พริษฐ์ ชี้แจงท้าทายคำสั่งประธานรัฐสภา ยันร่างแก้รัฐธรรมนูญควรบรรจุทันที

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายแสดงความกังวลต่อการส่งญัตติเกี่ยวกับอำนาจของรัฐสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยตั้งข้อสังเกตว่าการที่ประธานรัฐสภาไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลเข้าสู่วาระนั้นขัดกับหลักประชาธิปไตยและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมวิเคราะห์ความเห็นตุลาการเพื่อยืนยันว่าร่างดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องจัดประชามติล่วงหน้า และเรียกร้องให้ทบทวนการตัดสินใจเพื่อให้เกิดความชอบธรรมตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนประธานสภา ที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้จะขออนุญาตมาอภิปรายญัตติที่เสนอโดย เพื่อนสมาชิก อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ขอให้รัฐสภานั้น มีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าท่านประธานทราบดีว่าผมและพรรคก้าวไกลเรานั้นสนับสนุน ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนโดยเร็วที่สุด วันนี้ครับท่านประธาน ผมเลยยอมรับว่าผมรู้สึกหนักใจครับ หนักใจที่ภายใต้ความพยายามของหลายฝ่าย ที่พยายาม จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนั้น รัฐสภาแห่งนี้กลับกลายเป็นต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่มาร่วม พิจารณาญัตติให้ส่งเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เหตุผลหนึ่งครับ ท่านประธาน ที่ทำให้ผมรู้สึกหนักใจ ก็เพราะทุกครั้งที่รัฐสภาส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งที่เรากำลังทำ คือการยื่นดาบให้กับคณะตุลาการ ๙ คน ที่ถูกแต่งตั้งโดยกลุ่มคนที่ส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ได้ อยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และให้กลุ่มคนดังกล่าวมีอำนาจในการมาฟันธง ชี้ขาดว่ารัฐสภาแห่งนี้ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาครับ ก็มักจะเป็นเหมือนกับ กล่องสุ่มที่ไม่เป็นคุณต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากนัก แต่เหตุผลที่ทำให้ผม รู้สึกหนักใจมากขึ้นเป็นพิเศษในวันนี้ครับท่านประธาน ก็เพราะหากเราเดินตามหลักการ ประชาธิปไตย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ผมไม่คิดว่ารัฐสภาแห่งนี้จะต้อง มาใช้เวลาหรือใช้กำลังในวันนี้เพื่อมาพิจารณาญัตตินี้ตั้งแต่ต้น ที่ผมพูดแบบนี้ครับ ท่านประธาน เพราะผมต้องเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพ ว่าต้นตอและสาเหตุ ที่ทำให้เราต้องมาพิจารณาญัตติดังกล่าวในวันนี้ก็เพราะท่านประธานรัฐสภาตัดสินใจไม่บรรจุ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยที่ยื่นเข้าไปเมื่อเดือนมกราคม แล้วก็ร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของพรรคก้าวไกลที่ยื่นเข้าไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม โดยอ้างว่าร่างดังกล่าวนั้น ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ผมต้องขอยืนยันกับท่านประธานวุฒิสภา ที่ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา เหมือนกับที่ผมยืนยันกับท่านประธานรัฐสภา ในการประชุมวิป ๔ ฝ่าย ย้อนไปเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคมที่ผ่านมา ผมเห็นว่าการตัดสินใจของ ท่านประธานรัฐสภานั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากผมไม่เห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ร่างนั้น ซึ่งก็มีหลักการที่สอดคล้องกันจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือคำวินิจฉัยศาลธรรมนูญแต่อย่างใด ถ้าท่านประธานอยากจะเข้าใจเพิ่มเติมว่าทำไมผมถึงคิดเช่นนี้ ผมก็ขออนุญาตเปรียบเทียบให้ เห็นชัดระหว่างเนื้อหาสาระของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒ ร่างนี้ และเนื้อหาสาระของ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่ท่านประธานรัฐสภาอ้างว่า ร่าง ๒ ร่าง ดังกล่าวนั้น ไปขัด ขออนุญาตไปเริ่มต้นที่เนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอโดยพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ร่าง ๒ ร่างนั้น มีเนื้อหาสาระที่คล้ายกัน คือเป็นการ เสนอแก้ไข มาตรา ๒๕๖ และการเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีผลในการ นำไปสู่การมีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในเชิงกระบวนการ หากร่าง ๒ ร่างดังกล่าวนั้น ถูกบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุม ถูกพิจารณาโดยรัฐสภา และได้รับความเห็นชอบผ่าน ๓ วาระของรัฐสภา มาตรา ๒๕๖ (๘) ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนครับว่า ในเมื่อร่างแก้ไขเรื่องดังกล่าวนั้น เป็นการแก้ไขเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่าหากร่างดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบ ๓ วาระ ของรัฐสภาไป ก็จำเป็นที่จะต้องมีการจัดทำประชามติ ผมขอ อนุญาตเรียกประชามติครั้งนั้นว่าประชามติ ข โดยหากประชามติ ข ผ่านความเห็นชอบของ ประชาชนก็จะมี สสร. ที่เข้ามาทำหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อ สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วครับท่านประธาน ร่างแก้ไขธรรมนูญของพรรค เพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ทั้ง ๒ ร่างนั้น ก็ได้พูดไว้ชัดเจนครับ ว่าก็จะต้องมีการถาม ประชาชนอีกครั้งหนึ่งผ่านการทำประชามติว่าประชาชนนั้นเห็นด้วยหรือไม่กับร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. นั้นได้จัดทำขึ้นมา ผมขอเรียกประชามติครั้งสุดท้ายนี้ว่า ประชามติ ค. ควาย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ดังนั้นครับท่านประธาน ตามที่ปรากฏในภาพ ในสไลด์ กระบวนการทั้งหมดนี้จึงเป็นเสมือน Roadmap ในการ เดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีการทำประชามติทั้งหมด ๒ ครั้ง ก็คือประชามติ ข และ ประชามติ ค คำถามตามมาครับ ก็คือว่ากระบวนการทั้งหมดนี้มันขัดกับคำวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ หรือไม่ ถ้าอยากจะหาคำตอบก็ต้องไปดูคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวโดยละเอียด ใจความสำคัญของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่มีความยาวทั้งหมด ๑๑ หน้านั้น อยู่ในวรรคสุดท้ายที่เขียนไว้แบบนี้ เขียนไว้ ว่า รัฐสภานั้นมีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มี อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐบาล ชุดใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญบับใหม่เสร็จแล้ว ก็ต้องให้ประชาชน ลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง หากจะสรุปสั้น ๆ เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายครับท่านประธาน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พูดถึงความ จำเป็นในการทำประชามติ ๒ ครั้งนะครับ ๑ ครั้ง ก่อนที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ ๑ ครั้ง หลังจากที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นผมเรียนตามตรงว่า ผมไม่เห็นว่าเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลเสนอไปนั้นจะ ขัดกับคำวินิจฉัยนี้ได้อย่างไร ในเมื่อหากเราเดินตามเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับดังกล่าว เราก็จะต้องมีการทำประชามติ ๒ ครั้ง ก็คือ ๑ ครั้ง ก่อนจะมีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็คือประชามติ ข แล้วก็ ๑ ครั้ง หลังที่มีการจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือประชามติ ค นั่นเอง แต่ผมก็พยายามครับ พยายามจะทำความเข้าใจ ท่านประธาน ว่าเหตุใดทำไมท่านประธานถึงไม่บรรจุร่างดังกล่าวเข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุม ผมก็ได้รับข้อมูลแล้วก็ได้รับทราบมาว่าเหตุผลที่ท่านประธานรัฐสภาไม่บรรจุร่าง ดังกล่าว เพราะท่านตีความคำว่า เสียก่อน ต่างจากผม ในขณะที่ผมตีความคำว่า เสียก่อน ให้หมายถึงการทำประชามติเสียก่อนจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ท่านประธาน ไปตีความว่าคำว่า เสียก่อน นั้นหมายถึงการทำประชามติเสียก่อนจะมีการเสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับใด ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้าสู่รัฐสภา ดังนั้นผมก็ พยายามจะทำความเข้าใจว่าในมุมมองของท่านประธาน ท่านก็คงตัดสินใจไม่บรรจุร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ร่าง จนกว่าจะมีการทำประชามติเพิ่มขึ้นมาอีก ๑ ครั้ง ก่อนที่จะมีการเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ เข้าสู่รัฐสภา ผมก็ขอเรียกประชามติครั้งนั้นว่าประชามติ ก ซึ่งหากตีความแบบท่านนั่นหมายความว่า Roadmap ในการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั้นก็จะต้องมีการทำประชามติทั้งหมด ๓ ครั้ง คือ ก ข แล้วก็ ค คำถามสำคัญ ที่ตามมาท่านประธาน คือแล้วเราจะหาข้อสรุปกันอย่างไรว่าเจตนาของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตีความคำว่า เสียก่อน เหมือนกับผม หรือตีความคำว่า เสียก่อน เหมือนกับท่านประธานรัฐสภา แม้ผมก็ต้องยืนยันความคิดผมว่าไม่มีข้อความตรงไหน ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่บอกเลยว่าเราจำเป็นต้องเพิ่มประชามติ ก เข้ามา แต่ผมก็ ยอมรับว่าภาษาและข้อความที่อยู่ในคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็อาจจะทำให้ เกิดความคลุมเครือได้ แต่ท่านประธานครับ ปัญหานี้เราแก้ไขไม่ยากเลย เพราะหากเรา ไม่แน่ใจว่าข้อความในคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญนั้นหมายความว่าอย่างไร มีเจตนา อย่างไร สิ่งที่เราทำได้ก็คือไปดูคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรายบุคคล ทั้ง ๙ คน เพื่อเข้าใจความหมายที่แท้จริงและเจตนาของตุลาการแต่ละคนให้มันชัดเจน มากขึ้น แต่ผมก็ตกใจว่าทางออกที่ผมพูดเมื่อสักครู่ กระบวนการค้นหาความจริง ค้นหาข้อมูล ที่ผม พูดเมื่อสักครู่เป็นกระบวนการที่ผมเข้าใจว่าท่านประธานรัฐสภานั้นยังไม่ได้ทำเลยครับ เนื่องจากตัวแทนของคณะกรรมการที่ท่านประธานตั้งขึ้นมาที่มีชื่อแต่ว่า คณะกรรมการ ประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร และที่มีมติเสียงข้างมากแนะนำท่านประธานไม่บรรจุ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ก็ยอมรับกับผมเองในการประชุม วิป ๔ ฝ่าย เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ว่าคณะกรรมการดังกล่าวนั้นได้ตัดสินใจจากการศึกษา แค่เฉพาะคำวินิจฉัยกลาง โดยไม่ได้ศึกษาคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการ ๙ คน แต่อย่างใด ดังนั้นเพื่อให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้เห็นข้อมูลอย่างครบถ้วน ผมก็ขออนุญาต ใช้เวลาสภาแห่งนี้ในการนำเสนอคำวินิจฉัยรายบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๙ คน ด้วยความหวังที่จริง ๆ นะครับ ว่าเมื่อท่านประธานเห็นแล้ว ท่านประธานจะเห็นว่า ร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลนั้นไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ และท่านประธานจะทบทวนการตัดสินใจของท่านและตัดสินใจบรรจุ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ ร่างดังกล่าว เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา

ขอเริ่มต้นที่ตุลาการท่านที่ ๑ ครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนามคือ ท่านวรวิทย์ กังศศิเทียม ท่านวรวิทย์วินิจฉัยไว้ชัดเจนครับ หากเราไปดูใน ๒ วรรคสุดท้าย ว่าแม้จะต้อง มีการจัดทำประชามติครั้งหนึ่งก่อน แต่คำว่า ก่อน ในที่นี้หมายถึงก่อนที่จะมีการจัดตั้งสภา ร่างรัฐธรรมนูญ หรือหมายถึงก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็ชัดเจนครับ ก็คือประชามติ ข ที่ก็จะทำให้บรรลุเงื่อนไขดังกล่าว ดังนั้นครับ จากการตีความความเห็นของ ตุลาการท่านที่ ๑ ท่านวรวิทย์ ผมเห็นว่าท่านประธานนั้นสามารถบรรจุร่างได้โดยไม่ จำเป็นต้องทำประชามติก่อนแต่อย่างใด

ท่านที่ ๒ ครับ ท่านทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านทวีเกียรติก็วินิจฉัยไว้ชัดเจนเช่นกันว่าแม้จะต้องมีการถามประชาชนว่าเห็นชอบให้มีการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาหรือไม่ แต่ท่านวินิจฉัยไว้แบบนี้นะครับ ว่าคำถาม ดังกล่าวนั้นสามารถถามในช่วงเวลาเดียวกันกับประชามติ ข ที่จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ตามมาตรา ๒๕๖ (๘) ได้ โดยอาจจะแบ่งออกเป็น ๒ คำถาม ข้อที่ ๑ คือถามภาพกว้าง ว่าเห็นด้วยหรือไม่ให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และข้อที่ ๒ ถามเจาะจงลงไป ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ สสร. ที่ผ่าน ความเห็นชอบ ๓ วาระ ของรัฐสภามา และประโยคสุดท้ายครับ ชัดเจนยิ่งไปกว่านั้นอีกครับ คำวินิจฉัยของท่านทวีเกียรติก็เขียนเลยว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีเจตนารมณ์ ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนจะเสนอญัตติหรือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ประการใด ดังนั้นหากยึดคำวินิจฉัยของท่านทวีเกียรติ ผมก็เห็นว่าท่านประธานนั้นสามารถบรรจุร่างได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการทำประชามติ ก เสียก่อน

ท่านที่ ๓ ครับ ท่านตุลาการ ท่านนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ขออภัยที่เอ่ยนาม คำวินิจฉัยของท่านนครินทร์ก็ไม่มีส่วนไหนที่พูดถึงประชามติ ก เช่นกันครับ โดยถ้าเราไปดูในวรรครองสุดท้ายก็เขียนไว้ชัดเจนว่า หากรัฐสภาประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมมนูญให้มีสภาร่างธรรมนูญเพื่อจัดให้มีรัฐธรรมนูญบับใหม่ ต้องมีการขออาณัติ จากประชาชน โดยการจัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติม นั่นก็คือแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ ที่เรา กำลังพูดถึง ณ วันนี้ เพื่อให้ประชาชนลงประชามติ ซึ่งก็คือประชามติ ข ที่เราพูดถึงนั่นเอง หรือถ้าเราไปดูวรรคสุดท้ายก็เขียนไว้ชัดเจนเช่นกัน ว่าประชามติที่เรากำลังหมายถึงว่า จะต้องจัดทำก่อนนั้นคือประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) ซึ่งก็คือประชามติ ข นั่นเอง ดังนั้นหากจะยึดตามคำวินิจฉัยของท่านนครินทร์ ท่านประธานก็สามารถบรรจุร่าง นี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องจัดทำประชามติ ก เสียก่อน

ท่านตุลาการที่ ๔ ครับ ท่านอุดม สิทธิวิรัชธรรม คำวินิจฉัยของท่านอุดมก็ไม่ มีส่วนไหนเช่นกันที่พูดถึงความจำเป็นในการทำประชามติ ก โดยเป็นเพียงการบอก ว่าร่างแก้ไขธรรมนูญที่เพิ่มหมวดเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมานั้นจะต้องมี บทบัญญัติที่นำไปสู่การออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ก่อนจะมีการดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ การออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อจัดทำเสร็จแล้วอีกรอบ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นบทบัญญัติที่อยู่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของของพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลครับ ที่เสนอว่าอย่างไรก็ต้องมีการจัดทำประชามติ ข และ ค อยู่แล้ว ดังนั้นหากจะยึดตามความเห็นของท่านตุลาการ ท่านอุดม ผมก็เห็นว่าประธาน ก็สามารถบรรจุร่างแก้ไขดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องทำประชามติ ก เสียก่อน เกือบจะครึ่ง ทางแล้วนะครับ

ไปสู่ตุลาการท่านที่ ๕ ครับ ท่านปัญญา อุชาชน ต้องยอมรับว่าแม้คำวินิจฉัย ของท่านปัญญาจะเขียนไว้ว่าการถามประชาชนด้วยคำถามที่ว่าควรจะมีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้น ท่านเขียนไว้ว่าจะต้องกลไกตามมาตรา ๑๖๖ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงการที่ ครม. นั้นขอให้มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งแน่นอนครับ ว่าเป็นคนละกลไกกันกับประชามติจะต้องเกิดขึ้นตามมาตรา ๒๕๖ (๘) โดยธรรมชาติอยู่แล้ว หากร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา แต่ถึงจะ พูดถึง ๒ กลไกที่แตกต่างกัน แต่คำวินิจฉัยของท่านปัญญาก็ไม่มีตรงไหนนะครับ ที่เขียนว่า คำถามประชามติที่ ครม. ควรถามผ่านกลไก มาตรา ๑๖๖ นั้น กับคำถามประชามติที่จะต้อง เกิดขึ้นอยู่แล้ว ตามมาตรา ๒๕๖ (๘) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในวันเดียวกัน หรือถาม พร้อมกันได้ในประชามติของใครทีเดียว ดังนั้นหากเรายึดตามคำวินิจฉัยของท่านปัญญา ผมก็เห็นว่าท่านประธานก็สามารถบรรจุ ร่างได้โดยไม่ต้องจัดทำประชามติ ก เสียก่อน

ไปสู่อีก ๒ ท่าน คือท่านตุลาการท่านที่ ๖ ท่านวิรุฬห์ แสงเทียน และตุลาการ ท่านที่ ๗ ท่านนภดล เทพพิทักษ์ สำหรับคำวินิจฉัยของ ๒ ท่านนี้ ผมขออนุญาตไม่ใช้เวลา ลงรายละเอียดมากนัก เหตุผลก็เพราะว่าผมเห็นว่าข้อความที่ทั้ง ๒ ท่านนั้น ใช้ในคำวินิจฉัย ส่วนตนนั้นเป็นข้อความที่มีความคล้ายมากกับข้อความในคำวินิจฉัยกลาง ซึ่งก็อาจจะทำให้ เราไม่ได้รู้ว่าทั้ง ๒ ท่านนั้น มองเรื่องนี้อย่างไรไปมากกว่าที่เราเห็นอยู่แล้วในคำวินิจฉัยกลาง ดังนั้นสำหรับความเห็นของ ๒ ท่านนี้ จะบรรจุได้หรือไม่นั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับมุมมองที่เรา มีอยู่เกี่ยวกับคำวินิจฉัยกลาง

