ชูศักดิ์ ชี้แจงร่างแก้รัฐธรรมนูญ ยันสอดคล้องกฎหมายไม่ต้องประชามติก่อน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

ชูศักดิ์ ศิรินิล เสนอญัตติให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีการไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยืนยันว่าการเสนอของตนชอบด้วยรัฐธรรมนูญและไม่ขัดคำวินิจฉัยของศาล เนื่องจากร่างดังกล่าวเป็นการแก้ไขรายมาตราและอยู่ในอำนาจของรัฐสภา ไม่ใช่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ พร้อมคัดค้านการเรียกร้องให้มีประชามติก่อนการพิจารณา ซึ่งเห็นว่าไร้เหตุผล สิ้นเปลืองงบประมาณ และอาจนำไปสู่กระบวนการที่ซับซ้อนเกินจำเป็น โดยเน้นย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในขั้นตอนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักนิติธรรมและประชาธิปไตย

รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กระผมขออนุญาตท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้ ขอเสนอญัตติเพื่อให้รัฐสภามีมติขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒)

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอเสนอรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ กราบเรียนว่ากระผมและคณะ จำนวน ๑๒๓ ท่าน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๖ (๑) และ (๒) เสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... โดยมีหลักการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราอาณาจักรไทย และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือถึงกระผมว่า ท่านประธานรัฐสภาได้พิจารณาแล้วเห็นว่าร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการในการเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงมิใช่ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ตามในคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๑ วรรคสี่ คำวินิจฉัยของศาลโดยมีผลผูกพันรัฐสภา ประกอบกับประธานรัฐสภาจะบรรจุ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบวาระการประชุมได้ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๙ จะต้องเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตรา เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มิใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นประธานรัฐสภาจึงไม่สามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเข้าสู่ระเบียบ วาระการประชุมรัฐสภาได้ ท่านประธานที่เคารพครับ การที่ประธานรัฐสภาไม่บรรจุ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกระผมกับคณะได้เสนอญัตติเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม รัฐสภา เพื่อดำเนินการต่อไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๒) (๘) นั้น เท่ากับประธานรัฐสภาสภาเห็นว่ารัฐสภาไม่มีหน้าที่และอำนาจ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว แต่กระผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับดังกล่าวข้างต้นเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๒) และการเสนอญัตติของกระผมและคณะ เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ แล้ว จึงชอบที่ประธานรัฐสภาจะบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา และรัฐสภามีหน้าที่และอำนาจพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม โดยกระผมจะขออธิบายเหตุผลเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ครับท่านประธานที่เคารพ

ข้อ ๑ ตามคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัย ณ ที่ใด เลยว่าร่างและดูที่มีหลักการในการเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มิใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่กระผมและคณะเสนอ เป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๒) ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๙ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ เป็นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตรา ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้ หากรัฐสภาพิจารณาเสร็จสิ้น ตามหลักเกณฑ์วิธีการ ตามมาตรา ๒๕๖ (๒)-(๘) ไม่ว่าจะมีการแก้ไขในมาตราใดหรือไม่ ก็ตาม เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ก็ยังมีผลใช้บังคับอยู่ เพียงแต่มี การแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มบทบัญญัติ หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เข้าไปเท่านั้น มิใช่เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้แทนรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แต่อย่างใด

ข้อ ๒ การบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของกระผมกับคณะ เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เป็นหน้าที่และอำนาจของประธานรัฐสภาตามฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๙ และการที่รัฐสภา พิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ที่ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ (๑๕) และมาตรา ๒๕๖ (๒)-(๘) และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๓ ถึงข้อ ๑๓๕ และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ แต่แต่อย่างใด โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในหมวด ๑๕/๑ ย่อมมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อันเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการ ปกป้องคุ้มครองไว้ หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรง อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ ถ้าผลของการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยจึงดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการให้ประชาชนพิจารณาเนื้อหาของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภิไธย

ข้อ ๒ เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วจึงนำประกาศใช้เป็น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป อันเป็นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญตามครรลอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชน ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วต้องให้ประชาชน ลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ข้อ ๓ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้มีบทบัญญัติที่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสียก่อน เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่จะบัญญัติถึงวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ตนเองร่างขึ้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ต้องเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทำนองเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่กระผมและคณะ ได้นำเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แม้จะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ก็ยังคงถือเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา ๒๕๖ (๒) ดังนั้นการที่ ประธานรัฐสภาเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของกระผมและคณะ มิใช่ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ข้อ ๔ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุถึงการทำประชามติเพียง ๒ ครั้ง สำหรับการประชามติครั้งแรกรัฐธรรมนูญระบุเพียงว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อน ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าต้องออกเสียงประชามติ ก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา หรือก่อนรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แต่อย่างใด

ท่านประธานที่เคารพครับ การอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ปฏิเสธไม่บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่กระผมและคณะได้นำเสนอเข้าสู่ ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เท่ากับอ้างว่าบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว เข้าระเบียบวาระการประชุมไม่ได้ และรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นไม่ได้ หากยังไม่มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้ง ๆ ที่ ศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยเช่นนั้นเลย และหากถือตามความเห็นของประธานรัฐสภา จะเป็น ผลให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้ง กล่าวคือ ครั้งที่ ๑ ก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบวาระของรัฐสภา ครั้งที่ ๒ เมื่อรัฐสภา ลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่ ๓ แล้ว ซึ่งเป็นการทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) และครั้งที่ ๓ เมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว

