นพดล สนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญผ่าน สสร. เร่งประชาธิปไตยยั่งยืน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

นพดล ปัทมะ หารือการตัดสินใจไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยแสดงความเห็นคัดค้านและเสนอแนวทางจัดทำประชามติเพียง 2 ครั้งเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเร่งกระบวนการประชาธิปไตย พร้อมย้ำความจำเป็นในการสร้างประชาธิปไตยและนิติธรรมอย่างยั่งยืนผ่านการสนับสนุนญัตติให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันเพื่อก้าวไปสู่รัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

นายนพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้รัฐสภาได้อภิปรายญัตติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหา เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ท่านประธานครับ ความเป็นมาของเรื่องนี้ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยที่มีท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยแก้ไข มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งได้ยื่น ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนมกราคม ปี ๒๕๖๗ แต่ท่านประธานตัดสินใจที่จะไม่บรรจุ ระเบียบวาระร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ โดยอ้างเหตุผลว่าอาจจะขัดกับคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ท่านประธานครับ โดยความเคารพรักท่านประธาน ตัวกระผมเองไม่เห็นด้วยในคำวินิจฉัยของท่านประธาน เพราะญัตติดังกล่าวเป็นการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ดังนั้นประธานจะต้องบรรจุ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาได้พิจารณาต่อไป แต่เอาละครับ ในเมื่อท่านประธานตัดสินใจ ไม่บรรจุระเบียบวาระ ผมก็เลยอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าสาระของคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่ท่านประธานอ้างเป็นเหตุผลในการที่ไม่บรรจุระเบียบวาระนั้น มันมีแก่นของ คำวินิจฉัยว่าอย่างไร ผมขออนุญาตอ่านท่านประธานครับ คำสาระของคำวินิจฉัยก็คือ หากรัฐสภาต้องการจัดทำเรื่องฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการ ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ค่อนข้างชัดเจน แต่อาชีพนักกฎหมายนี้ก็คือการตีความ มันมีการตีความของนักกฎหมายอยู่ ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่าควรจะต้องทำประชามติ ๓ ครั้ง อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะทำ ประชามติเพียง ๒ ครั้ง ท่านประธานครับ ฝ่ายที่เห็นว่าควรจะต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้ง มีความเห็นว่าครั้งแรกจะต้องทำประชามติก่อนที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งที่ ๒ เมื่อบรรจุระเบียบวาระไปแก้ไขมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ในการตั้ง สสร. แล้วจึงมาทำประชามติเป็นครั้งที่ ๒ หลังจากนั้น เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จึงไปทำประชามติครั้งที่ ๓ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าการทำ ประชามตินั้นควรทำเพียง ๒ ครั้ง ก็คือฝ่ายพรรคเพื่อไทย รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และสมาชิกพรรคเพื่อไทย เห็นว่าควรจะทำประชามติเพียง ๒ ครั้ง การทำประชามติ เพียง ๒ ครั้ง เราเห็นอย่างไรครับ ครั้งแรกก็คือให้ท่านประธานบรรจุระเบียบวาระไปแก้ไข มาตรา ๒๕๖ และไปแก้ไขหมวด ๑๕/๑ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ไปทำ ประชามติครั้งเดียวกันในวันเดียวกัน โดยตั้งคำถามพี่น้องประชาชน ๒ คำถาม คำถามแรก ก็คือถามว่าพี่น้องประชาชนต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และในคำถาม ที่ ๒ ก็คือเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ และหมวด ๑๕/๑ หรือไม่ ซึ่งสามารถทำได้ ในวันเดียวกัน หลังจากนั้นท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากที่มีการไปจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ก็คือมีร่างใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงไปถามพี่น้อง ประชาชนอีกครั้งหนึ่งว่าพี่น้องประชาชนเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการทำประชามติเพียง ๒ ครั้ง ท่านประธาน ที่เคารพครับ การทำประชามตินั้น ผมเข้าใจว่าจะต้องใช้เงินครั้งหนึ่งประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าทำประชามติ ๓ ครั้ง ก็ใช้เงินประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าทำ ๒ ครั้ง ก็ใช้เงิน ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นการประหยัดเงินการทำประชามติ ๒ ครั้ง มันมีเหตุผลสนับสนุน ๒ ประการครับ

