รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าจะต้องทำประชามติ 2 ครั้งหรือ 3 ครั้ง

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ได้อภิปรายในห้องนี้ท่านก็บอกว่า ญัตตินี้กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกัน ญัตตินี้เป็นเพียงเสนอญัตติเข้ามาเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้ว่าการทำประชามติ นี้จะมีกี่ครั้ง ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง ดังที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายนะครับ แล้วก็แถมยังตอบว่า หากไม่ได้จะต้องสอบถามในขั้นตอนใด ท่านประธานครับ ดังเป็นที่รู้กันว่าศาลรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกฤษฎีการับปรึกษาข้อปัญหากฎหมายใด ๆ โดยเฉพาะถ้าหากว่า ยังไม่เกิดขึ้น ผมย้อนอดีตนิดหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนี้มีการทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคมปี ๒๕๕๙ ก็เห็นชอบ ๑๖.๘ ล้านคน ไม่เห็นชอบ ๑๐.๕๙๘ ล้านคน อันนี้ไม่ต้องพูด ผมถึงจะพูดแต่เพียงว่าผ่านการทำประชามติ ทีนี้การทำประชามติมันมี ความหมายว่า ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ทีนี้การที่จะมีการเสนอให้ แก้ไขมาตราใดมาตราหนึ่งเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ โดยการตั้ง สสร. ขึ้น ไม่ใช่ของใหม่ มันเกิดขึ้นมาก่อนยุค สสร. มันเกิดขึ้นมาในอดีต ผมเองก็อยู่ในสภาแห่งนี้ มายาวนาน จนได้ฝากเรื่องนี้มาต่อเนื่อง แล้วก็อภิปรายในลักษณะคล้าย ๆ วันนี้ เพื่อนสมาชิกก็อภิปรายแบบนี้ ก็อภิปรายกันมาตลอด มันก็มีฝ่ายที่หนุน ฝ่ายที่ค้าน แต่ว่า เมื่อเรารับรัฐธรรมนูญเข้ามาแล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ประเด็น ก็คือว่ารัฐธรรมนูญให้กำเนิดองค์กรนิติบัญญัติ องค์กรบริหาร องค์กรตุลาการขึ้นมา องค์กร เหล่านี้โดยเฉพาะรัฐสภามันเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ สมาชิกที่นั่งอยู่ที่นี้ โดยเฉพาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เกิดมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทีนี้ในประเด็นเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้แก้ไขได้นะครับ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎเกณฑ์ในทางกฎหมาย รูปแบบหนึ่ง จึงอาจล้าสมัย ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ตลอดจนความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามยุคสมัยได้ เฉกเช่นเดียวกับกฎหมายทั่วไป แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎเกณฑ์ในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญจึงอาจจะแตกต่างจากกฎหมายธรรมดา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับนี้มันก็มีทั้งที่แก้ไม่ได้ ตามมาตรา ๒๕๕ แล้วก็แก้ได้ยาก โดยการพ่วงการทำประชามติ เข้ามา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการตีความว่าจะต้องทำประชามติเพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่ ๓ นั่นล่ะ ตามที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในที่นี้ แล้วก็นอกจากแก้ยากที่ต้องทำประชามติ ก็จะเป็น แก้ตามปกติ ซึ่งก็ต้องอาศัยเสียง สว. ๑ ใน ๓ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันก็จะมีฝ่ายที่ เห็นว่าทำไมสภาจึงไม่แก้เป็นประเด็น เพื่อให้สภารู้ว่าจะแก้ประเด็นไหน ท่านจะยุบเลิก องค์กรอิสระหรือใครก็ตามท่านก็เสนอเข้ามาครับ ท่านจะไปแตะมาตรา หมวด ๑ หมวด ๒ ก็เสนอเข้ามา มันจะได้รู้ประเด็นในการแก้ไข แต่ถ้าหากว่าตีเช็คเปล่า เสนอร่าง เสนอ สสร. ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยกร่างขึ้นมาใหม่ ไม่รู้รายละเอียดหรอกครับ เราก็ไม่รู้ว่าท่าน ต้องการอะไร เจตนาคืออะไร แล้วมันก็ไม่มีโครงสร้างไม่มีโครงร่าง แต่อย่างไรก็ดีผมก็ยัง เห็นว่าทางท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะ ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่เสียหาย ท่านก็บอกแล้วว่า ยอมรับการทำประชามติ เพียงเห็นว่า ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง อันนั้นคือประเด็น ท่านประธาน ครับ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่รับตีความทางกฎหมายผมก็ไม่รู้ว่าในเรื่องนี้จะจบอย่างไร มันคาดการณ์ไม่ถูกหรอกครับ แต่ว่าสามารถส่งไปได้ แต่ว่าโดยหลักการเท่าที่ผ่านมาในเรื่อง ของการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความผมคิดว่ายังไม่เคยมี แล้วก็คิดว่ายากที่จะทำความสำเร็จ ท่านประธานครับ ในส่วนของรายละเอียดของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้มันจะเป็นสิ่งที่ จะตามมาด้วยรายละเอียด แล้วก็เหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการแก้ไขโดยที่ว่าจะรู้ ว่าท่านจะแก้ไขอะไร อย่างไร ทีนี้เมื่อไม่มีรายละเอียดผมคิดว่ามันเปรียบเสมือน การสร้างบ้าน ถ้าหากว่าเราจะสร้างบ้านก็จะต้องทำประชามติ ในที่นี้คล้ายกับถามประชาชน ในครั้งที่ ๑ แล้วเมื่อเราจะสร้าง จะวางแผนสร้างอย่างไร มีกี่ชั้น ห้องมีห้องอะไรบ้าง ก็ต้องถามประชาชน ครั้งที่ ๒ แล้วครั้งที่ ๓ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ถามประชาชนว่าจะเอาหรือไม่เอา มันเปรียบ อุปมาอุปไมยเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านเข้าใจนะครับ มันเป็นไปตามกรอบของ รัฐธรรมนูญ แต่ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมมิบังอาจที่จะสรุปตีความฟันธงว่าจะต้อง ทำประชามติ ๓ ครั้ง เพราะเรื่องนี้มันก็อยู่ที่องค์กรผู้มีอำนาจ คือศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะ ตีความได้ ถ้าหากว่าท่านยอมรับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็คิดว่ามันก็ต้องเป็นมติของสภา ซึ่งก็คิดว่าก็ให้ความหวังกับผู้ที่ส่งร่างเข้ามานะครับ ว่าท่านสามารถผ่านมติวันนี้ไปได้ แล้วก็ จะทำให้เรื่องนี้ถูกส่งขึ้นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ได้ แต่ว่าไม่ทราบท่านจะรับ ตีความหรือเปล่า แต่ว่าถ้าท่านตีความก็คงจะต้องจบออกมาว่าออกมาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมก็คงสรุปได้ในประเด็นนี้ แต่ก็อยากจะให้เพื่อนสมาชิกกลับไป อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ที่เป็นญัตติด่วนเรื่อง ขอเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ๒๕๖๓ ข้อ ๓๑ ตามที่สมาชิกทั้งหมด ได้อภิปรายมาแล้ว ผมคงสรุปได้ประเด็นเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