ภูมิธรรม เวชยชัย อธิบายเหตุผลที่การจัดซื้อจัดจ้างไม่อยู่ในกรอบ FTA โดยชี้ว่าไทยและศรีลังกายังไม่เคยมีข้อตกลงดังกล่าวในอดีต และเสนอให้ทบทวนความตกลงภายใน 5 ปี เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่รวดเร็วในปัจจุบัน พร้อมระบุว่าหากต้องการเร่งหรือขยายระยะเวลาสามารถเจรจาเพิ่มเติมได้ ภูมิธรรม เวชยชัย อธิบายสาเหตุการขาดดุลการค้าไทยกับศรีลังกาจากปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองของศรีลังกา พร้อมชี้แจงมาตรการป้องกันผลกระทบจากการเปิดตลาด FTA โดยยืนยันว่าไทยได้จัดสรรโควตาตามข้อตกลง WTO อย่างเหมาะสมและสงวนสิทธิยกเว้นอากรเฉพาะในปริมาณที่กำหนดไว้ จึงไม่กระทบต่อเกษตรกรไทย ภูมิธรรม เวชยชัย หารือแนวทางการกำหนดคู่ค้าเจรจา FTA โดยยึดหลักผลประโยชน์ชาติและนโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศ พร้อมเสนอเกณฑ์คัดเลือกประเทศเป้าหมาย 5 ด้าน ได้แก่ สัดส่วนการค้าเดิม ตลาดใหม่ แหล่งวัตถุดิบ ศักยภาพการลงทุน และมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ให้ความสนใจและสนับสนุน เรื่อง FTA เพราะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยเราจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาวะที่เศรษฐกิจของโลกมีผลกระเทือน และภาวะเศรษฐกิจเราก็อยู่ในภาวะวิกฤติ เช่นเดียวกัน การทำ FTA กับที่ต่าง ๆ จะช่วยเปิดทางให้เราสามารถที่จะมีเงื่อนไขที่เป็น ประโยชน์ต่อการค้าขายทั้งหมดได้ ผมฟังท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านพูด จริง ๆ ก็ยังไม่เห็น มีใครไม่สนับสนุน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องขอบคุณและน่ายินดียิ่งนะครับ เพราะว่าสิ่งที่มีส่วนค้าน ก็ไม่ถึงกับค้านนะครับ ถือว่าเป็นการตั้งข้อสังเกตว่ามีเรื่องที่อยาก สอบถามหรือมีเรื่องที่อยากจะเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลก็รับไว้ด้วยความจริงใจ แล้วก็จะไป ดำเนินการต่าง ๆ ที่ยังเป็นประเด็นที่ไม่ Clear เดี๋ยวเราจะตอบให้ท่านได้รับฟังเพื่อให้ท่าน สบายใจว่ารัฐบาลได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเห็นประโยชน์สูงสุด แล้วก็ได้ดำเนินการอย่าง รอบคอบเพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน แล้วหลายเรื่องที่ท่านได้พูด ได้ถามมา ก็เป็นเรื่องที่เราได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว อาจจะมีปัญหาบ้าง ที่เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งบอกว่าเราส่งเอกสารเร็วเกินไป ๒ ชั่วโมงเอง อ่านไม่ทัน เป็นภาษาอังกฤษหมด กราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่าจริง ๆ ข้อตกลง FTA นี้ เราลงนามวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ แล้วเราได้มีการเผยแพร่ความตกลง FTA อันนี้ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ เพราะฉะนั้นตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์มา เอกสารชุดนี้ได้มีการเผยแพร่ ต่อสาธารณะทั้งหมดแล้ว แล้วก็เกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้เสียเราก็ได้มีการหารือ สอบถามได้ สำหรับรัฐสภา เราได้ทำเป็นเล่มส่งให้สภาตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ มีนาคม จำนวน ๗๕๐ เล่ม ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มาจนถึงวันนี้ซึ่งมีการอภิปราย ถือว่าส่งล่วงหน้ามาแล้ว ๔-๕ วัน อยากจะกราบเรียนว่าข้อห่วงใยท่านเป็นข้อห่วงใยของเราเหมือนกัน เราเอง