ไปสู่ตุลาการท่านที่ ๘ คือท่านบรรจงศักดิ์ วงปราชญ์ ผมต้องยอมรับครับ ว่าท่านบรรจงศักดิ์นั้นน่าจะเป็นตุลาการท่านเดียวในทั้งหมด ๙ คน ที่วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า จำเป็นต้องทำประชามติ ก ขึ้นมาก่อนที่จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ เกี่ยวกับ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในรัฐสภาแห่งนี้ เนื่องจากมีการเขียนไว้ชัดเจนครับว่าหาก รัฐสภาประสงค์ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง เริ่มต้นโดยการขอฉันทามติจากประชาชน โดยการจัดให้มีการลงประชามติในเรื่องดังกล่าว เสียก่อน แล้วก็มีอีกประโยคหนึ่งที่บอกไว้ว่า หากประชาชนได้มีฉันทามติให้ดำเนินการได้แล้ว รัฐสภาจึงจะมีอำนาจดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้นอันนี้ผมยอมรับว่าชัดครับ ว่าถ้ายึดตาม คำวินิจฉัยหรือความเห็นส่วนตัวของท่านบรรจงศักดิ์ ท่านประธานก็อาจจะยังบรรจุร่าง ดังกล่าวมิได้ จนกระทั่งมีการจัดทำประชามติ ก เสียก่อน

ตุลาการท่านสุดท้ายครับ คือท่านจิรนิติ หะวานนท์ ความจริงต้องบอกว่าเรา ไม่ต้องใช้เวลามาวิเคราะห์คำวินิจฉัยของท่านจิรนิติมากหรอกครับ ว่าท่านมองว่าประชามติ ก นั้นจำเป็นหรือไม่ เพราะพอไปอ่านคำวินิจฉัยของท่านแล้ว ผมเห็นว่าท่านวินิจฉัยไว้ครับ ว่าไม่ว่าเราจะทำประชามติ ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๑๐ ครั้ง หรือ ๑๐๐ ครั้ง ท่านเป็นตุลาการ คนเดียวเลยครับ ที่ตีความว่าเราไม่มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใด ๆ ได้เลย ทั้งหมดนี้คือความเห็นส่วนตนครับ ข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะอยู่ใน Website ของศาล รัฐธรรมนูญ พอเราไปศึกษาคำวินิจฉัยส่วนตน ความเห็นส่วนตนของตุลาการทุกท่านเช่นนี้แล้ว เราจะเห็นชัดเลยนะครับว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่านนั้น มีความเห็นอย่างไร ต่อคำถามที่ว่าประธานรัฐสภานั้น สามารถบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและ พรรคก้าวไกลในวันนี้ได้หรือไม่ ซึ่งหากจะยึดตามความเข้าใจของผม รวมถึงข้อมูลและเหตุผล ที่ผมได้แสดงกับท่านประธานเมื่อสักครู่เราก็จะเห็นผลแบบนี้ครับ มีตุลาการ ๕ ท่าน ที่วินิจฉัยว่าท่านประธานนั้นบรรจุร่างดังกล่าวได้ มี ๒ ท่าน ที่วินิจฉัยในลักษณะที่คล้ายกับคำ วินิจฉัยกลาง ที่เราอาจจะยังมีมุมมองที่แตกต่างกันอยู่ มี ๑ ท่าน ที่พูดชัดเจนว่าท่านประธาน นั้นบรรจุไม่ได้จนกว่าจะมีการทำประชามติ ก ก่อน แล้วก็มี ๑ ท่าน ที่วินิจฉัยว่าเราไม่ สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใด ๆ ได้เลยซึ่งพอความเห็นแบ่งเป็นแบบนี้ ๕ ท่าน ๒ ท่าน ๑ ท่าน ๑ ท่าน เราก็พอจะอนุมานได้ครับว่าคำวินิจฉัยกลาง ๔/๒๕๖๔ นั้น ซึ่งก็ เปรียบเสมือนการสรุปรวบยอดความเห็นของตุลาการทั้ง ๙ ท่านนั้น ก็กำลังบอกกับเราครับ ว่าท่านประธานรัฐสภานั้นสามารถบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ ซึ่งผมก็เชื่อครับ ว่า หากท้ายที่สุดแล้ววันนี้รัฐสภาแห่งนี้มีมติส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจริง ๆ ผมก็เชื่อ ว่าตุลาการทุกท่านที่เคยวินิจฉัยมาแล้ว เมื่อปี ๒๕๖๔ และยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ เวลานี้ก็จะ วินิจฉัยกลับมาเหมือนเดิม

