคร่ครวญดูแล้ว ก็คิดว่าน่าจะถอนร่างกฎหมายนี้ กลับมาพิจารณาให้รอบคอบรัดกุมให้สมบูรณ์ขึ้น โดยเป็นห่วงเป็นใยเฉพาะประเด็นเรื่องของ การขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายประเภทนี้ ท่านประธานที่เคารพ หากรัฐสภานี้ผ่านไปแล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องส่งองค์กรอิสระทั้งหลายเขาไปพิจารณาด้วย ถ้าเขา เห็นว่ามันขัดรัฐธรรมนูญเขาก็มีอำนาจหน้าที่ที่จะส่งมาที่สภา เพื่อให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญอีก อย่างนี้เป็นต้น กระผมก็เลยคิดว่าเพื่อความรอบคอบรัดกุม เพื่อความสมบูรณ์ทั้งหลาย ก็ขอ อนุญาตต่อสภาแห่งนี้ที่จะขอถอนร่างดังกล่าวออกมาก่อน ซึ่งประธานก็อนุญาตให้ถอนร่าง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๗ ของรัฐสภา บอกไว้ชัดเจนว่าร่างใดที่ได้รับ การบรรจุในรัฐสภาแล้วการถอนร่างต้องขอความเห็นชอบจากรัฐบาลเสียก่อน วันนี้กระผมจึง มาขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาและที่ประชุมครับ ขออนุญาตถอนร่างและขอได้โปรด อนุมัติให้ถอนร่างนี้ออกไปก่อน

สำหรับกฎหมายฉบับที่ ๒ นั้นก็คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นกฎหมายประกอบคู่กันไป หมายความว่าถ้ากฎหมายฉบับแรกผ่านการพิจารณาแล้ว กฎหมายฉบับที่ ๒ ก็จำเป็นจะต้อง ได้รับการพิจารณา เมื่อฉบับแรกเราขอถอนออกไป ฉบับที่ ๒ ก็ขออนุญาตที่จะถอน ตามไปด้วยนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนประธานและที่ประชุมด้วยความเคารพนะครับ ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