เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ หารือญัตติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติหรือไม่ โดยเน้นว่าควรทบทวนการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพราะสิ้นเปลืองงบประมาณและเวลา พร้อมย้ำว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ได้รับการรับรองจากประชาชนผ่านประชามติแล้ว
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นครับ เนื่องจากการประชุมร่วมกัน เที่ยวนี้อาจจะเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันครั้งสุดท้ายระหว่างเพื่อนสมาชิกที่เป็น สส. กับเพื่อน วุฒิสมาชิก ผมเองต้องขอกราบขอบคุณเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านที่ได้ทุ่มเททำงาน เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองมาจนถึงวันนี้ สำหรับญัตติที่เสนอโดยเพื่อนสมาชิก ท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล กรณีขอมติที่ประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ตกลงแล้วในกระบวนการของการแก้รัฐธรรมนูญเกือบทั้งฉบับจะต้องมีการทำประชามติก่อน หรือไม่ พวกเราทุกคนเห็นด้วยครับ แล้วก็จะได้สิ้นสงสัยว่าตกลงในกระบวนการนี้ จะต้อง ทำอย่างไร ซึ่งไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความออกมาว่าอย่างไร จะต้องทำประชามติก่อน หรือไม่จำเป็นต้องทำประชามติก่อน แต่ไปทำประชามติทีหลังภายหลัง พวกผมก็ไม่ติดใจครับ น้อมรับคำตัดสิน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่สาเหตุที่ผมต้องขึ้นมา อภิปรายในวันนี้ เพราะหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงว่าจะต้องทำประชามติหรือไม่ อย่างไร แต่เป็นเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญและวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าว่าไปแล้วสำหรับ พวกเรา สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อน สส. ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าให้เลือกได้เราเห็น ความสำคัญของการเดินหน้าแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน รวมถึงการแก้กฎหมาย กฎระเบียบ กติกา มากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ เพราะเราเชื่อว่ามันยังมีกฎระเบียบ กติกาหลายตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชน และถ้าสามารถแก้จริงจัง รื้อระบบได้เชื่อว่าจะคลายความทุกข์ให้พี่น้องประชาชนได้ สร้างความสุขให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ แต่เข้าใจครับ เนื่องจากว่าวาระการแก้รัฐธรรมนูญนี้มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่มี เพื่อนสมาชิกในที่นี้หลายท่านได้ไปให้คำมั่นสัญญาไว้ในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง เราก็ ไม่ติดใจครับ แต่ต้องขออนุญาตเตือนสติพวกเราก่อนว่าหากท่านเดินหน้าที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เกือบทั้งฉบับนี้ นอกจากจะเป็นการใช้เวลามากแล้ว มีความเสี่ยงแล้ว ยังสิ้นเปลือง งบประมาณจำนวนมากครับ กกต. ได้มีการศึกษาและสรุปแล้วว่าทุกครั้งที่มีการทำประชามติ จะต้องใช้เงินงบประมาณ ประมาณ ๓,๒๕๐ ล้านบาท ถ้าทำ ๑ ครั้ง ก็ ๓,๒๕๐ ล้านบาท ๒ ครั้งก็คูณเข้าไป คูณ ๒ ถ้า ๓ ครั้ง ปาเข้าไปเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ไม่นับเวลาที่จะต้องสูญเสีย ไม่นับโอกาส ที่จะต้องสูญเสียไปด้วย ซึ่งถ้าเที่ยวนี้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตัดออกไปครั้งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นการ Save งบประมาณ ๓,๒๕๐ ล้านบาท อาจจะเป็นข่าวดีก็ว่าได้ แต่อย่างที่ผมได้แจ้ง ท่านประธานไปแล้วครับ ว่าถ้าเราถอยกลับมาทบทวนใหม่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องมีการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะในร่างที่เรามีอยู่ ใช้อยู่ในวันนี้มันก็มีสิ่งดี ๆ ที่เราควรจะรักษาไว้ และถ้ามีปัญหาจะต้องแก้ไขตรงไหน ก็สามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันที โดยที่ไม่ต้องเดินหน้าไปทำประชามติ เสียเวลา เสียงบประมาณครับ ผมก็พยายามทำ ความเข้าใจ เข้าใจว่า มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ติดใจ ยังติดใจ ยังกังวลอยู่กับบ่วงวาทกรรม เรื่องเผด็จการประชาธิปไตย และติดใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนี้มันเป็น ผลพลอยผลพวงของการทำรัฐประหารหรือไม่ ผมจึงขออนุญาตครับท่านประธาน ได้ย้อน ความไปเล่าข้อเท็จจริงนิดหนึ่งครับ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่นี้ พ.ศ. ๒๕๖๐ เกิดขึ้น ได้อย่างไร ถ้าเราทวนความย้อนกลับไปในช่วงที่มีการบริหารราชการโดย คสช. ซึ่งเป็นช่วงที่ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ เกิดขึ้น มันมีหนังอยู่ ๒ ตอนครับท่านประธาน จำได้ ไหมครับ ตอนแรกของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หนังตอนแรก ร่างรัฐธรรมนูญทำด้วยกรรมาธิการ ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากสภาปฏิรูป แห่งชาติ มาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มาจาก ครม. มาจาก คสช. ๔ ส่วน รวมกันบวกกัน เป็น ๓๖ ท่าน ซึ่งในข้อเท็จจริงผมไม่ปฏิเสธครับ หากท่านจะบอกว่า ใน ๔ ส่วนนี้ ทุกส่วน มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. เข้าใจครับ ใช่ครับ ไม่ปฏิเสธครับ แต่จำได้ไหมครับ ว่าหนัง เรื่องนี้มันถูกพับไปแล้ว เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างโดยกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ ถูกคว่ำ โหวตคว่ำด้วยสภาปฏิรูปแห่งชาติ หนังเรื่องแรกตอนแรกนี้ถูกพับเก็บกลับไป เรียบร้อยแล้วครับ แต่ตัวร่างรัฐธรรมนูญที่ในที่สุดมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ที่เรา ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ จำได้ไหมครับ เกิดขึ้นจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกตั้งขึ้นใหม่ เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ มีความรู้ มีความสามารถ และเป็นอิสระจากการเมือง จาก คสช. เลยก็ว่าได้ และในที่สุดมันไม่ได้ไปโหวตกันเองโดยองค์คณะ หรือด้วยสภาที่ถูกแต่งตั้ง โดย คสช. แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้รับการเห็นชอบจากการทำประชามติ โดยพี่น้อง ประชาชนคนไทยทั่วประเทศครับ และได้รับเสียงโหวตเห็นชอบกว่า ๑๕ ล้านเสียง มากกว่า ๕๘ เปอร์เซ็นต์ครับ มากกว่าครึ่งหนึ่ง และเป็นเสียงส่วนมาก ซึ่งเรื่องนี้จริง ๆ แล้ว มาตรฐานสากล ถ้าเราจำกันได้ แม้กระทั่งมีการทำประชามติที่สหราชอาณาจักร ว่าสหราช อาณาจักรจะออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปหรือไม่ หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า เป็น BREXIT ขนาดตอนนั้นเสียงส่วนใหญ่เพียงแค่ ๕๒:๔๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นสิ่งที่ผูกมัดให้ประชาชน ของสหราชอาณาจักรประเทศอังกฤษต้องรับการยอมรับ และในที่สุดประเทศชาติ รัฐบาล ก็ต้องเดินหน้าตามผลของการทำประชามติ ซึ่งนี่จึงเหตุผลที่ผมเท้าความจริง เพราะ ข้อเท็จจริงรัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้กันอยู่ ที่หลายคนยังจมอยู่กับวาทกรรมเผด็จการ ประชาธิปไตย และยังเข้าใจผิด ๆ อยู่ว่ามันเป็นผลพวงของการทำรัฐประหาร มันไม่ใช่ความจริงครับ มันเป็น รัฐธรรมนูญที่ถูกร่างขึ้นด้วยกลุ่มบุคคลที่เป็นอิสระจาก คสช. และในที่สุดผ่านการทำ ประชามติมากกว่าเสียงครึ่งหนึ่งและเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เห็นชอบรับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มา แม้กระทั่งคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาและให้เพื่อน สว. ที่นั่งอยู่ในห้องนี้มีความอึดอัดใจ เพราะต้องมีอำนาจไปเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ก็เป็นผลของการทำประชามติ ไม่ใช่ผลพวงของการ ทำรัฐประหารครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นหากเราคิดจะเดินหน้าประเทศ ไม่จมอยู่กับบ่วง วาทกรรมของเผด็จการประชาธิปไตย อยากจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญก็สามารถแก้เป็น รายมาตราทำได้ทันทีครับ ทำโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่นั่งอยู่ในห้องนี้ที่มาจาก การเลือกตั้ง เพราะหลังจากบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ผ่านการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ และปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๖ ๒ รอบแล้วครับ ก็แก้ด้วยกลุ่มบุคคล คือ สส. เพื่อนสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้ง ภายใต้ของระบบการปกครองที่อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และ สำหรับวุฒิสมาชิก อีกไม่นานก็กำลังจะมีการเลือกตั้งเช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นหากจะ เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องทบทวนความจำกันก่อน เตือนสติกันก่อนว่าถ้าจะทำเกือบทั้ง ฉบับ นอกจากสูญสิ้นหลักประกันของดีที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว มีความเสี่ยงแล้ว เสียงบประมาณแล้ว เสียโอกาสแล้ว เสียเวลาแล้ว เรามี Option เรามีทางเลือกที่สามารถ เดินหน้าไปได้ด้วยกระบวนการที่ทุกคนอยากให้เป็น คือประชาธิปไตย แต่ผมก็ไม่ติดใจครับ หากเพื่อนสมาชิกคิดว่าจะต้องเดินหน้า แล้วก็จะต้องไปแก้ไข ผมใช้คำว่า เกือบทั้งฉบับ เลยเป็นที่มาของการยื่นญัตติในวันนี้ขอศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่าก่อนจะกระทำดังกล่าว นั้นจะต้องมีการทำประชามติหรือไม่ พวกเราทุกคนยินดีโหวตให้ครับในวันนี้ ยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ให้มีความชัดเจน แต่หากจะเดินหน้าทำแบบนี้ ผมเองในฐานะ เพื่อนสมาชิกของพรรครวมไทยสร้างชาติที่เคยได้แสดงจุดยืนชัดเจนและได้นำเสียงของ พวกเราทุกคน ๓๖ สส. ไปเป็นหลักประกันไว้ ประกาศชัดเจนก่อนที่จะมีการตั้งรัฐบาล ว่าเราขอว่าหากจะมีการแก้รัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้ติดใจกับวิธีการครับ จะไปตั้งคณะไหน จะเรียก สสร. ไม่เรียก สสร. ไม่เป็นอะไรครับ แต่ขอหลักประกัน ยืนตามจุดยืนเดิม เป็นหลักประกันที่พวกเราไปแลก เอาเสียง ๓๖ เสียง ไปแลกมา นั่นคือ ๑. ไม่แตะหมวด ๑ บททั่วไปที่เกี่ยวกับระบบการปกครองของประเทศไทย หมวด ๒ หมวดพระมหากษัตริย์ และจะต้องไม่กระทบกับกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นหลักประกันที่ในห้องเจรจาแสดงจุดยืนอย่างเปิดเผย แถลงทั้งหัวหน้าพรรค ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และผมในฐานะเลขาธิการพรรคได้แสดงจุดยืนไว้และเป็น Commitment ร่วมกันกับรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมขอท่านประธานครับ เรายินดีโหวดให้ ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังผู้ที่จะได้ไปดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป ในช่วงที่มีการตั้งคำถามเพื่อเป็น หลักประกัน หากท่านยังจะเดินหน้าแก้เกือบทั้งฉบับ ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ต้องมีการ ทำประชามติขึ้นมา ก็ขอให้ระบุเป็นหลักประกันให้พวกเราไว้วางใจได้เลยครับ ใส่ลงไปเลยใน คำถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่มีการแก้ไขในหมวด ๑ หมวด ๒ กับส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ถ้าทำแบบนี้พวกผมไว้วางใจครับ และในวันนี้ยินดีทุกเสียง สนับสนุนมีมติให้รัฐสภายื่นญัตตินี้ ยื่นความเห็นไปถึงสนับสนุน ให้ตีความเพื่อที่จะดำเนินการในคราวต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