จิราพร สินธุไพร แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยย้ำถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ และการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายฉบับ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประชาธิปไตยในประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) เพื่อแก้ไขความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดทำประชามติ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ นับแต่การหาเสียงเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่ถือธงนำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับนี้มาโดยตลอด ในปี ๒๕๖๓ พรรคเพื่อไทย นำโดยท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น ได้ยื่นร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญถึง ๕ ฉบับ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าสุดท้ายไปไม่ถึงฝั่งฝัน ต่อมาปี ๒๕๖๔ พรรคเพื่อไทยได้ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง จำนวนราว ๔ ฉบับ และเช่นเคยค่ะ ที่ประชุม รัฐสภามีมติไม่ให้ไปต่อ มีเพียงร่างแก้ไขระบบการเลือกตั้งบัตร ๒ ใบที่ผ่านการพิจารณา และได้ใช้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ปี ๒๕๖๕ พรรคเพื่อไทยได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว แต่เราก็ยังยืนหยัดในการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ให้เป็นประชาธิปไตยเช่นเดิม ในขณะนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยได้เข้าชื่อกัน เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถฝ่าด่านหินไปได้ ท่านประธานที่เคารพ ความพยายามของพรรคเพื่อไทย ดิฉันคิดว่าไม่ต่ำกว่า ๑๔ ครั้ง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผนวกกับเสียงของประชาชนที่เรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จนถึง วันนี้ยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ เป็นเครื่องยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่ใช่เรื่อง ง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่ายในการผลักดัน อย่างไรก็ดีหลังการ เลือกตั้งปี ๒๕๖๖ เมื่อพรรคเพื่อไทยสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ และมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เรายังไม่ละความพยายามในการสานต่ออุดมการณ์ และจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้แถลง นโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ ซึ่งในหน้า ๖ มีรายละเอียดของนโยบาย เร่งด่วน สุดท้ายระบุว่าการแก้ปัญหาความแตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึด รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและไม่แก้ไข ในหมวดพระมหากษัตริย์ และด้วยความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาลและอีก หลายฝ่าย รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งวันนี้ได้สรุปผลเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดีจากประสบการณ์ในการยื่นแก้ไข รัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมาทำให้พรรคเพื่อไทยต้องดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบ ดังนั้นพรรคเพื่อไทย นำโดยท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๗ มุ่งหวังที่จะเป็นอีก ๑ แรง และอีก ๑ หนทางในการช่วยเปิดเส้นทางที่จะนำไปสู่การแก้ไข รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ อย่างไรก็ดีเมื่อประธานรัฐสภามีคำวินิจฉัยไม่บรรจุวาระร่างขอแก้ไข รัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยได้ยื่นไป ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามแนวทางเดิมของท่านประธาน รัฐสภาคนก่อนได้วินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ซึ่งดิฉันต้องเรียนว่าการที่ประธานรัฐสภาไม่บรรจุญัตติ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ทำให้ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย สูญเปล่า พรรคเพื่อไทยเราทราบดีถึงความยากลำบากและเห็นถึงอุปสรรคของการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น เราจึงพยายามใช้ทุกโอกาสที่มี เพื่อกรุยทางทำให้นำไปสู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จได้จริงตามที่ได้หาเสียงไว้ ดังนั้นวันนี้พรรคเพื่อไทย นำโดย อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ได้เสนอญัตติเรื่องขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) มุ่งหวัง เพื่อนำคำวินิจฉัยของประธานรัฐสภาไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ ซึ่งการดำเนินการนี้ จะทำให้ศาลธรรมนูญต้องวินิจฉัยว่าการที่สมาชิกรัฐสภาได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ยังไม่ได้ถามประชามติ จากประชาชนว่าประชาชนเห็นด้วยกับการจัดทำร่างฉบับใหม่นั้น รัฐสภาจะสามารถบรรจุ วาระและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นได้หรือไม่ หรือต้องทำประชามติก่อนที่จะ มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ท่านประธานที่เคารพคะ ถ้าเราดูสิ่งที่ศาล รัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยท่านจะเห็นว่าญัตติในวันนี้มีความสำคัญ และเป็นโอกาสที่เราจะทำให้ เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ซึ่งเป็นประเด็นที่ ถกเถียงกันมาตลอดถึงความไม่ชัดเจนของการตีความ ว่าสรุปแล้วการจัดทำประชามติต้องทำ กี่ครั้งกันแน่ ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง แม้พรรคเพื่อไทยจะมีมุมมองเดียวกันกับพรรคฝ่ายค้าน หลายท่านว่าการทำประชามติต้องทำเพียงแค่ ๒ ครั้ง แต่ก็ยังเป็นมุมมองและการตีความที่ยัง ไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งในส่วนนี้เราต้องการความรอบคอบและรัดกุม เพราะการทำประชามติ แต่ละครั้งเหมือนที่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปราย ต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่าราว ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาท การอภิปรายไปก่อนหน้านี้เราก็จะเห็นว่าถ้าคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญบอกว่าเราต้องทำแค่ ๒ ครั้ง เราก็จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ หลายพันล้านบาท หรือหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องทำ ๓ ครั้ง หรือกี่ครั้งก็ตาม ก็จะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่า ถ้าเราเดินตามทางนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะ ปลอดภัย และนำไปสู่การแก้ไขให้สำเร็จได้จริง ท่านประธานที่เคารพคะ หากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยที่จะนำไปสู่การได้ข้อสรุปเรื่องการทำประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เท่ากับว่าเราจะได้กุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกให้ทั้งรัฐบาลและรัฐสภาสามารถเดินหน้า ฝ่าด่านกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญต่อไปได้ ดิฉันจึงสนับสนุนญัตติของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และหวังว่าท่านสมาชิกรัฐสภาที่ประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา จะได้ลงมติสนับสนุนญัตตินี้ เพื่อเปิดทาง นำไปสู่การสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนต่อไป ขอบคุณค่ะ