สมชาย ชี้ไม่ควรตั้ง สสช. ใหม่ ชี้ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

สมชาย แสวงการ กล่าวขอบคุณประธานที่ประชุมก่อนชี้แจงเหตุผลในการคัดค้านการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของอาจารย์ชูศักดิ์ โดยย้ำว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 สามารถแก้ไขได้ผ่านกระบวนการปกติของรัฐสภา ไม่จำเป็นต้องจัดทำฉบับใหม่ และการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภายังไม่มีอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามข้อเสนอ จึงไม่สมควรนำร่างดังกล่าวมาพิจารณาอีก

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา

ขอบพระคุณครับท่านประธาน

ประการที่ ๑ ผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และ สมาชิกวุฒิสภาอภิปรายแล้ว มีบางประเด็นที่จำเป็นต้องใช้เวลาของสภาอธิบายไปยังพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องที่มีการสร้างความไม่เข้าใจหรือบางกรณีบิดเบือน ผมเป็นผู้ยื่น ญัตติดังกล่าวส่งไปศาลรัฐธรรมนูญและที่ประชุมแห่งนี้ให้ความเห็นชอบส่งศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าว เพราะฉะนั้นผมมีความจำเป็นต้องชี้แจงเพื่อให้ พี่น้องประชาชนเข้าใจมิให้ถูกบิดเบือนข้อมูลบางประการ ประการแรกครับ ขออนุญาต เห็นพ้องและเห็นด้วยกับท่านประธานอย่างยิ่งเลยในหนังสือฉบับนี้ที่ท่านประธานได้ให้ เลขาธิการรัฐสภาลงความเห็นไม่บรรจุระเบียบวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล และคณะ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เป็นการลงความเห็นที่ถูกต้อง ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ชัดเจนมาก เพราะเดือนหน้าต่อไปถ้าท่านประธานบรรจุ แล้วสภาพิจารณาก็จะเกิดการขัดรัฐธรรมนูญ ตามหนังสือที่ท่านเลขาธิการรัฐสภาส่งถึง อาจารย์ชูศักดิ์นั้นชัดเจนนะครับ ว่าตามหนังสือที่ท่านและคณะได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต่อประธานรัฐสภาเพื่อพิจารณานั้น ประธานรัฐสภาได้พิจารณาแล้วเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ยึดหลักการในการเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ย่อมเป็นการ เลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงไม่ใช่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ อันนี้ชัดเจนนะครับ เดี๋ยวผมจะได้อธิบายต่อไป เพราะร่างของ อาจารย์ชูศักดิ์ ที่ท่านไม่ได้อยู่ในญัตตินี้นะครับ คือร่างที่อยู่ในมือผมนี่ครับ เป็นร่างเดียวกัน หรือคล้ายกันมากกับ ๓ ร่าง ที่เคยเสนอโดยท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ขออภัยที่เอ่ยนาม แล้วก็ ส่งไป ทำให้ผมกับคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และสมาชิก ต้องส่งไปศาลรัฐธรรมนูญถามถึงอำนาจ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะในร่างดังกล่าว ในร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านประธาน ไม่บรรจุวาระ สมาชิกอาจจะไม่ได้เห็นหรือประชาชนอาจจะไม่ได้เห็นนั้น เขียนไว้ชัดเจนครับ ว่า หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๒๕๖/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในแต่ละจังหวัด แล้วก็มี มาตรา ๒๕๖/๒ มาตรา ๒๕๖/๓ มาตรา ๒๕๖/๔ ต่าง ๆ ผมขอไม่ลงรายละเอียด เพราะรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้ชัดเจนว่า เพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวินิจฉัยแล้วว่าต้องไปทำประชามติเสียก่อน ในเอกสารที่ทั้ง ๒ ฝ่าย พยายามที่จะกล่าวอ้างถึงศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ตีความ แตกต่างกันนั้น ผมขอย้อนให้ท่านประธานพิจารณาดูให้ชัดเจนนะครับ ว่าประการที่ ๑ รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้น มาจากการลงประชามติของประชาชน องค์อำนาจในการสถาปนา รัฐธรรมนูญมิใช่สภาแห่งนี้ครับ องค์อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญมาจากประชาชน ที่ลงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจน ตรงกันและไม่ต้องบิดเบือนอีก รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขได้ครับ สภาแห่งนี้แหละครับ แก้ไข ไปแล้ว ๑ ครั้ง คือแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยบัตรเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ ท่านไม่ได้ไปถามประชามติเสียด้วยซ้ำไป ท่านไม่ได้ไปถามองค์อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เสียด้วยซ้ำไป ท่านใช้อำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลายร้อยมาตราเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะแก้ไขได้เอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องใด ๆ ก็ตามที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามหรือมีบทบังคับว่าต้องไปถามประชามติ ท่านแก้ไขได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปบิดเบือน อย่าไปบอกประชาชนว่ารัฐธรรมนูญนี้แก้ไขไม่ได้ ร่างใหม่ไม่ได้ ต้องฉีกโดยคณะรัฐประหารเท่านั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างยิ่งครับ นั่นคือ บทบัญญัติที่รัฐสภามีหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่ท่านไม่แก้ไข ท่านปล่อย ร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านไม่เห็นด้วย ไม่เอาเข้าสภา แล้วก็ไปพยายามที่จะเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมให้มี สสร. มาใช้อำนาจแทน ผมไม่พูดนะครับว่าจะอ้าง ว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างไร แต่ความจริงมันคือ Nominee ของพรรคการเมืองหรือไม่ ทำไมท่านไม่แก้เสียเองละครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามไว้อีก ๒ ประเด็น เท่านั้นเอง คือมาตรา ๒๕๕ บอกแต่เพียงว่า อันนี้เป็นบทเด็ดขาดนะครับ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้ ที่เหลือไม่ได้ห้ามเลยครับ ทั้งหมดรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ห้ามการแก้ไขเลยนะครับ ๒๗๙ มาตรา ห้ามไว้มาตราเดียว ท่านแก้ไขได้อยู่แล้วครับ เพียงแต่ถ้าแก้ไขแล้วไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไปแก้ไขที่ ขออนุญาตอธิบายไปยัง พี่น้องประชาชนให้เกิดความเข้าใจนะครับ ผมเมื่อสักครู่นี้มีผู้บิดเบือนเรื่องนี้ในสภา มาตรา ๒๕๖ บอกว่า ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้กระทำ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้ ไม่ได้ห้ามนะครับ บอกได้หมดครับ ญัตติแก้ไขเสนอจาก ครม. จาก สส. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ หรือจาก สส. สว. รวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ หรือจาก ประชาชนผู้มีสิทธิ ไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน การออกเสียง การพิจารณาในวาระที่ ๑ วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ว่าไปครับ รัฐธรรมนูญเขียนแต่เพียงว่า เมื่อใน (๘) กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หรือหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับคุณสมบัติ ลักษณะ ต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับหน้าที่อำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่หรืออำนาจได้ ก่อนดำเนินการ ให้จัดมีการออกเสียงประชามติ รัฐธรรมนูญเขียนไว้แค่นี้ครับ ไม่ได้ห้าม ท่านทำนะครับ เพียงแต่ท่านไปแก้หมวด ๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ผมยกแล้วว่าให้ไปมี สสร. แล้วท่านประธาน โดยท่านเลขาธิการรัฐสภาไม่บรรจุวาระ เพราะขัดคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ เอกสารทั้งหมดท่านไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย อยู่ในรายงานฉบับนี้ล่ะครับ ชื่อว่ารายงานของคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาญัตติขอให้สภามีมติส่งเรื่องที่มีเหตุสมควร จะให้มีการออกเสียงประชามติให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ ของวุฒิสภา ผมเป็นประธาน คณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาเองครับ ที่ประชุมวุฒิสภาผ่านความเห็นชอบตามนี้ แล้วรายงานฉบับนี้ผมก็ได้ส่งให้คณะกรรมการที่ศึกษาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ที่ตั้งขึ้นไปแล้ว ไม่ทราบถ้าท่านยังไม่ได้รับ มีเอกสารนะครับ เรียกจากวุฒิสภาได้ มีความ ละเอียดทุกอย่างทุกประการครบถ้วน ซึ่งถ้าท่านไปศึกษาให้ดีจะมีเอกสารตั้งแต่การแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ใน QR Code แล้วไปดูได้ทั้งหมด ข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการแก้ไข ชุดท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธาน อันนี้ท่านก็ไปตรวจดูได้ มีอีกชุดหนึ่ง คือท่านวิรัช รัตนเศรษฐ เป็นประธาน อันนั้นของรัฐสภา ซึ่งผมก็อยู่ร่วมด้วย เป็นรองประธาน และยังมีบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๑ ครั้ง เพราะฉะนั้น ท่านตรวจได้หมดครับ รวมถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ผมจะขออนุญาตเรียนว่าถ้าอ่าน กฎหมายอย่างเข้าใจแล้วไม่บิดเบือน ตรงไปตรงมา ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่อยู่ใน เอกสารฉบับนี้ชัดเจนมาก ไม่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญไปให้ตีความหรือแปลความหรอกครับ คำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ บางห้วงบางตอนที่เกี่ยวข้อง เพราะมีผู้บิดเบือนบางประเด็นทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขว ประธานได้ส่งคำร้องขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง กรณีมีปัญหา เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๑) ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องสรุปได้ ดังนี้

ในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ที่ประชุมพิจารณาญัตติด่วนดังกล่าว ซึ่งนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาซึ่งก็คือผมนั่นล่ะครับเป็นคนยื่นเอง เป็นผู้เสนอญัตติ เพราะอะไรครับ เพราะมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๓ พร้อมบันทึกหลักการ และเหตุผลที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และคณะเป็นผู้เสนอ ซึ่งตรงกับร่างนี้ รายละเอียด คล้ายกัน ตรงกันกับร่างของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ และร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมพร้อม บันทึกเหตุผลที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ และคณะ และร่างแก้ไขเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่ง รวมทั้งหมด ๓ ฉบับ มีหลักการและเหตุผลที่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเนื้อหา สาระในร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และมาตรา ๒๕๖/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติ ใดในรัฐธรรมนูญให้อำนาจรัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ตามหลักกฎหมาย มหาชนว่าไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ ความหมายหากไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจไว้จะกระทำ มิได้ รัฐสภาจึงไม่มีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีอำนาจเฉพาะที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ คืออำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังนั้นการกระทำใด ๆ เพื่อจัดให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นอันใช้ บังคับมิได้ กระผมและนายไพบูลย์ นิติตะวัน รวมถึงสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ อาจจะเป็นรุ่นที่แล้ว ก็เลยส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครับ โดยมีหลายท่านที่เกี่ยวข้อง ที่ประชุมร่วมส่งไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้ เชิญพยาน ผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูล คือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ นายอุดม รัฐอมฤต ทำเป็นความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพยานผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง ๔ ทำความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว นอกจากนั้น อดีตเลขาธิการของ พรรคท่านเอง ตอนนี้เป็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และคณะ ซึ่งก็หมายถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องขอส่งบันทึก ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับไว้ประกอบการพิจารณา เพราะฉะนั้นสภาแห่งนี้พิจารณาญัตตินี้ไปเรียบร้อยแล้วครับท่านประธาน และศาล รัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุดแล้ว เหตุไฉนจึงมีความสงสัยในคำวินิจฉัย ท่านกำลังจะ บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว แล้วท่านก็ส่งร่างรัฐธรรมนูญแบบเดิมเข้ามาอีก จะให้ท่านประธานบรรจุ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานว่าไม่บรรจุถูกแล้วครับ เพราะคำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจน ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไป ส่วนเรื่องที่จะมาเถียงกันว่าจะ ประชามติ ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้งนั้น อยู่ในรายงานฉบับนี้ชัดเจนครับท่านประธาน รายงานฉบับ นี้ผมได้ศึกษาและตรวจสอบจากการแก้ไข และเชิญทุกหน่วยมาหมดนะครับ ก็ขออนุญาตเล่า ง่าย ๆ ว่าถ้าสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสภาเอง แบบเดียวกับที่แก้บัตรใบเดียว เป็นบัตร ๒ ใบ ท่านไม่ต้องเสียเงินแม้แต่สลึงเดียวครับ ท่านใช้ สส. สว. ในสภาแห่งนี้แก้ได้ เป็น ๑๐๐ มาตรา จะแก้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ประชาชนที่เพิ่มขึ้น จะแก้เพื่อดูแลปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ นี้ที่ไม่ได้ห้ามไว้ในมาตรา ๒๕๕ และไม่มีเงื่อนไขมาตรา ๒๕๖ บังคับไว้ ทำได้ทุกประการครับ แต่ไฉนท่านไม่ทำ อันนั้นก็เป็นเรื่องของสภานะครับ แต่ว่าผมกำลังบอกว่าการใช้งบประมาณ แต่ละครั้ง ถ้าต้องไปทำ สสร. และทำประชามติ เอกสารนี้ระบุนะครับ ว่า การที่ทำประชามติ จะต้องใช้ ๙๕,๐๐๐ หน่วย เท่ากับการเลือกตั้ง ที่ลดลงมีเพียงจำนวนเจ้าหน้าที่สำหรับ การเลือกตั้ง หน่วยละ ๙ คน เหลือสำหรับการทำประชามติหน่วยละ ๕ คน ซึ่งหมายความว่า ต้องจัดจำนวนคน ๘๕๕,๐๐๐ คนทั้งประเทศ ใน ๙๕,๐๐๐ หน่วย ลดลงไปเหลือแค่ ๔๗๕,๐๐๐ คนต่อครั้ง ใช้งบประมาณจาก ๕,๐๐๐ ล้านบาท เหลือครั้งละ ๓,๕๐๐ ล้านบาท นี่คือรายงานฉบับนี้ ถ้ากรรมการชุดที่ตั้งขึ้นเอาไปศึกษา ไม่ต้องมาเสียเวลาสภา ไม่ต้องมา เสียเวลาส่งญัตติไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อแปรคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอีกหรอกครับ ผมคิดว่าเป็นเรื่อง เป็นภาระของศาลรัฐธรรมนูญ สภาแห่งนี้วินิจฉัยได้เองอยู่แล้ว สภาแห่งนี้ ทำหน้าที่นิติบัญญัติ สภาแห่งนี้มีนักกฎหมายเยอะแยะ ถ้าอ่านกฎหมายไม่รู้ อ่านไม่เข้าใจ ผมคิดว่าอย่ามีสภาเสียดีกว่าครับ เพราะคำวินิจฉัยชัดเจนมากครับท่านประธาน ผมจะบอก ว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอะไรนะครับ ซ้ำอีกครั้งเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจตรงกัน ในเอกสารคำวินิจฉัยชัดเจนว่า หลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กำหนดข้อห้าม ตามมาตรา ๒๕๕ อันนี้บอกไปแล้วนะครับ เรื่องแก้รัฐไทยเป็นหนึ่งเดียว ห้ามทำโดยเด็ดขาด ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการในการแก้ไขเพิ่มเติม ต้องเป็นไปตามมาตรา ๒๕๖ (๑) ถึง (๙) และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้โดยที่ประชุมของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๕๖ (๑๕) โดยกำหนดให้รัฐสภาร่วมประชุมกันแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ซึ่งต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดโดยเคร่งครัดว่า กรณีใดที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติไม่ให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยเด็ดขาด เช่น มาตรา ๒๕๕ หรือกรณีใดที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ตามมาตรา ๒๕๖ (๘) การที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. .... ทั้ง ๒ ฉบับ ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๒๕๖ ซึ่งมีหลักการและเหตุผล ให้มี การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้มีหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมาตรา ๒๕๖/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ จึงเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการปกป้องคุ้มครองไว้ หากรัฐสภาจะจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ก็ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อน ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วก็ต้องจัดให้มีการออกเสียง ประชามติ เห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นการให้ประชาชน พิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญลฉบับใหม่ แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป อันเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญตามครรลอง ประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยเหตุดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ๑. รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชน ประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ๒. เมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง สรุปนะครับ ท่านไม่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญแปลความหรอกครับ ผมแปลให้ท่านเลยครับ ในฐานะผู้ยื่น สภาแห่งนี้เป็นนักกฎหมายทั้งนั้นละครับ อย่าไปศรีธนญชัย ส่งญัตตินี้ไป ศาลรัฐธรรมนูญให้เกิดความลำบากเลยครับ ลงประชามติ ๒ ครั้ง ง่ายนิดเดียวครับ คำวินิจฉัยนี้ชัดเจนนะครับ แต่จะมีกรณีที่ทำประชามติ ๓ ครั้ง มีทั้ง ๒ ครั้ง และ ๓ ครั้ง ถ้าท่านจะทำประชามติ ๒ ครั้ง ท่านดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญ ก็คือก่อนจะไปทำนี่ท่านไป ถามประชามติเลยว่าจะให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าประชาชนให้จัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านก็ไปร่าง ร่างเสร็จแล้วก็ไปถามประชามติ เบ็ดเสร็จคือ ๒ ครั้งครับ แต่ที่พิกลพิการคืออะไรครับ ท่านทำไมต้องทำ ๓ ครั้ง ก็ท่านไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพิ่มเติมหมวดใหม่ ๑๕/๑ นี้อย่างไร รัฐสภาทำไมไม่กล้าแก้ไขหรือร่าง รัฐธรรมนูญเองละครับ ทำไมต้องไปให้สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็น Nominee หรืออ้าง หรือ จะบอกว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วประเทศ มาร่างแทนละครับ ท่านกลัวต้อง แก้ไข หรือร่างรัฐธรรมนูญแล้วประชาชนรู้หรือครับ ว่าประชาชนอาจจะไม่เห็นด้วยกับการ แก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญบางประเภทที่ไปเพิ่มอำนาจ หรือไปทำให้การป้องกันการทุจริต ใช้ไม่ได้ ผมกราบเรียนว่าทำไม ๓ ครั้งครับ ถ้าท่านประธานอ่านคำวินิจฉัยอย่างที่ผมอ่าน และแปลความ สมาชิกแปลความตรงกัน ก็ใช้ ๒ ครั้ง ถ้าท่านอยากทำ ๓ ครั้ง ท่านทำ ดังนี้ครับ ๑. คือถามประชาชนเสียก่อนว่าจะยกร่างกฎหมายฉบับใหม่หรือไม่ ๑ ครั้ง หมดไป ๓,๕๐๐ ล้านบาท ๒. แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่อาจารย์ ชูศักดิ์และคณะเสนอ ต้องทำประชามติอีก ๑ ครั้ง อีก ๓,๕๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านให้มีการ เลือก สสร. ทั่วประเทศแบบเดียวกับการเลือกตั้ง อันนี้เป็นส่วนเพิ่มที่ ๓ นะครับ จัดให้มีการ เลือกตั้งแบบเดียวกับ สส. ทั้งประเทศ ใช้ ๙๕,๐๐๐ หน่วย คนเลือกตั้ง ๙ คน ใช้งบประมาณ อีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท เอาละอันนั้นผมจะไม่พูดถึงว่ามันเปลืองงบประมาณอย่างไร เมื่อสภา ร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านต้องจ่ายเงินเดือน จ่ายผู้ช่วยหรือไม่ ขณะที่มี สส. สว. ทำหน้าที่ได้ ในสภา กลับไม่ทำหน้าที่ แล้วไปมอบให้ สสร. ที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่แทน ต้องทำประชามติ ๒ ครั้ง ร่างเสร็จแล้วอาจจะใช้เวลา ๑ ปี ๒ ปี ใช้งบประมาณในการร่าง กี่ร้อยล้านบาทไม่ทราบ แล้วโครงก็ไม่ได้เปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ อาจจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๗๐ ก็ได้ แต่สิ่งที่เพื่อป้องกันการโกง สิ่งที่ป้องกันการลุแก่อำนาจของฝ่ายต่าง ๆ อาจจะหายไป ท่านอาจจะอยากยุบศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะอยากยุบกรรมการการเลือกตั้ง