เฉลิมชัย ตั้งคำถามประชุมร่วมรัฐสภาพบกพร่องรัฐธรรมนูญ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

เฉลิมชัย เครืองาม ตั้งข้อสังเกตถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการประชุมร่วมรัฐสภา โดยเฉพาะในแง่เหตุผลและข้อกำหนดตามมาตรา ๑๕๖ ที่จำกัดกรณีการประชุมร่วม พร้อมชี้ว่าการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการอาจไม่ก่อให้เกิดปัญหากับรัฐสภา และเสนอแนวทางแก้ไขข้อขัดแย้งผ่านกลไกของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่จำเป็นต้องลงมติในที่ประชุม

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ สว. ได้โควตาเวลา ๒ ชั่วโมง แล้วก็ มีผู้อภิปรายน้อย เจ้าหน้าที่แจ้งว่าขอให้เริ่มต้นที่ ๘ นาที ก็คงจะเกินเวลา ขอความกรุณา ท่านประธาน ท่านประธานครับ วันนี้เป็นอีกวาระหนึ่งที่รัฐสภาต้องกลับมาพิจารณา ในเรื่องที่มีความสำคัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ถามว่าทำไม ผมถึงเป็นผู้อภิปรายเป็นคนแรก จริง ๆ ก็ไม่ได้มีประเด็นที่จะลงในรายละเอียดของญัตติ ของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม รวมทั้งร่างแก้ไขสนับสนุน มาตรา ๒๕๖ มากเท่าไร แต่ผมมีประเด็นสำคัญก่อนที่เราจะไปไกลกว่านี้ ลึกกว่านี้ จนกระทั่งอาจจะ มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ที่ขออนุญาตท่านประธานและผู้เสนอญัตติช่วยกรุณาพิจารณา ร่วมกัน แล้วก็ขอคำตอบขอคำอธิบาย เพราะประเด็นที่ผมอยากเรียนถามนำเสนอ เป็นข้อสังเกต รวมทั้งคำถามนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ วันนี้เป็นการ ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ทั้งนี้ก็เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐ ของรัฐสภา ถ้าทุกท่าน จะกรุณาเปิดข้อบังคับ ข้อ ๑๐ ข้อบังคับ ข้อ ๑๐ มีดังนี้ครับ การประชุมรัฐสภาให้เป็นไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๖ ของรัฐธรรมนูญ ถ้าอย่างนั้นก็มาเปิดดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ มาตรา ๑๕๖ เขียนไว้ดังนี้ ในกรณีต่อไปนี้ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน มี (๑) (๒) (๓) ไล่ไป (๑๕) (๑๖) คำถามของผมเริ่มเลยว่า วันนี้ที่เรากำลังประชุมร่วมรัฐสภาอยู่นั้น เป็นการพิจารณาญัตติของผู้เสนอ ไม่เกี่ยวกับพรรค ผมเอาว่าไม่ใช้ชื่อพรรค ใช้ว่าคณะของ ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ก็แล้วกัน ขออภัยที่เอ่ยนาม ผมจะใช้ชื่อนี้อีกบ่อย ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ช่วยกรุณาให้อภัยด้วยนะครับ ผมเคารพท่าน คำถามของผมก็คือว่าเรากำลังใช้รัฐธรรมนูญใน บทบัญญัติที่ว่าด้วยการประชุมร่วมของรัฐสภา ในมาตรา ๑๕๖ วงเล็บใดของการประชุมใน ครั้งนี้ (๑) ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (๒) ปฏิญาณตนก็ว่าไป (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) มีเรื่องของการเปิดปิดประชุมรัฐสภา เรื่องการตราข้อบังคับรัฐสภา แถลงนโยบาย มาตรา ๑๖๒ การประกาศสงคราม การแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ (๑๕) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖ (๑๖) กรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ ผมถามว่าวันนี้เป็นการพิจารณาในวงเล็บใด ใช่ (๑๕) หรือไม่ ต้องเรียนว่าไม่ใช่ วันนี้ไม่ใช่ (๑๕) คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะอะไรครับ เพราะร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของท่านอาจารย์ชูศักดิ์และพรรคก้าวไกลที่นำเสนอต่อประธานรัฐสภาถูกยับยั้ง ท่านประธานรัฐสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสำนักงานเลขาธิการ ของรัฐสภานี้ไม่บรรจุวาระนี้เข้าสู่การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผมขีดเส้นใต้ว่า การประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญนั้นตีกรอบเอาไว้ชัดเจนครับ อยู่ดี ๆ เรื่องโน่นนี่นั่นจะเอามาเข้าประชุมร่วมกันของรัฐสภาไม่ได้ อยู่ใน (๑๖) ประเด็น ๑๖ เรื่อง ๑๖ วงเล็บของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ เท่านั้น วันนี้ไม่ใช่การประชุมร่วมกันของ รัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการพิจารณาญัตติของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องจากการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ วันนี้ ต้องเข้าใจตรงกัน เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ลงในรายละเอียดของคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ก็จะมีคน ถามว่าวันนี้มันไม่ใช่การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันก็ไม่ใช่ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่เป็นไปตามมาตรา ๑๕๖ แล้วก็ถูกบังคับด้วยข้อบังคับ ข้อ ๑๐ ว่าการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้นต้องพิจารณาตามมาตรา ๑๕๖ อันนี้เข้าใจ ตรงกันนะครับ ถ้าท่านใดแย้งก็ช่วยกรุณาแย้งได้เลยภายหลัง คำถามมีว่าแล้วเมื่อปี ๒๕๖๔ เคยมีญัตติทำนองอย่างนี้ของท่านไพบูลย์ สส. สมัยนั้น กับท่านสมชาย แสวงการ สว. ปัจจุบันร่วมกับคณะผู้เสนอ เคยเสนอญัตติทำนองนี้คล้าย ๆ กันเข้ามา แล้วทำไม วันนั้นไม่มีปัญหา ทำไมวันนี้ สว. เฉลิมชัย เครืองามจะบอกว่ามันอาจจะมีปัญหาไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ ผมก็จะบอกว่าเพราะวันนั้นอย่าลืมนะครับ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ หลายท่านในที่นี้ก็อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด เรามีญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาในรัฐสภา เรียบร้อยแล้ว เข้ามาเมื่อไรครับ เข้ามาตั้งแต่กันยายน ๒๕๖๓ พิจารณายืดเยื้อกันข้ามวัน ข้ามคืน หลายเดือนต่อเนื่องกันมา เดือนกันยายน เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือน ธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์มีวาระ ๑ ยังไม่ผ่านวาระที่ ๑ เถียงกันมากมาย ผลสุดท้ายมีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาบอกว่าให้ไปพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก่อนขั้นลง มติรับหลักการ พอเอาเรื่องของรายงานการศึกษากรรมาธิการเข้ามาก็ว่ากันไปวาระที่ ๑ มีการลงมติ ในที่สุด ๖ ร่าง เหลือแค่ ๒ ร่าง ก็ผ่านมาเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ ๒ ว่ากันอีก เป็นเดือน จนกระทั่งวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ มีญัตติใหม่เข้ามาครับ ที่ผมว่านี้ ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ขออภัยที่เอ่ยนามท่านไม่ได้เสียหายอะไร กับท่านสมชาย แสวงการ ให้รัฐสภาลง มติรับรองญัตตินี้ตามมาตรา ๒๑๐ ของรัฐธรรมนูญ (๒) ให้มาพิจารณาเรื่องอำนาจหน้าที่ของ รัฐสภาว่ามีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ให้มีมาตรา ๒๕๖/๑ ให้มีหมวด ๑๕/๑ เพื่อตั้ง สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ มันเกิดความขัดแย้งกันมากมายวุ่นวาย เพราะฉะนั้นจึงเป็นคำถามขณะนั้นว่ารัฐสภามีอำนาจหน้าที่ของตัวเองอย่างไรที่จะพิจารณา เรื่องนี้ เรื่องนี้ก็ลงมติกันว่าให้รับรองญัตตินั้นส่งคำถาม ส่งเรื่องปัญหานั้นไปให้ศาล รัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัย ท่านจึงมีคำวินิจฉัยต่อมาเป็นคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ดังที่เราทราบ กันหมดทุกท่าน แล้วก็เป็นปัญหาว่าไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ผมเรียกญัตตินี้ว่า ญัตติไก่กับไข่ใครเกิดก่อน แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ มีปัญหาพัลวันอีรุงตุงนังยุ่งวุ่นวายไปหมด ต้องขอเวลาเกินครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นคำถามของผมก็กลับไปที่บอกว่า วันนี้เรา พิจารณามีรัฐธรรมนูญมาตราใดรองรับ ท่านก็ยังบอกว่าไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าอย่างนั้น เป็นอะไรครับ คำตอบของท่านรวมทั้งฝ่ายเลขาที่บรรจุเข้ามานี้อาจจะบอกว่าเป็นมาตรา ๑๕๖ (๑๖) มาดูมาตรา ๑๕๖ (๑๖) ครับ กรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมจะขยาย ความว่ากรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ชัด ๆ มีอะไรบ้าง คือมาตรา ๑๕๕ ว่าด้วย การอภิปรายทั่วไป คือรัฐสภาอภิปรายทั่วไปปัญหาวิกฤติ เรื่องของน้ำท่วม แผ่นดินถล่มทลาย โควิด-๑๙ วิกฤติเศรษฐกิจอะไรให้รัฐบาลพิจารณาร่วมกัน รวมทั้งมาตรา ๒๗๐ ในการ พิจารณากฎหมายปฏิรูปให้เอามารัฐสภา กรณีอื่นผมยังหาไม่เจอท่านประธาน มาตรา ๒๑๐ (๒) นี้เป็นเพียงบอกถึงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญให้ท่านสามารถพิจารณาเรื่อง อะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ใน (๒) บอกว่าให้พิจารณาเรื่องปัญหาอำนาจหน้าที่ขององค์กรตาม รัฐธรรมนูญ เช่น รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องใหม่ มีตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพียงแต่ไม่ได้เขียนแบบนี้ เรื่องนี้มันจึงมีกฎหมายพิเศษเฉพาะขึ้นมารองรับ คือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธี พิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ ผมไปอ่านดูหลายรอบ ถามผู้รู้ ถามผู้ร่าง ถามผู้ที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นไปตามมาตรา ๔๔ ของ พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ดังนี้ท่านประธาน

มาตรา ๔๔ การยื่นขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีตามมาตรา ๗ (๒) ต้องเป็น ปัญหาซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจที่เกิดขึ้นแล้ว ขีดเส้นใต้คำว่า ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยในกรณีที่ ปัญหานั้นเกิดขึ้นกับหน่วยงานใด ให้หน่วยงานนั้นเป็นผู้มีสิทธิยื่นหนังสือต่อศาล ขอให้ศาล พิจารณาวินิจฉัย ในกรณีที่เป็นปัญหาโต้แย้งระหว่างหน่วยงาน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีสิทธิ ยื่นหนังสือต่อศาลเพื่อขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย มันก็จะมาตรงคำถามของผมกลับมาว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เป็นข้อขัดแย้งของใครกับใคร