รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

ธีรัจชัย พันธุมาศ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย และอธิบายถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ เช่น รัฐสภา วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยเรื่องการขัดแย้งอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรต่างๆ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เกี่ยวกับญัตติของท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ต้องการที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โปรดวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลนั้นจะสามารถที่จะเสนอ ได้หรือไม่ ขอเรียนด้วยความเคารพอย่างนี้ ในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานับแต่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมา ปัญหาคือมีอยู่ ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่ได้ประโยชน์จาก รัฐธรรมนูญ นั่นคือเป็นฝ่ายที่เชื่อมโยงกับการรัฐประหาร มีมากมายหลายท่าน จะไม่เอ่ย เอาเป็นฝ่ายแล้วกัน จะพยายามให้เหตุผลที่จะให้แก้ยากและให้ไม่ได้แก้ อีกฝ่ายหนึ่งที่เป็น ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน ก็มักที่จะยืนยันว่าเจตจำนงของประชาชนที่จะแก้ไข ให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนนั้นอยากจะให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ถูกขัดขวางและตกตลอด ที่ผ่านมาในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการที่มาวางกลไกก้าวล้ำ ก้าวล่วงในส่วนของอำนาจนิติบัญญัติหรือไม่ ที่มากำหนดวิธีการ อำนาจวิธีการต่าง ๆ ในการ ร่างว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างนะครับ ในคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๔๖ ในช่วงท้ายก็บอก ไว้ว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มี อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วต้องให้ประชาชน ลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง เรียนอย่างนี้นะครับ นี่คือ คำวินิจฉัยของศาลในช่วงท้ายของคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๔๖ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ บัญญัติ ไว้ชัดเจนว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเกินกว่ากฎหมายไม่ได้ เรามาดูในส่วนที่เมื่อสักครู่ที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาบางท่านได้กรุณาอภิปราย อ้างมาตรา ๒๑๐ มาตรา ๒๑๐ เขาบอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) พิจารณาวินิจฉัย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย (๒) พิจารณาวินิจฉัยปัญหา เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี หรือ องค์กรอิสระ (๓) หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่าการที่ ศาลจะวินิจฉัยมีอำนาจ คือจะไม่เกินนี้เท่านั้นคือต้องปฏิบัติเป็นไปตามกฎหมาย เรื่องแรก สำคัญมาก ก็คือ

(๑) พิจารณาความชอบโดยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ตัววัตถุของตัวนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคือต้องมีร่างรัฐธรรมนูญก่อน ถึงจะวินิจฉัยว่า โดยชอบหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีวัตถุของกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาร่างก่อนไม่ได้

