จาตุรนต์ ฉายแสง อภิปรายสรุปญัตติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา หลังการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกปฏิเสธไม่ให้บรรจุเข้าสู่การพิจารณา โดยย้ำความจำเป็นของการพิจารณาเพื่อเปิดทางให้แก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมได้รับมอบหมายจากท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ซึ่งเป็นเจ้าของญัตติ ให้มา อภิปรายสรุปญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓๑ ให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นผู้เสนอ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานรัฐสภาที่ได้ชี้แจงความเป็นมา และเหตุผล ที่ท่านไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ เป็นผู้เสนอ แต่ความจริงท่านก็ได้แสดงความเห็นในทางว่าถ้ารัฐสภาแห่งนี้เสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความ ให้วินิจฉัย ประเด็นที่ตามญัตติของอาจารย์ชูศักดิ์ในวันนี้ ก็จะเป็นประโยชน์ ต่อการเดินไปข้างหน้า ฉะนั้นผมตีความการชี้แจงของท่านประธาน วันนี้ผมจะขอเริ่มอภิปรายสรุปด้วยข้อความ ของท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านสุดท้ายที่อภิปราย ท่านบอกว่า สองคนยนตามช่อง คนหนึ่ง มองเห็นโคลนตม แล้วก็บอกว่า อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย ความจริง เต็ม ๆ มันต้องบอกว่า สองคนยนตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนหนึ่งตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย แต่ว่าในวันนี้มีสมาชิกแสดงความคิดเห็นต่างกันอยู่ในหลายเรื่อง หลายประเด็น ไม่ใช่เรื่องคนฝ่ายหนึ่งเห็นดาวอยู่พราวพราย อีกฝ่ายหนึ่งเห็นโคลนตม แต่ว่า เข้าใจว่าที่เห็นต่างกันนั้นก็คงจะเห็นดาวด้วยกันทั้งนั้นครับ แต่เป็นดาวคนละดวง เห็นต่าง กันได้ เห็นต่างกัน ท่านสมาชิกได้อภิปรายเรื่องทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ ไม่เห็นจำเป็นต้องแก้ รัฐธรรมนูญ ก็มีสมาชิกบางท่านก็อธิบายว่ารัฐธรรมนูญนี้มีปัญหาต่อบ้านเมืองอย่างไร มีปัญหาต่อประชาชนอย่างไร มีที่มาที่ไม่ถูกต้องอย่างไร ผ่านการลงประชามติมา ท่านก็ ยืนยันว่าผ่านมาแล้วทำไมยังจะแก้อีก ท่านที่บอกว่า ต้องแก้เพราะว่าการลงประชามติ ที่ผ่านมาเป็นการลงประชามติที่มีลักษณะไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ไม่เป็นเสรี ก็แสดงความเห็น ต่างกัน แสดงความเห็นต่างกันในเรื่องจะแก้รัฐธรรมนูญโดยรายมาตราหรือแก้ทั้งฉบับ แก้โดยรัฐสภานี้ หรือโดย สสร. นี่ก็เป็นความเห็นต่างกัน แต่ว่าเรื่องที่เห็นต่างกันเหล่านี้ที่ผม กล่าวไปไม่ใช่ประเด็นที่เราพิจารณาในวันนี้ครับ วันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะพิจารณาว่าจะแก้ รัฐธรรมนูญหรือไม่ จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร ด้วยวิธีอะไร แต่เป็นการมาพิจารณาว่า มีคนเสนอ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมายังสภา ประธานสภา ไม่บรรจุ ดังที่ท่านประธานรัฐสภาได้ชี้แจงแล้วนั้น มันทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันหยุดชะงัก เมื่อไม่บรรจุมันก็เดินต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมาพิจารณากัน ว่าจะทำอย่างไรให้ญัตติแบบนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีผู้เสนออย่างนี้ได้มีการเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภา รัฐสภาอาจไม่เห็นด้วยก็ตกไป รัฐสภาเห็นด้วยตามเงื่อนไข ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ กำหนด ก็สามารถจะเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นการพิจารณา ในวันนี้ ญัตตินี้จึงไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเปล่าครับ ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเปล่า ตรงกันข้ามถ้าไม่มี การพิจารณากันในวันนี้เท่ากับเราจะแช่แข็ง เราจะหยุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการเขียน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. ไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกเลย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครห้าม ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ห้าม แต่มันจะถูกห้ามเนื่องจากเราไม่พิจารณาญัตติในวันนี้ ท่านประธานก็ไม่บรรจุญัตติ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การประชุมของรัฐสภา นั่นละครับ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้อง