ดังนั้นครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ หากจะกล่าวโดยสรุป ผมเห็นว่า การตัดสินใจของท่านประธานรัฐสภา ในการไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลในวันนี้ เป็นการตัดสินใจที่สวนทางครับ สวนทางกับคำวินิจฉัยของ ตุลาการเสียงข้างมากของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเลยต้องขออนุญาตทิ้งท้ายครับ โดยการสื่อสาร โดยตรงหรือว่าอย่างน้อยผ่านท่านประธานวุฒิสภาไปถึงท่านประธานรัฐสภาอย่าง ตรงไปตรงมา เพราะผมเชื่อว่าท่านทราบดีว่าในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น การที่ ท่านจะตัดสินใจใช้อำนาจของท่านมาปฏิเสธและไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเพื่อน สมาชิกที่เข้ามาจากการเลือกตั้งของประชาชนเหมือนกับท่าน และที่ลงนามเสนอร่วมกัน เป็นหลัก ๑๐๐ คนนั้น เป็นเรื่องที่ใหญ่มากครับ และในเมื่อมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ผมเชื่อว่าท่านก็ทราบดี เพราะท่านก็จำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ท่านก็จำเป็น ที่จะต้องมีความมั่นใจเป็นอย่างมากก่อนจะตัดสินใจไม่บรรจุร่างดังกล่าว และเมื่อตัดสินใจ แล้วท่านจำเป็นต้องมาพิสูจน์และอธิบายให้กระจ่างต่อเพื่อน ๆ สมาชิกและสังคมภายนอก แต่สิ่งที่เราเห็นวันนี้คืออะไรครับท่านประธาน สิ่งที่เราเห็นวันนี้คือการตัดสินใจของ ท่านประธานรัฐสภาในการไม่บรรจุร่างธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล โดยอ้างเรื่อง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่ไม่เพียงแต่เป็นการตัดสินใจที่สวน ทางกับคำวินิจฉัยของตุลาการเสียงข้างมาก แต่ยังเป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจากการที่ คณะกรรมการของท่านเองก็ยอมรับกับผมเองว่าไม่ได้ศึกษาข้อมูลคำวินิจฉัยส่วนตนของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรายบุคคลก่อนที่จะเสนอแนะความเห็นให้ท่านประธานกระทำ การตัดสินใจดังกล่าว ดังนั้นผมเข้าใจดีว่าถึงแม้วันนี้ท่านจะตัดสินใจทบทวนและตัดสินใจ บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลเข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุม สมาชิกรัฐสภาบางคนในที่นี้ก็อาจจะเห็นแย้งก็อาจจะเห็นแย้งและอาจจะเสนอ ญัตติให้รัฐสภานั้นยื่นเรื่องดังกล่าวไปที่ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี เป็นกลไกที่ถึงแม้ผมจะ ไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกลไกที่ปัจจุบันถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แต่ไม่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตการคาดการณ์ปรากฏการณ์แบบนั้นก็ไม่ควรจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ ประมุขของสภาเรานั้นไม่ทำหน้าที่อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ดังนั้นท่านประธาน แทนที่เราจะต้องใช้เวลาอีกไม่รู้กี่ชั่วโมงในวันนี้ไปกับการพิจารณาญัตติ ที่เรากำลังอภิปรายอยู่ แทนที่เราจะต้องใช้เวลาอีกไม่รู้กี่สัปดาห์หรือกี่เดือนไปกับการรอให้ ศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยสิ่งที่ผมเห็นว่ามีความชัดเจนอยู่แล้ว ผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน ว่าหลังจากที่ท่านเห็นข้อมูลที่ผมได้อภิปรายในวันนี้ท่านจะทบทวนการ ตัดสินใจของท่านและตัดสินใจบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรค ก้าวไกลเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เพื่อให้เราเดินหน้าผลักดันรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ของประชาชนได้โดยเร็วที่สุดและด้วยกระบวนการที่มีความชอบธรรม ทางประชาธิปไตย ขอบคุณครับท่านประธาน