สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าของการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับศรีลังกา โดยอ้างตัวอย่างความร่วมมือกับเปรูที่มีมูลค่าการค้าลดลงและอัตราการใช้ประโยชน์ต่ำ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกลยุทธ์การเจรจา FTA อย่างเป็นระบบ เปรียบเทียบค่าเสียโอกาสกับประเทศคู่ค้าอื่น และกำหนดจุดยืนชัดเจนในการเจรจากับสหภาพยุโรป โดยเฉพาะในประเด็นการเข้าถึงยา สิทธิบัตรยา พันธุ์พืชตามข้อตกลง UPOV และการเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมเสนอให้มีการรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อนการเจรจา รวมถึงทบทวนข้อตกลงเดิมเพื่อขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหม่สามารถเข้าถึงตลาดส่งออกได้มากขึ้น และผลักดันให้มียุทธศาสตร์การเจรจาการค้าที่ชัดเจนเพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด
เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายความตกลงการค้าเสรี ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา เรียนท่าน ประธานครับ ข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA มีประโยชน์กับประเทศแน่นอน เพราะช่วย ส่งเสริมการค้าสินค้า การค้าบริการ ตลอดจนการลงทุนระหว่างประเทศนะครับ อย่างไร ก็ตามการเจรจา FTA ทุกฉบับมีต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นเวลา ทรัพยากรของพี่น้องข้าราชการ โดยเฉพาะกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ พี่น้องข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ พี่น้อง ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ นั่นหมายความว่าในการเจรจา FTA แต่ละฉบับมันมี ต้นทุนค่าเสียโอกาสอยู่ครับ ว่าเราควรจะเลือกเจรจากับประเทศแต่ก่อน เลือกเจรจา กับประเทศไทยทีหลัง แน่นอนทุกประเทศการเจรจา FTA เพิ่มขึ้น ช่วยขยายโอกาส ของประเทศ ผมยกตัวอย่าง การเจรจากับศรีลังกา ศรีลังกา ณ ข้อมูลปี ๒๕๖๖ เป็นคู่ค้า ของไทย อันดับที่ ๖๒ มีมูลค่าการค้ารวมที่ประมาณ ๔๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ คิดเป็นเพียงร้อยละ ๐.๐๗ ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยทั้งหมด ที่น่าสนใจคือ จึงมีคำถามว่าข้อตกลงการค้าระหว่างไทยและศรีลังกาฉบับนี้จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับ ประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คุ้มค่ากับงบประมาณหรือทรัพยากรที่ประเทศต้องใช้ในการ เจรจาหรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมมีตัวอย่างมาให้ดู ประเทศไทยเคยเจรจาการค้าเสรีมาแล้วในฉบับที่ ประสบความสำเร็จด้วย ก็คือไทยกับเปรู เราเจรจาโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ หรือมากกว่า ๑๐ ปีแล้ว ที่น่าสนใจคือผ่านมา ๑๐ ปีนะครับ เรายิ่งค้าขายกับเปรูน้อยลง ยิ่งส่งออกได้น้อยลง ย้อนไปปี ๒๕๕๕ หรือประมาณ ๑๒ ปีที่แล้ว มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ ประมาณ ๗๖๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาปีที่แล้วเหลือประมาณ ๔๘๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับคู่ค้าจากเดิมอยู่ที่ ๕๒ ตกลงมาอยู่ที่ ๖๐ ส่งออกเคยส่งออกได้ ๓๗๖ ล้านดอลลาร์ สหรัฐ วันนี้เหลือไม่ถึง ๓๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐครับ นั่นหมายความว่าการค้าเสรีหรือ ข้อตกลงการค้าเสรี FTA แต่ละฉบับดีแน่นอน มีโอกาสแน่นอน แต่ไม่ใช่ว่าทุกฉบับจะคุ้มค่า หรือตอบโจทย์เรื่องภาษีประชาชนที่ลงไป ถ้าไปดู FTA ไทย-เปรู โดยเฉพาะยิ่งน่าสนใจ ในแง่ การใช้สิทธิประโยชน์หรือที่เรามักจะใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า FTA Utilization จากปี ๒๕๖๕ เรามีการใช้สิทธิประโยชน์ FTA ไทย-เปรู ที่ประมาณ ๑๐.๙ เปอร์เซ็นต์ มาปีที่แล้วปี ๒๕๖๖ การใช้สิทธิประโยชน์ไม่เพิ่มขึ้นเลยครับ อยู่ที่ประมาณ ๑๑.