พิจารณาวันนี้ และการพิจารณาในวันนี้มีประโยชน์และมีความหมายอย่างยิ่งต่อการที่เราจะ ทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญของประเทศนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ เหตุที่ต้องมีการพิจารณากัน ในวันนี้ที่ต้องเสนอญัตติในครั้งนี้ คือมีท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เสนอ ความจริง พรรคการเมืองที่เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในทำนองเดียวกัน เนื้อหาคล้ายกัน มี ๒ พรรค คือพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยนั้นเสนอก่อน เมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอแก้ไข เพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทำ รัฐธรรมนูญ โดยมี สสร. ต่อมาวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือแจ้งว่า ประธานสภาพิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการในการเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงมิใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ตามในคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ตรงนี้ละครับ ท่านประธาน รัฐสภา เมื่อสักครู่อธิบายความเป็นมาว่า ประธานรัฐสภาในชุดก่อนได้เคยวินิจฉัยไว้ว่าไม่อาจ บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื้อหาทำนองเดียวกัน ท่านก็ให้คณะกรรมการไปดู ท่านประธาน คนปัจจุบันให้คณะกรรมการไปดู โดยบอกว่าให้เริ่มต้นใหม่เลยก็ได้ ก็ออกมาทำนองเดียว กันอีก ท่านจึงทำตามนั้น ปัญหาก็คืออย่างนี้ครับ พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิก รัฐสภาที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย เห็นว่ามันมีปัญหาการตีความ การเข้าใจ ความเข้าใจต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวันนี้ก็มีการอภิปรายโดยสมาชิก หลายท่านไปคนละทิศคนละทางกัน เข้าใจคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่างกัน ท่านประธานครับ ประเด็นที่สำคัญ ความจริงมันอยู่ที่ข้อความเพียงสั้น ๆ ที่บอกว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อน ขีดเส้นใต้ คำว่า เสียก่อน ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบ หรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง ตรงนี้ละครับ ที่บางท่านบอกว่าก็วินิจฉัยชัดเจน แล้วว่าต้องทำประชามติ เพราะฉะนั้นจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาที่สภานี้ก็ต้องไปทำ ประชามติเสียก่อน ตรงนี้คือมีปัญหาว่า เสียก่อนนี้ แปลว่าอะไร คำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญที่สำคัญบอกว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปัญหาในขณะนี้คือ รัฐสภานี้ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วหรือยัง เพราะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของ ๒ พรรคการเมือง เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รัฐสภานี้ยังไม่ได้พิจารณา ยังไม่ได้ เห็นชอบ จะบอกว่ารัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชน ทำประชามติ มันไม่เข้าข้อนี้ ไปทำประชามติไม่ได้ เพราะว่ารัฐสภายังไม่ได้แสดงความจำนง ไม่ได้แสดงความต้องการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ ที่คณะกรรมการวินิจฉัยมา ท่านประธานตัดสินไปมันไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่สอดคล้อง ที่สำคัญที่พูดกันมาหลายท่านได้อภิปรายไปในวันนี้ ก็คือเรื่อง ว่าจะทำประชามติกี่ครั้งและเมื่อไร จะต้องทำประชามติหรือไม่ในกรณีทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เห็นตรงกันอยู่แล้วครับ ว่าต้องทำแน่ ศาลรัฐธรรมนูญได้พูดไว้ อย่างน้อยก็ต้องมี ๒ ครั้ง แต่ว่าบางท่านเห็นว่าต้องทำเพิ่มอีกครั้งหนึ่ง คือในครั้งแรก ก่อนที่จะบรรจุร่าง ก่อนที่ รัฐสภาจะพิจารณา ผมได้อภิปรายไปแล้วว่า อันนี้มีปัญหาว่าทำก่อนไม่ได้ เพราะว่ารัฐสภา ยังไม่ได้แสดงความต้องการ แต่ปัญหามากกว่านั้นก็คือว่าถ้ามีการลงประชามติก่อนบรรจุ จะมีผลอย่างไร จะมีผลผูกพันรัฐสภาหรือไม่ รัฐธรรมนูญไม่มีเขียนไว้ครับ รัฐธรรมนูญไม่มีเขียนไว้ว่าให้มีการทำประชามติก่อน การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อไปทำประชามติมา สมมุติว่าประชาชนเห็นชอบ ก็มีการบรรจุ เมื่อมีการบรรจุก็มาพิจารณากันที่นี่ละครับ พิจารณากันที่นี่แล้ว ถ้าหากสมาชิก วุฒิสภาเกิดไม่ลงมติสนับสนุน เกิน ๘๔ คน หรือสมาชิกพรรคฝ่ายค้านไม่สนับสนุน คือสนับสนุนไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ตกไป การทำประชามติแม้ว่าประชาชนเห็นชอบ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตกไปครับ เพราะฉะนั้น การลงประชามติก่อนการบรรจุ หรือก่อนที่รัฐสภาจะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบจึงไม่เป็น ประโยชน์ ไม่จำเป็น เป็นการสูญเปล่า และอันนี้ก็คือเหตุผลที่ว่าการทำประชามติควรทำ เพียง ๒ ครั้งเท่านั้น ๒ ครั้ง ก็คือการทำประชามติในขั้นตอนที่มีการเสนอร่างเข้ามาสภาแล้ว มีการพิจารณาแล้ว พิจารณาไปจนครบ ๓ วาระ และรัฐสภามีมติตามเงื่อนไขที่กำหนด ตามเงื่อนไขที่กำหนดหมายความว่า สว. ต้องกี่คน ฝ่ายค้านต้องกี่คน และเสียงทั้งหมด เกินกึ่งหนึ่ง ตรงนั้นละครับ ก็จะสอดคล้องกับการที่กำหนดไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในรายมาตราจะต้องทำประชามติด้วยในเงื่อนไขต่าง ๆ ก็คือการทำประชามติมันเกิดขึ้น หลังจากที่มีการลงมติในวาระที่ ๓ แล้ว และขณะนี้การที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ อาจารย์ชูศักดิ์กับคณะ เป็นการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ไม่ใช่แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เป็นการ แก้ไขรายมาตรา มาตราเดียวครับ คือมาตรา ๒๕๖ ดังนั้นจึงต้องดำเนินการไปตามปกติ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่พอลงมติในวาระที่ ๓ ถ้าเห็นชอบก็จะเกิดปัญหาขึ้น ทันทีว่าเมื่อเห็นชอบตามนั้นจะทำให้เกิด สสร. และเกิดการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตรงนี้ ละครับ ถ้าอ่านจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือถึงตอนนั้นก็ต้องไปทำประชามติ เมื่อทำประชามติเห็นชอบก็มี สสร. และมีการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว อาจจะเข้ามาที่รัฐสภาอีกรอบหนึ่ง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เห็นชอบก็ต้องส่งไปทำ ประชามติเพื่อให้ประชาชนเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันนี้ก็เป็น ๒ ครั้ง ทีนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยเห็นอย่างนี้ หลาย ๆ ท่านก็เห็นอย่างนี้ แต่ปรากฏว่าขณะนี้คือสมาชิกบางท่านก็ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยว่าลงประชามติ ๒ ครั้ง เห็นว่าต้องลงประชามติก่อนการบรรจุ แล้วก็เกิดไปสอดคล้องกับท่านประธานที่เห็นว่า ไม่อาจบรรจุได้ มันจึงเป็นประเด็นขึ้นว่าแล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป ท่านสมาชิกจากพรรค ขออนุญาตพูดถึงท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ให้ความเห็นอย่างแหลมคมหนักแน่นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่ใช่การยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ท่านให้ความเห็น อีกหลายอย่างว่าประธานสภาควรจะบรรจุร่างได้ แต่พอถึงเวลาที่บอกว่ารัฐสภาจะส่งญัตติ ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ ท่านกับสมาชิกรัฐสภาอีกบางท่านก็เห็นว่าไม่ควรต้องส่ง เพราะส่งแล้วจะเป็นการเพิ่มเติมอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่มอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่มบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ไม่ใช่การจะไปเพิ่มบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญครับ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วจากการยื่นตีความในสมัยของสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วว่าถ้าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติ ตรงนี้จึงไม่มี ข้อโต้แย้งครับ แต่ว่ามีปัญหาว่า คำว่า เสียก่อน ที่เขียนนั้นก็เห็นกันชัดอยู่ว่าบางท่านเห็นว่า คำว่า เสียก่อน หมายถึงเสียก่อน ทำประชามติเสียก่อนที่จะมีการเริ่มพิจารณา ก็คือก่อนการ บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ แต่หลายท่านเห็นว่า เสียก่อน นั้นหมายความว่า เสียก่อนที่จะนำขึ้น ทูลเกล้าฯ คือเห็นชอบผ่านวาระที่ ๓ แล้วค่อยไปทำประชามติเสียก่อน ต่างอยู่ตรงนี้ และความจริงการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็เพียงวินิจฉัยเพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่าคำว่า เสียก่อน หมายความว่าอะไร เพราะเห็นไม่ตรงกัน การทำอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเสียเปล่า ไม่ใช่ เรื่องที่เสียเวลา เพราะอะไร เพราะว่าถ้าไม่ทำสิครับ ถ้าไม่ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จะมี