เราอยากให้การเสนอทุกอย่างให้สมาชิกรัฐสภาได้มีโอกาสได้ศึกษา ไม่ได้มีปัญหาที่ต้องการ จะหลบเลี่ยงอะไรอย่างไร เพราะเราถือว่าเราเสนอสิ่งที่ดีให้กับประเทศชาติ แล้วก็อยากให้ สภาได้รับรู้ แล้วก็อยากฟังข้อคิดเห็นของรัฐสภา ซึ่งถ้าอันไหนมีปัญหาที่ต้องแก้ไขเราจะได้ นำไปแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น นี่เป็นประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ที่บอกว่าวิธีการตั้งหัวข้อการเจรจาไทย-ศรีลังกา ทำไมตั้งแบบนี้ ตั้งแบบอื่นได้บ้างไหม หรือว่าทำไมไม่ตั้งออกนอกกรอบบ้าง ผมคิดว่าจริง ๆ รัฐบาลปัจจุบัน เป็นรัฐบาลที่กล้าคิดนอกกรอบอยู่แล้วครับ อะไรที่คิดนอกกรอบแล้วเป็นประโยชน์ได้ เรากล้าคิดอยู่แล้ว แต่ว่าเรื่องนี้ เรื่องของไทย-ศรีลังกา ในการเจรจาจัดทำกรอบการเจรจา ความตกลง FTA ระหว่างกัน มันได้สรุปไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑ กรอบอันนี้มันถูกวางมาและมีมติออกมารองรับในการ ดำเนินงาน เพราะฉะนั้นตั้งแต่ผมเข้ามาทีนี่และได้คุยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระทรวง พาณิชย์ เราได้ใช้กรอบการเจรจาที่ ครม. ได้อนุมัติเมื่อปี ๒๕๖๑ หรือ TOR ดังกล่าว ในการตั้งหัวข้อการเจรจา ซึ่งเป็นหัวข้อตามปกติทั่วไปใน FTA เพราะฉะนั้นใน FTA ส่วนใหญ่ก็จะมีหัวข้อประมาณนี้ สาระสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การตั้งหัวข้อ สาระสำคัญอยู่ที่การทำ ให้หัวข้อนั้นมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติให้ได้มากที่สุด ซึ่งอันนี้ เราตระหนักแล้วเราได้ดำเนินการอย่างดี เพราะฉะนั้นหัวข้อตามปกติทั่วไปที่ตั้งอยู่ใน FTA ทุกฉบับที่ผ่านมาก็ดำเนินการตามนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญของหัวข้อมันอยู่ที่ ๒ ฝ่าย เห็นพ้องต้องกัน เวลาเราคุยในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ๒ ฝ่าย กว่าจะสร้างประโยชน์ร่วมได้ มันต้องหาช่องทางเจรจา เอาช่องทางที่ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ประโยชน์ แล้วเราไม่ได้ละเลยสิ่งที่ท่าน กังวล ก็เป็นสิ่งที่เราทำอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
ส่วนที่ว่าทำไมเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างไม่อยู่ภายใต้กรอบ FTA ฉบับนี้ อยากกราบเรียนอย่างนี้ครับ เนื่องจากทั้งไทยและศรีลังกายังไม่เคยมี FTA ที่มีการเปิดตลาด การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งหากทั้ง ๒ ฝ่าย เห็นว่าในอนาคตถ้าต้องการความร่วมมือในเรื่อง นี้ ความตกลงก็สามารถเปิดโอกาสให้มีการทบทวนได้เพื่อหารือเรื่องเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้าง เราวางไว้ ๕ ปี ถามว่าเร็วเกินไปไหม นี่คือเหตุผลนะครับ ๕ ปี ก็กำลังดี พอเหมาะพอควร ที่ทุกประเทศต่างก็เห็นว่าเวลานี้เป็นเวลาที่ทบทวน แล้วการทบทวนนั้น ๕ ปีข้างหน้า อะไรมันเปลี่ยนแปลง ที่เราวางไว้ในกรอบขนาดนี้ก็เพราะคิดว่าโลกปัจจุบันนี้ โลกมัน เปลี่ยนแปลงเร็วมาก กติกาการค้าการขายทั้งหมดมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ภาวะเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพราะฉะนั้นเราวางไว้ ๕ ปี ก็เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มันเกิดอยู่ ในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้การเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าการขาย หรือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ต่าง ๆ มันไม่ได้ช้าเหมือนในอดีตนะครับ มันเร็วมาก คืนหนึ่ง วันหนึ่ง ๒ วัน ก็มีการ เปลี่ยนแปลงได้แล้ว เพราะฉะนั้น ๕ ปี ก็เป็นเรื่องที่เราวางไว้นะครับ เป็นกติกาที่ทุกฝ่าย ก็เห็นชอบ แต่ถ้าหากว่ามันมีอะไรที่เร็วกว่านี้หรือไกลมากกว่านี้ ผมว่าทั้ง ๒ ฝ่าย สามารถ ที่จะตกลงคุยกันได้ เพราะตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจร่วมกัน ก็กราบเรียนนะครับ
