ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ แสดงความกังวลต่อความล่าช้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและประเด็นการแทรกแซงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลต่อกระบวนการนิติบัญญัติ พร้อมเรียกร้องให้สภาปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระโดยไม่ถูกจำกัดอำนาจจากองค์กรตุลาการ เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาและผลักดันกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน เรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดระยอง อำเภอบ้านค่าย อำเภอปลวกแดง อำเภอวังจันทร์ เขตเลือกตั้งที่ ๔ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายญัตติ เรื่อง ขอให้รัฐสภามี มติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ท่านประธานครับ ผมมีความหนักใจเป็นอย่างยิ่งต่อความล่าช้า ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่ประชาชนตั้งตารอ แต่ตอนนี้เรากำลังเจอเงื่อนไขอื่น ๆ ที่มา ทำให้เนิ่นช้าไปอีก และอาจจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ล่าช้าไปกว่าเดิม จากที่ล่าช้า อยู่แล้ว ความล่าช้าหนึ่งที่เราเจอ คือความไม่กล้าตัดสินใจของทางท่านประธานสภาที่ควร ยืนยันบทบาทหน้าที่ของท่านในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติว่าสภามีหน้าที่บรรจุกฎหมาย ตรากฎหมาย แก้ไขกฎหมาย หรือยกเลิกกฎหมาย สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่โดยชอบตาม รัฐธรรมนูญและเป็นหน้าที่ของพวกเรา กฎหมายทุกฉบับล้วนถูกร่างโดยมนุษย์ การที่ กฎหมายแต่ละฉบับจะสามารถตราขึ้นแก้ไข หรือยกเลิกล้วนสามารถทำได้เพราะเราเป็น สมาชิกรัฐสภา นี่หน้าที่ของเรา ผมย้ำอีกครั้ง แต่ผมเข้าใจว่าเราต้องเคารพคำตัดสินของศาล รัฐธรรมนูญครับ แต่เราก็ต้องเคารพหน้าที่ของเราเองเช่นกัน ในหลายกรณีการปล่อยให้มี การตีความวินิจฉัยขยายขอบเขตอำนาจตัวเองของศาลรัฐธรรมนูญ เคยส่งผลกระทบต่อ การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรามาแล้ว เรื่องหนักใจที่มีกระบวนการเหล่านี้แทรกขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะถ้าเกิดเรื่องของการส่งเรื่องไปให้ศาลตีความนั้นมาจากสภาเราเอง ยิ่งทำให้น่า กังวลมากขึ้นไปอีก ดังนั้นในญัตตินี้ผมก็ขอแสดงความกังวลโดยการที่เราไม่ควรจะสร้าง บรรทัดฐานให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของเรา ทั้งที่มันเป็นหน้าที่ของเรา เอง เราไม่ควรต้องขออนุญาตศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ของเราที่ถูกประชาชนเลือกมา นี่เป็น หน้าที่ตามกฎหมาย มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหากับการปฏิบัติหน้าที่ของเราในอนาคต ดังเช่นที่เคยเกิดมาแล้ว ในกรณีอื่น ๆ ในอดีต ผมขอยกตัวอย่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบางส่วนที่มีผลผูกพัน มาถึงพวกเราในการอภิปรายครั้งนี้ ผมขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ตัวอย่างแรกคือ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๒๗/๒๕๖๓ กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.บ. คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๓ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ เรื่องนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่ส่งมาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ที่มาของคำร้องนี้เริ่มต้นมาจาก ๑ ในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ที่ได้ส่งเรื่องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการ แผ่นดินก็ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ผลของการวินิจฉัยนั้นคือวินิจฉัยว่ามีปัญหาจริง ๆ ผลที่ตามมาก็เลยกระทบต่อเนื่องมาถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมาธิการ หลังจากนั้นมาจนถึง ตอนนี้ เวลาที่ทางกรรมาธิการพยายามขอความร่วมมือให้หน่วยงานรัฐมาให้ข้อมูลหลายครั้ง เราไม่ได้รับความร่วมมือ ผมแน่ใจว่าเรามีสมาชิกหลายท่านประสบปัญหานี้เวลาปฏิบัติหน้าที่ ในคณะกรรมาธิการ พอการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชนทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ ไม่ได้รับความร่วมมือ ปัญหาของพี่น้องประชาชนก็ได้รับ ผลกระทบตามไปด้วย เขาหวังพึ่งสภาของเราครับ และนี่คือผลพวงหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ เรายื่นดาบไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของพวกเราเอง
เรื่องถัดมาเพิ่งเกิดขึ้นครับ เป็นคำวินิจฉัย ฉบับที่ ๓/๒๕๖๗ วันที่ ๓๑ มกราคม เมื่อคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ คำวินิจฉัย ดังกล่าวสร้างความคลุมเครือต่อขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยการตีความ ตามศาลรัฐธรรมนูญเองดูเหมือนจะตีความกินแดนเข้ามาสู่การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา ฝ่ายนิติบัญญัติไปเรียบร้อยแล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวมีแนวโน้มจะสร้างผลผูกพันสืบเนื่อง จนอาจเกิดเงื่อนไขใหม่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเราสมาชิกสภาทุกท่าน โดยเฉพาะหัวใจสำคัญ คืองานที่เราทำเป็นปกติ ก็คือการยื่นเสนอแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายบางมาตรา คำวินิจฉัย ดังกล่าวตีความเกี่ยวโยงไปถึงกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งรัฐบางประการ ทำให้เราอาจจะต้องเกิดเงื่อนไขในการขอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อนที่จะมีการเสนอ ร่างกฎหมายหรือไม่ ซึ่งอาจจะกระทบกับการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราได้ เพราะโดยปกติ ลำดับขั้นของการเสนอกฎหมาย หากจะมีการเสนอในสภาไปจนถึงออกมาบังคับใช้กฎหมาย ได้นั้น ตามปกติมีตั้งแต่วิธีการเสนอโดยสภา เสนอโดยคณะรัฐมนตรี หรือเสนอมาจาก ภาคประชาชน จากนั้นขั้นแรกก็จะเป็นหน้าที่ของทางประธานในการบรรจุระเบียบวาระ เมื่อเข้าสู่การบรรจุระเบียบวาระก็ยังมีขั้นตอนอื่น ๆ ตามมา ก็คือถ้าเป็นร่างการเงินก็ต้องรอ จากท่านนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นก็บรรจุเข้าสู่การรับฟังความคิดเห็น กว่าจะเข้าสู่ วาระที่ ๑ ที่เราจะได้ถกเถียงกันในสภา พอเข้าวาระที่ ๑ เราก็ต้องหาข้อสรุปกันในการ ประชุมให้ได้ว่าจะรับหลักการกันในสภาหรือไม่ ถ้าไม่รับก็ตก แต่ถ้ารับก็ต้องไปแก้ไขกันต่อ ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ ก่อนจะมาหาขอสรุปกันในวาระที่ ๒ ก่อนจะลงมติรับ หลักการในวาระที่ ๓ ผ่านขั้นตอนนี้ไปยังไม่จบนะครับ ยังต้องผ่านขั้นตอนของวุฒิสภาอีก ครั้งแล้วถ้าถึงตอนนั้นเมื่อไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญจริง ๆ เป็นหน้าที่ของศาล รัฐธรรมนูญ มีเส้นทางขั้นตอนตามปกติดังนี้ แต่ในคำวินิจฉัย ที่ ๓/๒๕๖๗ ศาลรัฐธรรมนูญได้ ตีความขอบเขตอำนาจเข้ามาที่ขั้นตอนแรก คือการเสนอร่างกฎหมายก็อาจจะมีความผิดได้ แล้ว ซึ่งนี่กระทบกับกระบวนการนิติบัญญัติอย่างชัดเจน เพราะในการวินิจฉัยแบบนี้เท่ากับ ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงกระบวนการตรากฎหมาย พิจารณากฎหมายไป กระทั่งยื่นกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นของสภา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของ ครม. หรือของใครก็ตาม เอาตอนไหนก็ได้ตามอำเภอใจใช่หรือไม่ มันเกิดกระบวนการแทรกขึ้นมาซ้ำร้ายกว่านั้นในคำ พิพากษายังมีการนิยามคำใหม่ ๆ ลงไปในคำวินิจฉัย เช่น การเสนอกฎหมาย ต้องเป็นไปตาม กระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบ โดยชอบนี้มันชอบอย่างไรครับใครต้องตีความเรื่องนี้ครับ หรือใครต้องชอบครับ หรืออย่างการตีความว่าการเสนอกฎหมายนั้นเพราะว่าพรรคการเมืองนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอะไรบางอย่าง ประทานโทษนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญท่านมองว่าพรรค การเมืองไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือครับ ท่านอยากให้เราลอยตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับกลุ่ม ใดกลุ่มหนึ่งในทางสังคมอย่างนั้นหรือครับ เราเป็นพรรคการเมือง เราเป็นนักการเมือง เรามาจากการเลือกตั้ง เรามาจากประชาชน และประชาชนก็เลือกมาหลายพรรคหลายคน มันสะท้อนความแตกต่างหลากหลาย นี่เป็น เรื่องปกติในทางการเมืองนะครับ ทั้งนี้หากเราสมมุติว่าหลังจากนี้การยื่นกฎหมายในทำนอง เดียวกัน ถ้ามาจากภาคประชาชน คำถามคือสภาเราจะทำอย่างไรครับ อันนี้นิติบัญญัติ โดยชอบโดยประชาชนหรือไม่ครับ แล้วเขารณรงค์กันได้ไหมครับ แล้วอันนี้รณรงค์จะเป็น โดยชอบไหมครับ แล้วถ้าเกิดเข้ามาในสภา ท่านประธานจะกล้าบรรจุไหมครับ หรือ ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความอย่างไรครับ เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาที่น่าหนักใจกับการที่เราปล่อย ให้ศาลรัฐธรรมนูญมาตีความขอบเขตอำนาจตัวเอง กินแดนเข้ามาในขอบเขตอำนาจ ของพวกเราในสภาแห่งนี้ และครั้งนี้กับการที่เรากำลังอภิปราย ตีความการที่เราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราควรได้รับการทำหน้าที่นี้ในสภา ตามอำนาจหน้าที่ของเราเอง แต่ท่านประธานกลับไม่บรรจุวาระเข้าสู่สภา ทำให้เกิดญัตตินี้ ที่ต้องมาถกเถียงกันว่าจะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อำนาจหน้าที่ของเราอีกแล้ว ยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญอีกแล้วครับ ทั้งที่เราควรจะตัดสินใจกันเองได้ในสภาแห่งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการส่งไปหรือไม่ส่งไป ผมไม่แน่ใจว่าแบบไหนแย่กว่ากัน จะโดนส่งไปแล้ว ตีความขยายขอบเขตอำนาจของตัวเอง ของศาลรัฐธรรมนูญเอง สำทับกลับเข้ามาซ้ำอีกครั้ง หรือไม่ หรือถ้าส่งไปแล้วถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญไม่รับ เพราะบอกว่าเคยมีการวินิจฉัยกรณี ใกล้เคียงกันแบบนี้ไปแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นครับ สุดท้ายเราต้องมาตัดสินใจกันตรงนี้อยู่ดีครับ ในสภาแห่งนี้อยู่ดี ว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะอยู่ที่ประชามติกี่ครั้ง ครั้งแรกทำตอนไหน คำถามอย่างไร มันก็เริ่มตรงนี้อยู่ดีครับ แค่ท่านประธานบรรจุเข้ามาผมเชื่อมั่น ว่าถ้าเรา ยึดมั่นในหลักการ ปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างเต็มความสามารถตามกฎหมาย การแก้ไข รัฐธรรมนูญก็จะไม่เนิ่นช้าออกมาให้ประชาชนต้องเฝ้ารออยู่แบบนี้ เราสนับสนุนการเปิดทาง สสร. ที่มาจากประชาชนร่วมกันทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ประชาชนยึดโยงกับสังคม ไม่ควรให้ล่าช้าไปกว่านี้ครับ ทั้งนี้ผมเข้าใจดีนะครับ ว่าคำตัดสินหรือคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร ผมเคารพครับ แต่ด้วยความเคารพจริง ๆ อย่างไร ก็ตามทั้งประธานสภาและเราเองก็ต้องยืนยันอำนาจหน้าที่ของเราให้ได้ ว่าสภาของเรา มีอำนาจหน้าที่เป็นของตัวเองตามกฎหมาย เราผ่านการเลือกตั้งมา เราไม่ต้องยื่นดาบนี้ไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วก็ขยายขอบเขตอำนาจตัวเองเข้ามาก้าวก่ายขอบเขตอำนาจ ของฝ่ายนิติบัญญัติผ่านการวินิจฉัยหรือตัดสินบางอย่าง และในท้ายที่สุดผมมีความเห็นว่า ท่านประธานควรจะต้องบรรจุเรื่องนี้ตามอำนาจหน้าที่ของท่าน เพราะท่านคือประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติที่เหล่าสมาชิกทุกท่านที่นี่มอบความไว้วางใจให้กับท่านเป็นตัวแทนของเรา ขอบคุณครับ