(๒) พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านวุฒิสภาก็บอกไว้แล้วว่ามันเป็นเรื่องความ ขัดแย้งขัดข้องขององค์กรแต่ละหน่วยงาน ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจก้าวล่วงมาวางกติกา ก้าวล่วงในส่วนของอำนาจนิติบัญญัติซึ่งฝ่ายบริหาร Montesquieu บอกไว้เลยครับ การแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ คือออกกฎหมายบริหารบังคับใช้ กฎหมาย ตุลาการ วินิจฉัยกฎหมายทั้ง ๓ อำนาจ เหมือนบ้าน ๓ หลัง ที่อยู่ด้วยกัน ติด ๆ กัน แต่จะข้ามรั้วไปฝั่งอีกบ้านหนึ่งให้ทำอย่างไร ไม่ได้ แต่ในส่วนข้อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ เขาให้พูดถึงเรื่องอำนาจหน้าที่เท่านั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกไว้ ว่า รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ อันนี้ถือว่าใช่ครับ เป็นวินิจฉัยถูกต้องว่า อำนาจหน้าที่ใหม่ได้ คือวินิจฉัยถึงอำนาจหน้าที่ แต่ส่วนที่เกินมาครับ เป็นข้อกำหนดที่ก้าว ล่วงถึงอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยตรงนี้ ก็คือ โดยให้ ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงมติเสียก่อนว่าประชาชนจะประสงค์ให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชน ลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง นี่คือเป็นการก้าวล่วง อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจทำไว้ แต่ก็เขียนมาแล้วนะครับ เป็นการ ขยายอำนาจเข้ามาอีกบ้านหนึ่ง คือบ้านของฝ่ายนิติบัญญัติบอกว่าห้องน้ำจะต้องไม่อยู่ หลังบ้าน จะต้องอยู่หน้าบ้าน หรืออะไรต้องไปให้เขาจัดการ นี่คือก้าวล่วง ผมเรียนอย่างนี้ว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ นั่นหมายถึงว่าอำนาจนิติบัญญัติจะอ่อนด้อยและถูกด้อยค่าจากศาล รัฐธรรมนูญ และการขยายขึ้นมา ถ้าเป็นอย่างนี้ โดยที่รัฐสภาแห่งนี้เอาญัตตินี้ ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญที่มาเป็นอย่างไรครับ ศาลรัฐธรรมนูญครับ มาจากการสรรหา มี ๔ คน ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธานสภา ผู้แทนราษฎร แล้วก็ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บวกกับองค์กรอิสระอีก ๖ องค์กร องค์อิสระมาอย่างไรครับ มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็การสรรหา แบบเดียวกัน และวุฒิสภามาจากไหนครับ แต่งตั้งจาก คสช. ๖ องค์กรอิสระ กับ ๔ องค์กร ตามกฎหมาย ถามว่าองค์กรเหล่านี้จะมีอย่างไรครับ ก็เป็นที่มาเชื่อมโยงกับการรัฐประหาร ในส่วนนี้เท่านั้นเอง ผมบอกตอนต้นแล้วว่ามี ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ที่จะให้มีการแก้ อีกฝ่ายหนึ่งต้องการทำเจตจำนงที่จะเป็นการแก้ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ถ้าเป็นอย่างนั้นถึงแม้จะส่งไป ไม่มีทางหรอกครับ เพราะการกำหนดเงื่อนไขตรงนี้ ที่กำหนด มาว่าต้องทำอะไรบ้าง ต้องให้ประชาชนทำก่อน เป็นการก้าวล่วงแล้วครับ ไม่มีผูกพัน ผูกพัน ไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำตามกฎหมาย ๒. ในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ เขากำหนดประเด็นอย่างไรครับ เขาให้ถาม กฎหมายบอกให้ถามถึงอำนาจหน้าที่ ก็ตอบ ไปแล้ว ใช่ แต่การกำหนดประเด็นพิพาทเขากำหนดเป็นแบบนี้ครับ กรณีที่ขัดแย้งต่อ รัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม สมควรมีมาตรการปรับปรุงกฎหมายหรือไม่อย่างไร มากำหนด