ประการถัดไปครับท่านประธานที่เคารพ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมของกระผม และคณะ นอกจากจะเพิ่ม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ยังแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ที่อยู่ในหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อรัฐสภาลงมติ เห็นชอบในการพิจารณาวาระที่ ๓ แล้ว ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และผล ประชามติเห็นชอบกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมก่อนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) จึงจะนำขึ้น ทูลเกล้าทูลกระหม่อม เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยได้ การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จะเริ่มต้นเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๗) ประกอบ มาตรา ๘๑ และมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งตามมาตรา ๕ แห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของกระผมและคณะ ให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๓๐ วันนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมใช้บังคับ ดังนั้นประชาชนผู้ออกเสียง ประชามติ ซึ่งได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จะทราบโดยชัดเจนว่าการออกเสียง เห็นชอบด้วยกับรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เท่ากับเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วย นอกจากนี้ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของกระผมและคณะ มาตรา ๔ ส่วนแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ (๑๑)-(๑๓) บัญญัติไว้โดยชัดเจนว่า เมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องเผยแพร่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนรับทราบเป็นการทั่วไปผ่านสื่อมวลชน เวทีแสดงความคิดเห็น และสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท โดยผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ได้แสดงความคิดเห็น โดยเสรีภายใต้กรอบของกฎหมาย หากคะแนนเสียงออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่าง รัฐธรรมนูญ จึงจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลง พระปรมาภิไธยได้ หากคะแนนเสียงออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็ตกไป ดังนั้นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่กระผมและคณะ จึงมีการทำประชามติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ โดยครบถ้วนแล้ว ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

การทำประชามติแต่ละครั้งใช้งบประมาณกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท การทำ ประชามติก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีอากรที่เก็บจากประชาชน โดยไม่มี ประโยชน์และไม่มีเหตุผลดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ตามมาตรา ๒๕๖ (๑) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อาจเสนอโดย คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาหรือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการพิจารณาของรัฐสภาอาจไม่รับหลักการในการพิจารณา วาระที่ ๑ ซึ่งทำให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตกไป แม้รับหลักการในวาระที่ ๑ แล้ว รัฐสภาก็อาจแก้ไขเนื้อหาจนแตกต่างไปจากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอมาอย่างมาก และรัฐสภาอาจมีมติไม่เห็นชอบในวาระที่ ๓ ซึ่งก็ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ตกไปเช่นกัน การจะทราบว่ารัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงอยู่ที่การออกเสียง ลงคะแนนของสมาชิกรัฐสภาในการพิจารณาวาระที่ ๓ ให้ได้ตามจำนวนที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๗) ก่อนหน้านั้นยังไม่อาจทราบว่ารัฐสภาต้องการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ การจัดทำประชามติก่อนรัฐสภาบรรจุระเบียบวาระ และก่อน การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จึงไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

ข้อ ๒ การทำประชามติก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบ วาระการประชุมรัฐสภา กับการทำประชามติหลังรัฐสภาลงมติเห็นชอบในการพิจารณา วาระที่ ๓ แล้ว เหมือนกันตรงที่เป็นการถามประชาชนว่าต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ แตกต่างกันในการทำประชามติก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบ วาระการประชุมรัฐสภา ประชาชนไม่ทราบเลยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น มีกระบวนการอย่างไร องค์กรใดมาจัดทำ ที่มาของบุคคลในองค์กรนั้นเป็นอย่างไร ในขณะที่ การทำประชามติหลังรัฐสภาลงมติเห็นชอบในการพิจารณาวาระที่ ๓ แล้ว ประชาชน ได้รับทราบข้อมูล กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยละเอียด การทำประชามติ ก่อนบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาโดยไม่มีข้อมูลให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับ กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงไม่มีเหตุผลและไม่มีประโยชน์ประการใด

ข้อ ๓ ผลของการทำประชามติก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาไม่ผูกพันรัฐสภา แม้ผลประชามติเห็นชอบอย่างท่วมท้น ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมาชิกรัฐสภาจะลงมติไม่เห็นชอบก็ได้ ต่างจากผลการทำ ประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) ซึ่งทำให้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบ วาระการประชุมรัฐสภา จึงมีแต่สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ใด ๆ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ เพิ่มบทบัญญัติตามหมวด ๑๕/๑ การจัดทำระบบใหม่ ที่กระผมและคณะเสนอ เป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๒) ข้อบังคับการประชุม รัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๙ ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ตามที่ กระผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วนั้น ทั้งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ ซึ่งห้าม แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ การที่ประธานรัฐสภา ไม่บรรจุญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภา ทำให้รัฐสภา ไม่สามารถใช้หน้าที่และอำนาจพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวได้ กรณีจึงเป็น ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่ได้มีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้

กระผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาจึงขอเสนอญัตตินี้ตามข้อบังคับการประชุม รัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓๑ ขอให้รัฐสภาได้กรุณามีมติว่ากรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และ อำนาจของรัฐสภาตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญ และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยว่ารัฐสภาจะบรรจุวาระและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติให้ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยังไม่มีผลการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้ มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ และหากว่ารัฐสภาสามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้แล้ว การจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ จะสามารถกระทำในขั้นตอนที่รัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในวาระที่ ๓ แล้ว โดยสอบถามไปพร้อมกับกรณีตามมาตรา ๒๕๖ (๘) ได้หรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับ คำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ หากไม่ได้จะต้องสอบถามในขั้นตอนใด ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๐ (๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธี พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗ (๒) มาตรา ๔๑ วรรคสอง (๔) และ มาตรา ๔๔ จึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาเพื่อโปรดพิจารณาครับ กราบขอบพระคุณ อย่างยิ่งครับ