จุลพงศ์ อยู่เกษ หารือเกี่ยวกับการตีความอำนาจของรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญ โดยตั้งข้อกังวลว่าคำวินิจฉัยของศาลอาจล้ำอำนาจการออกกฎหมายและตุลาการ พร้อมยกตัวอย่างคดี Hopewell ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งคำถามถึงความเหมาะสมที่หน่วยงานรัฐจะอ้างสิทธิเสรีภาพตามมาตรา 213
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การอภิปราย ของผมจะไม่ขอแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ แต่จะขออภิปรายในส่วนที่เกี่ยวกับการทำประชามติสักเล็กน้อยเท่านั้น คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวที่มีการอ้างอิงโดยเพื่อนสมาชิกในการอภิปรายแล้ว ถ้าเราอ่านคำวินิจฉัยนี้อย่างละเอียดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญท่านไม่ได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องทำประชามติเมื่อใด ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง ดังที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล ได้อภิปรายไปแล้ว เพียงแต่บอกว่าต้องทำเสียก่อนมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากจะตีความว่า การทำประชามติตั้งแต่ก่อนจะหาคนมาร่างรัฐธรรมนูญ โดยตั้งคำถามในการทำประชามติ เพียงว่าต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ปัญหาคือประชาชนจะรู้ได้อย่างไรครับ ว่าใคร จะมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีที่มาจากไหน จะออกมาหน้าตาอย่างไร ก่อนจะ ตัดสินใจว่าต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประเด็นของการเกิดญัตติที่กำลังพิจารณา ขณะนี้นะครับท่านประธาน คือการที่ท่านเจ้าของญัตติขอให้รัฐสภามีมติขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ หากศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่ารัฐสภาสามารถทำได้ คือให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ คือร่างรัฐธรรมนูญแล้วถึงไปทำ ประชามติ ก็จะได้เดินหน้าต่อ ปัญหาจะเหมือนแก้ได้นะครับ ก็แค่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ เท่านี้ก็หมดเรื่อง แต่อาจจะไม่ส่งปัญหาว่าเราจะหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร เพื่อไม่ให้ เกิดการแช่แข็งแบบนี้ หาทางออกให้ได้ครับ ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของผมเองก็ยอมรับว่า มันมาถึงทางตัน แต่หากมาคิดดี ๆ อีกครั้งนะครับ หากเราทำเช่นนั้น เท่ากับเรายอมรับ อำนาจขององค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญที่มีชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ให้มาชี้ขาดว่าอะไร คือหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภาที่เป็น ๑ ใน ๓ อำนาจของอำนาจอธิปไตย ดังที่เพื่อน สมาชิกจากพรรคก้าวไกลได้อภิปรายไปแล้ว และที่น่ากังวลมากไปกว่านั้นคือคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดคำวินิจฉัยผูกพันไปในอนาคต ในกรณีเกิดปัญหาข้อเท็จจริง อื่น ๆ ที่คล้ายกันในอนาคต อาจจะเป็นการยืนดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความข้ามมาจำกัด อำนาจของรัฐสภา หรือเป็นการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นไปได้ โดยอาศัยหลัก ที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ผมจะไม่ขอยกตัวอย่างของการที่ ศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงมาในอำนาจนิติบัญญัติ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล อภิปรายไปแล้ว แต่ผมจะขอยกตัวอย่างเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้ามไปถึงการใช้อำนาจ ตุลาการครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการพิจารณาคดีของศาล ระหว่างกระบวนการ พิจารณาที่ศาลยังไม่มีคำตัดสิน หรือคำวินิจฉัยชี้ขาด ศาลจะมีการออกคำสั่งมาเป็นระยะ ระหว่างการดำเนินคดี หากศาลออกคำสั่งแล้วต่อมาคู่ความ คือโจทก์หรือจำเลย อุทธรณ์ หรือฎีกาคำสั่ง คำสั่งที่ออกโดยศาลสูงสุดย่อมเป็นถึงที่สุดแล้ว ในศาลปกครองเป็นศาลที่มีแค่ ๒ ชั้น คือศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเทียบกับศาลฎีกาในศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยวินิจฉัยให้คำสั่งของศาลปกครอง สูงสุด ที่ ๑๘/๒๕๔๕ ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาของศาล ปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขแดง ที่ ๒๑๑-๒๒๓/๒๕๖๒ ซึ่งมีคำพิพากษา โดยอ้างอิงถึง คำสั่งศาลปกครองสูงสุด เมื่อปี ๒๕๔๘ ดังกล่าว ใช้บังคับไม่ได้ครับ และทำให้คำพิพากษา ของศาลปกครองสูงสุดสิ้นผล ไม่ผูกพันคู่ความในคดี คดีนี้เป็นคดีมหากาพย์ข้อพิพาทที่ต่อสู้ กันมานับสิบ ๆ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ นั้นคือคดี Hopewell ครับ ซึ่งลากกันมายาวนานมาก สาเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เมื่อปี ๒๕๖๔ โดยวินิจฉัยให้คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ดังกล่าว ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะมีข้อความที่แพ้คดีในศาลปกครองสูงสุดไปร้องเพื่อให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ละเมิดสิทธิ และเสรีภาพของตนตามมาตรา ๒๑๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ บัญญัติว่า บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ และเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่า การกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้นเรื่องที่ร้องว่าคำสั่ง ศาลปกครองสูงสุด ในปี ๒๕๔๕ ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของตน คือกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย คำถามของผมคือหน่วยงานของรัฐจะถูกละเมิดสิทธิ และเสรีภาพได้อย่างไรครับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยว่าหน่วยงานของรัฐ ๒ หน่วยงาน ดังกล่าว ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามมาตรา ๒๑๓ ของรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพครับ ผมเห็นว่าเป็นการตีความบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองหน่วยงานรัฐ ซึ่งไม่น่าจะตรงเจตนารมณ์ ของมาตรา ๒๑๓ ของรัฐธรรมนูญ ผมจึงมีความเห็นว่าเป็นการตีความขยายอำนาจ ของศาลรัฐธรรมนูญไปยังอำนาจตุลาการ โดยอาศัยหลักที่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กรรวมทั้งศาล ศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินให้คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ขัดรัฐธรรมนูญ อันมีผลให้คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่วินิจฉัยโดยอาศัยคำสั่งดังกล่าว สิ้นผลไปเช่นนี้ ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากในวงการตุลาการครับ ใครจะไปรู้ว่าวันไหน คู่ความจะไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ถอดถอนคำสั่งของศาลฎีกา โดยอ้างว่าคำสั่ง ของศาลฎีกาละเมิดสิทธิและเสรีภาพของตนตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างที่ผม ซึ่งยกมานี้จึงสร้างความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการตีความขยายขอบเขตอำนาจ ของศาลรัฐธรรมนูญมายังอำนาจและหน้าที่ของรัฐสภา หากรัฐสภามีมติในวันนี้เพื่อขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมไม่สามารถอภิปรายสรุปได้ว่ามีความเห็นเช่นใด และผมขออนุญาตฟังการ อภิปรายของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาท่านอื่น ๆ อีก ขอบคุณครับ