วันชัย สอนศิริ หารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระและสมาชิกวุฒิสภาที่ขาดความเป็นธรรมและมีส่วนร่วมจากประชาชนน้อย จึงเรียกร้องให้รัฐสภานำไปพิจารณาปรับปรุง พร้อมเสนอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง และเร่งผลักดันการปฏิรูปประเทศผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและประชามติอย่างรอบด้าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะไม่พูดถึง เทคนิคหรือตัวบทกฎหมายในญัตติเพื่อให้เกิดความสับสนเกินไป ขอเข้าประเด็นโดยหลักการ ตามปกติก่อน เราต้องยอมรับกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้มาเป็นเวลาถึง ๖-๗ ปี และได้ตั้ง กรรมาธิการศึกษาข้อดีข้อด้อย จุดอ่อนจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มีหลายท่านได้พูด มาแล้ว แล้วก็มีข้อเสนอว่าจะต้องแก้ตรงนั้นแก้ตรงนี้ในมาตรานั้นมาตรานี้ นั่นแปลว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อใช้มาระยะหนึ่งแล้ว คณะกรรมาธิการหรือผู้ที่ทำการศึกษา และผู้ที่ เกี่ยวข้องเห็นว่าควรมีการแก้ไข ส่วนจะแก้ไขด้วยประการใด จะทั้งฉบับหรือไม่ทั้งฉบับ เป็นที่ ยอมรับกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีประเด็นที่ควรแก้ไข โดยส่วนตัวของผมในฐานะที่มีส่วน ในการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ก่อนแล้วก็จนกระทั่งประกาศใช้ จนกระทั่งขณะนี้ ก็เห็น ชัดเจนว่ามีประเด็นที่ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เห็นชัด ๆ นั้นก็คือ ๑. ที่มาขององค์กร อิสระ ทั้งคุณสมบัติของคณะกรรมการในองค์กรอิสระคณะต่าง ๆ ท่านประธานครับ ภาคประชาชนแทบจะไม่มีส่วนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระนี้เลย ยากมาก แล้วก็เป็นเรื่องที่ผม เห็นว่าควรแก้ไขอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา โหวตคนในองค์กรอิสระมาถึง ๕ ปี เห็นจุดบกพร่อง จุดที่ควรแก้ไข และเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ฝากไว้ยังสมาชิก รัฐสภาที่จะต้องพิจารณาแก้ไขต่อไป
ประการที่ ๒ มีหลายท่านได้อภิปรายแล้ว รวมทั้งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ในสื่อมวลชนมาก การได้มาซึ่ง สว. ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ นั่นก็เห็นว่า เป็นเรื่องที่ควรจะต้องมีการแก้ไขที่มาของ สว. เสียใหม่ ส่วนในครั้งนี้จะลองดูแล้วเป็นอย่างไร นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อยังมิได้มีการใช้ หลายคน รวมทั้งเราเห็นจุดอ่อนจุดแข็ง จุดดี จุดด้อยของกระบวนการที่จะได้มา ซึ่งในส่วนตัวผมและได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ก็เห็นว่า ควรจะต้องแก้ไขในเรื่องนี้ ถามว่าสำคัญไหมครับ สำคัญครับท่านประธาน ก็ถือว่าเป็น องค์กรหนึ่งที่เป็นการถ่วงดุลการคานอำนาจซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นก็ฝากไว้ด้วยว่าเรื่องนี้ ก็ควรที่จะต้องแก้ไข
ประการที่ ๓ เรื่อง การปฏิรูปประเทศ ซึ่งยังอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีอยู่ เขียนไว้ แต่เวลาปฏิบัติจริง ๆ ที่จะให้มันเป็นมรรคเป็นผล เป็นเรื่องเป็นราว เป็นประเด็น ที่สามารถที่จะปฏิรูปได้จริง ๆ ให้ สว. มีหน้าที่ติดตาม เร่งรัด เสนอแนะ แต่คนที่จะทำการ ปฏิรูปคือรัฐบาล ปรากฏว่าเขียนไว้อย่างนั้นมันเป็นตัวหนังสือเท่านั้นเอง แต่การปฏิรูป ที่มันจะเป็นเรื่องเป็นราว สามารถที่จะเป็นมรรคเป็นผลและสัมฤทธิ์ได้ ไม่ได้มีเลยครับ อันนี้ ก็ควรจะต้องแก้ไข ผมยกตัวอย่าง ๓ เรื่อง ที่ สว. ๕ ปี ได้เห็นเป็นประจักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ส่วนปลีกย่อยอื่น ๆ เรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องหลาย ๆ เรื่องที่มีคนศึกษามา แปลว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถึงคราวที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ส่วนจะแก้ไขอย่างไร เมื่อไร ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายสมาชิกรัฐสภาที่จะต้องดำเนินกันต่อไป สว. ในชุดที่ผมกำลังอภิปราย อยู่นี้คงไม่ทันต่อการแก้ไขของท่าน สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นก็คือการทำประชามติ เท่าที่ญัตตินี้ เสนอมา ชี้ให้เห็นได้ว่าจากคำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนี้ อาจจะต้องทำประชามติ ถึง ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ก่อนแก้ ครั้งที่ ๒ แปลว่าตามมาตรา ๒๕๖ (๘) และครั้งสุดท้ายก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญมาเสร็จแล้วให้ประชาชนดู เห็นด้วยไหม เอาด้วยไหม แปลว่าทั้งต้นน้ำ กลางน้ำแล้วก็ปลายน้ำ ๓ ครั้ง ท่านประธานครับ มันอะไรกันนักหนาจะแก้รัฐธรรมนูญทีหนึ่ง ต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้ง เท่าที่ดูนะครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ๑ ครั้ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ร่างเสร็จแล้วก็ให้ประชาชนลงประชามติ ๑ ครั้ง ถอยไปก่อนหน้านี้ สมัยรัฐบาลท่านบรรหาร ศิลปอาชา นั่นก็ให้สภาเป็นคนตัดสินกัน ลงมติโหวตกัน ว่าร่าง มาแล้วจะเอาหรือไม่ เพราะเขาถือว่าสมาชิกรัฐสภานั้นคือผู้แทนปวงชนชาวไทย นี่เท่ากับว่า ปวงชนชาวไทยซ้อนปวงชนชาวไทย และที่สำคัญนั้นท่านประธานที่เคารพครับ มีผู้อภิปราย ไปแล้ว ประชามติครั้งหนึ่งใช้เงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท ก่อนที่จะแก้ไข เอาไปแล้ว ๓,๐๐๐ ล้านบาท ตรงกลางครับ มาตรา ๒๕๖ (๘) เอาไปอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท ร่างเสร็จท่านประธานครับ แล้วไปให้ประชาชนดูว่าจะเอาหรือไม่เอา ครั้งที่ ๓ อีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ นี่ยังไม่ได้คิดเรื่องการเลือก สสร. อีกนะครับ ท่านประธาน ถ้าเราเลือก สสร. อีกนั้นก็ใช้เงินอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาทนั่นละครับ และ สสร. จะต้องทำงานอีกประมาณ ๑ ปี ถึง ๒ ปี ใช้เงินเกือบ ๆ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ครับ ไป ๆ มา ๆ จะแก้รัฐธรรมนูญทั้งทีนี้ต้องใช้เงินถึงประมาณเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มันอะไรกันนักหนา นี่เรื่องเงินนะครับ ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในขณะนี้ เอาละ ผมจึงบอกว่าแค่ ๒ ครั้ง ในการทำประชามตินั้นก็มากเกินพอแล้ว ก็คือแปลว่า ผมเห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว ว่ามาตรา ๒๕๖ (๘) เมื่อมีการผ่านสภาแล้วว่าจะมีการทำรัฐธรรมนูญ แล้วใช้การตั้ง สสร. ถามไปเสียในคราว เดียวกัน ในมาตรา ๒๕๖ (๘) เพราะมันเป็นเพียงปฐมบทของการเริ่มต้นในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญเท่านั้น มันยังไม่ได้แก้ไขใหม่ เป็นเพียงปฐมบทเท่านั้นเอง ก็เป็นไปตามมาตรา ๒๕๖ (๘) แล้วก็ถามไปเสียในคราวเดียวกัน แต่ท่านประธานเองก็ดี รวมทั้งเพื่อนสมาชิก หลายท่านหลายพรรคก็ดี กริ่งเกรงไปว่าถ้าเราจะตัดสินใจแบบนี้ เกรงว่าทำไปแล้วจะมี ปัญหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ แล้วก็จะเสียของไปเปล่า เพราะฉะนั้นเมื่อมันมีปัญหาข้อขัดแย้ง คือท่านประธานไม่บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ และท่านสมาชิกก็ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ เกิดความ ขัดแย้ง เพราะฉะนั้นองค์กรที่จะมาวินิจฉัยต่อประเด็นนี้ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับประเด็นเหล่านี้ไปวินิจฉัยนั้น ผมเห็นว่ามันจึงเป็นสิ่งที่ชอบแล้ว คืออย่างไรครับท่านประธานครับ ต่างฝ่ายต่างก็มีข้อสงสัยแม้แต่ตัวประธานเองก็ไม่ยอมบรรจุ เพราะเกรงว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ สมาชิกจะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็แก้ไม่ได้ ดังนั้นเพื่อหา ข้อยุติและให้เรื่องนี้เดินไปได้ ก็ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะรับวินิจฉัย หรือจะวินิจฉัยว่าประการใด หรือจะวินิจฉัยว่า ๒ ครั้ง ควรทำตอนนั้นตอนนี้ หรือควรจะทำ ๓ ครั้ง หรือจะไม่วินิจฉัยเลย ผมว่าก็เป็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาดำเนินการญัตตินี้ชอบแล้ว ผมจึง เห็นด้วยว่าเมื่อมีปัญหาสงสัยและมีข้อขัดแย้ง และเป็นประเด็นอันสำคัญอันเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ ชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยต่อประเด็นนี้ ผมจึงเห็นด้วยต่อญัตตินี้ครับ ท่านประธาน