ชัยธวัช ชี้ไม่พิจารณาแก้รัฐธรรมนูญขัดหลักการ-เสนอสงวนความเห็น

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

ชัยธวัช ตุลาธน หารือประเด็นการไม่รับพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกตีความว่าเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแทนการแก้ไขเพิ่มเติม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการไม่บรรจุร่างดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาขัดทั้งรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับการประชุม และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่ารัฐสภายังมีอำนาจพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราได้ และคัดค้านการส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัยโดยไม่จำเป็น เพราะคำวินิจฉัยก่อนหน้าเพียงให้ความเห็นประกอบ ไม่ได้ห้ามการเสนอร่างโดยตรง

นายชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม ชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกรัฐสภา จากพรรคก้าวไกลครับ อันที่จริงแล้ว การอภิปรายในญัตตินี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ เราจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ แล้วก็ไม่เกี่ยว อะไรเลยเราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นฉบับที่สืบทอดอำนาจจากเผด็จการ หรือเป็นฉบับที่เป็นประชาธิปไตย แต่ประเด็นสาระสำคัญของญัตติในวันนี้คือปัญหา ที่ตัวเราเองไม่เข้าใจตัวเราเองว่าเรามีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในฐานะ ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานครับ ญัตตินี้มันเกิดขึ้นก็สืบเนื่องจากการที่มีสมาชิกรัฐสภา ได้เข้าชื่อกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้มีการเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยบัญญัติให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งปัจจุบันนี้มีการยื่นไปแล้ว ๒ ร่าง ก็คือร่างแรกที่ยื่นไปก่อน ก็คือร่างของพรรคเพื่อไทย นำโดยท่านชูศักดิ์ ศิรินิล และคณะ ร่างที่ ๒ ก็ยื่นตามไปด้วยสมาชิกรัฐสภาจากพรรคก้าวไกล แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทางเลขาธิการรัฐสภาก็ได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง ท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะ แจ้งให้ทราบว่าท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ได้พิจารณา ไม่บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะเข้าสู่การพิจารณา ของรัฐสภา ด้วยเหตุผลว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมของท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะนั้น มิใช่ร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา แต่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ตามคำ วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ นี่ผมอ่านตามคำในหนังสือเลยนะครับ ที่ผมเห็นสำเนา ดังนั้นเมื่อท่านประธานเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และคณะ มิใช่ร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา ประธานรัฐสภาจึงไม่สามารถบรรจุร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญดังกล่าวเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ตามข้อบังคับที่ ๑๑๙ ได้ เมื่อเกิด เหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ท่านชูศักดิ์ ศิรินิล และคณะ จึงเสนอญัตติที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ ในวันนี้ ผมขออนุญาตทวนที่มาที่ไปนะครับ จะได้เข้าใจว่าประเด็นมันอยู่ตรงไหน ท่านประธานครับ พวกผมเองเข้าใจความตั้งใจดีของผู้เสนอญัตติ และยืนยันว่าเรา ไม่ปรารถนาจะขัดขวางญัตตินี้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามพวกผมสมาชิกรัฐสภาจากพรรค ก้าวไกล มีความจำเป็นที่จะต้องขอสงวนความเห็นไว้ต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ใน ๒ ประเด็น สำคัญ

ประเด็นแรก พวกเราเห็นว่าการที่ท่านประธานไม่บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และคณะ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานั้น เป็นการใช้ดุลยพินิจ ที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา รวมทั้งไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่านอ้างด้วย