ประเด็นที่เกินกับอำนาจตามกฎหมาย มากำหนดคือมาตรการคือมาก้าวล่วงนิติบัญญัติ นะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะตกลงกันเอง ตกลงกันเองแล้วทำกันเองว่าเรา ควรจะมียื่นอย่างไร รับอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิกำหนด ตัวนี้เป็นคำตอบอันหนึ่งว่า ในการพิจารณาวันนี้จะส่งไปหรือไม่อย่างไร ถ้าส่งไป นั่นหมายความว่า ส่งไปก็คือว่า ก็คือไป ให้อำนาจ ยื่นดาบ หรือหมายถึงว่ายื่นคอไปให้เขาตัดสิน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าธงคือจะทำให้แก้ ยาก หรือไม่ได้แก้ ไม่มีทางอยู่แล้วครับ ส่งไปไม่มีทาง ทางที่ดีที่สุดสภาของเรา ซึ่งตอนนี้รัฐสภาอาจจะไม่เต็มร้อยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อาจจะมี ๒๕๐ อยากจะมาในส่วนตรงนี้ เราก็สู้ไปแบบนี้เพื่อคืนอำนาจของประชาชนให้ได้ เรายื่นยันไปเอง แต่สำคัญคือเราต้องกล้าหาญในส่วนสภาผู้แทนราษฎรครับ ประธานรัฐสภา ก็คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะถอดใจความไม่กล้าหาญและหวาดกลัวต่ออำนาจที่ไม่ได้ทำ ตามกฎหมาย ไม่ได้ จะต้องกล้าหาญกว่านี้ครับ ที่ผ่านมาการเสนอร่างของฝ่ายพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเอ่ยนะครับ ที่อาจารย์ชูศักดิ์ของพรรคก้าวไกลส่งไป และเหตุผลที่มีหนังสือ ของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคือฝ่ายกฎหมาย แล้วก็เชื่อตามนั้น บอกว่าเป็นการแก้ ในหมวด ๑๕/๑ เป็นการแก้ทั้งฉบับ และจะต้องแก้ไข คือจะต้องมีการทำประชามติก่อน คือขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จะต้องส่งศาลจนมาถึงญัตติในวันนี้ กรณีแบบนี้นั่นคือประธาน รัฐสภานั้นไปเชื่อต่อฝ่ายข้าราชการประจำครับ สำนักเลขาธิการรัฐมนตรีเป็นฝ่ายกฎหมาย อะไรแล้วก็ตั้งแต่ เขาเป็นฝ่ายนิติกรรมมีอำนาจไหนรองรับมาเป็นอำนาจของประชาชน ที่จะต้องให้มากำหนดห้าม ไม่ห้าม หรือมาชี้ขาดว่าอะไรต้องไปต่อ นี่คือกระบวนการ ๒ ชั้น ที่ปิดกั้นอำนาจของตัวเอง ชั้นที่ ๑ คือประธานสภาไม่กล้า แล้วไปเชื่อสำนักเลขาธิการ ซึ่งมี ใครบ้าง อย่าให้เปิดชื่อนะครับ ๑ ๒ ๓ ใครครับ มีอำนาจอะไร มาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น แล้วก็บอกว่าไม่ให้แก้ไข แล้วบอกว่าการแก้มาตรา ๒๕๖ อย่างนี้นะครับ ที่กระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นการแก้ไขทั้งฉบับ เอาอะไรมาวินิจฉัย ใช้อำนาจอะไรครับ แล้วประธานสภา ทำไมต้องเชื่อด้วยล่ะครับ ความสง่างามของประธานรัฐสภาไปไหน กลัวอะไรนักหนาครับ ผมขอคำตอบด้วยนะครับ จากท่านประธานรัฐสภาว่ารายชื่อใครครับ แล้วมีอำนาจอะไรที่จะ มากำหนดชี้ขาดอย่างนี้ไป ความจริงแล้วท่านประธานสภาเป็นตัวของตัวเองและมั่นใจใน อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงอยู่แล้ว สามารถยื่นญัตติ ยื่นร่างรัฐธรรมนูญเข้าไปได้เลย และพิจารณาไปเลย ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ ข้อ ๑ ตามมาตรา ๒๑๐ คือพิจารณาตัวร่างกฎหมายว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การพิจารณาก็คือ ก่อนประกาศใช้ กับหลังประกาศใช้เท่านั้น ส่วนจะทำประชามติหรือไม่ อย่างไร มันอยู่ที่สภา เป็นผู้กำหนดเอง ไม่ต้องมาก้าวล่วง ไม่ต้องมาก้าวล่วงนะครับ ท่านไม่มีอำนาจในการก้าวล่วง มาวินิจฉัยเกิน ขณะนี้เกินอำนาจตัวเองแล้วมาก้าวล่วง เหมือนไปบอกว่าต้องไปรื้อบ้าน ส่วนโน้นส่วนนี้ บ้านชาวบ้านเขา ท่านประธานที่เคารพครับ อำนาจมันมักจะทำให้คนเสียคน