ส่วนประเด็นเรื่องการขาดดุลการค้า ที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้าต่อศรีลังกา แล้วก็ดุลการค้าลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างที่ท่านสมาชิกมีความกังวลใจ ขอกราบเรียนว่า สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศศรีลังกามีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากความไม่สงบแล้ว ก็ยังมีเรื่องของ โควิด-๑๙ ซึ่งทำให้ศรีลังกาประสบปัญหาทาง เศรษฐกิจมากในช่วงปัจจุบันหลายปีที่ผ่านมานี้ เพราะฉะนั้นทำให้การค้าต่าง ๆ ลดลงนะครับ ศรีลังกาจึงขาดดุลการค้ากับไทย ดุลการค้ากับไทยก็ลดลงด้วย อย่างไรก็ดีถ้าดูสถิติการค้า ปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๖ มูลค่าการค้าระหว่างกัน เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีนะครับ ถือว่าเรื่องนี้ก็ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าเมื่อมี FTA ต่อกัน ก็จะให้ การค้าระหว่างกันและกันเพิ่มมากขึ้น อันนี้ก็เป็นข้อที่ท่านสบายใจได้มากขึ้นนะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่าผลกระทบที่อาจเกิดจากการเปิดตลาดการค้าของไทย ทางเรา ได้ระมัดระวังและพิจารณามาโดยตลอด การเปิดตลาดการค้าสินค้าของไทยอาจมีการนำเข้า สินค้าจากศรีลังกาเพิ่มขึ้น อันนี้เราตระหนักรู้นะครับ อย่างเช่น ชาศรีลังกามีศักยภาพในการ ส่งออกสินค้าใบชาดำนะครับ ปัจจุบันไทยกำหนดปริมาณโควตาที่ผูกพันไว้กับ WTO ในสินค้าชา ครอบคลุมทั้งชาเขียวและชาดำ รวมเป็นปริมาณปีละ ๖๒๕ ตัน อัตราภาษีใน โควตา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นอกโควตา ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็ไม่น่ากังวลอะไร เรื่องมะพร้าวฝอย ไทยกำหนดปริมาณโควตาที่ผูกพันไว้กับ WTO ในสินค้ามะพร้าว ครอบคลุมทั้งมะพร้าวและมะพร้าวฝอย รวมปริมาณปีละ ๒,๔๒๗ ตัน มีการจัดสรรโควตาให้ มะพร้าว ปีละ ๒,๓๑๗ ตัน และมะพร้าวฝอย ๑๑๐ ตัน อัตราภาษีในโควตา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นอกโควตา ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ท่านจะเห็นได้ว่ามันก็เป็นการจัดสรรในข้อตกลง WTO ที่เรามีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามมันก็เป็นการจัดสรรที่ไม่ได้เพิ่มในโควตา ที่เราตกลงไว้ตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ดีก็อยากจะกราบเรียนท่านครับ ว่าเรายังคงสงวนสิทธิ การยกเว้นอากรให้สินค้าดังกล่าวของศรีลังกา เฉพาะการนำเข้าที่อยู่ภายในปริมาณโควตา ภายใต้ WTO เท่านั้น เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จะไม่กระทบกระเทือนใด ๆ กับสิ่งที่ท่านได้พูดไว้ นะครับ