ปัญหาอย่างไร มีปัญหาก็คือว่าเท่ากับว่าการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมเข้าชื่อกัน มีผู้รับรองถูกต้อง เสนอต่อรัฐสภาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามเนื้อหาของร่างนั้นก็คือเพื่อให้มี สสร. และมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีข้อสงวนบางหมวดบางมาตราก็ตามนั้น ไม่สามารถกระทำได้อีกเลย ทั้ง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ห้าม รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม อันนี้ มันเท่ากับเป็นการจำกัดบทบาทการใช้อำนาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะสมาชิก รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเท่ากับเป็นการจำกัดหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาโดยรวม ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า หน้าที่และอำนาจในการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา ในคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เขียนไว้อย่างนั้น ยอมรับว่าอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา เพียงแต่ว่ากำหนดว่าถ้าแก้ไข ทั้งฉบับต้องไปทำประชามติเสียก่อน แต่ถ้าเราไม่ส่งไปให้วินิจฉัย และท่านประธานก็ยังคง ปฏิบัติตามแนวเดียวกันกับท่านประธานรัฐสภาคนก่อน ตามแนวที่คณะกรรมการเสนอมา ก็เท่ากับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่มีการเสนอนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีกเลย ซึ่งเป็นเรื่อง ไม่ถูกต้องครับ เป็นเรื่องที่ทำให้เสียโอกาสที่สมาชิกรัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน และต้องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ได้ไปพูดจากับประชาชนไว้ ไม่สามารถทำตามนั้นได้ ดังนั้นท่านประธานครับ การส่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นการไปเพิ่ม บทบาทให้ศาลรัฐธรรมนูญ และจริง ๆ แล้ววันนี้ท่านสมาชิกบางท่านได้พูดไปว่าต้องการ ให้เกิดความมั่นใจบ้าง ต้องการให้เกิดความสบายใจ ต้องการให้เกิดความแน่นอนบ้าง ความจริงมันไม่ใช่เรื่องความสบายใจ ไม่ใช่เรื่องความมั่นใจ มันเป็นเรื่องของความจำเป็นครับ ถ้าไม่ส่งไปตีความเท่ากับท่านยุติ ท่านจำกัดบทบาทสมาชิกรัฐสภา จำกัดหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภา เพราะฉะนั้นมันจึงเข้าข่ายที่เป็นเรื่องที่พึงที่จะส่งไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ขอสรุปว่า ที่ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ สส. พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติ เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต้องเสนอ เนื่องจากเราเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ แล้วประธานรัฐสภาไม่บรรจุเข้าสู่ ระเบียบวาระ ทำให้เราเห็นว่ามีปัญหาหน้าที่อำนาจทั้งของสมาชิกรัฐสภาและรัฐสภา โดยรวม เราจึงได้เสนอญัตติในวันนี้ จากการอภิปรายกันมาในวันนี้มีความเห็นที่แตกต่างกัน หลายอย่าง ตรงกันก็หลายเรื่อง แต่ที่ทั้งที่ตรงกันและที่ต่างกันนั่นละครับ เป็นเหตุผลสำคัญ ว่าจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะฉะนั้นผมในฐานะผู้สรุป จึงขอ เรียกร้องต่อสมาชิกรัฐสภา หากท่านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแบบนี้ ก็สามารถไปโต้แย้งคัดค้าน ระงับยับยั้งได้ในชั้นพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ท่านน่าจะ ไม่ต้องการที่จะจำกัดอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ท่านที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงท่านที่เสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลับเห็นว่าการเสนอให้ตีความจะกลายเป็น การเพิ่มอำนาจบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ขอให้คิดด้วยครับ ว่าจริง ๆ แล้วนอกจาก ไม่เป็นการเพิ่มบทบาทอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว การไม่ศาลรัฐธรรมนูญต่างหาก จะเป็นการจำกัดหน้าที่และอำนาจของท่านทั้งหลายที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญนี้ และต่อไป ท่านก็จะไม่มีโอกาสในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างที่ต้องการได้อีกเลย ดังนั้นผมจึงขอ เรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านสนับสนุนญัตตินี้ด้วยการเห็นชอบให้รัฐสภาส่งญัตตินี้ไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ขอบคุณครับ