เป็นข้อขัดแย้งของประธานรัฐสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กับคณะของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ขออภัย ที่เอ่ยนามอีกครั้งหนึ่ง คือในฐานะผู้ร่าง ผู้เสนอร่าง ประธานรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร และคณะผู้เสนอร่างความเห็นไม่ตรงกัน สาเหตุ เหตุผลมากมาย เอกสาร เป็น ๑๐ หน้า ผมไม่ไปเท้าความย้อนหลัง มีผู้อภิปรายมาแล้ว มันเป็นความขัดแย้งของระดับ คณะผู้เสนอร่างกับประธานรัฐสภา ถามว่าเป็นปัญหาของรัฐสภาหรือเปล่า ปัญหามันมา ที่รัฐสภาแล้วหรือยัง ผมตอบครับว่ายัง เพราะอะไรครับ เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ เข้ามาบรรจุในรัฐสภา ปัญหาจึงไม่เหมือนกับเมื่อครั้งปี ๒๕๖๔ ซึ่งขณะนั้นปัญหาเกิดขึ้นแล้ว กับรัฐสภา เพราะรัฐสภาหยุดก็ไม่ได้ ไปต่อไม่ได้ ออกซ้ายออกขวาก็ไม่ได้ ปัญหามันอีรุงตุงนัง เพราะไม่รู้จะเดินหน้าอย่างไร ปัญหามันตกกับรัฐสภาแล้ว เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๔ เข้ามาในรัฐสภาแล้ว เราจึงหาทางออกด้วยการเห็นด้วยกับญัตตินั้น เมื่อปี ๒๕๖๔ ให้ส่งเรื่องนี้ที่เป็นปัญหาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลจึงรับ ผมอ่านคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญทุกหน้า หลายรอบ ความเห็นก็คือว่าศาลก็เห็นว่าเป็นปัญหาของรัฐสภา เพราะร่างมันเข้ามาแล้ว แล้วก็ต้องมีการพิจารณาว่าการใช้คำว่าผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญนั้น ศาลบอกว่าเป็นของประชาชนเจ้าของประเทศ เจ้าของเสียง เพราะฉะนั้น ศาลจึงมีคำวินิจฉัยดังที่เรารู้กัน ๔/๒๕๖๔ แล้วคราวนี้ล่ะครับ ญัตตินี้เป็นญัตติที่เกิด ความขัดแย้งระหว่างผู้เสนอร่างกับประธานรัฐสภา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ได้เข้ามา ที่รัฐสภา ผมฟันธงครับ ปัญหายังไม่เกิดกับรัฐสภา ถ้าเราผ่านเรื่องนี้ไปผมบอกได้ว่าอนาคต จะมีปัญหากับรัฐสภาแน่ ๆ เมื่อไรที่มีคณะผู้เสนอร่างกฎหมาย ไม่ว่าร่างอะไรก็แล้วแต่ ชื่ออะไรก็แล้วแต่ เสนอประธานรัฐสภา แล้วประธานรัฐสภาไม่บรรจุ ไม่ใช่เฉพาะประธาน รัฐสภาครับ ประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย แล้วประธานนั้น ๆ ไม่บรรจุร่างเข้ามา ท่านก็จะ อ้างว่าเกิดความขัดแย้งกับสภาผู้แทนราษฎรหรือเกิดความขัดแย้งกับรัฐสภาแล้ว อย่ากระนั้นเลย เอาเข้ามาให้รัฐสภาพิจารณา มันก็จะย้อนกลับไปที่มาตรา ๑๕๖ ว่าท่านใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ วงเล็บใดในการบรรจุเรื่องนี้เข้ามา ผมไม่ได้ขัดแย้งกับท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ เคารพท่าน แล้วผมก็เห็นด้วยว่าเรื่องนี้ต้องให้ชัดเจน ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำ ทั้งฉบับหรือเกือบทั้งฉบับนั้นท่านต้องทำประชามติกี่ครั้ง งบประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อครั้ง ๔,๐๐๐ ล้านบาทต่อครั้งเป็นหมื่นล้านบาทต่อ ๓ ครั้งนี้ มันมากมายมหาศาล และเหตุผลของท่านผมก็เห็นด้วย ทำประชามติแล้วนี้ต่อไปเอาเข้ามารัฐสภา แล้วรัฐสภาตีตก วาระที่ ๑ หรือวาระที่ ๓ และ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่เสียไปแล้วนี่ เสียมันไปทำไม ภาษี ประชาชน ทำประชามติก่อน ขณะเดียวกันครับ พูดกันเยอะ แต่ท่านไม่พูดถึงมาตราหนึ่งของ รัฐธรรมนูญที่มีความสำคัญ คือมาตรา ๑๖๖ พูดถึงเรื่องการทำประชามติ ใครเป็นคนทำ ประชามติ ออกพระราชกฤษฎีกาทำประชามติ คือรัฐบาล มาตรา ๑๖๖ เขียนดังนี้ ในกรณีที่ มีเหตุอันสมควร คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใดอันมิใช่เรื่องที่ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้หลายหน้าหลายบรรทัดเลยบอกว่า การ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ ไม่ได้บัญญัติเอาไว้ แล้วอยู่ดี ๆ ใครจะไปบอกให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกา แล้วมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ให้มี สสร. นี้ผมถามว่ามันจะขัดมาตรา ๑๖๖ ไหม เรื่องนี้พูดกันเยอะ ในหลายวงในหลายเวทีก็พูดกัน ปัญหามันก็ตกมาอีกย้อนกลับมา ไข่เกิด ก่อนไก่ หรือไก่เกิดก่อนไข่ อีกนั่นละครับ ถามว่าเรื่องนี้ทางออกเป็นอย่างไร ผมมีทางออกให้ อีกนิดเดียวท่านประธานจะจบแล้วครับ ง่ายนิดเดียวครับ ไปดูที่ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานขออีกนิดเดียวเถอะนะครับ พ.ร.บ. ฉบับที่ ผมว่านี้ท่านก็เปิดทางเอาไว้แล้วครับ ให้หน่วยงานที่เป็นคู่ขัดแย้ง เรื่องนี้มันขัดแย้งระหว่าง ประธานรัฐสภากับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กับคณะผู้เสนอร่าง ไม่ต้องเอาเรื่อง นี้เข้ามาให้รัฐสภาลงมติทำความเห็นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ หน่วยงานที่ขัดแย้งกัน เพราะ มาตรา ๔๔ ท่านเขียนไว้แล้วครับ ในกรณีที่ปัญหานั้นเกิดขึ้นกับหน่วยงานใด ให้หน่วยงาน นั้นเป็นผู้มีสิทธิยื่นหนังสือต่อศาล ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย คู่กรณีคือคณะของท่าน อาจารย์ชูศักดิ์ อีกฝ่ายหนึ่งคือใครครับ คือประธานรัฐสภากับสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ทำไมไม่ให้ประธานรัฐสภากับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ทำเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องเอาเรื่องนี้มาขอมติรัฐสภา ท่านก็จะได้คำตอบ ลองดูสิครับ ลองไปช่องแนวทางนี้ อีกช่องหนึ่งครับ เป็นอย่างที่อาจารย์ชูศักดิ์ ขออภัยอีกครั้ง ที่เอ่ยนาม ประธานรัฐสภาก็บรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาในรัฐสภาสิครับ บรรจุเข้า มาแล้วเราก็อภิปรายกัน แล้วเราก็บอกว่าเกิดปัญหาแล้ว ย้อนกลับไปเหมือน ปี ๒๕๖๔ แล้วนั่นละครับ ญัตตินี้จึงส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ ถ้าอย่างนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตราใด แล้วทำไม่ขัดผิดแบบธรรมเนียมที่เราเคยทำเมื่อปี ๒๕๖๔ ปัญหาเท่านี้ก็จะยุติ แล้วเราก็จะได้คำตอบว่าเราจะทำประชามติกี่ครั้ง ครั้งที่ ๑ ทำเมื่อไร ครั้งที่ ๒ ทำเมื่อไร แล้วฝากผู้เสนอคำถามไป ท่านช่วยถามเพิ่มเติมไหมครับว่า การทำประชามตินั้นท่านช่วยใส่ ไว้ในคำถามประชามตินะครับว่าจะทำอย่างไรจึงจะไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ ที่บอกว่า การทำประชามตินั้นต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าท่านไม่ถามคำถามนี้ปัญหา ตามมาอีกมากมาย ทำประชามติอย่างไรก็ขัดรัฐธรรมนูญครับ เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ให้ ทำประชามติในเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ท่านกำลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ มันก็ขัดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถามศาลไปด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