อีกประเด็นหนึ่ง เรื่องการเปิดตลาดการค้าบริการและผลกระทบ ผมอยาก กราบเรียนอย่างนี้ว่า การเปิดตลาดการค้าบริการของไทยอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายปัจจุบัน ไม่ต้องแก้ไขกฎหมายภายใน เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณี และอยู่บนพื้นฐานของข้อผูกพัน การเปิดตลาดภายใต้ความตกลง RCEP ซึ่งมีจำนวนสาขาที่นำมาผูกพันน้อยกว่า RCEP และAFTA ไทยเปิดตลาดให้ศรีลังกาเข้ามาถือหุ้นข้างมากในกิจการสาขาบริการคอมพิวเตอร์ บริการวิจัยและพัฒนา บริการเช่า เช่าซื้อ บริการอุดมศึกษา เฉพาะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี บริการโทรคมนาคมแบบที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง บริการด้าน สิ่งแวดล้อมและบริการซ่อมบำรุงเรือ ขนาดไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ DWT โดยอนุญาตให้ ต่างชาติถือหุ้นในกิจการได้ถึงร้อยละ ๗๐ ซึ่งเป็นสาขาบริการที่มีผู้ให้บริการจำนวนน้อย และขาดแคลน เป็นสาขาที่ส่งผลให้เกิดการสนับสนุนการลดต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน และการผลิตภายในประเทศ ข้อผูกพันของศรีลังกา ผูกพันในสาขาบริการต่าง ๆ บริการ ธุรกิจ บริการโทรคมนาคม บริการก่อสร้าง บริการจัดจำหน่าย หรือบริการด้านการเงิน รวมประกันภัย ซึ่งในนี้ทั้งหมดผมก็ได้กล่าวรายงานสรุปตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว คิดว่าส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงเป็นคำตอบให้ท่านได้เข้าใจในส่วนเสริมที่ท่านได้มีข้อคิดเห็น และข้อระมัดระวังอยู่ ซึ่งเราก็จะเก็บข้อระมัดระวังนั้นไปพยายามจะดูแล้วก็พิจารณา ให้ครบถ้วนทั้งหมดที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต โอกาสทางการลงทุนของไทยในศรีลังกา ผมคิดว่ามันได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ประเทศ อาหารแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ยา อุปกรณ์ทาง การแพทย์ เครื่องแต่งกาย สิ่งทอและเครื่องประดับ ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งเหล่านี้ในสาขา การลงทุนในศรีลังกาที่นักลงทุนไทยอาจสนใจ ได้แก่ สาขาการเกษตรและการแปรรูปอาหาร อันนี้เราจะสามารถทำได้มาก สาขาการโรงแรมและสาขาการแพทย์ ซึ่งเป็นสาขา ที่ผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้กิจกรรมทางธุรกิจในโครงการ Colombo Port City ที่น่าจะสอดคล้องกับศักยภาพของนักลงทุนไทย ผมคิดว่าศรีลังกามีผลผลิต ด้านประมงและการเกษตรจำนวนมาก นักธุรกิจไทยสามารถเข้าไปลงทุนด้านอุตสาหกรรม ประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้อย่างดี โดยอาจรับซื้อสินค้าประมงจากผู้ประกอบการ เพราะว่าในศรีลังกาเองเขายังไม่มีเทคโนโลยีหรือไม่เชี่ยวชาญในการที่จะเก็บรักษาวัตถุดิบ สินค้าเกษตรต่าง ๆ ผลผลิตจำนวนมากของศรีลังกาได้ถูกปล่อยให้ผลผลิตเน่าเสีย ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าหากผู้ประกอบการไทยเข้าไปจัดการในเรื่องเหล่านี้ เราจะ สามารถมีผลผลิตและสามารถแปรรูปเป็นมูลค่าเพิ่มที่สำคัญให้กับไทยได้อย่างเต็มที่ อย่างที่ กราบเรียนไปแล้วนะครับว่า ๕ ปี ก็ไม่มีปัญหาอะไร สามารถตกลงพูดคุยกันได้ในสภาวะ ที่ประเทศไทยต้องติดตามให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลก ส่วนใหญ่ก็ได้ตอบไปแล้วนะครับ
เรื่องที่เมื่อสักครู่ท่านจุรินทร์พูดถึงเรื่อง FTA ที่เราควรทำ แล้วก็ FTA ที่ทำ ต่อเนื่องมา อันนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า FTA ทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เป็นการเริ่มต้น แต่ว่ามันก็ หยุดชะงักไปในช่วงที่เศรษฐกิจกับโรคระบาดมันดำเนินการ รัฐบาลนี้เข้ามาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ นะครับ ก็หยิบเอาเรื่องที่คิดว่าควรจะเป็นประโยชน์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่ผ่านมา จากตรงไหนก็ตาม เอามาปรับปรุง เอามาดูแล แล้วก็มาเจรจาเพื่อให้เกิดข้อสรุปที่ดีที่สุด FTA ตัวนี้ก็เช่นกัน อีกส่วนหนึ่งที่ได้พูดถึงขอให้เราเร่งจัดทำ FTA ไทย-ยุโรป ก็ดี ไทย-AFTA ก็ดี หรือของ UAE ก็ดี ต้องกราบเรียนว่าเราเห็นความสำคัญของเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วเช่นกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไร อย่างไรไทย-ยุโรป จริง ๆ ที่บอกว่าเขามาเร่งเราแล้วก็บอกว่าให้มาเร่ง รัฐบาล ให้ทำ FTA ด้วย แต่ผมกราบเรียนท่านว่าเราคุยกับตัวแทนของประเทศต่าง ๆ ของเขา ทุกครั้งเราก็บอกว่าให้เขาช่วยเร่ง ช่วยสนับสนุนการเจรจา FTA กับเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้นความรู้สึกตรงนี้เราตรงกันครับ เราก็พยายามที่จะจัดการเรื่องต่าง ๆ นี้ให้ดีที่สุด เวลานี้เราก็ทยอย ไม่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ผมก็ดี เราก็พยายามที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ อย่างเร่งด่วน อย่างไทยกับสหภาพยุโรป ปีนี้เราก็ทำไปเข้าใจว่า ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้งแล้ว แล้วก็จะพยายามทำต่อไป แต่ต้องกราบเรียนครับ ว่าเรื่องของไทยกับสหภาพยุโรปนี้ เนื่องจากสหภาพยุโรปมีประเทศจำนวนมากในการเจรจา เพราะฉะนั้นการคุยกันในเรื่องที่ให้ มันตรงเป้าหมายทุกส่วนนี้มันก็ต้องใช้เวลานะครับ แต่ว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจและไม่ย่อท้อ เราพยายามที่ Clear พยายามที่จะคุย พยายามที่จะทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันให้มากที่สุด นะครับ ผมได้เจอกับทางผู้นำของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ทุกครั้ง เราก็จะพูดถึงเรื่องนี้ แล้วเรา พูดว่าเรายอมรับกฎกติกาโลกอยู่แล้ว แต่กฎกติกาโลกนั้นต้องสอดรับและให้โอกาสประเทศ เล็ก ๆ อย่างประเทศไทยหรือประเทศอื่น ๆ ได้มีการปรับตัวด้วย เพราะฉะนั้นการจัดทำ FTA นอกจากกฎต่าง ๆ ระเบียบต่าง ๆ แล้ว ยังต้องคำนึงถึงความเป็นจริงของแต่ละประเทศ ที่จะเข้ามาทำให้มันเหมาะสมแล้วก็สามารถที่จะทำให้ทั้ง ๒ ฝ่าย อยู่ร่วมกันได้อย่างปกติ ประชาชน ๒ ประเทศ อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ส่วนเรื่อง UAE ผมเพิ่งบินไป UAE แล้วก็ได้พบกับรัฐมนตรีการค้าของ UAE ในช่วงที่มีการประชุมรัฐมนตรีการค้าที่ UAE เราก็ ได้คุยกันในทิศทางที่เป็นประโยชน์มาก เราพยายามที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นผลสำเร็จได้อีกเรื่องหนึ่ง ผมคาดว่าอีกไม่นานน่าจะสำเร็จ เพราะเราติดขัดกันอยู่แค่บางประเด็น ซึ่งผมก็ได้พยายามที่จะหารือกับฝ่ายไทยทั้งหมด ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะหาข้อสรุปต่าง ๆ ส่วนอันไหนที่ยังเป็นปัญหา ทิศทางของผมก็คือพยายาม ที่จะขอเว้นไปก่อน แล้วก็เอาส่วนที่ทำได้มาทำได้ก่อน ผมเชื่อว่า UAE เราน่าจะสรุปได้น่าจะ ปลายปีนี้นะครับ ส่วนเรื่องของ AFTA ก็เป็นเรื่องที่เรายังคุยกันอยู่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเรื่อง ที่ให้เราเร่งดำเนินการติดตามทำงาน หรืออะไรต่าง ๆ ท่านไม่ต้องกังวลนะครับ เรากำลังเร่ง ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิด FTA ฉบับใหม่ ๆ ไม่ใช่แค่อยู่ที่ฉบับแรก จะมี ๒ ๓ ๔ ๕ ต่อเนื่องไปอย่างตลอดนะครับ ก็เกือบหมดแล้วนะครับ