๗ เปอร์เซ็นต์ จากตัวเลข การค้ารวมและการใช้สิทธิประโยชน์ที่เอามาแสดงให้ท่านประธาน ตลอดจนเพื่อนสมาชิก ในที่ประชุมแห่งนี้จะเห็นว่า FTA บางฉบับนี้สร้างประโยชน์ได้ค่อนข้างต่ำ ไม่คุ้มกับกำลังแรง กำลังทรัพยากรของพี่น้องข้าราชการที่ต้องบินไปบินมา ต้องเจรจากับคู่ค้าหลายรอบ ดังนั้น สิ่งที่อยากจะฝากสำหรับรัฐบาลหรือสื่อสารไปยังการเจรจาการค้า FTA ผมคิดว่ามีอย่างน้อย ๓ เรื่องที่อยากจะฝากไว้ครับ ในการประชุมกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เราเคยเชิญพี่น้องกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาหารือว่าปกติแล้ว ประเทศหนึ่ง ๆ ควรมีการทำแผนว่าจะเจรจา FTA ประเทศใดบ้าง เพื่อให้เห็นภาพว่าปีนี้ ปีหน้าจะมีประเทศไหน สิ่งหนึ่งที่อาจจะได้คำตอบที่ไม่ชัดคือแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ นี่ละครับ ว่าเราจะวางประเทศในการเจรจากับคู่ค้าใดบ้าง วันนี้เราอาจจะจิ้มว่าเราอยาก เจรจากับประเทศนี้ แล้วไปศึกษาว่ามันคุ้มค่าหรือเปล่า แน่นอนผลการศึกษาออกมาคุ้มค่า แน่นอน จะมีสินค้าหลายอย่างที่ได้ศักยภาพในการส่งออก จะเพิ่มการส่งออกได้มากขึ้น แต่เราไม่ได้เปรียบเทียบค่าเสียโอกาสกับประเทศอื่น ๆ อันนี้จึงอยากสื่อสารผ่านไปยังรัฐบาล ที่เร่งเจรจา FTA ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก ๆ แต่อาจจะจำเป็นต้องศึกษาในภาพรวมว่าอะไรควรเป็น ก่อนหรือหลัง ประเทศไหนสำคัญมากหรือน้อย ซึ่งจะเกิดประโยชน์แล้วก็คุ้มค่ากับการลงทุน ลงแรง
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าการมีจุดยืนในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็เป็น เรื่องสำคัญ ยิ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังมุ่งสู่การเจรจาการค้า FTA ไทย-สหภาพยุโรป หลายเรื่อง ที่กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ติดตามแล้วได้รับเรื่องร้องเรียนจาก พี่น้องภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าถึงยาหรือสิทธิบัตรยา ซึ่งแน่นอนจะได้รับ ผลกระทบจาก FTA ไทย-สหภาพยุโรป หรือประเด็นข้อตกลงเรื่องพันธุ์พืช UPOV
อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งสำคัญมาก ๆ ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป และรัฐบาลจะต้องกำหนดจุดยืนที่ชัดตั้งแต่วันนี้ ก็คือข้อตกลง เรื่อง การเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่เมื่อก่อนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทยยังสามารถ ให้แต้มต่อกับผู้ประกอบการในประเทศ ยังสามารถให้แต้มต่อกับผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก หรือบัญชีนวัตกรรมต่าง ๆ สิ่งนี้กำลังจะหายไปในการเจรจา FTA ฉบับ ไทย-สหภาพยุโรป รัฐบาลก็จำเป็นต้องกำหนดจุดยืนตั้งแต่วันนี้ ที่สำคัญอยากจะแชร์ ให้รัฐบาลเห็น ก็คือในหลาย ๆ ประเทศ เขามีแนวทางการกำกับในการเจรจาที่ดี เช่น ก่อนเจรจาเขาบอกเลยว่าเขามีการเปิดหารือหรือการรับฟังสาธารณะ เช่น ประเทศ สหราชอาณาจักรหรืออังกฤษก่อนเริ่มเจรจาการค้า รัฐบาลโดย Department Of Business And Trade จะเปิด Public Consultation เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความ เสี่ยงได้รับผลกระทบสามารถสื่อสารถึงรัฐบาล ถึงข้อกังวลต่าง ๆ ได้
ประเด็นสุดท้ายครับ เรื่อง FTA เราไปเจรจามาแล้ว ลงแรงมาแล้ว เราต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ เราจำเป็นต้องกลับไปทบทวน FTA ฉบับเก่า ๆ ที่เราใช้อยู่ ว่าวันนี้ภาคเอกชนเขาเข้าถึงการใช้ประโยชน์ได้เพียงพอมากหรือยัง มีอะไรที่รัฐบาลสามารถ ลดข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่ทำให้เอกชน โดยเฉพาะรายเล็กรายย่อยที่ไม่เคยส่งออกให้หันมา ส่งออกได้ภายใต้ FTA นี้ วันนี้ FTA Utilization ที่รัฐบาลนำมาคำนวณ ส่วนใหญ่เกิดจาก ผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกรายเดิม ๆ ที่ใช้ประโยชน์อยู่แล้ว ทำอย่างไรจึงจะขยายประโยชน์ ของ FTA ไปสู่ผู้ประกอบการที่ไม่เคยส่งออก ส่วนใหญ่เป็นขนาดกลางและขนาดเล็ก ได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นสุดท้ายนี้ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ อยากจะสื่อสารไปยังรัฐบาลว่า การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ท่านจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ ต้องวางแผนว่าจะ กำหนดจุดยืนของประเทศนี้อย่างไร เพื่อช่วยให้การเจรจาการค้าเสรีประเทศนี้ได้ประโยชน์ สูงสุด แน่นอนครับ มาถึงจังหวะนี้แล้วพวกเราเห็นด้วยกับข้อตกลงการค้าฉบับนี้ ขอบคุณครับ