ประเด็นที่ ๒ ในกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นนี้พวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลยนะครับ ให้ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพวกเรา มีอำนาจที่จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่บัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้หรือไม่ พูดง่าย ๆ นะครับ รัฐสภาไม่จำเป็นต้องไปถามหรือขออนุญาตตุลาการ ๗ คน ในสิ่งที่พวกเรามีอำนาจชัดเจนอยู่แล้วในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการยื่น ให้ศาลวินิจฉัยโดยไม่จำเป็นนั้นยังมีปัญหาอย่างอื่นด้วยครับ เพราะมันสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการ ไปเปิดช่อง หรือสนับสนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายอำนาจของตนเองจนเสียสมดุลทางอำนาจ ในระบบรัฐสภาระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ทำไมพวกผมจึงเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจของท่านประธานใน การไม่บรรจุร่างแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนั้นเข้าสู่สภาไม่ถูกต้อง พวกผมเห็นด้วยทุกประการกับ ข้อโต้แย้งของผู้เสนอญัตติที่ยืนยันว่าการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มเติม หมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นยังไม่ใช่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้ได้ผ่านการ เห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่ ๓ และผ่านการทำประชามติของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้อยู่แล้ว ตามมาตรา ๒๕๖ (๘) แล้วเท่านั้นนะครับ นอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และคณะ ก็ไม่มีบทบัญญัติใด ๆ เลยที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่ง รัฐธรรมนูญก็ได้ห้ามไว้ว่าห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เท่านั้นนะครับ ที่ห้ามเอาไว้ ดังนั้นการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และ คณะ ซึ่งก็ต้องพูดเผื่อต่อแนวโน้มของพรรคก้าวไกลด้วย จึงเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รายมาตราที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นไปตามข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาแล้วทุก ประการ ส่วนที่ท่านยังเห็นด้วยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และคณะนั้น มิใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา แต่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ตามคำ วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ดังนั้นจึงบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภา ไม่ได้นั้น อันนี้ไปกันใหญ่เลยนะครับ เรื่องนี้ไปกันใหญ่ เพราะถ้าท่านประธานไปอ่านคำ วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ โดยละเอียดแล้ว ผมยืนยันว่าไม่มีข้อความตรงไหนเลย ครับ ที่วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มิใช่ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา จึงไม่สามารถบรรจุให้รัฐสภาพิจารณาได้ตามรัฐธรรมนูญและ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญเพียงแต่เห็นว่านะครับ ผมจะพูดเฉพาะเห็นว่า ก่อน ยังไม่ใช้คำวินิจฉัยนะครับ เป็นเพียงความเห็นประกอบคำวินิจฉัยเท่านั้น ศาล รัฐธรรมนูญเห็นว่าวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด ๑๕/๑ ย่อมมีผลเป็นการ ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ออกเสียงประชามติก่อนที่ จะเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่สภา แล้วถ้าไปอ่านให้ละเอียดมากขึ้นในคำวินิจฉัย ส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ตามที่ท่านพริษฐ์ สมาชิกรัฐสภาจากพรรคก้าวไกล ได้อธิบายโดยละเอียดแล้วก็จะพบว่า ตุลาการเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรทำประชามติ ๒ ครั้งเท่านั้น คือครั้งแรก หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมผ่านรัฐสภาวาระที่ ๓ แล้ว และครั้งต่อมาก็คือหลังจากที่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้ว บอกไว้แค่นี้ ยิ่งไปกว่านั้นหากท่านประธานอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ท่านอ้างให้ดีจะ เห็นว่าคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ นั้นเกิดขึ้นจากคำร้องของคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และคณะ ซึ่งคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และคณะ เห็นว่า ฟังดี ๆ นะครับ การที่สมาชิกรัฐสภาในขณะนั้น เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือเป็นการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้นไม่ได้มีบทบัญญัติใดให้อำนาจรัฐสภา ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ต่างจากรัฐธรรมนูญบางฉบับ เช่น ฉบับชั่วคราวหลัง การรัฐประหาร ที่มีบทบัญญัติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ชัดเจน ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ไม่ได้มีบทบัญญัติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เอาไว้ รัฐสภาจึงมี อำนาจทำได้เฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราเท่านั้น ย้ำนะครับ ไม่ใช่คำวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญนะครับ เป็นคำร้อง เป็นความเห็นของผู้ร้องให้ศาลวินิจฉัย แล้วคุณไพบูลย์ และคณะก็เห็นต่อว่า รัฐสภาจึงไม่มีอำนาจเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับได้ ยิ่งไปกว่านั้นคุณไพบูลย์และคณะ ยังเห็นว่าการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้นแม้กระทั่งการทำ ประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ เรื่อง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ไปทำ ประชามติตามรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ แล้วไปถามว่าเห็นด้วยไหมจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ คุณไพบูลย์และคณะก็เห็นว่าทำไม่ได้ด้วย ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คำวินิจฉัยนะครับ ความเห็น ผู้ร้อง ท่านประธานครับ ถ้าเราเชื่อตามตรรกะของคุณไพบูลย์และคณะ นั่นหมายความว่า หลังจากนี้พวกเราประชาชนชาวไทยจะต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ไปนิรันดร เราจะไม่ สามารถใช้กลไกตามระบบรัฐสภาใด ๆ เลยที่จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ นอกจากมีทางเดียวคือรอให้มีคณะรัฐประหารชุดใหม่เข้ามาล้มล้างการปกครอง ฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวรอันนี้ทิ้งเสียอีกครั้งหนึ่ง แล้วด้วยตรรกะพิสดารแบบนี้คุณไพบูลย์และคณะจึงขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นี่เป็นประเด็นที่ขอให้วินิจฉัยนะครับ ท่านประธานฟังดี ๆ ขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่คือประเด็นที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนะครับ ซึ่งหมายความว่าถ้าศาลวินิจฉัยตามที่ คุณไพบูลย์และคณะร้องไปนี้ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขณะนั้นในสภา ซึ่งอยู่ในวาระที่ ๒ อยู่ กำลังรอเข้าวาระที่ ๓ จะดำเนินการต่อไม่ได้ ในทางกลับกันหาก ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ในคำร้องของคุณไพบูลย์เองก็บอกว่าก็ให้รัฐสภาดำเนินการลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมในวาระที่ ๓ ต่อไป ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้นะครับ สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยอย่างที่คุณไพบูลย์ และคณะมีความเห็นเลยนะครับ แล้วก็ไม่ได้วินิจฉัยตรงไหนเลยด้วย ว่าให้จัดทำประชามติ ก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในขณะนั้น ไม่ได้บอกด้วยให้ไปทำ ประชามติก่อน แต่ศาลวินิจฉัยว่าอย่างไรครับ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ว่า ฟังดี ๆ นะครับ ท่าน วินิจฉัยว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้ มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง นี่ผมลอกมาเลย นะครับ คำวินิจฉัยมีแค่นี้จริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับประเด็นที่ท่านประธานอ้างว่า ไม่สามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และคณะได้ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เคยวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือเป็นการ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ และดังนั้นจึงไม่ถือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รายมาตราที่รัฐธรรมนูญอนุญาตให้ทำได้นะครับ ดังนั้นความเห็น ดุลยพินิจของท่านประธาน มันมีปัญหานะครับ มันไม่ตรง ไม่ได้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ท่านอ้าง แล้วยิ่งถ้าไปอ่านคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ยิ่งชัดเจนว่าร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องทำประชามติก่อนบรรจุเข้าสู่สภาด้วย เพราะเสียงส่วนใหญ่บอกว่าควรทำ ๒ ครั้ง หลังผ่านวาระที่ ๓ แล้วหลังจากที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้ประชาชนให้ประชาชนเจ้าของอำนาจ ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเห็นชอบ แค่นั้นเองครับ ท่านประธานครับ สุดท้ายเมื่อเกิดปัญหาว่าประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจ ไม่บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แล้วทำไมพวกผมถึงเห็นว่ารัฐสภาไม่จำเป็นต้องส่งเรื่อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เหตุผลเพราะว่าเมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาประกอบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ได้อภิปรายไปทั้งหมดแล้วนั้น นะครับ มันชัดเจนอยู่แล้วว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ และการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำได้โดย ไม่จำเป็นต้องทำประชามติก่อน เข้าสู่การพิจารณาวาระที่ ๑ วาระที่ ๒ ทว่าเมื่อท่านประธาน มีดุลยพินิจไปอีกอย่างหนึ่ง พวกผมเห็นว่ารัฐสภายังสามารถหาข้อยุติเรื่องนี้ได้ ด้วยกลไก ของรัฐสภาเอง เช่นพวกเราสามารถเสนอญัตติให้สมาชิกรัฐสภาปรึกษาหารือก็ได้ แสดงความ คิดเห็นก็ได้ หรือลงมติเรื่องนี้ก็ได้ ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับดุลยพินิจของประธานสภา แล้วสุดท้ายผมเชื่อว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภาเห็นอย่างไร ท่านประธานสภาก็คง จะดำเนินการไปตามนั้นละครับ เราตีความรัฐธรรมนูญ ตีความอำนาจของตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปขออนุญาตใคร ประเด็นสำคัญนอกจากนี้คือเมื่อไม่มีเหตุจำเป็นต้องไปถาม หรือขออนุญาตศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เรามีอำนาจอยู่แล้ว พวกผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็ไม่สนับสนุนให้เรายื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีก เพราะในอดีตที่ผ่านมาการยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัย หลายครั้งกลายไปเป็นการเปิดช่อง หรือสนับสนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขยายอำนาจของตนเอง หรือบางครั้งก็ตีความ รัฐธรรมนูญเกินบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้วย ตัวอย่างบางตัวอย่าง เพื่อนสมาชิกก็ได้ อภิปรายไปบ้างแล้ว ผมขออนุญาตไม่พูดซ้ำนะครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันเราปฏิบัติ ต่อศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะที่กำลังทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้ผูกขาดตีความ รัฐธรรมนูญแต่เพียงผู้เดียวไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญกำลังกลายเป็นรัฐธรรมนูญเสียเอง วินิจฉัย อย่างไรก็ได้ โดยบางครั้งไปถามนักนิติศาสตร์ ยังอธิบายคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่ามันตรง ตามหลักกฎหมายหรือตรงตามรัฐธรรมนูญมิได้เลยนะครับ แต่อาศัยอำนาจที่อ้างว่า และท่านประธานก็อ้างด้วยนะครับ ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร บีบให้ สถาบันทางการเมืองอื่นสยบยอมทั้งสิ้น ยอมจำนนกันหมด หากพวกเรายังมีส่วนร่วมในการ สร้างบรรทัดฐานทางการเมืองแบบนี้ต่อไป ในอนาคตระบอบการเมืองของเราที่ควรจะอยู่ ใต้รัฐธรรมนูญควรจะปกครองด้วยรัฐธรรมนูญ จะกลายเป็นระบอบการเมืองที่ปกครองด้วย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นระบอบอะไรก็ไม่รู้ การกระทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่สำคัญเท่ากับการกระทำตามที่ศาลรัฐธรรมนูญชอบ นี่เป็นประเด็น ใหญ่นะครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุและผลที่ผมกล่าวมาทั้งหมด พวกผมสมาชิกรัฐสภา จากพรรคก้าวไกล จึงขอสงวนความเห็นไว้ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ด้วยการงดออกเสียง ในญัตตินี้ ไม่ใช่เพราะต้องการการขัดขวางการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ และไม่ใช่ เพราะต้องการขัดขวางญัตติของท่านชูศักดิ์และคณะ เพราะผมเชื่อเหลือเกินครับ ว่าในวันนี้ เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาซึ่งมาจาก สส. ฝั่งรัฐบาลมากพออยู่แล้วที่จะทำให้ญัตติฉบับนี้ ผ่านไปได้โดยไม่มีปัญหา แต่พวกผมขออนุญาตงดออกเสียง ไม่ขวาง แต่ของดออกเสียง เพื่อส่งเสียงเตือนให้รัฐสภาแห่งนี้ช่วยกันทบทวนและแก้ไขระบบการเมืองของพวกเรา ในอนาคต เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยของเรามีดุลยภาพระหว่างสถาบันการเมืองต่าง ๆ โดยมีอำนาจของประชาชนเป็นอำนาจสูงสุด ขอบคุณครับ