เรื่องแนวทางการกำหนดคู่ค้าเจรจา FTA ที่ผ่านมา โดยไทยเรายึดหลัก ผลประโยชน์ของชาติที่สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจ และนโยบายการต่างประเทศ ในภาพรวม อันนี้ก็เรียนยืนยัน โดยอาจจะพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ในการกำหนดประเทศ คู่เจรจาควบคู่กันไปด้วยนะครับ อย่างประเด็นแรก ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่เป็นคู่ค้า ดั้งเดิมที่มีสัดส่วนการค้ากับไทยที่สูงนะครับ อันที่ ๒ ประเทศหรือกลุ่มประเทศตลาดใหม่ที่มี ศักยภาพที่มีสัดส่วนการค้าที่ทยอยสูงขึ้นนะครับ อันที่ ๓ ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่เป็น แหล่งวัตถุดิบ เป็นปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและราคาต่ำ ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่ง ให้ระบบห่วงโซ่อุปทานของไทย อันที่ ๔ ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพด้านการค้า การลงทุน อาจเป็นประตูเชื่อมโยงการค้าการลงทุนไปสู่ประเทศใกล้เคียง อันที่ ๕ ประเทศ หรือกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นกลไกสร้างความแน่นแฟ้น ระหว่างไทยกับคู่เจรจา ในกรณีที่อาจจะมีการค้าขายระหว่างกันน้อย อาจจะมีมิติอื่น ๆ เข้ามาด้วยนะครับ ก็กราบเรียนนะครับ อย่างประเทศศรีลังกา ตรงกับที่หลายท่านพูดครับ ว่า ประเทศเขาเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางด้านภูมิรัฐศาสตร์นะครับ เขาเป็นจุดเชื่อม ระหว่าง ๒ ทะเลใหญ่ แล้วก็เป็นจุดที่สามารถเชื่อมอินโดกับตะวันออกกลางได้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราไปค้าขายกับศรีลังกา แม้จะเป็นมูลค่าที่ไม่มากนักหรือจำนวน ไม่มากนัก เพราะประเทศเขาประชากรน้อย แต่ว่าสิ่งที่เราทำและเราคิดไกลไปกว่านั้นก็คือ เราหวังว่าศรีลังกาจะเป็นฐานที่เราสามารถจะเปิดประตูเข้าไปสู่เอเชียใต้ และเอเชีย ตะวันออกกลางได้มากขึ้น UAE ก็เหมือนกันครับ สิ่งที่เราคิดถึงเราคิดว่า UAE มีความ ต้องการสินค้าทางการเกษตรเรามาก แล้วก็คิดว่าถ้าเราเข้าไปที่ UAE ได้ โอกาสในการที่จะ เปิดตลาดเข้าไปสู่ตะวันออกกลาง แล้วก็ไปสู่แอฟริกาได้ เพราะฉะนั้นเรามองทั้งระบบ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้กำหนดให้พวกเราทำงาน ประสานงาน เป็นชุดเดียวกัน มีการสร้างทีมไทยแลนด์ขึ้นมา ผมเองผมอยู่กระทรวงพาณิชย์ซึ่งต้องรับ นโยบาย ผมก็สร้างทีมพาณิชย์ขึ้นมา และเราก็หวังว่าเราจะเปิดตลาด โดยได้กำหนด ๑๐ กลุ่มประเทศเป้าหมาย ในการที่เราจะบุกเบิก เพราะฉะนั้นตอนนี้เรากำลังดำเนินการ อย่างนี้อยู่อย่างเต็มที่นะครับ ส่วนการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเจรจา โดยเราขอยืนยันนะครับ ว่าเราได้ดำเนินการเป็นระยะ ๆ ตามที่ ผมได้นำเรียนต่อที่ประชุมรัฐสภาไปเมื่อก่อนหน้านี้ หลังจากนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มีการวางแผนไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะจัดลงพื้นที่เพื่อเผยแพร่ให้ข้อมูล และผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์ตามข้อตกลงนี้อย่างเต็มที่ ผมอยาก กราบเรียนท่านนะครับ ว่านโยบายที่รัฐบาลนี้ใส่ใจ และที่ผมกำหนดให้เป็นนโยบาย ที่กระทรวงพาณิชย์ คือ ๑. เราให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กครับ คนตัวเล็กคือประชาชน ที่ยากจน ลำบาก เราพยายามจะมองทุกอย่างโดยการเซ็น FTA กับที่ต่าง ๆ ประโยชน์ ทั้งหมดเราสนใจคนตัวเล็ก เราให้ความสำคัญตรงนี้อย่างแน่นอน คนตัวเล็กไม่ได้หมายถึง บุคคลอย่างเดียวนะครับ แม้กระทั่งองค์กร หรือกลุ่ม SME นี้ก็ถือว่าเป็นคนตัวเล็กที่เราให้ ความใส่ใจ และเราก็เชื่อได้ว่า SME จะต้องได้รับการดูแลมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราถือเป็นนโยบายนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงที่มีเรื่องกิจกรรมที่เกี่ยวกับ SME เราถือเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่า SME เป็นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายประเทศ พิสูจน์ทราบ ให้เห็นสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นการเติบโตของ SME มันทำให้ฐานเศรษฐกิจทั้งประเทศเติบโต เพราะฉะนั้นวันนี้เราให้ความสำคัญกับ SME อย่างมาก ทุกอย่างที่เราทำพยายามวนเข้าไปสู่ เรื่องการสนับสนุนให้ SME มีความเข้มแข็งและแข็งแรง อะไรที่เป็นข้ออุปสรรคของ SME ขณะนี้เราดูอย่างเต็มที่ แล้วเราพยายามแก้ไขอย่างเต็มที่นะครับ
ก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมที่บอกว่าเราจะลงพื้นที่อย่างเต็มที่ ในปี ๒๕๖๗ เราจะมีโครงการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรไทยในยุคการค้าเสรีร่วมกับสภาเกษตรกร แห่งชาติ ประมาณ ๓ ครั้ง ที่ได้ตกลงวางกันไว้คือประมาณเดือนมกราคม เดือนสิงหาคม เดือนพฤศจิกายนที่จังหวัดพะเยา เดือนมกราคมที่จังหวัดเชียงราย เดือนสิงหาคม และที่ จังหวัดจันทบุรีเดือนพฤศจิกายน ก็ถือเป็นจังหวัดนำร่องที่เราจะลองเข้าไปทำและเพื่อ สนับสนุน อีกส่วนหนึ่งก็คือโครงการพัฒนาความความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทย สู่การค้าเสรี ในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม ธันวาคม เราก็จะลงไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดพัทลุง ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่าวันนี้เราให้ความสำคัญกับ คนหนุ่มคนสาวซึ่งมีบทบาทสำคัญที่จะมองถึงอนาคตข้างหน้า มองถึงชีวิตทางเศรษฐกิจของ พี่น้องประชาชนในจังหวัดของเขา เวลานี้เราลงไปเราก็พยายามจะให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ ประโยชน์สูงสุด แล้วก็เป็นตัวแทนในการที่จะเชื่อมโยงไปสู่การให้ความรู้กับพี่น้องประชาชน เกษตรกร เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง วันนี้เราทำงานร่วมกับสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แล้วก็หน่วยราชการในต่างจังหวัดต่าง ๆ เวลานี้เรา พยายามที่จะให้มีการประชุมประสานงานกันอย่างเต็มที่ เดิมก็มีอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ปัจจุบันนี้ โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดการตื่นตัวตรงนี้มากขึ้น โรคโควิด-๑๙ ทำให้คนกลับพื้นที่ กลับจังหวัด แล้วก็รู้สึกว่าการอยู่ในจังหวัดของตัวเองนั้นมีคุณค่ามาก เพราะฉะนั้นการที่ทำ ให้เขามีบทบาทในการที่จะประสานความร่วมมือต่าง ๆ ในการที่จะทำเศรษฐกิจขึ้นมา เรายัง คิดที่จะสร้าง Smart Farmer เพื่อจะประสานงานกับทั้งลูกหลานของคนมีสตางค์และมีความรู้ ในจังหวัดมาช่วยกันคิด เพราะคนหนุ่มคนสาวเขากล้าที่จะคิดในสิ่งที่งดงามและดี ๆ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่เราพยายามจะหาทางออก แล้วก็พยายามจะดำเนินการอย่างเต็มที่
เมื่อสักครู่ที่พูดไปยังมีเรื่องที่เราจะสร้างเครือข่ายเชื่อมโยง ๔ จังหวัดภาคใต้ สู่ตลาดการค้าเสรีอาเซียน ตอนนี้มีแผนที่จะจัด ๒ ครั้ง เดือนมีนาคมและเดือนกรกฎาคมที่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดยะลา มีนาคมก็ใกล้แล้ว ก็อาจจะต้องจัดให้เร็วขึ้น ส่วนสินค้าอัญ มณีและเครื่องประดับที่ท่านสมาชิกได้พูดถึง อัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าที่ศรีลังกา เปิดตลาดให้กับไทยภายใต้ FTA ฉบับนี้ โดยเป็นสินค้าที่มีการลดภาษีเป็น ๐ เปอร์เซ็นต์ ทันทีที่ข้อตกลงนี้มีผลใช้บังคับ ก็ต้องกราบเรียนว่าเราใส่ใจ ไม่ใช่ไม่ใส่ใจ เรารู้ว่าอัญมณีเป็น สินค้าส่งออกอันดับต้น ๆ ของไทยแล้วก็เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เวลานี้เราไม่มีวัตถุดิบ ไม่มีเพชรพลอย เราต้องใช้จากการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่สิ่งที่เราทำอยู่ก็คือเราเป็นเลิศ ในเรื่องของคนเจียระไน ในเรื่องของเทคนิคในการทำอัญมณีให้มีความเหมาะสมและถูกต้อง แล้วก็สวยงาม เพราะฉะนั้นตรงนี้เราให้ความสำคัญ ไม่ได้ละเลยครับ อยากกราบเรียน ท่านสมาชิกนะครับ
สุดท้าย เรื่องมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อใช้รองรับการเปิด การค้าเสรี เรารู้ว่าในโลกทุนนิยมเวลาเราเปิดการค้าเสรีขึ้นมา เราเป็นประเทศเล็ก ประเทศกลาง เราก็จะสู้กับประเทศใหญ่ได้ยาก แต่เราก็พยายามที่จะพูดคุยกันตลอด เพราะว่าผมยึดหลัก จุดสมดุล เพราะว่าผมคิดว่าประเทศใหญ่หรือประเทศเล็กก็ตามมันไม่มีใครอยู่ได้ด้วย ตัวคนเดียว ประเทศใหญ่จะอยู่ได้ประเทศเล็กก็ต้องเติบโตได้ มันถึงจะสามารถสมดุลได้แล้ว และผมเชื่อว่าการสร้างประโยชน์ร่วมเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ทุกคนคุยกันได้ และทำให้โลกเดิน ไปได้อย่างสันติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเจรจา FTA เรายึดหลักสร้างความสมดุล เอาใจใส่คน ตัวน้อยตัวเล็กให้ได้ประโยชน์จากการทำ FTA นั้นอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องผลกระทบกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างเสนอกองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัว ของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า อันนี้ก็เลย เห็นว่าเป็นที่สนใจรัฐสภา ก็ต้องขอบคุณมาก ผมจะถือโอกาสนี้ขอรับการเสนอสภาแห่งนี้ ในการสนับสนุนการออกพระราชบัญญัติกองทุน FTA ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังจะเสนอด้วย แล้วก็จะตรงกับเจตนารมณ์ของท่านว่าเราคิดถึงผู้ที่จะได้รับผลกระทบแล้วก็หาทาง ที่จะช่วยแก้ไข ส่วนปัจจุบันนี้รัฐบาลมีกองทุนที่ดูแลผู้ได้รับผลกระทบอยู่ที่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์อย่างเดียว ก็คือรัฐบาลมีกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศภายใต้ความรับผิดชอบกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ก็อยากจะกราบเรียนว่าเราใช้เวลากันพอสมควร แล้วก็ดีใจที่สมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และทางวุฒิสภาให้ความสำคัญกับการจัดทำเรื่องนี้ ผมก็กราบเรียนท่านอย่างนี้ ว่าเรายินดีที่จะรับฟังข้อเสนอและข้อสังเกตของท่านทั้งหมด นำไปปรับปรุงเพื่อให้ได้ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศอย่างเต็มที่ แล้วทั้งหมดที่ท่านกังวลใจหรือห่วงใย ที่อยากให้มีการแก้ไขปรับปรุง และทำให้ FTA เร่งมากขึ้น มากฉบับขึ้น ผมกราบเรียนว่า อยู่ในแผนการของกระทรวงพาณิชย์แล้วและกำลังจะเริ่มดำเนินการ ผมเชื่อว่า ปี ๒๕๖๗ ท่านจะได้รับฟังข่าวดีในการทำ FTA ที่มีความคืบหน้าหรือประสบความสำเร็จ แล้วก็ อีกหลายฉบับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติด้วยครับ และกราบ ขอบพระคุณท่านประธานครับ