ประการแรก ก็คือสอดคล้องไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ประเด็นที่ ๒ เป็นการประหยัดงบประมาณได้ถึงประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สามารถนำเงินไปพัฒนาได้อีกหลายเรื่อง ท่านประธานที่เคารพครับ ญัตติที่พรรคเพื่อไทยยื่นให้ท่านพิจารณา ให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาในวันนี้ กระผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องของพรรคเพื่อไทยที่จะผลักดัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะผลงานหรือประวัติของพรรค เพื่อไทยนั้นได้ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง อย่างที่สมาชิกรัฐสภา คุณจิราภรณ์ ได้อภิปรายไปเมื่อเช้านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ หลายปี หลายโอกาสที่ผ่านมานี้ ถ้าถามว่า พรรคใดที่เคยยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะให้มี สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับถึง ๓ ครั้ง นี้ คำตอบก็คือพรรคเพื่อไทย ถ้าถามว่าพรรคใดที่ยื่นแก้ไขมาตรา ๒๗๒ เพื่อที่จะให้อำนาจ มาอยู่ในมือสภาผู้แทนราษฎรในการเห็นชอบตัวบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่อยู่ใน อำนาจของวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมของรัฐสภา คำตอบก็คือพรรคเพื่อไทย ถ้าถามว่า พรรคใดครับ ที่พรรคก่อนหน้านั้นถูกยุบถึง ๒ ครั้ง คือพรรคไทยรักไทยและพรรคพลัง ประชาชน จนกระทั่งมาถึงพรรคเพื่อไทย คำตอบก็คือพรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพ กระผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เราไม่ได้มาชี้นิ้วว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างไร เราไม่ได้มาชี้นิ้วว่าใครผิดใครถูก แต่วันนี้ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมอยากจะเชื้อเชิญให้สมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าเป็น สส. หรือ สว. ได้มาร่วมชี้ทาง ไปข้างหน้าครับ ว่าเราจะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร วันนี้ผมไม่แยก สส. หรือ ไม่แยก สว. ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะเชื้อเชิญให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้มา ร่วมสนับสนุนญัตติที่รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และสมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ยื่นในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ญัตตินี้ไม่ได้เป็นการยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญ ญัตตินี้ไม่ได้ ไปเปิดทางให้ศาลรัฐธรรมนูญมากินแดนฝ่ายนิติบัญญัติ ญัตตินี้ไม่ได้เป็นการสยบยอมให้ศาล รัฐธรรมนูญมามีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ญัตตินี้เป็นการสร้างความชัดเจนครับ สร้างความชัดเจนให้กับกระบวนการที่เราจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เข้มแข็ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเราใช้เวลาในการผลักดัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้มาหลายปี ปีนี้ปี ๒๕๖๗ ๗ ปีแล้วที่เราพยายามจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ถ้ารออีกสัก ๒-๓ เดือน เพื่อที่จะมีความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ ผมรอ ได้ครับ ความชัดเจนดังกล่าวนั้นจะทำให้เราเดินหน้าอย่างมั่นคง ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่าสามารถทำประชามติได้ ๒ ครั้ง ก็คือท่านประธานสามารถบรรจุระเบียบวาระ แล้วก็ผลักดันการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ผมคิดว่าเราก็เดินหน้าครับ เดินหน้าแล้วก็ไปร่างรัฐธรรมนูญ มี สสร. และเมื่อมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วก็ไปทำประชามติครั้งหนึ่ง ครั้งแรกหลังจากที่แก้ไขมาตรา ๒๕๖ และมีหมวด ๑๕/๑ ก็ ๒ ครั้ง ผมคิดว่า ผมจำคำพูดของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนหนึ่ง มันมีคนอยู่ ๒ กลุ่มครับ กลุ่มหนึ่งคือสามารถอภิปรายให้เห็นปัญหาได้อย่างเป็น ระบบและน่าสนใจ แต่อีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่พยายามแสวงหาการแก้ไขปัญหาในทุกปัญหาที่มี แล้วก็สามารถจะแก้ปัญหานั้นได้ ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยเป็นกลุ่มหลังครับ เป็นคนที่รู้ว่ามีปัญหา แล้วก็แสวงหาโอกาสในการ แก้ไขปัญหา เพราะถ้าท่านประธานไม่บรรจุระเบียบวาระเราก็ไม่สามารถเดินหน้าแก้ไข รัฐธรรมนูญได้ครับ อันนี้คือความเป็นจริงโดยพฤตินัยที่เราไม่ต้องพิสูจน์อะไรอย่างมากมาย ท่านประธานที่เคารพครับ ความยั่งยืนทางการเมืองจำเป็นต้องมี ๒ เสาหลัก คือหลักนิติธรรม และหลักประชาธิปไตย ผมคิดว่าหน้าที่ของคนไทยและโดยเฉพาะสมาชิกรัฐสภามีหน้าที่ ในการที่จะสร้างหลักประชาธิปไตย หลักนิติธรรม ให้มั่นคงยั่งยืนในประเทศไทย เราต้อง ยึดมั่นหลักนิติธรรม ไม่ใช่สำหรับทุกคนในบางเวลา หรือสำหรับบางคนตลอดเวลา แต่เรา ต้องทำหลักนิติธรรมสำหรับทุกคนในทุกเวลา ท่านประธานที่เคารพ สำหรับการสร้างหลัก ประชาธิปไตยนั้นวันนี้พรรคเพื่อไทยมีคำตอบครับ เราต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมี สสร. ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เราทำตามคำมั่นสัญญาในการหาเสียง เรามีประวัติ ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง บ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้นที่เราจะมีเสถียรภาพ ความมั่นคงและมีความเป็นเอกภาพ แล้วสามารถไปแข่งขันในต่างประเทศได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้มาเปิดไฟเขียวสนับสนุนญัตติของรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ และ สส. พรรคเพื่อไทย ขอเชื้อเชิญท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติให้การสนับสนุนเพื่อปูทางไปสู่ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ และสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งครับ ผมขอสนับสนุน ญัตติที่เสนอในวันนี้ครับท่านประธานที่เคารพ