แต่ถ้าอำนาจที่เด็ดขาดอยู่กับมือของใครมักจะทำให้คนนั้นเสียคนอย่างเด็ดขาด อำนาจ ๒ อำนาจ ถ้าตุลาการมีอำนาจในการออกกฎเกณฑ์ ออกกฎหมายได้ด้วย นั่นคือจะทำให้คนที่ ใช้อำนาจนั้นเสียคนอย่างเด็ดขาด ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญกำลังก้าวล่วงมากำหนดกฎเกณฑ์ ด้วยให้ว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง โดยที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการทำประชามติแค่ครั้งเดียว นะครับ แต่กรรมาธิการแก้ทำไมต้องทำ ๒ ครั้ง ผมไม่เข้าใจ คุณเอาอำนาจจากไหนมา กำหนดว่าต้องให้ ๒ ครั้งล่ะครับ และการแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ การฟังประชามติ เป็นประชามติทั่วโลกเขาบอกว่ามีปัญหา คนมาคัดค้านก็ถูกจับกุมนะครับ หรือแม้กระทั่ง คำถามพ่วงที่ออกมาก็คลุมเครือ ให้คนเข้าใจผิด และมีการหลอกล่อบอกว่าให้รับไปก่อน แล้วแก้ทีหลัง มันจะทำไม่ให้แก้เลย พอเขาหลงเชื่อให้ผ่านไปก่อน เพราะอีกคนอยากเลือกตั้ง อยากได้อำนาจมาเป็นของประชาชนเลือกตัวแทนของเขา เขาก็ทำขึ้นมา แต่มาถึงนี้มาตั้งต้อง ทำประชามติ ๒ ครั้ง และตอนนี้บางฝ่ายว่าจะให้ทำ ๓ ครั้ง ๓ ครั้ง มีร่างตรงไหนให้บอกครับ ไปถึงบอกว่าจะให้ทำหรือไม่ ๓ ครั้ง ๆ ละ ๓,๒๐๐ ก็ ๙,๐๐๐ คือเอาตัวเลขทางเศรษฐกิจมา บีบว่าอย่าให้ทำ นี่คือตัวขัดขวางนะครับ ทำให้มันยากและทำไม่ได้ แล้วถ้าทำไม่ได้พอ รัฐธรรมนูญออกมาไม่ทำตามนี้ก็บอกว่าไม่ชอบอีก แต่ผมถามว่าศาลรัฐธรรมนูญคุณมา จากไหนล่ะครับ มาจากกลไกที่เชื่อมโยงนะ เชื่อมโยงได้นะครับกับสมาชิกวุฒิสภาที่เลือกมา หรือบางทีจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติเลือกเข้ามา และกลไกในการที่จะคัดสรรขึ้นมา ซึ่งมัน ยึดโยงต่ออำนาจรัฐประหาร ทำรายละเอียดด้วยความเป็นธรรมจริง ๆ ด้วยความเคารพ จริง ๆ ในเชิงของรัฐผมไม่ได้ว่าเรื่องตัวบุคคลนะครับ แต่ผมเชื่อเรื่องกลไกของอำนาจ มันไม่ได้ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องทบทวนอำนาจของเราเอง ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญครับ เพียงแต่ว่าเราต้องมาจัดการของเราในส่วนสภาผู้แทนราษฎร ในส่วน รัฐสภาว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร แล้วให้ประธานสภากล้าหาญกว่านี้ ใช้คำว่า ประธานสภากล้าหาญกว่านี้ ในการยืนยันอำนาจของเราเอง และเราสามารถที่จะเดิน ไปด้วยกันในการที่จะแหวกวงล้อมของการที่ปิดกั้นไม่ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัดองค์กร ที่เอาเปรียบ เยอะแยะที่วางไว้ กลไกเต็มไปหมด ขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย และเอาเปรียบในเชิงอำนาจ ไม่มาแข่งขันอย่างเป็นธรรม และต้องการมีอำนาจโดยไม่ผ่าน ประชาชนเราต้องการอย่างนี้ เอาสักทีหนึ่ง เรียนฝากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและฝาก ท่านสมาชิกวุฒิสภา อยากให้ท่านฝากผลงานไว้สักครั้งหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้ถ้ามีโอกาสร่วม ในการแก้ไขการเลือกตั้งกรรมการอย่างนี้ก็ช่วยกันแก้เถอะถ้าท่านยังอยู่นะครับ แล้วก็ผ่านไป คืนอำนาจให้ประชาชนจริง ๆ เถอะครับ อย่าขวางเลย และการยกบอกว่ามีการทำประชามติ อะไรมันอายเขา อย่ายกอีกเลยครับ อายเขา ยกกี่ครั้งก็คือมันน่าอายนะครับ มันไม่ได้ ชอบธรรมสักนิดหนึ่ง ขอฝากให้พวกเรานั้น และเรียนย้ำท่านประธานรัฐสภา ขอให้ท่าน กล้าหาญเพื่อที่จะผ่านร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปด้วยกันครับ