อาจจะอยากยุบ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็ได้ ใครจะไปทราบ แต่อาศัยมือที่อ้างว่าเป็น สสร. มาทำหน้าที่แทน ท่านก็ต้องเอาร่างรัฐธรรมนูญนั้นไปให้ ประชาชนลงประชามติอีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่ ๓ อีก ๓๕๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จรัฐธรรมนูญ ที่บอกแก้ไขไม่ได้นั้นไม่เป็นความจริง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ย้ำนะครับ แก้ไขได้ มี ๓ หลัก ๑. แก้ไม่ได้ตามมาตรา ๒๕๕ เปลี่ยนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข มิได้ แบ่งราชอาณาจักรไทยเป็นหนึ่งเดียว แบ่งแยกมิได้ แก้ไม่ได้ ๒. แก้ได้ โดยสภา โดยสมาชิกรัฐสภา และแก้ไขมาแล้ว แบบบัตรใบเดียวที่ได้ประโยชน์ของ สส. ท่าน ก็แก้ แต่ถ้าอะไรเป็นประโยชน์ประชาชน ท่านไม่แก้ เป็น ๑๐๐ มาตราสามารถแก้ได้ โดยรัฐสภาแห่งนี้ ๓. ถ้าท่านแก้ไขผลกระทบ หมวด ๑ หมวด ๒ และ หมวด ๑๕ กระทบ โครงสร้างอำนาจของศาลและองค์กรอิสระ กระทบเรื่องคุณสมบัติ อันนั้นต้องทำประชามติ โดยสรุปหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญที่ยากเกินกว่าที่จะปฏิบัติเลยครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมใช้เวลาสภาเพื่ออธิบายไปยังพี่น้องประชาชนให้เข้าใจว่า สภาแห่งนี้เสียเวลาสภา เสียเวลาเปิดแอร์ เสียเวลาที่เราต้องมาประชุมรัฐสภา เพื่อมา พิจารณาในสิ่งที่ท่านประธานรัฐสภาได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถที่จะบรรจุระเบียบวาระได้ แล้วไม่มีความจำเป็นต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้วินิจฉัยอีกหรอกครับ เพราะท่านกำลัง จะบอกว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว รัฐสภาไม่เข้าใจ ช่วยแปรความหน่อย ผมว่าอายเขานะครับ อายพี่น้องประชาชนนะ อุตส่าห์เลือกหรืออุตส่าห์ให้ท่านทั้ง สส. และ สว. เป็นตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติ กลับไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ซึ่งคำวินิจฉัยผมกราบเรียนท่านประธานแล้วไม่มีอะไรยากเลยครับ อ่านง่าย ๆ วินิจฉัยแบบที่ผมบอกนี้นะครับ ผมไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่อ่านแล้วเข้าใจ ๒ ครั้ง ถ้าท่านจะทำ ทำประชามติเสียก่อน แล้วร่าง จะเรียกว่าคณะกรรมการยกร่าง หรือ สส. สว. จะร่างเองก็ได้ครับ ร่างเสร็จท่านก็ไปทำประชามติ ก็เสีย ๒ ครั้ง ถ้าท่าน อยากจะมี สสร. ท่านก็ต้องทำ ๓ ครั้ง เพราะท่านไปแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพิ่มเติม หมวดให้มี สสร. อันนั้นมันบังคับไว้อยู่แล้ว ก็เลยเป็น ๓ ครั้ง แล้วถ้าต้องเลือก สสร. ก็ต้อง เสียเงินอีก โดยสรุปครับท่านประธาน ผมจึงมีความไม่เห็นด้วยต่อญัตติดังกล่าว ว่าไม่มี ความจำเป็นต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมวินิจฉัยอีก เพราะวินิจฉัยแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยแปลความหมายของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร แต่ผมเข้าใจครับ ว่าเบื้องลึก เบื้องหลังคืออะไร ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใด มันจะเป็นการนำร่าง รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ที่เพิ่มเติม สสร. เข้าสภาโดยไม่ต้องทำประชามติใช่หรือไม่ หรือจะ ซ่อนอะไรไว้อีก ไม่ว่าจะเป็นการถ่วงเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา หรือไม่ว่า จะเป็นการถ่วงเวลาในการทำประชามติรัฐธรรมนูญ กราบเรียนท่านประธานว่า ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึงกลเกมการเมืองที่วันนี้เสียเวลาสภามาประชุมเพราะเรื่องนี้ จึงลงความเห็นไว้เลยครับว่าไม่เห็นด้วยต่อการที่ให้มีญัตติดังกล่าวส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ และผมเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านก็ไม่อาจวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นขัดกับคำวินิจฉัยเดิม ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่วินิจฉัยไว้แล้วครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน