สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ เมษายน ๒๕๖๐

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๗๒ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๐๑ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏ ในระเบียบวาระ จำนวน ๔ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก เป็นเรื่องที่ท่านกษิต ภิรมย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง คนที่หนึ่ง แทนประธานกรรมาธิการ ได้มอบหนังสือ เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง เรื่อง แนวสอนวิชาจรรยาในโรงเรียนนายร้อยทหารบก ซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งหนังสือเล่มนี้โรงเรียนทหารใช้มาตั้งแต่ปี ๒๔๘๑ แล้ว ซึ่งก็ตรงกับที่ผมยึดมั่นเสมอมาในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ตลอดชีวิตผมได้ยึดมั่น ในความถูกต้อง ความเป็นธรรม และผลประโยชน์ส่วนรวมเสมอมาจนกระทั่งบัดนี้ หวังว่าท่าน สมาชิก สปท. ได้รับแจกทุกคนแล้ว ก็มีประโยชน์ขอแนะนำให้ท่านอ่านด้วย

เรื่องที่ ๒ สรุปผลการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕๘ วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐ ที่ประชุม ได้มีมติให้นำสรุปผลการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อทราบ

เรื่องที่ ๓ รับทราบผลการประชุมของคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัด การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล หรือ กขร. ด้วยคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัด การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ได้มีการประชุม ครั้งที่ ๑/๒๕๖๐ วันศุกร์ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๐ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เห็นควรแจ้งให้ ท่านสมาชิกเพื่อรับทราบ รายละเอียดของทั้ง ๒ เรื่องดังกล่าวปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว

เรื่องที่ ๔ รับทราบแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการปฏิรูป ตามข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามที่ได้มีสมาชิกขอหารือ เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการปฏิรูปตามข้อเสนอแนะของสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในคราวประชุม ครั้งที่ ๖/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐ นั้น ในข้อหารือของท่านสมาชิกดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕๘/๒๕๖๐ วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐ ได้พิจารณาแล้วเห็นควรให้ดำเนินการดังนี้

ประการที่ ๑ กรณีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีมติเห็นชอบกับรายงาน ของคณะกรรมาธิการ และให้คณะกรรมาธิการนำรายงานกลับไปปรับปรุงแก้ไขนั้น คณะกรรมาธิการจะแก้ไขปรับปรุงตามที่เห็นสมควร

ประการที่ ๒ คณะกรรมาธิการจะเสนอรายงานที่ได้ปรับปรุงแล้ว พร้อมข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป จึงขอแจ้งให้ ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ก่อนการพิจารณาระเบียบวาระต่อไปนั้น ผมขอปรึกษาที่ประชุมเพื่อนำ ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ คือการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อน การปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ในปี ๒๕๖๐ กลุ่มเศรษฐกิจอนาคต ขึ้นมาพิจารณาก่อน ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนควรรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสมาชิก จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ พิจารณาแนวทางการดำเนินงาน ขับเคลื่อนการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ในปี ๒๕๖๐ กลุ่มเศรษฐกิจอนาคต จำนวน ๒ วาระ ๑. เศรษฐกิจชีวภาพ ๒. เศรษฐกิจดิจิทัล

ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕๖ วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐ ได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อน การปฏิรูปวาระที่สำคัญเร่งด่วน ๒๗ วาระ ปี ๒๕๖๐ ของแต่ละคณะกรรมาธิการแล้วนั้น ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้สภาพิจารณาและรับทราบถึงความก้าวหน้า อุปสรรค ปัญหา แนวทางแก้ไข และแนวทางการดำเนินงานการปฏิรูปของแต่ละด้าน สำหรับในวันนี้จะเป็น การพิจารณาแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ กลุ่มเศรษฐกิจอนาคต จำนวน ๒ วาระ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดังกล่าว ผมจะให้คณะกรรมาธิการ แถลงแนวทางการดำเนินงานจนครบทั้ง ๒ วาระตามลำดับ จากนั้นจะให้ท่านสมาชิก อภิปรายแสดงความคิดเห็น มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และผมได้ตกลงเสนอต่อท่านประธานว่าขอใช้คำว่า เศรษฐกิจกระแสใหม่ ในวันนี้ มีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่เรียกว่าเศรษฐกิจกระแสใหม่อยู่ ๒ เรื่อง คือเศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพมาก ในขณะเดียวกับ ที่ระดับสากลรวมถึงประเทศไทยกำลังพัฒนาด้วยคำว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน ๒ อย่างนี้ ประกอบกันทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพยิ่งมีความสำคัญต่อประเทศไทย เป็นการพัฒนาจากฐานของชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหลากหลายทางพืชพันธุ์ ทางชีวภาพที่มีอยู่ในประเทศไทย และเป็นความหลากหลายที่มีความสำคัญมากของโลก ควบคู่กับของเหลือใช้ทางเกษตรกรรม ทางปศุสัตว์ จากโรงงานอุตสาหกรรม และความหลากหลายอื่น ๆ ทั้งภาคเกษตร สิ่งมีชีวิต มาผนวกเข้ากับเทคโนโลยี นวัตกรรม ต่อเนื่องไปเป็นผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพ ทั้งในรูปของอาหาร การแพทย์ สาธารณสุข จนกระทั่ง เรื่องพลังงานชีวภาพและเคมีชีวภาพ เป็นการใช้ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เป็นประโยชน์ เพิ่มมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจ และเป็นการนำฐานชีวภาพเหล่านั้นกลับมา ใช้ใหม่ เพื่อที่จะให้สิ่งแวดล้อมที่คงอยู่นั้นคงอยู่ต่อไปโดยไม่ถูกทำลายให้ลดน้อยถอยลงไป เศรษฐกิจชีวภาพจึงเป็นเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย แต่ยังมี เรื่องที่จะต้องปฏิรูปอยู่บางเรื่องที่จะต้องเดินหน้ากันต่อไป มีข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการ เศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมที่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เห็นชอบเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อประมาณ ๑ ปีมาแล้ว ในวันนี้ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา จะได้ทบทวนว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้เสนอในการปฏิรูป เป็นอะไร และขณะนี้เรื่องดังกล่าวนั้นได้ผ่านขั้นตอนใด ไปถึงไหนบ้าง ในเรื่องของเศรษฐกิจ ดิจิทัลก็เช่นเดียวกัน เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่อีกตัวหนึ่งที่จะช่วยทำให้กระบวนการ การผลิต กระบวนการทางด้านการค้า การทำงานทางด้านการศึกษาการทำงานทางด้าน สาธารณสุข การบริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าอะไรก็ตามในโลก ปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่อยู่บนฐานของดิจิทัลทั้งสิ้น ถ้าหากว่าเราไม่ได้พัฒนาให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนฐานเราก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การใช้ดิจิทัล เป็นฐานของเศรษฐกิจในฐานะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ การพัฒนาในเรื่องดิจิทัลนั้นได้พัฒนาหลายด้านมาเป็นเวลาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังมีบางเรื่อง ที่มีความสำคัญที่จำเป็นจะต้องผลักดันต่อไปเพื่อที่จะให้การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง นั่นก็คือการทำให้ดิจิทัลสามารถเป็นเครื่องมืออันสำคัญ ในการทำให้สังคมและเศรษฐกิจของไทยเป็นสังคมที่ข้อมูลมีการเชื่อมโยงมีการเปิดเผย เป็นสังคมที่ข้อมูลทั้งหลายสามารถนำไปใช้ได้ผ่านเครือข่ายทางดิจิทัลโดยไม่จำเป็นจะต้อง แปลงออกมาเป็นกระดาษ ทั้งทางด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ และการบริหารภาครัฐในเรื่องนี้ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล จะได้ทบทวน ในสิ่งที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาให้ความเห็นชอบไปแล้วเมื่อประมาณ ๑ ปีที่แล้ว เช่นเดียวกัน พร้อมทั้งนำเสนอว่าใน ๑ ปีที่ผ่านไปนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีอะไรที่จะต้องติดตาม เพิ่มเติมบ้าง เพื่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะได้รับทราบเป็นกำลังใจและให้การสนับสนุน ในเรื่องเศรษฐกิจกระแสใหม่ทั้ง ๒ เรื่อง คือเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อไป ผมขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ได้นำเสนอ ทั้ง ๒ เรื่องนี้ติดต่อกันต่อไป ขอบพระคุณครับ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านปีติพงศ์

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ผม นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สปท. ลำดับที่ ๙๙ ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ ใคร่ขอเรียนชี้แจง ความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค และสิ่งที่เราจะนำเสนอหลังจากเรื่องของเราได้ผ่าน ความเห็นชอบของ สปท. ไปแล้วเมื่อประมาณ ๑ ปีที่ผ่านมา ผมอยากจะถอยกลับไป เพื่อที่จะฟื้นฟูความจำของท่านสักเล็กน้อย

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในสไลด์ (Slide) แรก เป็นเรื่องที่เราได้พูดย้ำมาหลายหนแล้วคำว่า ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) จะประกอบด้วย หลัก ๒ ประการ ก็คือ หลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งก็เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ส่วนอีกหลักหนึ่งก็คือการขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม ซึ่งก็เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน กับฉบับร่าง ซึ่งก็คงจะออกมาใช้ในเวลาอันไม่ยาวนานนี้ นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก็เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนทราบอยู่แล้ว แต่ในส่วนของ เศรษฐกิจกระแสใหม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจที่ท่านประธานสถิตย์ได้เป็นผู้ดูแล มาตลอด มีความคาดหวังว่าการจะใช้พลังทางเศรษฐกิจ ๓ ประเภท เป็นพลังซึ่งนำความคิด นวัตกรรม และสิ่งใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งผมได้รับโอกาสให้ชี้แจง ไปเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว เศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งผมจะชี้แจงให้ท่านสมาชิกได้ทราบในวันนี้ และเศรษฐกิจดิจิทัลซึ่งจะขอให้อาจารย์ทวีศักดิ์เป็นคนชี้แจงนะครับ เป็นโกรทเอนจิน (Growth Engine) หรือเป็นเครื่องมือในการที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจ ของเราไปถึง ๔.๐ ให้จงได้ วิธีอธิบายของเราอาจจะแตกต่างกับรัฐบาลนิดหน่อย เพราะว่า เราพยายามที่จะให้ผู้คนได้มองเห็นว่าเศรษฐกิจข้างหน้าคือ ๔.๐ หน้าตาจะประกอบด้วย อะไรบ้าง เราพยายามจะชี้ว่าเรื่องเก่าที่ดำเนินอยู่ก็ดำเนินไป แต่เรื่องใหม่ที่เราอยากจะเห็น ก็คือเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเศรษฐกิจที่เราใช้กระดาษน้อย เป็นเศรษฐกิจที่รัฐบาลเป็น รัฐบาลเปิดแล้วก็เชื่อมโยง เป็นเศรษฐกิจที่จะผลักดันประเทศของเราเข้าสู่ยุคดิจิทัลให้ได้ เราจะมองเห็นภาพว่าหน้าตา ๕ ปี ๑๐ ปี ๑๕ ปี ๒๐ ปี หน้าตาเป็นอย่างไร เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็เป็นส่วนที่พยายามจะสร้างให้มูลค่าเพิ่มของสินค้าที่มีอยู่เดิมจากความสร้างสรรค์ ของคนไทยในเรื่องของวัฒนธรรม เช่น เอาวัฒนธรรมไปผูกกับการท่องเที่ยว เอาแนวความคิดสร้างสรรค์ไปออกแบบสินค้าและบริการให้เหมาะสมกับการท่องเที่ยว และได้เงินตกมาอยู่ในมือของคนไทยมากยิ่งขึ้น มีการขยายขอบเขตวัฒนธรรมของเรา เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี และอื่น ๆ ไปยังเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เคยทำกับเรามาแล้ว ในขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญมากอีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเศรษฐกิจชีวภาพอาจจะได้รับความสนใจน้อยที่สุด แต่ผมเรียนยืนยันท่านสมาชิกว่าเศรษฐกิจชีวภาพเป็นพลังที่ขับเคลื่อนซึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้ ไม่ด้อยกว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเลย ในสไลด์ (Slide) ต่อไป ผมอยากจะอธิบายเพียงสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่าเศรษฐกิจชีวภาพก็คือการใช้สิ่งมีชีวิตให้เป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจง่าย ๆ แค่นั้นเอง ซึ่งสิ่งมีชีวิตเราก็ต้องคำนึงถึง ๒ เรื่อง

เรื่องแรก เนื่องจากเราเป็นประเทศเขตเมืองร้อน มีสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติ เยอะแยะที่เรียกว่าความหลากหลายทางชีวภาพ ขาหนึ่งต้องอนุรักษ์ไว้ให้ได้ ทุกวัน ทุกเวลา ทุกปี ทุกนาที สิ่งมีชีวิตในโลกนี้สูญเสียไปจากการทำลายของธรรมชาติ จากการทำลายของคน อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นก็เป็นภาระของเราที่จะต้องอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตของเราที่เรียกว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้ได้ อีกด้านหนึ่งก็คือการใช้ประโยชน์ การใช้ประโยชน์ เป็นเรื่องที่เรามีความสามารถพอเพียง แต่ว่าติดปัญหาบางประการซึ่งไม่สามารถจะนำ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายมาเปลี่ยนแปลงเป็นอนาคตของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านของ อาหารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแพทย์ เภสัชกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสารสกัด อาหาร ประเภทที่มีประโยชน์แทนวิตามิน เหล่านี้เป็นต้น เรายังใช้ได้น้อยนะครับ แล้วการจำแนก แยกแยะหรือการส่งผ่านรายได้ต่าง ๆ ก็ยังไม่ค่อยเป็นธรรมนักกับชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ผมจะเรียนเพียงเล็กน้อยแล้วก็จำเป็นจะต้องใช้ ภาษาอังกฤษ ต้องขอโทษท่านสมาชิกด้วย สิ่งที่พลิกโลกเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา ถ้าเราสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ เช่นเรื่องการค้นพบ ดีเอ็นเอ (DNA) เดี๋ยวนี้เรารู้จักดีเอ็นเอ (DNA) ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องคริมิโนโลจี (Criminology) หรือว่าอาชญาวิทยา ไปตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ผู้กระทำความผิดต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ดีเอ็นเอ (DNA) เป็นพื้นฐานของการใช้ประโยชน์ในอนาคตอย่างแน่นอน การเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของความรู้ทางด้านจีโนมิกส์ (Genomics) ซึ่งเปลี่ยนโลกไปได้ เพราะเราสามารถ รู้ได้ว่าในที่สุดแล้วร่างกายของเราต้องการยา ต้องการอาหารประเภทไหนจะเปลี่ยนแปลง สิ่งซึ่งเป็นความอ่อนแอให้เป็นความแข็งแรงได้อย่างไร ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ซึ่งนำทั้งดีเอ็นเอ (DNA) จีโนมส์ (Genomes) ต่าง ๆ มาใช้เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น เรื่องอาหาร เรื่องสเต็มเซลล์ (Stem Cell) เรื่องโคลนนิง (Cloning) การแพทย์ และอื่น ๆ อีก จะเกือบทั้งหมด ซึ่งขณะนี้เราน่าจะมีการทบทวนว่าจะดำเนินการไปทางด้านไหน สิ่งเหล่านี้จะมีผลในทางเศรษฐกิจแบบที่เรียกว่าเดสทรักทิฟ (Destructive) หรือว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างแน่นอน และในขณะเดียวกันก็สามารถ ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ให้กับชุมชนถ้าเราบริหารจัดการให้ดี ๆ เป้าประสงค์ของเศรษฐกิจชีวภาพผมคงจะไม่อธิบาย ยาวนัก เพราะว่าเกี่ยวข้องกับทั้งเกษตร อาหารพลังงาน บริการต่าง ๆ เช่น นวดแพทย์แผนไทย สมุนไพร การแพทย์แผนไทยต่าง ๆ เหล่านี้มากมายท่านเองคงจะทราบอยู่แล้ว ผมพยายาม ที่จะใส่ให้ดูว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพกับการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เป็นอย่างไรนะครับ ในแง่ของความมั่นคง เศรษฐกิจชีวภาพจะให้ความมั่นคง ทางด้านอาหาร ด้านสุขภาพ ด้านพลังงาน ความมั่งคั่งก็คือเรื่องของการใช้ทดแทนยา เป็นต้น ภายในประเทศสามารถที่จะแข่งขันสามารถที่จะส่งออกได้ ในส่วนของความยั่งยืน ก็คือการช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากคือในเศรษฐกิจของชุมชนและภาคเกษตรทั่วไป เรื่องการเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติอันเป็นประโยชน์ แล้วก็เรื่องของการใช้ ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นประโยชน์ แล้วก็อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ใช้แล้วหมดไปทุกวัน ๆ อย่างที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ในแง่ขององค์ประกอบในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ ผมก็เห็นว่ามีอยู่ ๓ องค์ประกอบด้วยกัน

องค์ประกอบแรก ก็คือความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งขณะนี้มีคนเก็บ มีคนดูแลมากมายครับ แต่ว่าเวลาจะหาตัวเลขจริงทำได้ลำบากมาก เพราะรัฐบาลของเรา หรือพวกเราไม่เชื่อมโยงกัน เดี๋ยวอาจารย์ทวีศักดิ์จะพูดเรื่องนี้ให้ฟังนิดหน่อยนะครับ

องค์ประกอบที่ ๒ ก็คือเทคโนโลยี ซึ่งเทคโนโลยีนี้ผมได้กล่าวแล้วว่า เทคโนโลยีทางด้านไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) หรือเทคโนโลยีทางชีวภาพ หรือเทคโนโลยีทางด้านอาหาร หรือเรื่องอื่น ๆ เป็นสิ่งซึ่งเรามีความพร้อมอยู่พอสมควร ส่วนที่ขาดหายไปส่วนหนึ่งที่มีความจำเป็นมากที่สุดก็คือเรื่องการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการข้อมูล การบริหารจัดการเทคโนโลยี การบริหารระบบนิเวศ ซึ่งจะทำให้ เกิดเทคโนโลยีที่นำไปใช้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง การบริหารอินเทลเลกชวลพรอเพอร์ตี (Intellectual Property) หรือการบริหารด้านการตลาด ผมอยากจะเรียนว่าทั้ง ๓ ก้อน สิ่งที่อาจจะเข้มแข็งที่สุดในขณะนี้ก็คือตรงกลาง ส่วนที่อ่อนก็คือฝั่งซ้ายและฝั่งขวา สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพในต่างประเทศ ประเทศหลัก ๆ ที่มีความเจริญได้มีหลัก ในการดำเนินงานต่างกันไป ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มากนักแต่เขาหยิบมาจากที่อื่นด้วยวิธีการต่าง ๆ เขาก็จะเน้นเรื่องการใช้นวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในทางเศรษฐกิจ เขาเป็นเจ้าพ่ออยู่แล้วเรื่องยา เรื่องอาหารเสริม เรื่องสารสกัดต่าง ๆ เคมีภัณฑ์ซึ่งมาจากชีวภาพแล้วมาผสมกันก็มี สิ่งเหล่านี้เป็นแนวคิด ของเขาที่จะมองด้านเดียวเป็นส่วนใหญ่ก็คือมองทางด้านของการสร้างเศรษฐกิจจาก ความหลากหลายทางชีวภาพจากสิ่งมีชีวิต อียู (EU) มองทั้ง ๒ ด้าน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เนื่องจากอียู (EU) ส่วนใหญ่ประเทศเมมเบอร์ (Members) เป็นประเทศที่เจริญแล้ว ก็จะเน้นความสำคัญในด้านของการใช้ประโยชน์ ส่วนด้านอนุรักษ์นั้นก็พูดอยู่ในแผนเขาบ้าง เหมือนกัน แต่เนื่องจากความหลากหลายทางชีวภาพของอียู (EU) ในโซน (Zone) ของเขา ไม่มีทางจะเทียบกับความหลากหลายทางชีวภาพในโซน (Zone) ของประเทศของเรา ซึ่งเป็นประเทศเขตร้อนเขาก็พูดเรื่องอนุรักษ์เบาหน่อย ส่วนที่ ๓ ก็คือประเทศเกาหลี ซึ่งอันนี้ ผมยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่าใน ๒๐-๓๐ ปี ที่ผ่านมาเกาหลีใช้เทคโนโลยีที่เน้นสินค้าที่มาจาก สิ่งมีชีวิตที่มีมูลค่าสูง เรื่องเครื่องสำอางต่าง ๆ มีส่วนผสมสิ่งที่มีชีวิตไม่มากก็น้อย เรื่องจินเซง (Ginseng) ซึ่งเขาพัฒนามาตลอดจนเป็นอะไรที่ทั่วโลกรู้หมด ทั้ง ๆ ที่เขามีสิ่งเหล่านี้ไม่มาก ไม่เหมือนเรามีเป็นร้อยเป็นพันรายการ แต่ว่าเขาสามารถชูสินค้าเหล่านี้ตลอด ซัปพลายเชน (Supply Chain) หรือห่วงโซ่อุปทานให้สามารถได้รับการยอมรับ ตั้งแต่ใส่ในอาหาร เป็นสารสกัดจนกระทั่งเป็นยาได้ แต่ในขณะที่ของเราก็ยังมีอยู่ แต่มีไม่มาก

องค์ประกอบที่ ๓ ในเรื่องของการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทย พวกเราในกรรมาธิการเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยังมีโอกาสอยู่มาก สาเหตุแรกก็เพราะว่าเรามี ความหลากหลายทางชีวภาพสูง เราเป็นอันดับที่ ๘ ของโลกนี้นะครับ เรามีบุคลากรที่มี ความสามารถ มีนักวิจัยทางด้านไลฟ์ไซแอนซ์ (Life Sciences) หรือว่าชีววิทยาศาสตร์ อยู่ประมาณ ๓๑,๓๐๐ คน ซึ่งก็เป็นประมาณ ๑๘-๑๙ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของนักวิจัยทั้งหมด เรามีการเกษตรและชุมชนซึ่งเป็นฐานการผลิตที่เข้มแข็งอยู่ในต่างจังหวัด ในชนบทของเรา เรามีภูมิปัญญาสนับสนุน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าภูมิปัญญาเหล่านี้มักจะไม่ได้ ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเช่นเดียวกับจีนหรืออินเดีย และเราก็ยังมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องบันทึกสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้ได้ นอกจากนั้นแล้วเราก็มีองค์กรสนับสนุนอยู่เยอะ ทั้งในภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน ซึ่งก็ดี แล้วก็ไม่ดีเมื่อมาผูกกับนิสัยของคนไทย ที่ว่าทำงานร่วมกันไม่ค่อยจะสำเร็จ ข้อจำกัดของเรา ข้อแรก ก็คือขาดการกำหนดเป้าหมาย และนโยบายระดับชาติที่มีประสิทธิภาพ อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ มีองค์กรเยอะ ไม่ต่ำกว่า ๓๐ องค์กรที่ดูแลเรื่องพวกนี้ แล้วแผนของแต่ละฝ่ายก็ไม่สามารถที่จะรวมกัน ให้เป็นแผนในระดับชาติได้ เพราะว่าเราไม่มีองค์กรที่บริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ในภาพรวมเลย ผมไม่ได้หมายความว่าต้องการจะรวมทุกสิ่งทุกอย่างมาไว้ที่เดียวกัน เป็นเรื่องเซ็นทรัลไลเซชัน (Centralization) หรือการรวมศูนย์ผมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องมีคนจัดการให้ใคร ถนัดเรื่องอะไรทำเรื่องนั้น

องค์ประกอบสุดท้าย การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบค่อนข้างจะทำยาก ผมได้พยายามทำเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยผมเป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ๑๐ กว่าปีแล้วก็มองเห็นว่าความต่อเนื่องไม่ค่อยมี ระบบแม้แต่เริ่มต้นด้วยข้อมูล ผมเคยทำเรื่องข้อมูล ก็ปรากฏว่าประสิทธิภาพของการจัดการ ข้อมูลยังอยู่ในระดับที่ไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไร บางแห่งไม่ดิจิทัลเลยยังเป็นกระดาษอยู่ บางแห่งก็เป็นเอกซ์เซลไฟล์ (Excel File) บางแห่งก็ดิจิทัลไลฟ์ (Digital Life) กว่าจะปรับระบบได้ กว่าจะจัดคอมพิวเตอร์โพรโตคอล (Computer Protocol) ได้ก็ใช้เวลา ๕ ปีแล้ว ความต่อเนื่องในการส่งข้อมูลเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ใครบริหาร ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องแก้ไขนะครับ ซึ่งข้อเสนอในการปฏิรูปครั้งที่ผ่าน สปท. เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ก็เสนอไป ๓ เรื่อง

เรื่องแรก ก็คือสร้างกลไกกลางโดยการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ซึ่งในขณะนั้นคำว่าแห่งชาติก็ยังพอใช้ได้อยู่ เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่ให้ใช้แล้ว เพราะฉะนั้น การมีคณะกรรมการกลางก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อทำแผน ทำการบริหารจัดการและขับเคลื่อน เศรษฐกิจชีวภาพไปข้างหน้าให้ได้พร้อม ๆ กันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอนุรักษ์ ฝ่ายนวัตกรรม หรือฝ่ายที่ดูแลทางด้านเศรษฐกิจ

เรื่องที่ ๒ เราเห็นว่าเนื่องจากเราเน้นเรื่องการพัฒนาที่ฐานราก ซึ่งก็เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ ในหมวดปฏิรูปด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นการพัฒนาฐานข้อมูลกลาง เป็นฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจด้านชีวภาพของประเทศไทยจึงมีความจำเป็น กล่าวคือต้องจัดระเบียบ ให้ใครสักคนหนึ่งเป็นเจ้าภาพในเบื้องต้น และเรียนย้ำอีกครั้งว่าคนที่เป็นเจ้าภาพไม่ได้ทำ ทุกอย่าง ทุกคนที่ถนัดจะทำอะไรก็ทำไป แต่ว่าการเข้าถึงข้อมูลก็ดี การตรวจสอบข้อมูลก็ดี การกระตุ้นให้มีการเก็บสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ตามความถนัดก็ดี การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจชีวภาพก็ดี จะต้องมีการดำเนินการเริ่มต้นจากฐานข้อมูล และข้อมูล ที่สำคัญที่สุดก็คือข้อมูลข้างล่างก็คือข้อมูลจากชุมชน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เรา เสนอเป็นเรื่องที่ ๒

เรื่องที่ ๓ ก็เป็นเรื่องของการปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติมนโยบายกฎหมายต่าง ๆ ถ้าเผื่อปราศจากซึ่งข้อ ๑ แล้วการดำเนินการเช่นว่านี้คงไปได้ยากพอสมควร

อย่างไรก็ตามในช่วงผ่านมา ๑ ปี เราก็พยายามผลักดันเรื่องต่าง ๆ ให้พอเป็นไปได้นะครับ ซึ่งในเรื่องแรกทางคณะอนุกรรมาธิการโดยอนุกรรมาธิการทั้งหลาย ที่อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการก็ได้พยายามริเริ่มการจัดทำฐานข้อมูล ทำไปโดยยังไม่มีนโยบาย ที่ชัดเจน ซึ่งก็ประสบปัญหาพอสมควร แม้ว่าเราจะเริ่มจัดทำรายการข้อมูลต่าง ๆ เริ่มรูปแบบ เครือข่ายธนาคารความหลากหลายทางชีวภาพระดับชุมชน แล้วก็เริ่มการจัดทำเรื่องต้นทุน ทางด้านทรัพยากรอยู่บ้าง เราก็คิดว่าการดำเนินการในเรื่องนี้ยังต้องการคนที่มาดูแล ให้เป็นระบบเพื่อส่งผ่านตั้งแต่ต้นน้ำไปกลางน้ำและไปถึงเศรษฐกิจให้ได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะหยุดอยู่ในหน่วยงานซึ่งต่างคนมีความถนัดในแต่ละเรื่อง

เรื่องที่ ๒ ท่านสมาชิกคงจะจำได้ว่านอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจ ๓ ประเภท เราก็ได้เสนอว่าระบบนิเวศและระบบการเงินของเราที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจประเภทนี้ ควรจะทำอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ได้นำเสนอไปแล้ว แล้วก็ผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้ว แต่ว่าบังเอิญ ในช่วงนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการ ป.ย.ป. และกระบวนการอื่น ๆ เพราะฉะนั้น ในส่วนของการบริหารจัดการระบบนิเวศแล้วก็เรื่องของการเงินจึงยังไม่แน่ใจว่าจะไปที่ไหน อย่างไร

เรื่องที่ ๓ คณะอนุกรรมาธิการก็ได้พยายามที่จะรวบรวมประชาคม เพื่อหารือว่าเราจะผลักดันเรื่องอะไรเป็นเรื่องแรก ก็ได้ตกลงกันว่าเราจะสนับสนุน โครงการนำร่องที่เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรให้ได้ เพราะเป็นฐานทางความหลากหลาย ทางชีวภาพซึ่งเรามีอยู่ เรามีองค์ความรู้อยู่ แล้วก็มีการบริหารจัดการทั้งภาคเอกชน และภาครัฐอยู่แล้วเป็นฐาน ก็อยากจะทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราว เมื่อวานซืนนี้เอง ด้วยการนำของท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ได้นำส่วนหนึ่ง ของกรรมาธิการทางด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษาเข้ามาคุยกัน ท่านได้ทำการศึกษา อย่างมากมายเกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ และการใช้ความหลากหลาย ทางชีวภาพ ซึ่งปรากฏว่าหลักการทั่วไปก็ตรงกัน ถ้าเผื่อหลักการเหล่านี้ได้มีการสนับสนุน และผ่านการพิจารณา ในวันนี้อีกครั้งหนึ่ง เราก็คิดว่าความก้าวหน้าในเรื่องนี้น่าจะอยู่ไม่ไกล จากมือพวกเราไปนานนัก

สำหรับข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปในระยะ ๑ ปี เดิมนั้นมีข้อเสนอ ๓ ข้อ ตอนนี้เรามีข้อเสนอเพิ่มอีก ๒ ข้อ เป็น ๕ ข้อ เนื่องจากข้อ ๔ และข้อ ๕ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ระบบนิเวศและการไฟแนนซ์ (Finance) หรือการจัดการเรื่องการเงิน ซึ่งเราไม่ทราบว่าอนาคต ของข้อเสนอของเราเรื่องเหล่านี้จะไปถึงแค่ไหน จึงนำมารวมไว้กับเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ เพราะว่าส่วนหนึ่งการจัดการระบบนิเวศและการเงินจะเป็นส่วนซึ่งผลักดันเศรษฐกิจชีวภาพ ให้ก้าวหน้าไปให้ได้นะครับ

ข้อ ๑ ก็คือเรายังเห็นว่าการจัดการการขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการ ยังมีความสำคัญ ถ้ารัฐบาลไม่ทำเราคงมีปัญหาเยอะมากเหมือนกันในอนาคต และเนื่องจาก ความเปลี่ยนแปลงที่ได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกเรื่องเกี่ยวกับ ความเชื่อมโยงระหว่าง สปท. กับรัฐบาล เราจึงเสนอว่าควรจะยกระดับคณะกรรมการนี้ ขึ้นเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะมาดูว่าแผนเป็นอย่างไร กฎหมายจะต้องแก้ไข เพิ่มเติมหรือไม่ เพราะว่ามีกฎหมายซึ่งมีความขัดแย้งเยอะมาก เช่นกฎหมายทางด้านจีเอ็มโอ (GMOs) เป็นต้น หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับเอทิกส์ (Ethics) หรือว่าจรรยาบรรณต่าง ๆ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและท่านสมาชิกได้กรุณาให้ความเห็นไว้เป็นอันมาก ในคราวที่แล้ว เพราะฉะนั้นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีจึงเป็นสิ่งซึ่งเราให้ความสำคัญ เป็นอันดับแรก

ข้อ ๒ เนื่องจากเราได้พยายามทำไป ๑ ปี หรือกว่านั้นแล้ว เราคิดว่าโครงการ ที่จะดูแลข้อมูลเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ หรือเรียกว่าธนาคารความหลากหลาย ทางชีวภาพ คงต้องยกระดับให้เป็นโครงการใหญ่ ถ้า ๑ ปีได้เงิน ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท สงสัยเราคงไปไม่ถึงไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เพราะว่าฐานข้อมูลไม่มี ขณะนี้ต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับเรื่องฐานข้อมูลมากเพราะว่ามีการแย่งชิงพันธุกรรม มีการลักลอบ ใช้พันธุกรรมจากประเทศหนึ่งไปใช้ในประเทศหนึ่ง มีการจดทะเบียนพันธุกรรม ซึ่งประเทศที่จด ไม่มีแหล่งพันธุกรรมเหล่านั้น ซึ่งอันนี้เราคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการเก็บรักษาข้อมูล ทางด้านนี้ เราคิดว่าเดิมนั้นจะมีการเก็บข้อมูลเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่เราคิดว่าเรื่องกฎหมายก็มีความสำคัญ เพราะอย่างที่ผมกราบเรียนท่านสมาชิกว่าเรื่องของ การจดทะเบียนสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ จีไอ (GI) และอื่น ๆ เราต้องปรับให้ทันและต้องมีข้อมูล ไม่อย่างนั้นเราเวอริไฟ (Verify) หรือว่าดูแลเรื่องพวกนี้ไม่ได้เลย ฉะนั้นในส่วนนี้เราจึงเห็นว่า ควรจะมี ๓ กลไกหลัก ๆ ก็คือ กลไกแรก หรือตัวข้อมูลเอง กลไกที่ ๒ ก็คือให้มีธนาคาร เพื่อที่จะดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ และกลไกที่ ๓ ในเรื่องเดียวกัน ก็คือทำให้ชุมชน มีธนาคารชีวภาพของตัวเอง ท่านที่เคารพคงทราบแล้วว่าชุมชนมีหลายชุมชนที่ใช้ความสามารถ ในความคิดของตัวเอง ความสามารถของความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อสร้างและผลิตชุมชน เพื่อสร้างผลงานให้กับชุมชนในทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นฐานข้อมูลในชุมชนมีความสำคัญ อย่างยิ่งยวดและต้องเริ่มทำให้ได้

ข้อ ๓ ก็คือเพื่ออนุวัตให้เป็นไปตามข้อ ๒ เราก็อยากจะขอแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายในระดับพระราชกฤษฎีกาก็คือไม่ต้องเข้าสภา เพื่อให้หน่วยงาน ๑-๒ หน่วยรับดูแล ความรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ได้ ซึ่งได้แก่สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ และสำนักงานที่จะประเมินเรื่องของมูลค่าความหลากหลายทางชีวภาพ

ข้อ ๔ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ เพราะว่าเป็นเรื่องที่มาจากข้อเสนอเกี่ยวกับนิเวศ และการเงิน ก็คือเราเห็นว่ารัฐบาลน่าจะกำหนดนวัตกรรมที่เราต้องการใช้ ผมอยากเรียนว่า นวัตกรรมอาจจะมีอยู่สัก ๓ ประเภทหลัก ๆ อันหนึ่ง ก็คือเป็นอันที่เป็นเนชันนัลอินเทอเรสต์ (National Interest) หรือความจำเป็นสำหรับประเทศ ซึ่งนวัตกรรมพวกนี้จะใช้เวลาค่อนข้าง จะนานแล้วก็กระบวนการยาวนานมาก ๒. ก็คือนวัตกรรมที่มีผลในทางเศรษฐกิจ อันนี้ไม่ต้อง เป็นห่วงเขาหรอก เพราะว่าพ่อค้าพ่อขาย นักอุตสาหกรรมก็จะเอาไปใช้ ประเภทที่ ๓ คือนวัตกรรมซึ่งจะลดความเหลื่อมล้ำ กล่าวคือนวัตกรรมทางด้านการเกษตรและนวัตกรรม ของชุมชน ผมเห็นว่าในส่วนที่เป็นนวัตกรรมซึ่งเป็นเนชันนัลอินเทอเรสต์ (National Interest) หรือความจำเป็นของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยารักษาโรค พลังงาน ความมั่นคง ทางอาหาร เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องกำหนด เพราะเหตุว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้ใช้เวลานานมาก เช่นวัคซีนอาจารย์ทวีศักดิ์เคยดูใช้เวลาเกือบ ๒๐ ปี ทั้ง ๆ ที่เรามีการค้นคว้าเสร็จแล้ว กว่าจะไปถึงที่สัตว์ กว่าจะไปทดลองที่คน กว่าจะผลิตเป็นอุตสาหกรรมเราใช้เงินเป็น พัน ๆ ล้านบาท ระบบการส่งเสริมขณะนี้ ผมคิดว่ามีแค่ ๒ ทางเพราะว่าเราไม่มีบริษัทใหญ่ ๆ ที่จะทำงานเรื่องนี้ ก็คือการสนับสนุนรัฐบาลหรือการใช้ระบบพีพีพี (PPPs) กับอุตสาหกรรม ประเภทนี้ ก็คือความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน

ข้อสุดท้าย ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ทันที กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิก ขณะนี้เราใช้เงินประมาณปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะเกษตรพวกเดียวนะครับ เพื่อสนับสนุนการผลิต สนับสนุนการทำปุ๋ย สนับสนุนการผลิตอะไรต่าง ๆ แต่ถ้าเราสามารถ ที่จะปรับเปลี่ยนงบประมาณปีหนึ่งสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไปสนับสนุนนวัตกรรมทางการผลิต ผมคิดว่าเป็นการเริ่มต้นที่จะทำให้ความหมายของ ๔.๐ เป็นไปได้ในทางความเป็นจริง กล่าวคือเอานวัตกรรมเบื้องต้น การผลิตเบื้องต้น ความคิดเบื้องต้น มาใช้เพื่อการผลิตให้ได้ แทนที่จะไปซับซิไดซ์ (Subsidize) การผลิตอย่างอื่น ๆ นี่ยกตัวอย่างเฉพาะเกษตรนะครับ ก็จะมีกระทรวงมหาดไทยที่ไปดูเรื่องโอทอป (OTOP) และอื่น ๆ อีกเยอะแยะเกือบจะ ทุกกระทรวง ทบวง กรม ถ้า ๑๐ เปอร์เซ็นต์สามารถมาใช้เพื่อนวัตกรรม เพื่อวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความหลากหลาย ทางชีวภาพให้เป็นประโยชน์ ผมคิดว่าเราทำได้ทันทีนะครับ

อันนี้ก็เป็นข้อเสนอ ๔ ข้อซึ่งในสไลด์ (Slide) นี้ก็จะอธิบายสั้น ๆ เพิ่มเติม นิดหนึ่งว่าการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนอยากจะให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ก็ได้ที่รับผิดชอบ ขณะนี้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องนี้มี ๔ รองนายกรัฐมนตรี มีส่วนราชการ ประมาณ ๖-๗ กระทรวงที่ทำอยู่ ท่านคงทราบดีนะครับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กระทรวงมหาดไทย และอื่น ๆ อีกเยอะแยะ ซึ่งกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ อันนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ สำหรับอำนาจหน้าที่ท่านก็คงทราบอยู่แล้ว ก็คือเรื่องการจัดทำแผน เรื่องการกำกับดูแล เป็นต้น

ข้อเสนอที่ ๒ ก็คือให้มีฐานข้อมูลกลาง ซึ่งอันนี้กระผมได้พูดรายละเอียดไปแล้ว เรื่องการจัดทำบัญชี เรื่องการจัดทำฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องธนาคาร ความหลากหลาย ทางชีวภาพ และที่สำคัญแล้วเข้ามาใหม่ก็คือการจัดทำต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งอันนี้พูดกันมาตั้งแต่สมัยผมยังหนุ่ม ๆ ที่เรียกว่า กรีนแอ็กเคาต์ (Green Account) แต่ก็ยังไม่เกิดสักที สมมุติเราสร้างเขื่อนหนึ่งแห่งเราไม่ได้คิดหรอกว่าจะทำให้เกิด ความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพมากน้อยแค่ไหน ไม่มีตัวเลข บางคนก็พูดลอย ๆ โอ๊ยป่าเยอะแยะไปหมด มันจริงหรือเปล่า หรือว่าที่เราประสบปัญหากันอยู่ขณะนี้คือ โรงไฟฟ้าหรือว่าอื่น ๆ ไม่มีอะไรที่จะมาใช้เป็นหลักฐานเลย องค์กรนี้จะเป็นองค์กรที่มาช่วยดู ว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แม้แต่ค่าใช้จ่ายซึ่งทั่วโลกเขาคิดกันแล้ว เช่นคาร์บอน ซิงเกิล ปรินต์ (Carbon Single Print) ต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่สามารถที่ทำได้

ข้อเสนอที่ ๓ ก็เป็นสไลด์ (Slide) ที่เกี่ยวกับเรื่องของการทำงานในรูปแบบ ต่าง ๆ ผมขอดูเรื่องโครงสร้างการทำงานธนาคารหลากหลายทางชีวภาพนิดหนึ่ง จริง ๆ แล้ว อยากจะเรียนว่าต้องใช้ภาษาอังกฤษนิดหนึ่ง เพราะว่าการเก็บข้อมูลหรือว่าการเก็บตัว ความหลากหลายทางชีวภาพ ก็มีหลายรูปแบบ เรื่องข้อมูลก็เรื่องข้อมูลไป แต่เรื่องการเก็บ ตัวออร์แกนิซึม (Organism) จริง ๆ ก็มีหลายประเภท เช่น เป็นประเภทออร์แกนิซึมแบงก์ (Organism Bank) ซึ่งเก็บในป่า ในต้นกำเนิดของมันเอง หรือเอามาเพาะที่ไหนก็ได้ จะมีในลักษณะที่เป็นซี้ดแบงก์ (Seed Bank) ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่วนใหญ่ เป็นคนทำคือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพื่อใช้ในทางประโยชน์ จะมียีน (Gene) และดีเอ็นเอแบงก์ (DNA Bank) ซึ่งเป็นพวกที่เก็บสารพันธุกรรม มีเซลล์แบงก์ (Cell Bank) เช่นแอนิมัลเซลล์ (Animal Cell) หรือเซลล์ของสัตว์ต่าง ๆ ที่เก็บไว้ มีทิชชูแบงก์ (Tissue Bank) เห็นเพาะไว้ ในขวดแล้วเอาไปใช้เพื่อการเกษตร อย่างนี้เป็นต้น แต่ที่สำคัญที่สุดที่อยากจะให้มีก็คือ คอมมูนิตีแบงก์ (Community Bank) เพราะว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้ชุมชนได้ประโยชน์ จากเรื่องนี้โดยตรง

ข้อเสนอที่ ๔ ก็มีรายละเอียดในสไลด์ (Slide) แล้วก็ในเอกสารของท่าน เกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมเรื่องการแก้กฎหมาย การสร้างสิ่งที่เรียกว่า สถาบันเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะดูแลเรื่องการคำนวณมูลค่าของความหลากหลาย ทางชีวภาพต่าง ๆ และในที่สุดแล้วก็มีตัวอย่างให้ท่านดูว่าเฉพาะข้อมูลที่เราได้จากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เองการสนับสนุนการผลิตมีจำนวนมาก ถ้าเราสามารถดึงเงินส่วนหนึ่งมาทำ เรื่องนวัตกรรมจากความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ

โดยสรุปเราก็ยังยืนยัน ๓ ข้อแรกก็คือ ข้อ ๑ ต้องมีคณะกรรมการ และขอเสนอ เพิ่มเติมว่าให้เป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ข้อ ๒ ควรจะยกระดับเรื่องของการเก็บข้อมูล และการเก็บสารพันธุกรรมต่าง ๆ โดยเน้นในเรื่องของชุมชนให้มากที่สุดเพื่อที่จะช่วยกัน ลดแก็ป (Gap) หรือว่าความแตกต่างระหว่างรายได้ให้ได้ ข้อ ๓ ก็คือมีการทำแผนแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้อง ซึ่งกฎหมายเหล่านั้นก็เป็นกฎหมาย ของฝ่ายบริหารเท่านั้นเอง และข้อ ๔ ข้อ ๕ เพิ่มเติมขึ้นมาก็เป็นระบบไฟแนนซิง (Financing) ซึ่งอันแรก ต้องจำแนกระหว่างสิ่งที่เป็นเนชันนัลอินเทอเรสต์ (National Interest) ความจำเป็นของชาติ บิซิเนสอินเทอเรสต์ (Business Interest) ความจำเป็นของธุรกิจ และการสร้างกระบวนการที่จะลดความเหลื่อมล้ำ และอันที่ ๒ ผมเห็นว่าแอ็กชัน (Action) ควรจะทำได้ทันที ก็คือตัดเงินส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเงินสนับสนุนการผลิตของหน่วยราชการต่าง ๆ เอามาใช้เพื่อการสนับสนุนนวัตกรรมในชนบท ขอขอบคุณท่านประธานครับ ขออนุญาต ให้อาจารย์ทวีศักดิ์ได้พูดต่อในเรื่องดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy)

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านทวีศักดิ์ กออนันตกูล เป็นรองประธานกรรมาธิการ คนที่สาม และเป็นรองประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ คนที่หนึ่ง ขอเชิญครับ

นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ขอเสนอความคืบหน้าและปัญหาของการปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อเนื่องจากเศรษฐกิจชีวภาพที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการปีติพงศ์ได้นำเสนอเมื่อสักครู่ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

เศรษฐกิจดิจิทัล นั้นก็ถือว่า เป็นการปฏิรูปอันหนึ่งซึ่งรัฐบาลนั้นได้มีความคืบหน้าไปค่อนข้างเยอะ ดังที่เราจะได้ รับทราบข่าวคราวว่าได้มีการยุบกระทรวงไอซีที (ICT) แล้วก็ตั้งกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเรื่องดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมในระดับประเทศขึ้นมาแล้ว นอกจากนั้นก็ได้มีพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่ง เรียกว่าพระราชบัญญัติดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยได้มีการกำหนดวิธีการที่จะ ขับเคลื่อนประเทศ แล้วก็ตั้งองค์กรสำหรับสนับสนุนส่งเสริมการขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม แต่ประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้พิจารณาแล้วคิดว่าเป็นหน้าที่ของ สปท. ที่จะต้องมีการปฏิรูป นั่นก็คือประเด็น ส่วนซึ่งเกี่ยวข้องกับภาครัฐ เราจะเห็นได้ว่ามีประเด็นต่าง ๆ ซึ่งภาคเอกชนนั้นเคลื่อนตัวได้ ค่อนข้างรวดเร็วมาก และภาครัฐเองอาจจะกลายเป็นกลุ่มที่เคลื่อนตัวค่อนข้างช้า โดยที่ผม อยากให้ท่านดูตัวอย่างเรื่องคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงจากดิจิทัลว่าการมีคอมพิวเตอร์ การมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การมีระบบเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงที่ทำให้คอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน การมีจอภาพซึ่งมีความชัดเจนสูง มีสีสันสวยงาม แล้วถ้าใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ที่ราคาถูกรวมกันทำให้ทุก ๆ คนในโลกเข้าถึงดิจิทัลเทคโนโลยีได้ในราคาที่ต่ำ ทำให้มีผู้คิดค้นบริการ คิดค้นธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมาค่อนข้างมาก และมีผลถึงทำให้ธุรกิจเดิม ๆ ที่อาจจะตั้งมา ๑๐๐ ปี ๕๐ ปี หรือ ๒๐ ปีนั้นชะงัก หรือเรียกว่าจะต้องปิดกิจการไปเลย อย่างภาพนี้เราก็เห็นได้ว่าเวลาดูหนัง ฟังเพลงในปัจจุบันเราแทบจะไม่เดินไปที่ร้านแผ่นเสียง หรือร้านขายเทปคาสเซ็ต (Tape Cassette) การถ่ายรูปของเราในทุกวันนี้ก็แทบจะไม่มีใคร ไปซื้อฟิล์มเป็นม้วน ๆ มาถ่ายอีกแล้ว แล้วร้านถ่ายรูปก็ใช้เป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด ร้านบริการอัดรูปก็ขอข้อมูลของเราเป็นแบบดิจิทัลแล้วก็ไปพิมพ์ออกมา ด้วยเหตุการณ์ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะเห็นว่ามีของใหญ่ ๆ เข้ามาทุกวัน ๆ ล่าสุดเราก็คงได้ยินว่า สื่อมวลชนต่าง ๆ ก็ปิดตัวกันไปในฐานะที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ แต่จะต้องเปิดตัวขึ้นมาในลักษณะ เป็นดิจิทัลทีวี (Digital TV) หรือเป็นสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ห้างสรรพสินค้าก็เริ่มเปิดหน้าร้าน ทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไม่เช่นนั้นแล้วผู้คนก็ไปซื้อกันผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น สิ่งที่กระทบกับสังคมจะพบได้มาก ตัวอย่างเช่นเราได้ยินเรื่องอูเบอร์ (Uber) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแท็กซี่ในระดับโลก ซึ่งเป็นแค่จัดผู้ใช้บริการพบกับคนขับรถ ซึ่งมีรถ แต่ว่ารถยังว่างงานอยู่ก็สามารถที่จะแบ่งมาใช้เป็นรถโดยสารได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจค่อนข้างแรง อย่างไรก็ดี หลายบริการที่เกิดใหม่มาคาบเกี่ยวกับเรื่องการกำกับดูแลของภาครัฐ บางครั้งก็เกี่ยวข้องกับ การขออนุญาต ตัวอย่างเช่นเรื่องอูเบอร์ (Uber) ถือว่าเป็นการขับรถแท็กซี่โดยที่ผู้ขับรถนั้น อาจจะมีหรือไม่มีใบขับขี่ในลักษณะเป็นรถผู้โดยสาร ดังนั้นหากจะกำกับดูแล เราจะต้องมี การพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ออกมาให้คล้องจองกับสถานการณ์ของโลกอย่างรวดเร็ว ภาพของ ข้อเสนอทางด้านดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) นั้น ก็คือการทำให้เกิดโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) ภาพนี้แสดงถึงคอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ซึ่งเปรียบเทียบระหว่างภาพปัจจุบันกับภาพ อนาคต ในอดีตจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เวลาที่ประชาชนจะไปติดต่อกับภาครัฐ เราปัดภาระ ความรับผิดชอบในการทำสำเนาเอกสารให้ไปอยู่กับประชาชน ทั้ง ๆ ที่เอกสารเหล่านั้น ที่ประชาชนจะนำมาส่งให้กับเราซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐหน่วยหนึ่งอาจจะออกโดยหน่วยงาน ภาครัฐส่วนใหญ่ก็ได้ เพราะฉะนั้นภาระต่าง ๆ เหล่านี้จริง ๆ แล้วเมื่อภาครัฐใช้เงิน งบประมาณแผ่นดินไปจำนวนมาก ใช้ระบบไอที (IT) ระบบคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานตัวเอง มากมาย ก็จำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาตนเอง เพราะประเทศอื่น ๆ นั้นเขาก้าวไปสู่ระดับ ที่ว่าประชาชนสามารถติดต่อกับภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลไม่ต้องใช้กระดาษ ด้วยเหตุผลที่ว่า หลักฐานต่าง ๆ ที่เป็นดิจิทัลมันดีพอเท่ากับหลักฐานกระดาษ และนอกจากนั้นสามารถ เรียกดูทันที ได้ข้อมูลซึ่งทันสมัยที่สุด บัตรประชาชนหมดอายุก็ต้องรู้เดี๋ยวนั้น สำเนาทะเบียน พาณิชย์ที่ไปก๊อบปี้มาก็สามารถรู้ในวินาทีนั้น วันนี้เรายังใช้แบบอนาล็อก (Analog) อยู่ ก็คือให้ผู้ประกวดราคาแนบสำเนาใบทะเบียนการค้าที่ออกโดยกระทรวงพาณิชย์ที่มีอายุ ไม่เกิน ๑๕ วันนั้นต้องเป็นกระดาษ แล้วก็ให้เซ็นรับรอง ภาพต่าง ๆ ก็จะเปลี่ยนไปโดยที่ ประเทศไทยนั้นอยู่ภายใต้การกดดันเรื่องของการชี้วัดเรื่อง อีส ออฟ ดูอิง บิซิเนส (Ease of Doing Business) จากสหประชาชาติ ซึ่งตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นตัวบอกว่าเราสามารถที่จะไปสู่ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้มากแค่ไหน นอกจากคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) แล้ว ผมก็ใคร่จะขอพูดถึงเรื่องโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ ดาต้า (Open Government Data) ข้อมูลต่าง ๆ ของภาครัฐ จริง ๆ แล้วประมาณสัก ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นข้อมูลเชิงธุรกรรม หากว่าตัดส่วนที่เกี่ยวข้องกับส่วนบุคคลออกไปให้หมด สามารถที่จะเผยแพร่และนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนธุรกิจ วางแผนงบประมาณ วางแผนด้านต่าง ๆ ของประเทศได้มาก และลำพังภาครัฐก็ไม่ได้มีนักวิเคราะห์ที่เยอะขนาดนั้น แล้วก็ไม่ได้เป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ เพราะฉะนั้นหลายประเทศจึงได้ผลักดันสิ่งที่เรียกว่าโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความโปร่งใส เพื่อทำให้ประชาชน มีส่วนช่วยในการร่วมตรวจสอบงานของภาครัฐและข้อมูลต่าง ๆ ที่มีประโยชน์นั้นสามารถ สร้างนวัตกรรมและบริการใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ ประเทศไทยเหล่านั้นก็ได้เริ่มมีการรวบรวม ให้เกิดมีการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐเกิดขึ้นบ้างแล้ว ซึ่งผมใคร่จะขอนำเสนอในโอกาสต่อไป ในภาพนี้เราก็เห็นว่ามี ๒ ตัวอย่าง เช่น เรื่องการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของภาครัฐซึ่งเป็น ผลงานของกรมบัญชีกลางและสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นระบบที่เรียกว่าภาษีไปไหน อีกอันหนึ่งที่น่าจะเป็นที่ต้องการค่อนข้างมากก็คือเรื่องการตรวจสอบที่ดิน เพราะเรากำลัง พูดถึงโฉนดที่ดินหรือว่าพื้นที่ทับซ้อนระหว่างเขตของกรมที่ดิน หรือว่ากรมอุทยาน หรือว่า กรมป่าไม้ เพราะบ่อยครั้งเราจะมีปัญหาสอบถามว่าที่ดินแปลงนี้ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย ข้อมูลและคำตอบอยู่ในหน่วยงานภาครัฐอย่างน้อย ๓ หน่วยงาน แต่ไม่มีใครสามารถชี้ขาด ภายในวินาทีนั้นว่าขณะนั้นถูกหรือผิดกฎหมาย ประโยชน์ของดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) มีมากมาย โดยสรุปก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงปลอดภัย ในการทำงานของภาครัฐ แต่ที่สำคัญคือทำให้ประชาชนนั้นได้รับความสะดวก ภาพที่ปรากฏ ในสไลด์ (Slide) นี้ ตัวที่เป็นกากบาทนั้น หมายถึงภาวะที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งเราลงทุนไปค่อนข้างเยอะแล้วหาก ได้มีการจัดการ ต่อให้เป็นโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) จุดอ่อนต่าง ๆ เหล่านี้จะหายไป สิ่งที่เราจะได้ก็คือความสะดวกของ ประชาชน เวลาของประชาชนที่หายไปเขาจะได้ไปทำมาหากินได้ ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับอีส ออฟ ดูอิง บิซิเนส (Ease of Doing Business) ของประเทศไทยก็จะดีขึ้น แต่ที่ได้มากไปกว่านั้น ก็คือการประสบปัญหาเรื่องการทุจริตในประเทศไทยนั้นสามารถที่จะสร้างความโปร่งใส และให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพราะการเปิดเผยข้อมูล นอกจากนั้นหากดำเนินการได้จนเกิด ความสะดวกแก่ประชาชนและธุรกิจแล้ว เราก็จะเป็นจุดที่สร้างแรงจูงใจและความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุนต่างประเทศที่จะมาลงทุนในประเทศไทย และทั้งหมดนี้ก็ถือว่าเป็นการสนับสนุน การดำเนินงานตามแผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ผมขอเสนอความคาดหวังของการปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัลในระยะ ๑ ปีประมาณ ๕ ประเด็น

ข้อ ๑ การทำงานของภาครัฐเป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยหน่วยงานต่าง ๆ จำนวนมากแต่ยังไม่มีหน่วยงานใดที่จะทำหน้าที่อำนวยการ และสนับสนุนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องกำหนดให้มีหน่วยงาน รับผิดชอบหลักเกิดขึ้น

ข้อ ๒ ออกแบบกลไกการขับเคลื่อนและผลักดันการปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัล อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ประโยชน์จากการลงทุนทางด้านไอที (IT) ที่เราลงทุนไปมากมาย มหาศาลจนถึงทุกวันนี้บริหารจัดการให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ข้อ ๓ วิธีการที่สามารถทำได้ก็คือการผลักดันให้มีแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ระยะ ๕ ปี ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมานั้นสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ได้นำเสนอผ่าน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าสู่คณะรัฐมนตรีและได้รับความเห็นชอบไป เรียบร้อยแล้ว

ข้อ ๔ ควรจะต้องมีการสร้างศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ เพื่อควบคุมดูแลการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน ทั้งนี้ หน่วยงาน ภาครัฐยังเป็นผู้รับผิดชอบในการเก็บข้อมูลแต่ละเรื่อง ๆ ตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง อย่างเดิมแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อ ๕ ก็คือว่ามีการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐในการใช้ช่องทางดิจิทัล ทำให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ และผู้ที่มีความคิดทางด้านนวัตกรรมโดยเฉพาะสตาร์ตอัป (Startup) ใหม่ ๆ พวกที่ทำเรื่องนวัตกรรมทั้งหลายสามารถพัฒนาเป็นแอปพลิเคชัน (Application) ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมได้

ภาพถัดไปก็เป็นภาพให้เห็นว่าในระยะ ๕ ปีนั้นประเทศไทยมีโอกาสที่จะ ยกระดับการจัดอันดับสำคัญ ๆ ของโลกขึ้นได้ประมาณ ๑๐ อันดับ หากได้ดำเนินการ ตามแผน ตัวอย่างเช่น เรื่องดัชนีคอร์รัปชัน ซีพีไอ (Corruption CPI) ดัชนีโอเพนดาต้า (Open Data) ดัชนีเน็ตเวิร์กเรดิเนส (Network Readiness) แล้วก็ดัชนีเรื่องอีพาร์ทิซิเพชัน (e-Participation) ของสหประชาชาติ โดยแผนขับเคลื่อนนั้นก็ทำเป็นขั้นตอนไป ขั้นตอน พื้นฐาน ก็คือการใช้โครงข่ายข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือ การเชื่อมต่อหน่วยงานภาครัฐด้วยกันให้ข้อมูลไหลไปไหลมาได้ และต่อมาคือการเปิดเผยข้อมูล ของภาครัฐให้มากขึ้น และผลที่ได้ก็คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคสังคม ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดแอปพลิเคชัน (Application) ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา เศรษฐกิจ

สำหรับประเด็นหัวข้อหลักที่ได้ผ่านการพิจารณาไปแล้วก็คือ

๒.๑ การเร่งรัดโครงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อสร้าง บริการที่ลดสำเนากระดาษในกลุ่มแรก ๆ ภาพนี้ยกตัวอย่างให้ท่านเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐ ที่ดูแลเรื่องทะเบียนราษฎร์ ทะเบียนบ้าน คือกรมการปกครอง มีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องทะเบียน ที่ดินก็คือกรมที่ดิน แล้วก็ซ้อนหลังกรมที่ดินจะมีสี่เหลี่ยมอีก ๒ อันก็คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับที่ดินเหมือนกัน อย่างเช่น กรมอุทยาน กรมป่าไม้ เป็นต้น ซึ่งทะเบียนเหล่านี้จำเป็นที่ จะต้องมาทำงานร่วมกัน เรามีหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ที่ดูแลเรื่องทะเบียนนิติบุคคล เราจะต้องดูแลเรื่องแผน ที่ หน่วยงานดูแลเรื่องข้อมูลถนน และต่อมาก็ยังมีเรื่องของข้อมูลรายได้ประชาชน ประชาชนคนไทยที่มีความยากจน ก็รวบรวมข้อมูลอยู่ จะมีศูนย์ข้อมูลเหล่านี้เยอะมาก แต่สิ่งที่ขาดก็คือโครงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเองให้สามารถ ใช้กันระหว่างภาครัฐได้

๒.๒ ให้มีการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐทางดิจิทัล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ๆ เลยทั้งหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานเอกชนสำหรับวางแผน ทางธุรกิจ วางแผนทางด้านการตลาดของประเทศ วางแผนทำให้ประชาชนได้รับการบริการ ที่สะดวก รวดเร็ว

๒.๓ ให้มีการผลักดันการตรากฎหมายว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล ทั้ง ๓ ข้อนี้ เป็นประเด็นที่เราได้ผ่านการพิจารณาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเมื่อ ๑ ปีที่ผ่านมา

สำหรับสิ่งซึ่งดำเนินการไปแล้วก็คือ โครงการที่ ๑ การประกาศโครงการ สมาร์ต ไอดี การ์ด (Smart ID Card) เพื่อเชื่อมต่อฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ลดสำเนา การใช้กระดาษและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมการปกครอง ก็ถือว่า เป็นตัวอย่างที่ดีที่เปิดเชื่อมต่อให้กับหน่วยงานภาครัฐหลาย ๆ หน่วยงาน นอกจากนั้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็ได้จัดสรรงบประมาณบางส่วนให้สำนักงานรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ได้นำร่องบริการการเชื่อมต่อหน่วยงานภาครัฐ เสริมการจัดซื้อเครื่อง อ่านบัตรสมาร์ตการ์ด (Smart Card) บัตรประชาชน เพื่อจะลดการทำสำเนา

โครงการที่ ๒ คือโครงการบิซพอร์ทัล (Biz Portal) เพื่อจัดการวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) สำหรับอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจตั้งแต่เปิดกิจการ จนปิดกิจการ โครงการนี้เป็นการเชื่อมต่อหลายหน่วยงาน เพราะหากว่าจะเปิดกิจการเพียง ๑ เรื่องนั้นจะต้องจดทะเบียนมูลค่าเพิ่ม ขึ้นทะเบียนนายจ้าง ลูกจ้าง แล้วก็ขอไฟฟ้า ขอประปา ขออะไรทั้งหลาย ก็สามารถที่จะดำเนินการผ่านระบบบิซพอร์ทัล (Biz Portal) เพียงจุดเดียว

โครงการที่ ๓ ก็คือโครงการโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ ดาต้า (Open Government Data) ซึ่งได้เริ่มไปแล้ว สิ่งที่สำคัญก็คือการให้ความรู้กับหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดว่า การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐนั้นเกิดประโยชน์อย่างไร แล้วมีตัวอย่างที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ ระบบภาษีไปไหน ซึ่งเป็นแอปพลิเคชัน (Application) ตัวอย่างในการนำข้อมูลเปิดเผย ภาครัฐมาแสดงผลให้ประชาชนตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

โครงการที่ ๔ ก็คือยกร่างกฎหมายรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งได้ดำเนินการยกร่างขึ้นมา ระดับหนึ่งแล้ว ผมใคร่ขอขอบคุณคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรภาครัฐภายใต้คณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่กรุณารับร่าง ไปช่วยปรับปรุง พิจารณาจนกระทั่งเกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว

สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาของการขับเคลื่อน เรื่องดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) ก็ประมาณสัก ๔ หัวข้อนะครับ อันแรก ก็คือเราพบว่าจริง ๆ แล้วยังไม่มีอะไรไปบังคับหรือจูงใจให้หน่วยงานต่าง ๆ อยากจะปรับปรุง เชื่อมต่อ หรือเปิดเผยข้อมูล สาเหตุอันหนึ่งที่ถูกใช้อ้างกันเยอะและเป็นจริงด้วยก็คือเรื่อง กฎหมาย กฎ ระเบียบ วิธีปฏิบัติการภายในหน่วยงานของภาครัฐเองก็ไม่เอื้อในการจัดทำ บริการแบบเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานอื่น ๒ ข้อนี้รวมกันอาจจำเป็นที่จะต้องมีการพิจารณา ออกคำสั่ง หรือมีการร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาเพื่อจะเคลียร์ (Clear) ปัญหาของการไม่เชื่อมต่อ เรามีปัญหาเรื่องขาดความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่อยากจะเปิดเผยข้อมูล แล้วอันที่ ๔ ก็คือจากที่รายงานเรื่องดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) ของเราเข้าไปที่ วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ซึ่งได้มีการมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัลนั้นก็ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนโดย สปท. นั้นก็คิดว่าอาจจะสามารถช่วยเร่งรัดให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นเคลื่อนไปข้างหน้าได้

สำหรับข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปภายใน ๑ ปี ก็จะมีเรื่องอย่างที่เรียนไปสักครู่ แล้วว่า ควรจะต้องเร่งจัดการสร้างศูนย์การแลกเปลี่ยนข้อมูลของภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่กำกับ การแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐ ศูนย์นี้ไม่ต้องมีตัวตนเพราะว่าเชื่อมต่อผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่สำคัญก็คือการกำหนดกติกาทางด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล การควบคุมการเข้าถึงและการทำสารบัญของการเข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ย้อนหลังหากมี การสอบ

การจัดทำแผนการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้มีการเปิดเผย ตามช่องทางดิจิทัลเป็นลำดับจากสิ่งที่มีประโยชน์มากที่สุดให้กับประชาชน

การเร่งรัดการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล แล้วก็ควรจะจัดให้มี บริการซอฟต์แวร์ (Software) กลางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐแบบ พร้อมหน้าพร้อมตาไปด้วยกัน ก็คือระบบอีอาร์พี (ERP) หรือว่าระบบสนับสนุนการบริหาร องค์กรด้านทรัพยากร แล้วก็ด้านเอกสาร หรือสมาร์ตอินทราเน็ต (Smart Intranet) เพื่อลดการใช้กระดาษ

ต่อไปจะเป็นภาพที่ให้เห็นว่าการที่ ป.ย.ป. จัดตั้งกลุ่มที่เรียกว่าขับเคลื่อน เศรษฐกิจอนาคต สำหรับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนั้น เราจะมีเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล ภาพนี้เป็นการย่อความ ให้เห็นว่าแต่ละอันจะต้องทำเรื่องมาตรการอะไร กลไกอะไร แผนงานอะไร แล้วก็จะต้อง ตรากฎหมายอะไร และข้างล่างสุดก็คือประเด็นที่ท่านประธานปีติพงศ์ได้พูดถึงก็คือ ระบบนิเวศเพื่อรองรับเศรษฐกิจอนาคต เรื่องของเงินทุนที่เกี่ยวข้องที่จะทำให้เกิดขึ้นได้

และท้ายสุดก็คงจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการของภาครัฐ ก็คือการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งขณะนี้มีพระราชบัญญัติออกมาแล้ว ประเด็นที่ควรจะต้องคำนึงถึง เศรษฐกิจอนาคตก็คือเรื่องการพิจารณานโยบายเปิดเผยข้อมูล นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างของ รัฐที่เรียกว่าออฟเซตโพลิซี (Offset Policy) โดยกำหนดส่วนเพิ่มในสัญญาให้ผู้ที่มาลงทุน ในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐนั้นร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมไทยแล้วก็ทำเงื่อนไขให้มี การผลิตชิ้นส่วนในประเทศ จ้างบุคลากรในประเทศในระยะยาว ผู้ที่เสนอเงื่อนไขออฟเซต โปรแกรม (Offset Program) ที่ดีที่สุดต่อภาครัฐก็จะเป็นผู้ได้รับการพิจารณาในลำดับต้น ๆ เพื่อดำเนินการ

โดยสรุป ภาพที่กระผมได้เรียนเสนอมาทั้งหมดว่า ๑ ปีต่อไปข้างหน้าควรที่จะ ผลักดันเรื่องดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวข้อโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปของรัฐบาลก็คือพีเอ็มดียู (PMDU) โดยอาจจะ ผลักดันในหัวข้อ นิว อีโคโนมี เดลิเวอรี ยูนิต (New Economy Delivery Unit) ทั้งนี้อาจจะ มีหน่วยงานประสานงานกลางแล้วก็มีหัวข้อเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการหลาย ๆ หัวข้อตามที่ ประสงค์ เพราะฉะนั้นโดยสรุป การดำเนินการที่สำคัญที่สุดก็คือการกำหนดวิธีการจัดการ กลไกต่าง ๆ ที่เกื้อหนุนให้หน่วยงานภาครัฐเชื่อมต่อข้อมูลเข้าด้วยกันแล้วก็เปิดเผยข้อมูล ทั้งนี้จำเป็นจะต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็จะต้องมีการบริหารจัดการเทคโนโลยี หน่วยงานกลางที่ทำเรื่องประเด็นแบบนี้อยู่แล้วก็คือสำนักงาน ก.พ.ร. หน่วยงานที่ทำ เทคโนโลยีให้กับภาครัฐในปัจจุบันก็คือสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ๒ หน่วยงานนี้น่าที่จะ เป็นแกนกลางที่จะฟาซิลิเทต (Facilitate) เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานภาครัฐ ทุกหน่วยงานที่จะเชื่อมต่อเข้าด้วยกันแล้วก็สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน และทำให้เกิด ความคล่องตัวทางธุรกิจต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ก็เป็น ๒ รายงานที่มีการมาอัปเดต (Update) ความคืบหน้าก้าวหน้าในแผนการปฏิรูปเรื่องของ เศรษฐกิจชีวภาพแล้วก็เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็น ๒ ใน ๔ ของเศรษฐกิจกระแสใหม่ที่ทาง สปท. ได้นำเสนอ ความจริงต้องเป็น ๒ ใน ๖ เพราะมีซิลเวอร์อีโคโนมี (Silver Economy) คือเศรษฐกิจสูงวัย แล้วก็เศรษฐกิจโลคัลอีโคโนมี (Local Economy) หรือเศรษฐกิจในประเทศ แต่ว่า ในวาระเร่งด่วนปีนี้ ป.ย.ป. ได้กำหนดให้มี ๒๗ วาระ ก็จะมี ๓ เศรษฐกิจกระแสใหม่ คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งก็ต้องขอบคุณเพราะว่า เป็นรายงานที่ก้าวหน้า แล้วผมได้พบอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ปัจจุบันคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ให้กำลังใจเพราะว่าวันนี้รัฐบาลเดินหน้าเรื่องดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) คือรัฐบาลดิจิทัลไปเร็วมาก มีหลายโครงการมาก ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่านอกจากสิงคโปร์แล้ว เราอาจจะก้าวหน้าที่สุดในอาเซียน (ASEAN) แล้วตอนนี้ แต่สำหรับภาพการขับเคลื่อน ผมคิดว่าเราติดลำดับต้น ๆ ของเอเชีย (Asia) ทีเดียว ซึ่งถ้าท่านดูผลงานประกอบ ๒ ปี ของรัฐบาล แล้วก็อัปเดต (Update) จากกันยายน ปี ๒๕๕๙ มาถึงมีนาคมท่านจะเห็น การเปลี่ยนแปลงสูงมาก มีไม่กี่ประเทศในโลกหรอกครับที่ตั้งกระทรวงดิจิทัลขึ้นมา อย่างรวดเร็ว และ สนช. เองออกกฎหมายชุดดิจิทัลเพราะเป็นกฎหมายล้ำหน้าของโลก หลายประเทศยังไม่มีแม้แต่ฉบับเดียว ของเราออกไปเกือบ ๑๐ ฉบับแล้วเพื่อรองรับ ในเรื่องของไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) บนฐานของดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) ก็มีผู้ที่แสดงความจำนงในการอภิปราย ผมให้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที แล้วก็ผ่อนปรน เพราะว่าเป็นการอภิปราย ๒ รายงานที่สำคัญก็ดูตามเนื้อหาสาระ ท่านแรก ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ เป็นอดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อดีตคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นอดีตผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการอุดมศึกษา อดีตคณบดี เทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ 🔗

ขอขอบคุณท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๖๙ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการชุดเศรษฐกิจ ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาและรายงานไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่วันนี้เป็นรายงานเพิ่มเติมในวาระ การขับเคลื่อนประจำปี ๒๕๖๐ ๒๗ วาระด้วยกัน กระผมในฐานะที่เป็นกรรมาธิการ การศึกษาแล้วก็วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วก็เป็นประธานทางด้านวิทยาศาสตร์ด้วย อยากจะอภิปรายสนับสนุนการนำเสนอในวันนี้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานที่ตนเอง รับผิดชอบอยู่ เพื่อให้การขับเคลื่อนตามข้อเสนอของท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ว่าที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจชีวภาพนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างไร ผมกราบเรียน ท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติในที่ประชุมอย่างนี้นะครับว่า ในทางวิทยาศาสตร์ ทุกครั้งที่มีการสำรวจอวกาศกัน พบดวงดาวที่เป็นดาวเคราะห์ของดวงดาวต่าง ๆ ทั่วทั้งจักรวาล เป็นล้านดวง ณ ปัจจุบัน ทุกครั้งเขาจะไม่สนใจว่าดาวสีอะไร แต่เขาจะตรวจสอบว่า สิ่งมีชีวิตอยู่ตรงไหนบ้าง ล่าสุดสัก ๓ เดือนที่แล้วตามรายงานของไทมส์ (Times) เขาบอกว่า ดาวแทรปพิสต์ ๑ (TRAPPIST-1) ลำดับดาวเคราะห์ที่บีอาร์ซีดีอี (BRCDE) อยู่ในโซน (Zone) ที่น่าจะมีสิ่งมีชีวิต แต่นั่นเป็นสิ่งที่ไกลตัวมากเลยท่านครับ ผมอยากจะกลับมาตรงนี้ที่เป็น โลกเราปัจจุบัน สิ่งมีชีวิตทุกวันนี้ ประเทศที่อยู่ในเขตที่เราเห็นว่าเขาเจริญ ทางตะวันออกกลาง มีเศรษฐกิจรูปแบบต่าง ๆ มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เขาขับเคลื่อนไม่ได้ก็คือว่าเขาผลักดัน การเกษตร ผลักดันไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ไม่ได้ ยกตัวอย่างประเทศอิหร่านอย่างนี้ ไม่มีครับ พยายามควานหาสารพัดอย่างในพื้นที่ที่เขามีอยู่ แต่เขามีน้ำมัน อิรัก คูเวต มีน้ำมัน ผลักดันการทำการเกษตรรูปแบบใหม่ในพื้นที่ทะเลทรายก็ไม่ประสบความสำเร็จ ลงทุนเท่าไรก็ไม่คุ้มครับ กลับมาที่ประเทศไทย หรือก่อนจะถึงไทยลองแวะที่อินเดียนิดหนึ่ง ๕,๐๐๐ ปีที่แล้วเรารู้จักรัฐพิหาร รัฐโอริสสา เป็นรัฐที่มีการปลูกข้าวเจริญรุ่งเรืองมาก กรีซโบราณยอมรับว่าประเทศตรงนี้เจริญรุ่งเรืองเพราะว่ามีข้าว ประเทศไทยเต็มไปด้วยทรัพยากรสิ่งมีชีวิตมากมายแล้วก็เป็นประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่อง ต้องไม่ปฏิเสธที่ผมอาจอภิปรายไปครั้งหนึ่งแล้วในหลายเรื่องว่าเศรษฐกิจ ของไทยซึ่งอยู่ในเส้นรุ้ง เส้นแวงตรงนี้ใกล้ศูนย์สูตร เราเป็นประเทศที่มี ๒ ฝั่งแปซิฟิก (Pacific) และอินเดียขนาบอยู่ เราได้ฝน ๒ ช่วง เรามีสิ่งมีชีวิตที่อยากจะกราบเรียนที่ประชุมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี ๒๕๐๓-๒๕๐๔ ทรงเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ เป็นพระวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล นำเอาสิ่งที่เป็นพืชพันธุ์แปลก ๆ หลากหลายของประเทศไทยมาปลูกอยู่ที่พระราชวังสวนจิตรลดา เห็นไหมครับ ที่ท่านปีติพงศ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าท่านต้องการให้รัฐบาลมีวิสัยทัศน์ที่จะนำเอา ความสำคัญของสิ่งเหล่านี้มาเป็นฐานทางเศรษฐกิจโดยการขับเคลื่อนให้เกิดคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรีได้โดยให้ท่านเสนอไป ผมกราบเรียนที่ประชุมอย่างนี้ว่า เมื่อ ๖ ตุลาคม ที่ผ่านมาปีที่แล้วเราขับเคลื่อนระบบวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดสำนักงานใหม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คือสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ชื่อย่อ สวนช. และปีนี้ก็มีข่าวออกมาตามที่ท่านประธานได้ประกาศเมื่อคราวที่แล้วว่าเราสามารถทำให้เกิด งบประมาณการวิจัยเพิ่มขึ้นจาก ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเงิน ที่ท่านปีติพงศ์ต้องการจะได้เพื่อมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็คงอยู่ในกระบวนความคิดแบบนี้ ถ้ามีวิสัยทัศน์แบบนี้ประเทศไทยก็ต้องเจริญเติบโตไปได้ ไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) เป็นส่วนงานที่ผมรับผิดชอบ ทำไมต้องมาทำเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นฐานเศรษฐกิจของ คณะกรรมาธิการชุดปัจจุบันที่เราทำอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ งานไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) อยากจะรายงานว่าเราคงนำเข้ามาที่นี่เหมือนกัน แต่ ณ วันนี้อยากจะเรียน ให้ทราบว่างานของผู้นำประเทศ ของพระมหากษัตริย์ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระองค์ท่านก็รับพระวิสัยทัศน์มาทำการขับเคลื่อนตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ทำให้เศรษฐกิจหลายรูปแบบที่มาจากสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เหนือจรดใต้ ๒ ฟากมหาสมุทรในน้ำทะเลลึกถึงภูเขาสูง เราค้นพบสิ่งมีชีวิตมากมายไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ มองเห็นหรือมองไม่เห็น สิ่งที่มองไม่เห็นก็คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพวกจุลินทรีย์บ้าง สิ่งมีชีวิต ที่อยู่ตามป่าเขา ตามอุทยานบ้าง มีมากมายผมจะไม่เอ่ยนาม เพราะข่าวในช่วงปีใหม่จะเห็นว่า มีการรายงานเรื่องการค้นพบพืชสมุนไพรบ้าง หรือสัตว์บ้าง หรือนกบ้าง ออกมาอยู่เรื่อย ๆ ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อันนี้จะเห็นว่าการดำเนินการเหล่านี้เป็นการดำเนินการเพื่อการสร้าง วิสัยทัศน์ให้กับประเทศไทยเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่มากมายเหลือเกิน เราจะเห็นว่าสิ่งที่เรา จะได้ในอนาคตตามความต้องการของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ ไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) จะเป็นตัวเสริมฐานที่สำคัญ แต่ประเด็นปัญหาอยู่ตรงที่ว่าเราจะพบความจริง อย่างหนึ่งว่าคนที่อยู่ปลายน้ำจะเป็นคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือธนาคาร กลุ่มพ่อค้าพาณิชย์ ต่าง ๆ ทั้งหลาย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้ร่วมมือกันเท่าที่ควร ผมปลูกข้าวมา ๑๐๐ ไร่ประมาณ ๔-๕ ปี เป็นของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เราปลูกข้าว ออร์แกนิก (Organic) จะพบว่าไม่ยากเย็นอะไรเลยถ้าเรามีพร้อมทุกอย่าง แต่ชาวนาชาวไร่ ที่ปลูกให้ความสำคัญกับเขามากขึ้นได้ไหมครับ เพราะว่าข้าว ๑ เมล็ดเพาะลงไปงอกขึ้นมา สักพักมันจะแตกกอเป็นกี่เมล็ด กี่กอ เยอะแยะ หมายความว่าประมาณ ๑๐ กอด้วยกัน ๑๐ รวง ๒๐ รวง แต่คนที่ปลูกต้องเจรจากับเทวดา เจรจากับดินฟ้าอากาศตลอดเวลา แต่คนปลายทางสบายมากเลย อันนี้เศรษฐกิจที่ไม่ยุติธรรม ไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ผมอยากจะเรียนว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์มาก ๆ เลย ยกตัวอย่างข้าวมีโครโมโซม ๑๒ ชุด ๑๒ คู่ ถ้าจับเรียงกันอย่างที่เมื่อสักครู่ท่านประธานปีติพงศ์ ก็พูดแล้วว่าดีเอ็นเอ (DNA) อะไรทั้งหลายรู้หมดแล้วประเทศไทยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงดำเนินการเรื่องนี้รองรับไว้ให้ ท่านทราบไหมว่าบันไดเกลียวที่เป็น ดีเอ็นเอ (DNA) ของข้าวเอามาเรียงกันวิ่งไปดวงจันทร์ได้ ๑ รอบ มันมากขนาดนั้น ดังนั้น ดิจิทัลที่ท่านทวีศักดิ์พูดอะไรทั้งหลายมันอยู่ในกระบวนการนี้ทั้งหมด นี่เป็นฐานข้อมูลนะครับ ทางคณะกรรมาธิการชุดผมนอกจากจะเสนอให้เกิด สวนช. แล้ว เรายังเสนอขั้นตอน ในการปฏิรูปประเทศ ๗ ขั้นตอนที่เกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัย ดังนั้นคิดว่าเรื่องนี้ จะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทย ความมั่งคั่งอย่างมีรูปธรรมแล้วก็เป็นธรรม แล้วสำคัญที่สุดคือถ้าหากว่าเศรษฐกิจต้องอาศัยฐานนี้จริง ๆ ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด โดยเฉพาะ โรงเรียนซึ่งก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมขอเวลาอีกนิดเดียวนะครับ อยากจะเรียนว่า เราดูแลพื้นที่ทุกแห่ง ทุกตำบล ให้ชุมชนนั้นเป็นเจ้าของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้นโครงการ อพ.สธ. ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงเป็น โครงการหลักที่รองรับเรื่องนี้ทั้งหมด ขอบพระคุณท่านประธานอย่างสูงครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และอดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ขอเริ่มที่เรื่องเทคโนโลยีชีวภาพก่อนนะครับ ไบโอเทค (Biotech) ทุกครั้ง ผมค่อนข้างจะแปลกใจครับท่านประธานว่าเราจะมีการอภิปรายชี้แจงข้อมูลกันในสิ่งที่ อยากจะให้เดินไปข้างหน้าสู่อนาคต แต่เรามักจะไม่ได้มานั่งพินิจพิจารณาสิ่งที่มีอยู่ แล้วผม ก็ได้เวียนถามขอร้องหลายคณะกรรมาธิการก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ขออีกครั้งหนึ่งได้ไหมว่า เมื่อเราพูดกันเรื่องไบโอเทค (Biotech) ผมอยากจะฟังทางฝ่ายคณะกรรมาธิการชี้แจงว่า มีประเด็นปัญหาอะไรที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีศูนย์เฉพาะทาง ๔-๕ ศูนย์ด้วยกัน โดยเฉพาะศูนย์ไบโอเทค (Biotech) เขาทำอะไรกันอยู่ครับ เอางบประมาณภาษี ของราษฎรไปทำอะไรเราถึงต้องกลับมาพูดเรื่องไบโอเทค (Biotech) ใน สปท. อีกครั้งหนึ่ง ต้องไปดูเรื่องของการปฏิรูปปรับปรุงกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและบรรดาศูนย์ เฉพาะทางหรือไม่ อย่างไร นั่นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ การโยงใยงบประมาณของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับงบของสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และงบของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ แล้วก็บรรดางบของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งมีงบวิจัยอยู่ว่าจะมีการประสานร่วมมือกันในการที่จะขับเคลื่อนการค้นคว้าและวิจัย ในเรื่องต่าง ๆ ของประเทศไทยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยเฉพาะทางด้าน ไบโอเทค (Biotech) ซึ่งน่าจะเป็นหัวใจการขับเคลื่อนงานทางด้านวิทยาศาสตร์ของไทย เพราะความที่เรามีความหลากหลายทางชีวภาพทางด้านไดเวอร์ซิตี (Diversity) มากมาย มหาศาล เป็นประเทศชั้นนำของโลกที่เรามีพืชต่าง ๆ มากมายที่สามารถจะนำมาค้นคว้า วิจัย พัฒนาได้ อันที่ ๑ ส่วนอันที่ ๒ บนกระดานได้พูดถึง ๓ ประเทศด้วยกัน คือ ๑. สหรัฐอเมริกา แล้วก็กลุ่มประเทศของสหภาพยุโรป ๒๘ ประเทศ แล้วก็ประเทศที่ ๓ คือเกาหลีใต้ ส่วนของ เกาหลีใต้นั้นน่าสนใจที่เขาบอกว่าอยากจะทำ ๒ เรื่องด้วยกัน คือทางด้านคอสเมติก (Cosmetic) เครื่องสำอาง แล้วก็ทางด้านสมุนไพร แล้วทำไมเราที่นี่โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจถึงไม่ตั้งเป็นตุ๊กตาแบบเกาหลีใต้ แล้วจะได้โยงไปกับในเรื่องของการค้นคว้า วิจัย และพัฒนาทางด้านไบโอเทค (Biotech) ก็ขอย้อนกลับไปว่าในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา หลายรัฐบาลก็บอกว่าเราจะเป็นครัวโลก เป็น คิตเชน ออฟ เดอะ เวิลด์ (Kitchen of the World) หรือจะเป็นศูนย์กลางทางด้านอาหาร ฟู้ดเทคโนโลยี (Food Technology) กับเเมเนจเมนต์ (Management) ต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็บอกว่าเราอยากจะเป็นศูนย์กลางทางด้านการแพทย์เมดิคัลฮับ (Medical Hub) ของการรักษาพยาบาลอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราก็อยากจะเป็นเลิศในเรื่องของ ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ความเป็นอยู่ที่ดี เข้ากับสิ่งแวดล้อม สุขภาพดี รวมทั้งความสวยงามด้วย จากสมุนไพร จากคอสเมติก (Cosmetic) ทั้งหลาย แล้วอีกอันหนึ่งที่เป็นประเด็นปัญหามาก แล้วเราก็ได้พูดในสภานี้หลายครั้งก็เรื่องของพลังงานทดแทนและหมุนเวียน ถ้าเผื่อเรามี ๔ เรื่อง อาหาร การแพทย์ ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) หรือการท่องเที่ยวและพลังงาน ผมก็ขอถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ทำไมเราไม่โยงเรื่องไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) มากับ ๔ เป้าหมายหลักของประเทศไทยแทบจะทุกรัฐบาลก็มาพูด เหมือนกันนะครับ ถ้าเผื่อตราบใดที่ไม่โยงแล้วเราก็ไปสาละวนกับเรื่องของคณะกรรมการ ระดับชาติ เราไปยุ่งกับเรื่องขององค์กรต่าง ๆ มากมาย ทั้ง ๆ ที่เรามีกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเคียงข้าง มีกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าเผื่อประสานงานกันไม่ได้ ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการมาใหม่หรอกครับ ก็ต้องไปที่ คสช. ไปที่ ครม. ทำไมเราถึง ประสานงานกันไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็เสียเวลามากมาย แล้วผมก็พูดหลายครั้ง จนเพื่อนสมาชิกเบื่อไม่ว่าเราจะทำอะไร ตั้งคณะกรรมการแห่งชาติแล้วเราก็มุ่งหวัง คาดหวัง เพ้อฝันว่าจะทำให้เกิดการประสานงานได้ มันไม่ใช่ครับ มันเป็นเรื่องการรับผิดชอบสำคัญ ของผู้ที่เป็นรัฐมนตรี ตราบใดที่รัฐมนตรียังทำงานไม่เต็มเป้าก็จะมีประเด็นปัญหาของ การประสานงาน หลาย ๆ อย่างไม่ต้องมีกฎหมาย มันอยู่ที่ความริเริ่ม เรียกประชุม อย่างสม่ำเสมอกับทุกหน่วยงาน มีข้อยุติอย่างไรก็ส่งไปที่ ครม. เป็นมติ ครม. มันก็เคลื่อนได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการมากสำนักงานมาก ระหว่างตัวรัฐมนตรี หรือกระทรวงนั้น ๆ กับคณะรัฐมนตรี ก็ขอแนะเรื่องวิธีการทำงานและบริหารราชการ สักนิดหนึ่ง ในส่วนไบโอเทค (Biotech) ผมขอพูดแค่นี้

คราวนี้มาที่ดิจิทัล ผมไม่เป็นห่วงเรื่องจะสร้างองค์กรอะไรกันมา ในเมื่อ มีสำนักงานรัฐบาลทางด้านดิจิทัลแล้วพัฒนาให้ได้สิครับ ทำงานให้เต็มภาคภูมิ แล้วจะ ประสานกับทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับทางกระทรวงสื่อสารได้อย่างไร นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็ว่ากันไปเป็นเรื่องการปรับปรุงการประสานงานของผู้หลักผู้ใหญ่ ๓-๔ หน่วยงานนี้ โดยมี ครม. เป็นตัวที่จะช่วยขับเคลื่อนและให้มติ อันนั้นก็ว่าไปในเรื่องของ โครงสร้างและองค์กรการบริหารจัดการ แต่ที่ผมสนใจมากและน่าจะเป็นงานของ คณะกรรมาธิการ หรือของ สปท. ใน ๑ ปีของการขับเคลื่อนการปฏิรูปของรัฐบาล คสช. ก็คือว่าเครื่องมือเครื่องใช้เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งหมดนี้ เราจะต้องซื้อจากต่างประเทศ แล้วเราก็มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสของการจัดซื้อจัดจ้าง ถึงแม้ว่าเราจะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างออกมาแล้วก็ไม่ได้มีการคัดค้าน มีฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่อยากให้กฎหมายเข้ามาเพราะยังอยากจะใช้หลักดุลยพินิจจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยวิธีพิเศษอะไรต่าง ๆ หรือจะทำด้วยวิธีจีทูจี (G to G) ก็จะนำไปสู่การโกงกินชาติบ้านเมือง มันมีลู่ทางต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่เป็นไร แต่ระหว่างนี้เรามีเวลา ๑๒ เดือนที่จะทำงานให้กับ ประเทศชาติ ให้กับ คสช. ป.ย.ป. ผมก็อยากจะถามว่าเราโดย สปท. หรือโดยคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนี้จะเริ่มเจรจากับบริษัทซัปพลายเออร์ (Supplier) กี่บริษัทในเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) เอาในเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) เสียก่อน เป็นกี่บริษัทจากประเทศญี่ปุ่น จากประเทศเกาหลีใต้ จากประเทศจีน จากประเทศแคนาดา จากประเทศในสหภาพยุโรป กับประเทศสหรัฐอเมริกา หรือจากประเทศแคนาดา ผมว่า เราต้องมาวางสิ่งเหล่านี้บนโต๊ะเสียก่อนว่าจะใช้เครื่องมือของใคร นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ อันที่ ๒ เราจะเจรจากับบริษัทคอนซัลแทนต์ (Consultant) หรือบริษัทที่เขาจะให้มีบริการ แบบนี้ จะเป็นกูเกิล (Google) หรือจะเป็นแอปเปิล (Apple) อะไรต่าง ๆ ว่าเราจะใช้โปรแกรมของใครในการที่จะวางทั้งระบบอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) ของประเทศไทยที่จะครอบคลุมทุกองค์การ ทุกหน่วยงานของประเทศ ไม่ใช่ว่า กระทรวงการต่างประเทศก็ใช้ระบบหนึ่ง ศุลกากรใช้ระบบหนึ่ง สำนักทะเบียนราษฎร์ ใช้อีกระบบหนึ่ง กทม. ใช้อีกระบบหนึ่ง แล้วมันก็สับสน ส่อไปซึ่งการทุจริต แล้วการที่จะ รักษาองค์กรของตนเองที่เขาเรียกว่าเทิร์ฟ (Turf) ไม่อยากให้คนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะจะได้มีเบี้ยบ้ายรายทาง มันบ่งบอกไปในทิศทางของการทุจริตทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อเราอยู่ที่ สปท. แล้วเราจะปฏิรูปประเทศ เราต้องมาดูในเรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ ตั้งแต่ต้นเพื่อให้การคัดเลือกบริษัทที่จะทำให้ทั้งระบบของประเทศนั้นมีความโปร่งใส เชื่อมโยงและไม่มีความลักลั่นระหว่างหน่วยงาน อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็มาดูการเจรจา เรื่องการวางระบบ เพราะเราไม่มีผู้ชำนาญการในประเทศไทยเพียงพอที่จะมาวางระบบ ทั้งประเทศด้วยตนเอง เราต้องมีที่ปรึกษาจากต่างประเทศหรือว่าจากหน่วยงานระหว่างประเทศ ที่เราเป็นสมาชิกอยู่เช่นอินเตอร์เนชันนัล เทเลคอมมูนิเคชัน ยูเนียน (International Telecommunication Union) ไอทียู (ITU) ที่นครเจนีวาซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์การ สหประชาชาติ

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่เป็นเรื่องสำคัญ แล้วใครจะพัฒนาบุคลากรของไทยเรา ที่โรงเรียนโดยกระทรวงศึกษาธิการมีครูหรือเปล่า ที่โรงเรียนอาชีวะมีครูหรือเปล่า ที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เรามีอาจารย์เพียงพอหรือไม่ เราจะพัฒนาคุณครูแล้วก็อาจารย์เหล่านี้ อย่างไรเพื่อเตรียมบุคลากรของเรา ทั้งที่จะเป็นผู้ใช้ แล้วก็เป็นผู้ให้บริการ แล้วก็เป็นผู้วางแผน ต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าเผื่อเราจะเป็น ๔.๐ ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ทั้งประเทศ พลเมืองไทย ๗๐ ล้านคนต้องมีองค์ความรู้ครับ ไม่อย่างนั้นเราก็จะพูดกันในเรื่องภาพสวย อย่างเดียวลอยอยู่ในอากาศ ไม่โยงกับมหาวิทยาลัย ไม่โยงกับหน่วยงานค้นคว้า ไม่ได้พูดกับ ซัปพลายเออร์ (Supplier) ทางภาคเอกชน แล้วก็ไม่ได้เตรียมบุคลากร ก็จะเป็นการทำงาน ที่ค่อนข้างจะลอยอยู่ในอากาศ เราต้องโยงมาสู่ภาคพื้นดินให้ได้ แล้วก็ทำงานกัน อย่างจริง ๆ จัง ๆ อันนี้ก็ขอย้ำมาครับท่านประธาน ขอขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ เผอิญช่วงการนำรายงานมารอบสอง อยากเรียนท่านกษิต และท่านสมาชิกนะครับ คือเป็นกระบวนการทำงานของ ป.ย.ป. แล้ว เป็นการขับเคลื่อน ไม่ได้หยุดนิ่ง ผมอยากให้ท่านดูในพรีเซนเทชัน (Presentation) นะครับ การปฏิรูปเศรษฐกิจ ในหน้าสุดท้าย จะเห็นว่าแพลตฟอร์ม (Platform) ก็คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เราไปไกลมากแล้ว แล้วสิ่งที่ท่านแนะนำเป็นประโยชน์มาก แต่ว่าได้ทำไปมากแล้ว ถึงขั้นปลายน้ำนะครับ เรื่องของพวกบริษัททั้งหลาย คอนซัลติง (Consulting) ทั้งหลาย ได้ประชุมได้พบกันมากแล้ว เพียงแต่ว่าเราก็ต้องรักษาความโปร่งใสของความเป็นรัฐบาลด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องของการไปมีเรื่องของทุจริตคอร์รัปชัน แต่ว่าถ้าท่านได้อ่าน โดยละเอียดทั้งรายงานฉบับเต็มของการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ การปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล แล้วก็ฉบับที่เป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ท่านจะทราบว่าไปไกลแล้วก็เป็นไปอย่างที่ ท่านเสนอแนะ แต่ว่ามันก้าวไกลไปกว่าที่ท่านเสนอด้วยซ้ำไป ผมก็เลยเรียนว่าในประเด็น ของข้อติดขัดยังมีอยู่เยอะครับ การเชื่อมโยงระหว่างกระทรวง ซึ่งก็อยู่ในการทำงานขณะนี้ เพราะฉะนั้นในการทำงานของ ป.ย.ป. อะไรที่ติดขัดจริง ๆ ระหว่างกระทรวง ป.ย.ป. โดยคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นคนตัดสินใจเลย เพราะว่าเป็นเรื่องข้ามกระทรวง เป็นเรื่อง หลายกระทรวง เป็นเรื่องหลายหน่วยงาน ที่บางครั้งไม่สามารถเชื่อมโยงอย่างที่ท่านว่าได้ ก็จะต้องตัดสินเลย แล้วก็ตั้งเงื่อนเวลาไว้เลยว่าภายในปีนี้ครับ สิ่งที่เป็นอุปสรรค ปัญหา พื้นฐานสำคัญจะต้องแก้ไข แม้แต่เรื่องของกฎหมาย ส่วนตั้งหน่วยงานนั้นพิจารณากันมาก ใน ป.ย.ป. เอาเท่าที่จำเป็นจริง ๆ เพราะว่าวันข้างหน้าภาครัฐจะต้องลดไซซ์ (Size) แล้วก็ ขับเคลื่อนในส่วนของภาคเอกชน ภาคประชาสังคมให้สูงขึ้นนะครับ อันนั้นก็เป็นเป้าหมาย ของเรา ก็ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านอำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม และชุมชน ขอเชิญครับ

นายอำพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ วันนี้ดีใจแล้วก็ขออนุญาตชื่นชมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เป็น ๓ ครั้งในการประชุมติดต่อกันที่ท่านได้นำเรื่องที่ได้ผ่านสภาไปแล้วขับเคลื่อนแล้วก็ กลับมาเล่าสู่กันฟังเพื่อจะดูว่าอยู่ถึงไหน แล้วเราจะไปกันอย่างไรนะครับ ก็ขออนุญาตชื่นชม เรื่องเศรษฐกิจ ผมพูดเรื่องเศรษฐกิจอนาคต เรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ ท่านประธานครับ ถ้าลอง เทียบเคียงประเทศไทยของเรากับประเทศไต้หวันผมคิดว่าเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วเราใกล้กันมาก เราไปดูงานเขา เขามาดูงานเรา แต่พอวันนี้พัฒนาไปแล้วเขาไปไกลมากครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เผอิญผมได้มีโอกาสคุยกับผู้เชี่ยวชาญไต้หวัน เราอยากรู้เรื่องไต้หวันเขาก็ยินดีมาคุยที่สภา มาเล่าข้อมูลให้ฟังอันนี้ไม่เป็นทางการ เราก็เห็นความก้าวหน้าเขามากในทุกด้านนะครับ ผมพูดเพื่อจะไม่ได้ทอนกำลังใจ แต่เป็นกำลังใจของคนไทยที่เราจะต้องก้าวให้เร็ว เพราะถ้า ก้าวช้าอยู่เหมือนเดิมเราไม่ทันใคร ๆ เขาเลย ท่านประธานครับ เราจะเห็นว่าทุกวันนี้ธุรกิจ ไต้หวันที่มาอยู่ในประเทศไทยเราเยอะ เป็นเรื่องทั้งการเกษตร เกษตรอุตสาหกรรม และเกษตรชีวภาพ ผมได้มีโอกาสไปสัมพันธ์กับกิจการหนึ่งที่ได้ไปเรียนรู้เขานะครับ เรื่องของการปลูกมะเขือเทศ เมื่อวานนี้ผมก็ได้เก็บมะเขือเทศ แต่ไม่ใช่อันนี้ มะเขือเทศ แบบบ้านเรา แต่ของเขานี่เขาปลูกมะเขือเทศเพื่อจะเอาเมล็ดพันธุ์ไปขาย ซึ่งเขามีมูลค่าเพิ่ม สูงมากครับ เขาทำมานานแล้ว ขณะนี้เขาอยู่ในบ้านเราหลายแห่ง แล้วก็ไปประเทศข้างบ้านเรา เขาใช้เทคโนโลยีเข้ามาแล้วไม่ปลูกเอาปริมาณ แต่เขาปลูกเรื่องของการนำเมล็ดพันธุ์ ไปขายในยุโรป ในประเทศต่าง ๆ ผมอยากจะกราบเรียนว่าอันนี้เป็นตัวอย่างที่เรากำลังทำกันอยู่ ผมคิดว่าทุกคนก็อยากเห็นอันนี้ เราควรจะใช้พื้นที่การผลิตของเรา ความหลากหลาย ทางชีวภาพเราไปสู่เรื่องการทำอะไรที่สร้างมูลค่าเพิ่ม พูดภาษาง่าย ๆ วันนี้ที่เราคุยกันก็คือ ๔.๐ เป็นตัวอย่างชัดเจน

ตัวอย่างที่ ๒ เมื่อสักเดือนเศษ ๆ ที่แล้วมาผมโชคดีอีกเหมือนกัน ได้มีโอกาส ฟังศาสตราจารย์ดอกเตอร์ท่านหนึ่ง น่าจะจาก สวทน. ถ้าผมจำไม่ผิด ท่านมาเล่างานให้ฟัง มีการวิจัย ศึกษาในพื้นที่มากมายในเรื่องการส่งเสริมเกษตรที่จะใช้เทคโนโลยีในหลายรูปแบบ มีกรณีความสำเร็จมากมายในพื้นที่ครับ วันนั้นได้มีการคุยกันเพื่อปรึกษาหารือว่าจะขับเคลื่อน ให้เป็นระดับชาติหรือให้กว้างขวางได้อย่างไร นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเรามีองค์กร มีหน่วยงาน ที่สร้างความรู้ วิจัย ทำงานกับคนที่อยู่หัวไร่ปลายนาแล้วก็ประสบความสำเร็จหลายเรื่องครับ แต่จะทำให้มันใหญ่เป็นระดับชาติได้อย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็จะเจอปัญหา เหมือนทางทฤษฎีที่เรารู้กันดี ตอนที่เริ่มต้นเกิดขึ้นอาจจะไม่ยาก จากนั้นก็เป็นโครงการ จะมีวงจร ๗ ขั้นตอน ขั้นตอนที่ ๓ จากโครงการก็เกิดรูปแบบเป็นโพรโตไทป์ (Prototype) อันนี้ก็จะไม่ยาก ขั้นตอนที่ ๔ พอมันดีอยู่แล้วทำให้ยั่งยืนได้อย่างไร ซัสเทนนิง (Sustaining) ขั้นตอนที่ ๕ สำคัญที่สุดเลย สเกลลิง (Scaling) ขยายอย่างไรครับ ผมคิดว่าบ้านเราจะเจอ ปัญหายกระดับตรงนี้ลำบาก แล้วก็จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงต่อยอดยาก มันเป็นอย่างนี้เสมอ จะพบว่าในบ้านเรามีเรื่องดี ๆ เยอะนะครับ ชุมชนเข็มแข็ง เรื่องนั้น เรื่องนี้ รวมทั้งเศรษฐกิจ ฐานชีวภาพนี้ เราเกิดเรื่องเล็กเรื่องน้อยที่เป็นความงามเยอะไปหมด มีองค์กรหน่วยงาน ต่าง ๆ ไปสนับสนุนทำงานกับชาวบ้านแล้วเกิดครับ แต่เรายกระดับขึ้นไปไม่ได้ เราไปไม่ถึง การไปเชื่อมโยงกับโลก ความจริงแล้วก็ขยายทำให้ต่อเนื่องครับ คณะกรรมาธิการและผู้ที่ เกี่ยวข้องพยายามทำเรื่องนี้กันอยู่ ผมเห็นสิ่งที่ท่านนำเสนอแล้วก็เห็นความคืบหน้านี้ เป็นเรื่องที่ดีใจที่เรากำลังจะขับเคลื่อนไป เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมจะไม่แตะทุกเรื่อง แต่อยากกราบเรียนเพื่ออาจจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาข้อเสนอแล้วก็ขับเคลื่อนกันต่อ ข้างหน้านะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้วิ่งมาราธอนไม่สามารถวิ่ง ๑๐๐ เมตรได้ เพราะฉะนั้น จะต้องมีการต่อยอดและทำต่อไปเราก็ช่วยกันครับ ในเอกสารรายงานหน้า ๕ เมื่อสักครู่นี้ ท่านอาจารย์ของผมคืออาจารย์ปีติพงศ์ท่านก็พูดถึงเรื่องความซ้ำซ้อนขององค์กรหน่วยงาน สังเกตนะครับท่านประธานที่เคารพ เวลาเราคุยกันเรื่องอะไรในบ้านเราจะเจอเหมือนกันหมด ทุกเรื่อง ก็คือบอกว่ามีหลายหน่วยงานทำงานซ้ำซ้อนกันอยู่ ไม่ประสานสัมพันธ์กัน ผมพยายามคิดเรื่องนี้จริงหรือเปล่าที่บอกว่าคนไทยทำร่วมกันไม่ได้ มันซ้ำซ้อน มีหลายหน่วย และไม่มีพลัง ผมคิดว่ามีทั้งเรื่องส่วนจริงและไม่จริง เรื่องนี้ก็คล้ายกันมีทั้งทำเสริมทำซ้อนกันอยู่ ผมลองพยายามเปรียบเทียบเรื่องนิ้วมือครับ เรามีองค์กร หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานแบบนิ้วมือ นี่เยอะมาก แล้วนิ้วมือนี้ถ้าจะหยิบจับต้องอะไรสักอย่างหนึ่งมันต้องใช้หลายนิ้วถึงจะจับได้ เพราะฉะนั้นการที่บอกซ้ำซ้อนนี้อาจจะจำเป็น คือมีหน่วยเดียวไม่ได้ ต้องมีหลายหน่วย แต่มันไม่มีมือหรือเปล่าครับ ไม่มีแขนหรือเปล่า ไม่มีระบบประสาทหรือเปล่า แล้วระบบสมอง สั่งการมันไม่เชื่อมกันหรือเปล่า เลยหยิบของอย่างนี้ขึ้นมาไม่ได้ แต่มีคนที่อยากจะหยิบ อยากจะทำ และทำเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่เยอะ เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นทั้งปัญหาและความท้าทาย อยู่ในนั้น และเรามีศักยภาพอยู่แล้ว เรามีองค์กรเยอะมาก เราจะหยิบมันเชื่อมโยงอย่างไร ข้อเสนอของท่านก็ชัดเจน ท่านก็พยายามจะทำมือ ทำแขน ทำให้มีระบบนะครับ ทุกเรื่อง เป็นอย่างนี้หมด เดี๋ยวตอนบ่ายเราคุยเด็กปฐมวัยก็เหมือนกัน ทุกเรื่องที่เราคุยกัน แล้วในที่สุด จะกลับมากรรมการแห่งชาติที่ท่านกษิตได้พูดถึงก็เยอะนะครับ แต่ถ้าไม่มีการเชื่อมโยง มันก็ไปไม่ได้ ผมคิดว่าตรงนี้ในที่สุดจะต้องเชื่อมโยงที่เขาใช้คำว่า รวมพลัง หรือรวมแสงเลเซอร์ ท่านประธานครับ แสงเลเซอร์จริง ๆ เกิดจากแสงเล็กแสงน้อยนะครับ แล้วพอรวมกันเป็น แสงเลเซอร์มันมีพลังมหาศาล ดูเหมือนยุทธศาสตร์การปฏิรูปของบ้านเราก็คือรวมแสงเลเซอร์ แต่ไม่ได้รวมทุกอย่างมาเป็นหนึ่งเดียวแล้วเหลือเจ้าเดียว ยังมีหลายเจ้า หลายคน หลายภาคส่วน แต่จะต้องทำงานสอดประสานแล้วไปด้วยกัน ไม่ใช่แก้ที่กฎหมายอย่างเดียว หรือมีกลไก ระดับชาติ หรือมีองค์กรประสาน แต่ต้องสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยเรา ว่าการทำเหมือนกัน เรื่องเดียวกันแต่คนละมิติ ซ้ำกัน เสริมกันจำเป็นแล้วมาทำงานด้วยกัน ทำอย่างไรที่จะเอื้อประโยชน์ เอื้อบรรยากาศให้เกิดการทำงานด้วยกันเรื่องนั้นก็จะไปได้ ผมไม่คิดว่าคนไทยทำงานร่วมกันไม่ได้ครับ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาอาจจะแยกฝาแยกตัวกัน เมื่อมาทำงานด้วยกันผ่านกระบวนการอะไรก็แล้วแต่คิดว่าทำได้ ผมมองแบบนั้นเพื่อรู้สึกว่า จะเป็นกำลังใจของคนไทยแล้วก็เดินหน้าต่อไป

ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากท่านกรรมาธิการในเอกสารหน้า ๕ ของท่าน ในตารางที่ ๑ นะครับ หน่วยงานวิจัยและนวัตกรรมในประเทศไทย ท่านจับประเด็นทางซ้าย ในตารางเป็นเรื่องภารกิจชีวภาพนะครับ อันนี้ก็มาจากโดยวิเคราะห์ ผมเข้าใจว่าด้วยเวลา จำกัดที่ท่านวิเคราะห์ ผมฝากประเด็นอย่างนี้ครับ คือพอผมดูจากที่ท่านวางไว้ และต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ อันที่ ๑ ไม่ครบครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ วัคซีนมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัชกรรม สถาบันวัคซีนแห่งชาติอะไรต่าง ๆ มีคนทำอยู่ครับ ยาก็เหมือนกัน แต่ที่ท่านทำนี้ก็แน่นอนเวลาเราวิเคราะห์ นักวิชาการ ที่ช่วยท่านวิเคราะห์ก็อาจจะมองได้ไม่ลึก ผมอยากจะเสนอว่าการมองในระดับหน่วยงานนี้ เนื่องจากมากจริง ๆ น่าจะต้องลงไปในระดับ ถ้าคำว่า กระทรวงไม่พอครับ ท่านต้องไป ที่กรมและไปที่องค์กรที่เป็นนิติบุคคล องค์กรนิติบุคคลมีทั้งเอกชน มีทั้งประชาสังคม มีทั้งองค์การมหาชน มีทั้งมหาวิทยาลัย ท่านจะไปจับรวมอยู่ภายใต้คำของกระทรวงใหญ่ ๆ นี่ไม่พอ พลังการวิเคราะห์ไม่เข้มพอก็เลยไม่เห็นพาร์ตเนอร์ (Partner) ครับ มันจะเป็น ตัวใหญ่ ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตารางที่ ๑ ถ้าท่านจะกรุณาคือทำให้ลงลึกได้ มากกว่านี้ ท่านจะเห็นภาคีเครือข่ายองค์กรมากเลยที่จะต้องรวมพลังในการทำเหล่านี้ ผมมองไปที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง สวทช. สวทน. วช. สกว. ๔-๕ หน่วยนี่ก็เยอะแยะเต็มไปแล้ว ไม่มีในตารางเหล่านี้ เขาก็ไม่มีส่วนร่วม เพราะเขาไปอยู่ภายใต้ชื่อคำว่า กระทรวง ใหญ่เกินไปแล้วไม่รู้ว่าหน่วยใด กระทรวงสาธารณสุข ก็เหมือนกันครับ มันหายไปหมดเลย จริง ๆ มีองค์การเภสัชกรรม มีสถาบันวัคซีน มีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีอะไรต่าง ๆ แล้วท่านจะเห็นว่าวัฒนธรรมของเรา แต่ละนิติบุคคลเขาถือว่าเรื่องของเขา ถ้ามีชื่อใหญ่เขาก็ไม่เกี่ยวนะครับ อันนี้ก็ฝากเพื่อเป็น การเติมเต็ม ผมคิดว่าถ้าท่านกรุณาทำอันนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการที่เราจะขับเคลื่อนไปข้างหน้า ใครที่เขาทำ เขาเห็นตัวตน เขาอยู่ในนี้ ก็จะรู้สึกว่า มีความสำคัญในการที่จะขับเคลื่อนกันต่อครับ

ผมขออนุญาตท่านประธานอีกสักเล็กน้อยเพื่อเป็นการช่วยเติมเต็ม ผมไม่ได้เก่งกล้าสามารถกว่าท่าน ที่ท่านทำไว้นี้ดีมากอยู่แล้ว ผมเพียงแต่เติมเต็มและเสริมให้ ชัดเจนขึ้นนะครับ ในส่วนของเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๑๒ ครับ ผมขอเป็นบางอัน ก็แล้วกัน ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๑๒ ที่ท่านเสนอกรรมการขับเคลื่อน ท่านเสนอไว้ ๓ ขา คือภาครัฐ หน่วยงานภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง ท่านรวมไว้ อันนี้เป็นกรณีที่ผมเสนอว่าท่านไม่ควรเอาสถาบันการศึกษามารวมไว้ ถ้ารวมไว้ก็หมายถึง สถาบันการศึกษาที่เป็นภาครัฐเท่านั้น หน่วยงานภาครัฐน่าจะเป็นกลุ่มหนึ่ง สถาบันวิชาการ น่าจะแยกเขาออกมาเพราะมีทั้งรัฐและเอกชน แล้วภาคเอกชนนี่เห็นด้วยครับ ภาคประชาชน คำนี้กว้างไป น่าจะเป็นภาคองค์กรชุมชน เขาเรียกว่าองค์กรภาคประชาชน อันนี้ก็เป็น ลักษณะการให้ข้อคิดเห็นเพียงไม่มากนักนะครับ

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ท่านแบ่งกลุ่มไว้อยู่ที่ตรงใช้คำว่าเป้าประสงค์ของ เศรษฐกิจชีวภาพ ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๔ ผมขออนุญาตย้อนกลับมานิดหนึ่ง ท่านแตกไว้ข้างล่างที่เป็นผังจำนวนมาก ในจำนวนถ้ามากนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ เสียทั้งหมด ๖ เรื่อง เภสัชกรรม การแพทย์ นวดไทย ภูมิปัญญานี่ก็รวมอยู่ด้วย สมุนไพร การแพทย์แผนไทย ผมคิดว่าแตกเยอะไป ท่านสามารถรวมว่านวดไทย สมุนไพร การแพทย์แผนไทยมาได้ แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือเรื่องสุขภาพและความงาม เพราะพอไปดู ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๗ ของท่านนี่ท่านจะพัฒนา ๓ ด้าน อันที่ ๓ คือพัฒนา นวัตกรรมโดยเน้นสินค้ามูลค่าสูง เช่น เครื่องสำอาง ยาสมุนไพร การแตกไม่เหมือนกัน บางอันแตกละเอียดไป บางอันแตกไม่ละเอียด ท่านแบ่งเป็นเครื่องสำอาง ยาสมุนไพร แต่พอท่านแตกในเศรษฐกิจชีวภาพ ไปเรื่องสมุนไพร การแพทย์แผนไทย นวดไทย จริง ๆ นวดไทย การแพทย์แผนไทยเรื่องเดียวกัน แต่เรื่องเครื่องสำอาง เรื่องสุขภาพไม่มี ฝากนักวิชาการทีมท่านดูให้คอนซิสเทนซี (Consistency) ให้สัมพันธ์กันนิดหนึ่งจะได้มีพลัง และชัดเจนครับ อันนี้เป็นเรื่องของคอมเมนต์ (Comment) ในรายละเอียดนะครับ

เรื่องของข้อเสนอก็ดีนะครับ เมื่อสักครู่ผมฟังท่านเสนอแล้ว สรุปด้วย มีการขับเคลื่อนไปบ้างแล้ว ขณะนี้สรุปเสนอเคลื่อนอยู่อีก ๔ เรื่อง ผมขอแตะเรื่องเดียว คือเรื่องเกี่ยวกับปรับองค์กรสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ พอดีองค์กรนี้ ไม่มีชื่อย่อภาษาไทย เป็นองค์การมหาชน ผมกราบเรียนว่าผมเพิ่งรู้จักองค์กรนี้ตอนมาทำงาน ในสภานี้เหมือนกัน แสดงว่าเรามีองค์กรเยอะแล้วทำ ชื่อตรงมากเลยนะครับของท่าน เป็นองค์การมหาชน ท่านกำลังพยายามปรับบทบาทหน้าที่โดยที่ไปปรับกฤษฎีกาเพื่อให้ ทำหน้าที่ที่มีพลังมากขึ้น เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และผมคิดว่าการทำอันนี้จะไม่มีแรงเสียดทานมาก จาก ก.พ.ร. หรือใครต่อใคร เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าเวลาเราคิดเรื่ององค์กรเราจะถูกแย้งว่า องค์กรเยอะแล้ว แต่อันนี้ท่านมีอยู่แล้ว ท่านพยายามจะปรับบทบาทหน้าที่ทั้งในเนื้อรายงาน และตรงนี้ท่านก็เขียนเอาไว้ ผมดูเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๑๘ ท่านเขียนบทบาทหน้าที่ อันนี้เอาไว้ แล้วพอผมกลับไปดูสิ่งที่แนบท้ายรายงานของท่านท่านมีเรื่องของการพัฒนา ธนาคาร ข้อมูล มีเรื่องของการพัฒนาสมุนไพรนะครับ ท่านใช้ชื่อว่าโครงการสมุนไพรไทย สู่เศรษฐกิจชีวภาพ หน่วยงานของท่านคือหน่วยนี้เป็นคนทำ ตรงนี้ละครับทำให้ผมเห็นว่า เมื่อไปดูเนื้องานที่ท่านทำอยู่ทำเล็กไปครับ ทำระดับโครงการเท่านั้นท่านกำลังจะปรับตัว มาทำระดับผู้ประสานคือทำหน้าที่เป็นมือเป็นแขนในการจะทำเรื่องนี้ผมคิดว่าถูกเลยครับ อยากให้เสนอแล้วให้คุยกับรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเห็นเรื่องนี้จะง่าย ก็คือสิ่งที่มีอยู่แล้วเราปรับระดับ ขึ้นมาทำหน้าที่มือ แขน ไม่เป็นหน้าที่ถึงขนาดสมองมาสั่งการ เพราะรัฐบาลเขามีอยู่แล้ว เราก็เอาไปเชื่อมโยง ผมเสนอว่าสิ่งที่ท่านยกร่างไว้อยากจะขอความกรุณาตรวจสอบหน้าที่ นิดหนึ่ง อยากจะเสนอให้ท่านมีหน้าที่ ๕ ประการ ไม่รู้ว่าผมหวังมากไปไหมครับ ๑. เมื่อท่านจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานทุกฝ่ายที่ผมว่าแล้ว หน่วยงานรัฐลงไปถึงระดับกรมให้ได้ และหน่วยงานที่อิสระด้วย ๒. หน่วยงานวิชาการ ทั้งรัฐและเอกชนทำเยอะนะครับ มีคนทำเยอะ อันที่ ๓ ภาคธุรกิจ อันที่ ๔ ภาคสังคม ผมเห็นมีเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เก็บเมล็ดพันธุ์ก็มากมายครับ เครือข่าย ชุมชนเข้มแข็งเขากำลังดูแลเรื่องขยายพันธุ์ข้าวก็มากมาย ไม่ใช่อยู่ในกระทรวงเกษตร และสหกรณ์อย่างเดียว เหล่านี้จะรวมพลังอย่างไร ผมเสนอว่าน่าจะมีหน้าที่ ๕ ประการ เป็นไปได้ไหม ๑. ประสานนโยบาย รวมทั้งเสนอในการปรับกฎหมาย โครงสร้าง และระบบ ต่าง ๆ ใช้คำว่า ประสาน เพราะถ้าท่านจะทำนโยบาย ติดทันที เพราะมีการวิเคราะห์ไว้แล้วว่า องค์การมหาชนเขาห้ามทำนโยบาย ถ้าเป็นองค์กรนโยบายเขาต้องเป็นราชการ เพราะฉะนั้น เราทำหน้าที่ประสานได้ครับ ๒. ประสานพัฒนาวิชาการและข้อมูล อันนี้ท่านก็วางแล้ว ๓. หน้าที่ประสานการปฏิบัติของทุกภาคส่วน ท่านจะทำหน้าที่สานมืออย่างที่ว่านะครับ สานพลังรวมแสงเลเซอร์ ๔. ประสานการสนับสนุนส่งเสริม เพราะจะต้องมีการสนับสนุน ส่งเสริมผู้คน และองค์กรต่าง ๆ เยอะแยะเลย ๕. สร้างความร่วมมือทางสังคม สื่อสาร กับสังคม ก็ขออนุญาตกราบเรียนเพื่ออาจจะเป็นประโยชน์บ้างในการที่จะทำกลไกที่เกิดขึ้นนี้ ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีให้ชัด แล้วกลไกนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมประสาน รวมแสงเลเซอร์มาขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งสังคมไทยมีต้นทุน มีศักยภาพสูงมากในการจะต่อยอด เรื่องนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ผมขออนุญาตอ่านรายชื่อ ๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านแรก ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านที่ ๒ ท่านวันชัย สอนศิริ ท่านที่ ๓ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ซึ่งท่านที่ ๓ นี้ผมได้อนุญาตที่จะขอฉายภาพประกอบนะครับ ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การ มหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีต สมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องที่สำคัญ แล้วก็ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมนะครับ ฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ ผมเอง ก็มีความชื่นชมแล้วก็ภาคภูมิใจแทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีท่านสถิตย์เป็นประธาน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่ได้ทำเรื่องที่สำคัญ ๆ ของบ้านเมืองหลาย ๆ เรื่อง แล้วก็โดนใจทั้งรัฐบาล โดนใจทั้งพวกเรา ได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน วาระปฏิรูป ๒๗ วาระหลายเรื่อง แล้วก็เป็นเรื่องที่จะนำประเทศไปสู่การพัฒนา ต่อยอด ไปตามทั้งยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ทั้งการปฏิรูปประเทศ ในวันนี้เรามาพูดกัน ๒ เรื่อง ที่ท่านกรรมาธิการได้ทำไว้ เศรษฐกิจอนาคต คือในด้านชีวภาพกับด้านดิจิทัล ด้านชีวภาพ มีบางท่านได้พูดไปค่อนข้างละเอียดแล้ว ผมก็ขออนุญาตพูดเรื่องดิจิทัลสักเล็กน้อยนะครับ ก็คงจะไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากเท่ากับท่านผู้ชี้แจงหรือทางกรรมาธิการ แต่บังเอิญว่าใน ๒ วัน ๓ วันนี้ รวมทั้งเมื่อเช้านี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็เลยอยากจะ นำมาเรียนเสนอ ผมคิดว่าการนำเสนอของท่านกรรมาธิการในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ก็ค่อนข้างจะเป็นขั้นเป็นตอน ผมก็เลยมาดูในเรื่องข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปภายใน ๑ ปี ซึ่งท่านได้ให้ไว้ ๔ ข้อ จะขออภิปรายจากประเด็นตรงนี้ก็จะชัดเจนขึ้น แล้วก็ด้วยเวลาที่มีอยู่ ไม่มากนัก

ประเด็นแรก คือการจัดทำศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่กำกับการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ อันนี้ก็เป็นการดำเนินการ ในส่วนของภาครัฐด้วยกันเอง ซึ่งภาครัฐนี้เมื่อสักครู่นี้ผมคุยกับท่านเลขาธิการ ก.พ. เรามีข้าราชการอยู่เกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ก.พ. รับผิดชอบอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ คน เพราะว่า แยกไปเป็นข้าราชการครู ข้าราชการทหารต่าง ๆ ก็จะมีหลายความรับผิดชอบ หลายองค์กร

ประเด็นที่ ๒ คือการจัดทำแผนการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เพื่อหน่วยงานรัฐ ที่เป็นเจ้าของข้อมูลต้องเตรียมข้อมูลในการเปิดเผยผ่านช่องทางดิจิทัล ตรงนี้คือลักษณะของโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) การเปิดเผยข้อมูล ภาครัฐที่เราพูดกันมาเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว ตอนเราพูดถึงไอซีที (ICT) ตอนนี้เรามาเป็นดิจิทัล ผมเพียงแต่อยากจะขยายนิดหนึ่งว่าการเปิดเผยข้อมูลถ้าเป็นการเปิดเผยลักษณะ ของการเชื่อมโยงจะเกิดประโยชน์มากขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมไปงานดินเนอร์ทอล์ก (Dinner Talk) ของเอ็มไอทีคลับ (MIT Club) ก็มีโปรเฟสเซอร์ (Professor) จากเอ็มไอที (MIT) มาบรรยาย ชื่อโปรเฟสเซอร์ชมาเลนซี ซึ่งท่านเป็นผู้แต่งหนังสือเรื่องแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) เป็นอดีตคณบดีของสโลนสคูล (Sloan School) ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง ของสหรัฐอเมริกาในด้านเศรษฐกิจ ตอนนี้มาอยู่มาเลเซียเป็นบอร์ด ออฟ กัฟเวอร์เนอร์ (Board of Governor) ของเอเชีย สคูล ออฟ บิซิเนส (Asia School of Business) และที่ท่านประธานของผมบอกว่าประเทศเราจะนำอาเซียน (ASEAN) เว้นสิงคโปร์ ต้องระวังมาเลเซียด้วยครับ โปรเฟสเซอร์ (Professor) คนนี้เก่งมาก ทำเรื่องแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) นี่บางคนไปนึกเรื่องการเดต (Date) การออกเดต (Date) ไบลด์เดต (Blind Date) ไม่ใช่ แมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) ตัวนี้คือการออกแบบแพลตฟอร์ม (Platform) เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มคน ๒ กลุ่มเข้าด้วยกัน กลุ่มคน ๒ กลุ่มซึ่งจะมีผลประโยชน์ ร่วมกัน ตัวอย่างชัดเจน อาลิบาบา (Alibaba) เขาเชื่อมโยงคนที่ผลิตของเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ราย เท่ากับผู้ซื้อทั่วโลกเป็นหลาย ๆ ร้อยล้านรายนะครับ ด้วยแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เขา ออกแบบมาเขาก็สามารถทำให้เกิดการซื้อขายได้ทางด้านอินเทอร์เน็ต (Internet) อีกอันหนึ่ง ที่ชัดเจนที่ตอนนี้เป็นปัญหาใหญ่ แล้วก็เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the Town) คือเรื่องของอูเบอร์ (Uber) แท็กซี่ แค่มีแพลตฟอร์ม (Platform) กลางก็สามารถจะเชื่อมโยง กับคนขับรถที่ไม่ใช่แท็กซี่ในแต่ละประเทศเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ คน กับผู้โดยสารเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ คนที่ต้องการใช้รถแท็กซี่ป้ายดำโดยการแค่เข้าไปในแอปพลิเคชัน (Application) กดปุ๊บ ๆ เดี๋ยวรถมารับแล้วก็จ่ายสตางค์ผ่านทางเครดิตการ์ด (Credit Card) ไปที่ศูนย์กลาง ยังไม่พูดถึงเรื่องการจองโรงแรมเช่น อโกดาบุกกิง (Agoda Booking) ไม่พูดถึงเรื่องเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่เชื่อมโยงคนแต่ละกลุ่มเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมอยากให้เรามองการเปิดเผย ข้อมูลของรัฐเป็นลักษณะของการเชื่อมโยงกลุ่ม เรายกตัวอย่างเรื่องสตาร์ตอัป (Startup) ที่พูดถึง นายกรัฐมนตรีพูดถึงเกือบทุกวันศุกร์ เราก็ต้องเชื่อมโยงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการ จะเข้าสู่ธุรกิจสตาร์ตอัป (Startup) เข้ากับผู้ที่จะให้ทุน ให้เงิน ให้เทคโนโลยี ให้ความรู้ ไม่ว่า จะเป็นเชื่อมโยงระหว่างรัฐต่อเอกชน หรือเอกชนต่อเอกชน หรือ ๓ เส้า ๓ ฝ่าย และยังมี การเชื่อมโยงเช่นพวกเอสเอ็มอี (SMEs) อีกไม่ใช่รัฐแค่ปล่อยข้อมูลไปอย่างเดียว เขาสามารถ กลับเข้ามาทำธุรกรรมกับอีกฝ่ายหนึ่งได้เลย เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงตรงนี้เราต้องเดินไป ให้ไกลถึงขนาดมีแพลตฟอร์ม (Platform) ที่สามารถเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกัน ในลักษณะ ที่ผมใช้คำว่าแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) จึงจะเดินหน้าไปสู้กับเขาได้ อีกหน่อย ก็สามารถจะขายข้าวไม่ต้องมาตั้งอยู่หน้ารัฐสภา ตั้งอยู่หน้าโรงพักแล้วนะครับ เราเชื่อมโยง คน ๒ กลุ่มเข้าด้วยกัน ต้องการซื้อข้าวถุง ข้าวอะไรต่าง ๆ นานาด้วยแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) ด้วยแพลตฟอร์ม (Platform) ตัวนี้ละครับซึ่งรัฐสามารถใช้ได้ และข้อ ๓ ท่านพูดถึงเรื่องการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล ก็ต้องไปดูให้อัป ทู เดต (Up to date) ให้ก้าวหน้า ให้ทันสมัย ไม่ใช่แค่บอกว่าโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) คอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ไม่ใช่แค่บอก ตามข้อ ๕.๔ ว่าพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software) ขึ้นมาเพื่อลดการใช้กระดาษ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็เป็นเรื่องที่ดีถ้าเราลดการใช้กระดาษ สมัยก่อนโรเนียว (Roneo) นะครับ เมื่อสักครู่ ผมเพิ่งมาจากการสัมมนาในหัวข้อเรื่องการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรภาครัฐ ก็จะเป็นประเด็นสุดท้ายที่ผมอภิปราย ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ท่านเป็นประธานก็ได้บรรยายพิเศษประมาณ ๓๐ นาที ก็ตรงกับเรื่องที่เรากำลัง พูดกันอยู่ในห้องนี้เลยที่เรียกว่าเศรษฐกิจดิจิทัลนั่นเอง อันนี้เป็นอีก ๑ เรื่องซึ่งผมอยากจะให้รวมอยู่ในข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปภายใน ๑ ปีด้วย ซึ่งถ้าดูใน ๔ ข้อที่มีอยู่ในเอกสารนี้ยังไม่ครอบคลุมคือการเร่งรัดการพัฒนาบุคลากร เมื่อสักครู่มีเพื่อน สปท. บางท่านพูดถึงการเชื่อมโยงไปสู่ประชาชนทั้ง ๖๕-๖๖ ล้านคน ยังไม่ถึง ๗๐ ล้านคน ประชากรไทยยังไม่ถึง เพราะฉะนั้นการพัฒนาให้บุคลากรภาครัฐ สามารถตามทันในเรื่องของดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อสักครู่เราได้ทำอะไรครับ รัฐบาลได้จัดหน่วยงาน ๓ หน่วย คือ ก.พ. คณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือน คือ สรอ. สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งผมเป็นประธานอยู่ มาร่วมกันทำงานเพื่อพัฒนาบุคลากรภาครัฐ โดยในปีนี้เราจะพัฒนา ๑๕,๐๐๐ คนให้มีความเข้าใจ ให้มีความรู้ ให้มีความสามารถ ในการใช้แอปพลิเคชัน (Application) ในการเข้าถึงดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ได้ ที่ใช้ ๓ ส่วนเพราะว่า ก.พ. ก็จะเป็นผู้กำหนดกรอบในเรื่องคุณวุฒิของการที่จะเติบโต ของคนที่อยู่ในสายงานนี้ ที่ใช้ สรอ. เพราะ สรอ. จะเป็นผู้ฝึกให้การอบรม ผมก็ถามว่า สรอ. สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์จะสามารถฝึกข้าราชการตั้งเป็นแสนเป็นล้านคนได้หรือไม่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีตอบว่าก็จะต้องไปจับมือกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศที่จะสามารถ พัฒนาบุคลากรภาครัฐ อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ที่จะทำหน้าที่จัดทำ กรอบคุณวุฒิหรือเรียกเป็นภาษาง่าย ๆ ว่ามาตรฐานของวิชาชีพ มาตรฐานของการใช้ดิจิทัล เราเรียกว่ากรอบคุณวุฒิวิชาชีพด้านดิจิทัลซึ่งเราได้ทำไว้เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เราจะมา ปรับใช้กับข้าราชการเพื่อให้เหมาะสม ไม่ได้เป็นอะไรที่ซับซ้อนมากเหมือนกับที่เราคาดหวัง กับผู้ที่อยู่ในอาชีพด้านนี้โดยตรง นอกจากนั้นเรายังจะพัฒนาบุคลากรภาคอื่น ๆ ด้วย ถ้าภาครัฐเก่งดิจิทัล แต่ภาคอื่น ๆ ซึ่งมีประชาชน มีนิสิต นักศึกษาอีกมากมายตามไม่ทัน หรือเข้าไม่ถึงก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็ต้องไปด้วยกัน เหมือนตัวอย่างว่าในปีนี้ ๑๕,๐๐๐ คนนั้น เราก็แบ่งไปให้ภาคเอกชน ให้หอการค้า ให้สภาอุตสาหกรรม แล้วก็ให้สถาบันการศึกษา กับข้าราชการใน ๓-๔ กระทรวงหลัก เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ผมก็เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเองก็พยายามขับเคลื่อนในด้านของดิจิทัลอิโคโนมี (Digital Economy) หัวใจที่จะทำให้ตรงนี้พัฒนาไปได้ก็คือการพัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วน ให้เข้าถึง ให้เข้าใจ แล้วก็ให้สามารถใช้ในด้านของดิจิทัลได้ หรือไอซีที (ICT) ก็แล้วแต่ จริง ๆ ดิจิทัลกับไอซีที (ICT) ก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่เราปรับใช้คำพูดให้ครอบคลุมมากขึ้น เพราะดิจิทัลนั้นก็คือกระบวนการของไอซีที (ICT) นั่นเองนะครับ ก็คงจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่าดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเรื่องที่จะทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายของความเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ถ้าขาดดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แล้วไม่มีทางไปที่ ๔.๐ ได้ รวมถึงการพัฒนา ประเทศในด้านอื่น ๆ ที่เป็นเป้าหมาย ๖ ด้านของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ก็ต้องพึ่งพา ก็ต้องอาศัยการเติมเต็มด้วยดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเรื่องของ สิ่งแวดล้อม เรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ก็สนับสนุนที่จะให้รัฐบาลเร่งรัดในการดำเนินตามแผนงาน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้เสนอไปให้รวดเร็วตามที่เราได้เสนอไว้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ทนายความ ตำแหน่งหัวหน้าสำนักงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิก วุฒิสภา ขอเชิญครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้เห็นท่านประธานได้อธิบาย ถึงว่าเนื้องานต่าง ๆ ในส่วน ๒ ประเด็นนี้ได้มีการขับเคลื่อนไปมากแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งผม อยากขอถามตัวท่านประธานก็ดี หรือประธานกรรมาธิการก็ดี ตอบเป็นเบื้องต้นว่า ขณะนี้การปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล แล้วก็เศรษฐกิจชีวภาพได้ดำเนินการไปถึงขั้นใด และจะสัมฤทธิผลของการขับเคลื่อนหรือไม่ ขณะนี้อยู่ถึงไหนท่านประธานครับ ผมจะได้ อภิปรายต่อ ท่านพอจะตอบได้ไหมว่าสิ่งที่ท่านเสนอมาวันนี้อยู่ใน ป.ย.ป. และมีการขับเคลื่อน ไปถึงไหนแล้ว และมีทางเป็นไปได้หรือไม่ รวมทั้งกฎหมายที่เสนอมาไปอยู่แค่ไหน เพียงไร ผมขอทราบเบื้องต้นสักนิดหนึ่งเพื่อจะได้อภิปรายต่อท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขออนุญาตท่านวันชัย ทางกรรมาธิการจะตอบเมื่อมีการอภิปรายครบ เว้นแต่ เป็นเรื่องที่เห็นว่าต้องชี้แจงโดยทันทีในกรณีที่ข้อมูลอาจจะไม่ตรงกัน แต่ต้องขออนุญาตว่า เมื่อท่านได้อภิปรายจบแล้วกรรมาธิการอาจจะตอบเลย หรือว่าแล้วแต่ท่านประธาน ผมอาจจะช่วยเสริม

นายวันชัย สอนศิริ

ขอนิดเดียว ผมจะได้รู้ครับว่ามันติดอะไร อยู่ตรงไหน แค่ไหน ผมจะได้เดินต่อ เชิญเลยครับท่านประธาน ขอหน่อยครับ เห็นท่านสถิตย์ขยับอยู่แล้ว

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสถิตย์ครับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านวันชัย สอนศิริ ขอบพระคุณที่กรุณาถามเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ พยายามที่จะให้เดินหน้าไปให้ได้ ๑ ปีผ่านไปข้อเสนอนี้ก็ยังอยู่ จึงได้หวังว่าวันนี้หลังจาก ได้เรียนต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายแล้วท่านจะได้ช่วยกันเป็นกำลังใจ และหลายท่าน ที่มีเครือข่ายในระดับสูงจะได้ช่วยกันผลักดันผ่าน ป.ย.ป. ให้เรื่องที่เสนอนี้ได้ทะลุผ่านไปสู่ ความสำเร็จตามที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอต่อไป ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านทวีศักดิ์ช่วยให้รายละเอียดเพิ่ม ผมเข้าใจว่าท่านวันชัยอยากทราบ รายละเอียดเพิ่มในชั้นปฏิบัติ ส่วนท่านผู้อำนวยการองค์การมหาชนในเรื่องของบีโด้ (BEDO) ก็ช่วยชี้แจง ท่านวันชัยกรุณานั่งลงก่อนก็ได้ครับ เพราะว่าท่านต้องการทราบความคืบหน้า ก็จะให้ความคืบหน้า ซึ่งความจริงน่าจะเป็นหลักของการเข้ามาพิจารณา ๒๗ วาระ ที่ท่านวันชัยถาม และท่านกษิต คือวันนี้ช่วยกันเติมเต็มความคืบหน้า เราไม่ได้อยู่ในวาระ ที่เข้ามารอบแรก เพราะฉะนั้นตอนนี้กฎหมายอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องท่านต้องอัปเดต (Update) โดยกรรมาธิการ ถ้าไม่มีกรรมาธิการของเราทุกคณะช่วยอัปเดต (Update) เพราะท่าน ทำงานกับระดับกระทรวงมา จากนั้น ป.ย.ป. จะได้ข้อมูลจาก สปท. ไปเพื่อจะไปดูว่า ตรงไหน ไปแค่ไหน ติดขัดอะไร แล้วเรามีระบบการตัดสินใจอยู่แล้วครับ ไม่มีทุกเรื่องหรอก ที่ผ่านไปง่าย ๆ ถ้าสลับซับซ้อนตัว ป.ย.ป. ใหญ่จะเป็นคนชี้เลย เชิญท่านทวีศักดิ์ครับ

นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปด้านดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เมื่อสักครู่ได้เรียนไปตอนต้นแล้วว่าในมิติอื่น ๆ ทั้งหลายที่เป็นการขับเคลื่อนนั้น ทางรัฐบาลโดยผ่านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เดินหน้าไป แต่จุดที่เรากังวล มากที่สุดก็คือเรื่องการพัฒนาระบบบริหารจัดการของภาครัฐ จึงได้ยกขึ้นมาเป็นประเด็น ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สำหรับความคืบหน้าที่เรียนว่าจะขอแรงให้มี การขับเคลื่อนผ่าน สปท. และไปสู่ ป.ย.ป. ให้มากที่สุด ก็คือการขับเคลื่อนให้มีพระราชบัญญัติ ว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญในการที่จะเคลียร์ (Clear) ข้อติดขัดในการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับ สร้างให้เกิดเป็นบริการที่ทำให้กับประชาชนแล้วก็ผู้ประกอบการเป็นแบบซิงเกิลวินโดว์ (Single Window) ที่บริการได้สะดวก และในการดำเนินการดังกล่าวนั้น หากว่าได้มีการผลักดันเป็น พระราชบัญญัติ และมีความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์และสำนักงาน ก.พ.ร. ช่วยประสานกับหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงาน หยิบบริการที่สำคัญ ๆ ของประเทศ ขึ้นมา ซึ่งในวันนี้ก็ได้รับงบประมาณบางส่วนแล้วที่จะเริ่มดำเนินการโดยสำนักงานรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่าน ผอ. จุฬารัตน์ครับ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐาน ชีวภาพ

นางจุฬารัตน์ นิรัติศยกุล ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกค่ะ ในส่วนของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ปัจจุบันนี้ได้ขับเคลื่อนในระดับองค์กร ก็ทำงานไปคืบหน้าพร้อมกับประสานงาน ในระดับกระทรวงไปพอสมควร แต่หากการประสานงานระดับกระทรวงซึ่งใหญ่และยกระดับ มากขึ้นกว่านั้น ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการระดับชาติเพื่อบูรณาการ งานระดับกระทรวงให้ลงไปสู่รูปธรรม และพร้อมกันในส่วนของการจัดทำฐานข้อมูล และธนาคารความหมายแห่งชีวภาพ ในส่วนของสำนักงานได้ดำเนินการในระดับชุมชน ไปแล้วแต่ว่ายังดำเนินการได้ไม่ครอบคลุมตามเป้าหมายที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นหากมี คณะกรรมการและขับเคลื่อนไปพร้อมกัน การยกระดับให้มีธนาคารความหลากหลาย ทางชีวภาพแห่งชาติจะเป็นรูปธรรมในการเป็นพื้นฐานของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพค่ะ และส่วนสุดท้ายที่คิดว่าจะทำให้สำนักงานสามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มรูปแบบภายใต้ เป้าหมาย ก็คือการขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดการปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงาน ให้มีอำนาจหน้าที่ที่ครอบคลุมและกว้างขวางยิ่งขึ้น ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมเติมให้ท่านวันชัยนิดหนึ่งก็แล้วกันนะครับ เพราะว่าถามผมมาด้วย เรื่องดิจิทัล ถ้าดูในหน้า ๑๐ ของตัวแผ่นภาพที่นำเสนอ อยู่ในเอกสารที่แจกสมาชิก ตรงนั้นก็คือสิ่งที่บอกว่าการปฏิรูปได้เดินหน้าไปภายใต้การทำงานของแม่น้ำ ๕ สายอย่างไร ท่านคงเคยได้ยินโครงการนานานาม คือพูดอย่างนี้เราก็บอกว่าไม่คุ้นหู จริง ๆ ก็คือคำว่า เอนีไอดี (Any ID) ก็ไปไกลมากแล้ว ขณะเดียวกันเรื่องของการใช้สมาร์ต ไอดี การ์ด (Smart ID Card) เพื่อให้สามารถใช้ได้กับทุกเรื่องเลย รวมถึงโครงการบิซพอร์ทัล (Biz Portal) แล้วก็เรื่องของภาษีประเทศไทยไปไหน ตรงนั้นเป็นรูปแบบที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเพราะว่า ไม่รู้จะทับศัพท์อย่างไร คือแพลตฟอร์ม (Platform) ใหม่ในเรื่องของการเป็นรัฐบาลดิจิทัล ส่วนนั้นเป็นการบ่งบอกให้เห็นถึงหลายมิติของประโยชน์การเป็นรัฐบาลดิจิทัล คือเรื่อง ความโปร่งใส แล้วก็บอกด้วยว่าภาษีที่ประชาชนจ่ายมา ไม่ว่าบุคคลธรรมดา นิติบุคคล รัฐบาลที่โปร่งใสเอาไปใช้อะไร หมายถึงการตรวจสอบและมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะ เจ้าของภาษี หรือว่าแม้แต่ที่หลายท่านพูดถึงอาลิบาบา (Alibaba) ความจริงผมก็เผอิญ ได้พบกับที่เขาเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรของทางอาลิบาบา (Alibaba) อาลิเพย์ (Alipay) แล้วก็ เทนเซนต์ (Tencent) ความจริงเทนเซนต์ (Tencent) อาจจะใหญ่กว่าอาลิบาบา (Alibaba) ด้วยซ้ำไป ที่ทำวีแชต (WeChat) ก็กลายเป็นใหญ่กว่าไลน์ (Line) ด้วยซ้ำไป ผมมีโอกาส ได้พบผู้บริหารของกลุ่มนี้ซึ่งก็ทำงานคู่กันความจริงอาลิบาบา (Alibaba) กับเทนเซนต์ (Tencent) ก็ออกจะเป็นคู่แข่งกันด้วยซ้ำไปแม้จะอยู่ในแผ่นดินใหญ่จีน แต่ตอนนี้ไปทั่วโลกแล้ว เขาได้พูดถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยว่าไปเร็วมาก แต่ทุกประเทศ ก็มีข้อจำกัด เช่น ในเรื่องของเงินอนาคต เงินดิจิทัล ซึ่งความจริงถ้าลงรายละเอียดไป คงต้องพูดเรื่องนี้เล็กน้อย เพราะว่าเรื่องเงินดิจิทัล ธนาคารแห่งประเทศไทยขณะนี้ ตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาศึกษาเลย เพราะว่ามีเรื่องของบิตคอยน์ (Bitcoin) คือเงินดิจิทัล แล้วก็สกุลเงินดิจิทัล คือดิจิทัลเคอร์เรนซี (Digital Currency) จะมาพร้อมกับเรื่องของ อีเพย์เมนต์ (e-Payment) ที่ทางรัฐบาลทำอยู่ขณะนี้ แล้วก็เรื่องของเอนีไอดี (Any ID) เรื่องของอินเทอร์เน็ต ออฟ ทิงส์ (Internet of Things) เรามีหน่วยงานทั้งระดับองค์การมหาชน ซึ่งแน่นอนไม่ได้มีออโทริตี (Authority) อะไรมาก เป็นหน่วยงานลักษณะที่เราเรียกว่า เป็นฟังก์ชัน (Function) และไม่ใช่เป็นโพลิซีบอดี (Policy Body) คือไม่ใช่หน่วยงาน ระดับนโยบาย เราก็จะมีหน่วยงานอย่างนี้ ที่ท่าน ผอ. จุฬารัตน์ ทางด้านของบีโด้ (BEDO) หรือว่าองค์การมหาชนในด้านของชีวภาพ แล้วเราก็มีองค์การมหาชนที่เป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หน่วยงานลักษณะนี้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งก็มีอยู่จำนวนพอสมควร แต่ว่าไม่ได้มีอำนาจในระดับของเชิงนโยบายดังนั้นก็ต้องมาอยู่ที่ กระทรวง กระทรวงเราก็ตั้งใหม่แล้วเรียกว่าเป็นประเทศที่ก้าวหน้ามากในการที่จะตั้ง กระทรวงดิจิทัลขึ้นมา แล้ว สนช. เองท่านก็ติดตามอยู่สภาเรานี่ละ เข้าใจว่า ๖-๗ ฉบับแล้ว ที่เป็นกฎหมายชุดใหม่ ขณะเดียวกันในรายงานทุกสัปดาห์เวลาเราประชุมทางวิป (Whip) สปท. เราจะมอบเอกสารที่เป็นสารบบความคืบหน้าของกฎหมายที่ผ่าน สนช. ตรงนั้น ท่านก็คงจะมีอยู่ในมือแล้วรวมทั้งในกลุ่มของกฎหมายดิจิทัล แล้วก็กฎหมายด้านชีวภาพ ก็เรียนเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ก่อน เข้าใจว่าท่านวันชัยจะมีการนำเสนอ ส่วนแผ่นภาพที่ท่าน ขออนุญาตนั้นผมได้ส่งให้ท่านประธาน ขณะนี้รอท่านประธานทินพันธุ์ในการพิจารณา เพราะว่าเป็นเรื่องซึ่งผมไม่สามารถตัดสินใจได้

นายวันชัย สอนศิริ

ตกลงอนุญาตไหมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมถามเมื่อสักครู่เพื่อจะให้การอภิปรายนั้นไม่ซ้ำกับที่ผ่านมาจาก สปท. ในครั้งแรก จะได้รู้ว่าความคืบหน้านั้นอยู่ตรงไหน อย่างไร ท่านประธานครับ เรื่องนี้เท่าที่ผมอ่าน โดยละเอียดทั้งหมดแล้วผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก และถือว่าเป็นเรื่องก้าวล้ำนำหน้า ที่น่าจะต้องสนับสนุนให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเร็ว แล้วก็อยากให้เรื่องนี้สัมฤทธิผลจริง ๆ ภายใน ระยะเวลา ๑ ปีที่กำหนด ผมดูกรอบ ดูวิธีคิด ดูแนวทางต่าง ๆ ทั้งหมดแล้วเป็นเรื่องที่เห็นว่า เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา ๑ ปีนี้ รายละเอียดเนื้อหาอื่น ๆ แทบจะไม่ต้องมีอะไรอภิปรายเติมหรือเสริมมากไปกว่านี้ ท่านประธานครับ ต้องเรียนต่อ ท่านประธานที่เคารพว่าระบบดิจิทัลจะทำให้เกิดความโปร่งใสตามที่พูดกัน นี่คือเรื่องสำคัญครับ ไม่ต้องอื่นไกล ระบบดิจิทัลหรือเทคโนโลยีแค่สภานะครับ ท่านประธาน กินข้าวกันทุกวัน ยังไม่รู้เลยว่ามีหนูไปวิ่งกันอยู่เต็ม ผมกินไข่พะโล้บ้าง กินผัดเผ็ดปลาดุกบ้าง นี่ระบบดิจิทัล ทำให้รู้เลยว่าสภาผู้แทนราษฎรที่มีท่านอลงกรณ์เป็นรองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศมีหนูมากเลยครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านวันชัยครับ ขออนุญาตนิดหนึ่ง ผู้ที่ดูแลรัฐสภาคือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ในฐานะรัฐสภา ส่วน สปท. เราก็อยากช่วยเต็มที่แต่ว่าเราไม่ได้มีอำนาจทางกฎหมาย ที่ดูแล แต่ว่าดีแล้วครับ เพราะว่าต่อไปนี้ก็ไปช่วยกันทำบิ๊ก คลีน เดย์ (Big Clean Day) ไม่ให้มีหนูอีกต่อไปให้สมกับยุคดิจิทัลนะครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ผมกำลังพูดเรื่องดิจิทัล พอดีนึกเรื่องหนูได้ เรื่องโปร่งใส แต่เอาละไม่เกี่ยวกับท่านรองประธานอลงกรณ์นะครับ ท่านประธานครับ แต่เรื่องความโปร่งใส เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีมีเรื่องสำคัญมาก แม้แต่ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการด้านการเมือง เราเห็นว่าระบบที่จะทำให้เกิดการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมนั้นก็ต้องระบบดิจิทัล จะเข้ามามีส่วนอย่างสำคัญ เราต้องสนับสนุนให้ประชาชนที่ใช้สิทธิเลือกตั้งและผู้ที่มีส่วน ในการควบคุม กำกับดูแลการเลือกตั้งใช้ระบบดิจิทัลนั้นเข้าไปมาก ๆ และเรากำลังสนับสนุน ซึ่งกรรมาธิการได้เสนอไปแล้ว ต่อไปนี้ใครจับการทุจริตอันเกิดจากการเลือกตั้งซื้อสิทธิขายเสียง ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากโทรศัพท์ดิจิทัล โซเชียล (Social) อย่างหนึ่งอย่างใด ถ้าในที่สุดศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด เขาจะได้รางวัลเป็นค่าตอบแทนที่จับการทุจริต นี่ก็เหมือนกัน ผมกำลังจะกราบเรียนท่านประธานว่าความโปร่งใสอันเกี่ยวกับการให้เกิด เศรษฐกิจ ท่านประธานครับ เดี๋ยวนี้การทุจริตมีกันมากมายเลยนะครับ ระบบเศรษฐกิจ ต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ถ้ามีดิจิทัลเข้ามาควบคุม กำกับดูแล มีการประสานงาน มีหน่วยงาน ต่าง ๆ นั้นจะทำให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ไม่ต้องอื่นไกลครับท่านประธานเดี๋ยวนี้ ท่านดูทีวี (TV) ทุกวัน ดูโทรศัพท์กันทุกวัน เราจะเห็นว่าโซเชียล (Social) แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันทีทันใดรวดเร็วมาก ผมอยากจะยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่งนะครับ ท่านประธานสถิตย์ อยู่ในแวดวงของทางด้านเศรษฐกิจ และอยู่ในแวดวงของการที่ผู้ค้าอะไหล่นำอะไหล่ ผ่านศุลกากร อันนี้ก็เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ ปรากฏว่าเกิดเรื่องครับท่านประธาน ปัจจุบันนี้ แน่นอนต้องยอมรับเลยว่าการค้าอะไหล่ในประเทศไทยในขณะนี้เกือบจะทั่วประเทศ มีทั้ง ถูกกฎหมาย ผิดกฎหมาย หลีกเลี่ยงภาษี มีทั้งถูกต้อง ปรากฏว่าพ่อค้าอะไหล่ทั่วประเทศ ท่านจิ้มเข้าไปร้านใดร้านหนึ่งก็ได้ ของถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์น้อยมาก แล้วพ่อค้าก็แข่งขันกัน จากการหลีกเลี่ยงหนีภาษี แล้วก็มีอยู่ดาษดื่นหมด ปรากฏว่าเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน ลำพังข้าราชการที่กินสินบาทคาดสินบน ใต้โต๊ะบนโต๊ะมีอยู่หลายหน่วย เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมได้รับ การร้องเรียนจากชาวบ้าน นี่ผมกำลังพูดถึงระบบดิจิทัลนี่ละ ท่านประธานเชื่อไหมครับ ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษก็เอากับเขาด้วย ๑๙๑ เดี๋ยวนี้นะครับท่านประธาน ผมกำลัง พูดถึงการควบคุมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยระบบดิจิทัล นี่ก็เป็นระบบหนึ่งที่จะ ทำให้เราควบคุมการใช้อำนาจรัฐจากส่วนราชการได้ มีการแชร์กันได้ ดึงกันให้ทั่วถึงไปได้ ตรวจสอบกันได้ เกิดอะไรครับ ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ความจริงเขาไม่ได้เกี่ยวเท่าไรหรอก เดี๋ยวนี้เข้าไปตามร้านอะไหล่ย่านวรจักร นางเลิ้ง วัดโสมนัส เต็มไปหมดละแถวนี้ เข้าไปกันทีหนึ่ง ๒๐-๓๐ คน ผมมีภาพมาด้วยนะครับท่านประธาน ขออนุญาตเอาภาพ ฉายให้ดูหน่อยว่าระบบดิจิทัลสามารถควบคุมได้ ท่านประธานอนุญาตให้ภาพมาหรือยังครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมอนุญาตครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายวันชัย สอนศิริ

นี่คือระบบดิจิทัล คือกล้องวงจรปิดผมจะให้ดูว่าเดี๋ยวนี้ เข้ากันมาอย่างกับปล้น นี่ย่านวัดโสมนัสเข้าไปอีกภาพครับ ผมจะให้ดูเป็นตัวอย่างว่า พูดทั้งหมดนี่ระบบดิจิทัลสามารถควบคุมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ ผ่านไปเรื่อย ๆ คาตรงนี้ไว้ อะไรเกิดขึ้นครับ ตำรวจ ๑๙๑ ไปเรียกแต่ละร้าน ๕๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง ๘๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง ชาวบ้านเขาจับภาพไว้ ลำพังเรียก ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๘๐๐,๐๐๐ บาท แน่นอนคนทำผิดกฎหมาย แต่แก้ด้วยระบบอย่างนี้ถูกกันหรือเปล่า ตีเมืองขึ้นกันแบบนี้ถูกต้องกันหรือเปล่า ที่สำคัญครับ ท่านประธาน ลำพังกินกัน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๘๐๐,๐๐๐ บาท ๗๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท พอทนครับ นี่เล่นกันเป็นรายเดือนเลยนะครับ แต่ละร้านจะต้องโอนเข้าบัญชีนายคนนี้ โอนทุกวันที่ ๑ ถึงวันที่ ๕ ทุกเดือน แล้วก็แจ้งโอนสลิป (Slip) ผ่านทางไลน์ (Line) ไม่ได้บอก ชื่อตำรวจนะครับ เป็นชื่อชาวบ้าน แต่ทั้งหมดชาวบ้านบอกว่าเป็นกระบวนการของตำรวจ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าระบบดิจิทัลที่ท่านประธานสถิตย์และคณะกรรมาธิการ เสนอมานั้น นอกจากท่านใช้บริการประชาชนแล้วถ้าเราสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน ทุกภาครัฐ มีกล้องวงจรปิด มีระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่าง ๆ ก็จะสามารถ ทำให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ ถ้าร้องเรียนเป็นเอกสารบางทีก็หายไปในอากาศ ออกเป็นโซเชียล (Social) บ้าง ออกเป็นข่าวบ้าง ออกเป็นการตรวจสอบของภาครัฐบ้าง แล้วบัญชีนี้ลองตรวจสอบดูสิว่าเงินไปเข้าใคร เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ชาวบ้านมานั่งร้องไห้ที่สภาครับท่านประธาน บอกอาจารย์วันชัยว่าฉันจะเลิกค้าอะไหล่แล้ว ล่อกันที ปล้นกันที มากัน ๒๐ คน ระดับตำรวจใหญ่นะครับท่านประธาน ซัดกันไปที ๘๐๐,๐๐๐ บาท ผมฟังชาวบ้านแล้วก็รันทดครับ พอเห็นท่านพูดระบบดิจิทัลมันน่าจะใช้ ในระบบตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจรัฐได้บ้าง มีอีกภาพหนึ่ง อย่าว่าเฉพาะในเรื่อง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเฉพาะของตำรวจ อีกนิดเดียวครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านวันชัยครับ เผอิญผมอนุญาตพอสมควรเพราะว่าเกี่ยวข้องกับ บุคคลภายนอก เอาเฉพาะที่ฉายมาแล้วก็เพียงพอครับ กรุณาอภิปรายต่อครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานว่าอย่างไรนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมได้อนุญาตเท่าที่ท่านได้ฉายภาพออกไป ส่วนภาพถัดไปคงเป็นที่เข้าใจ อยู่แล้ว ท่านใช้การอภิปรายก็แล้วกันครับ

นายวันชัย สอนศิริ

คือกำลังให้เห็นว่าการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ต้องสนับสนุน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ถูกต้องครับ

นายวันชัย สอนศิริ

นี่ท่านมาลองดูสิ ไม่อย่างนั้นเราจะไปตรวจสอบกัน อย่างไร เพราะระบบดิจิทัลที่คณะกรรมาธิการเสนอมา ผมขอให้ท่านดูอีกภาพหนึ่งครับ ท่านประธาน ผมอุตส่าห์เอามาให้ท่านประธานดู อันนี้สำคัญยิ่งกว่าหนูอีกครับท่านประธาน ขอภาพนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านวันชัยครับ คืออย่างนี้ ท่านขออนุญาตที่จะนำแผ่นภาพเข้านำเสนอ ผมได้ นำกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานไม่ได้อนุญาต

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านอนุญาตหรือเปล่าครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านไม่ได้อนุญาต หรือไม่อนุญาตนะครับ ขอให้พิจารณาให้ดี ก็มาตกอยู่กับ การตัดสินใจของผม ผมก็เลยคิดว่าพอเหมาะพอควรก็เลยอนุญาตท่านไปตามที่ได้ฉายภาพ ออกไปพอเป็นตัวอย่างครับ คือวันนี้เรากำลังพิจารณาเรื่องของรายงานการปฏิรูปเศรษฐกิจ ดิจิทัลประเด็นของท่านเป็นประเด็นสำคัญก็คือการใช้ระบบดิจิทัลในการสร้างความโปร่งใส ของความเป็นรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วได้ยกตัวอย่างมาซึ่งก็พอเห็นภาพแล้วเข้าใจได้ดี ส่วนประเด็นการตรวจสอบการกระทำผิดประพฤติมิชอบก็ขอให้ถึงวาระในประเด็นนั้น ผมคิดว่ายกตัวอย่างได้พอสมควรแล้ว

นายวันชัย สอนศิริ

แล้วท่านประธานว่าผมพูดนี่เกี่ยวไหม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เกี่ยวครับ แต่ว่าผมอนุญาตแค่นั้นก็เพียงเท่านั้นครับ ขอเชิญท่านอภิปราย ต่อไปครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ผมพอแล้วครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านอำนวย นิ่มมะโน มีอะไรครับ พาดพิงหรือเปล่า เชิญครับ

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน

ผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน สมาชิก ลำดับ ๑๙๗ สังเกตสรรพนามนำหน้าชื่อ พลตำรวจโท ยังเป็นตำรวจอยู่ครับ เป็นข้าราชการ บำนาญ เรื่องวงจรปิดก็เป็นหนึ่งในดิจิทัล ตรงนี้จะคุมประพฤติได้ทั้งคนร้ายและเจ้าหน้าที่จริง ที่ท่านวันชัย สอนศิริ อภิปรายเมื่อสักครู่มันกระทบทั้งองค์กร เพราะฉะนั้นผมขอให้ ทำชัดเจนครับ ถ้ามีหลักฐานไปดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ไม่ใช่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทั้งหมด ไม่ใช่ตำรวจ ๑๙๑ ทั้งหมดเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นจริงนะครับ ไม่ใช่ทั้งหมด เนื้อร้ายช่วยกันตัดทิ้ง เพราะฉะนั้นให้ไปแจ้งความดำเนินคดี แล้วผมเห็นด้วยถ้ามีหลักฐานชัดเจน เพราะสิ่งนี้ จะเป็นตรงกลางระหว่างผู้ปฏิบัติกับผู้ถูกปฏิบัติ ระหว่างคนร้ายกับเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนร้าย สนับสนุนท่านวันชัย ไม่ได้คัดค้าน แต่ต้องทำให้จริง เพราะถ้าพูดไปแล้วไม่จริงองค์กร เสียหาย ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ความจริงเป็นเรื่องธรรมดา คือข้าราชการไม่ว่าตำรวจ ทหาร พลเรือน นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน นักการเมือง มีทั้งคนดี คนไม่ดี เรากำลังพูดถึงเรื่องยุคดิจิทัล แห่งอนาคต เราก็มีข้าราชการที่เป็นข้าราชการดิจิทัลก็มี ข้าราชการที่เป็นอนาล็อก (Analog) ก็ยังมี ก็เกิดขึ้นทุกวัน นั่นคือหน้าที่ของการปฏิรูปประเทศของเราที่กำลังทำอยู่ขณะนี้ แล้วปัญหาก็สะสมหมักหมมมามากทั้งคนทั้งระบบที่ล้าหลังอะไรต่าง ๆ แต่ว่าวันนี้เดินหน้าไป มากแล้ว เพียงแต่ว่าอะไรเป็นเนื้อร้ายก็จัดการ โดยเฉพาะข้อมูลที่ท่านวันชัยนำเสนอ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็เห็นด้วยกับท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ที่ได้ชี้แนะ ในเรื่องเหล่านี้ ก็ดำเนินการตามที่ควรจะต้องทำ เพราะว่าผมเองอยู่ตรงนี้ก็ได้รับร้องเรียน คล้าย ๆ ที่ท่านพูดถึง ๑๙๑ ความจริงทำหน้าที่เป็นสายตรวจ แต่วันนี้ดูเหมือนจะตรวจ เข้าไปสู่เรื่องผลประโยชน์ ก็ฝากกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเรา แล้วก็ กรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน และกรรมาธิการชุดที่ดูแลอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ ลองเข้าไปดูหน่อย เพราะว่าบางครั้งการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐยังมีอยู่ ยังขัดขวางต่อนโยบายของรัฐบาลและอ้างนโยบายรัฐบาล อ้างท่านนายกรัฐมนตรี อ้างรัฐมนตรี อ้างรองนายกรัฐมนตรีซึ่งผู้นำของแม่น้ำ ๕ สายทั้งหมด เราต้องการขจัดสิ่ง เหล่านี้ แต่ก็ยังมีพวกที่เป็นเหมือนหนูในสภายังกินอาจมอยู่แล้วคอยหลบอยู่ซอกมุมต่าง ๆ โดยอาศัยร่มชายคารัฐสภา ก็เหมือนกัน ข้าราชการตำรวจ ทหาร พลเรือน ทุกสาขาอาชีพ ก็ยังอาศัยร่มเงาของอำนาจหน้าที่และผู้ใหญ่ อ้างโน่นอ้างนี่ พวกนี้ต้องจัดการให้เฉียบขาด เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนท่านวันชัย เดินหน้าต่อไปเต็มที่ สภาเรายืนหยัดอยู่บนความถูกต้อง และการปฏิรูปเพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น ขจัดคนชั่ว คนเลว หรือข้าราชการชั่ว ข้าราชการเลว ก็ต้องช่วยกันเต็มที่ ต่อไปขอเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดครับ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หมายเลข ๑๑๐ นะครับ ขอเป็นการให้ข้อมูลเล็กน้อย ก่อนอื่นต้องขอชื่นชม คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะในช่วง ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เสนอ ในเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งในช่วงแรกก็เสนอเรื่องเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมีผลสำคัญต่อเรื่อง ของความเข้มแข็งของชุมชนหรือของประชาชนที่เป็นฐานรากทั่วไป ครั้งนี้ท่านได้เสนอ เรื่องเศรษฐกิจเชิงกระแสใหม่ ซึ่งจะเป็นแนวโน้มของอนาคต ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างมาก ทางรัฐบาลก็มีการพูดถึงตรงนี้อย่างมากมายนะครับ ท่านได้พูดถึงหลายเรื่อง ในเรื่องของความคืบหน้า ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็คงเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นเรื่องใหม่ในระบบราชการ จะมีปัญหาเรื่องความเป็นเจ้าภาพก็ดี เรื่องของใครจะเป็นคนรับผิดชอบก็ดี เนื้องานใหม่ควรจะไปอย่างไร แล้วหลายเรื่องผมคิดว่า ก็คงทำให้มีความชัดเจนถ้า ป.ย.ป. ได้ทำเรื่องนี้ชัดเจนขึ้นอย่างที่ท่านประธานพูด ผมคิดว่า ในปี ๒๕๖๐ คงจะเห็นความคืบหน้าของงานตรงนี้ได้ค่อนข้างมากเพราะว่านี่เป็นทิศทางใหญ่ ผมมีข้อมูลเพียง ๒ เรื่อง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและอาจจะสะท้อนถึง สิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนะครับ จริง ๆ ความสำเร็จในเรื่องของรัฐบาลดิจิทัลก็ดี เรื่องของ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็ดี บางทีอาจจะไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราเสนอไปเพียงอย่างเดียว อาจจะมีปัจจัยรอบข้างอย่างอื่นซึ่งมีผลงานที่ทำให้ของเราอาจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ได้ เมื่อ ๒-๓ วันนี้ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่เป็นข้อมูลบางส่วนซึ่งผมคิดว่าเป็นประโยชน์ ซึ่งจะเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหนผมคิดว่าก็คงต้องไปดูอีกทีหนึ่งถ้าเป็นข้อเท็จจริงอย่างมาก ก็มีส่วนสำคัญเหมือนกัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการสัมมนาในเรื่องของการเป็น ๕ จี (5G) ของประเทศไทย ก็มีผู้แทนซึ่งคิดว่าเป็นส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทางดีแทค (DTAC) ก็ดี ทางสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศก็ดี หรือหัวเหว่ย (Huawei) ก็ดี เขามีการพูดถึง ประเทศไทยในการพัฒนาตรงนี้ ซึ่งผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ถ้าข้อมูลนี้ เป็นข้อมูลจริงเราก็คงจะต้องมานั่งพิจารณาทบทวนหรือว่าแก้ไขตรงนี้ได้อย่างไร ก็มองว่า ในขณะนี้ทั้ง ๒-๓ ท่านพูดโดยรวม ๆ ว่าประเทศไทยใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน ๓ จี (3G) ค่อนข้างนานกว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เราใช้เวลาถึง ๑๐ ปีในการเปลี่ยนผ่านตรงนี้ ซึ่งก็รู้ว่าตอนนี้เรากำลังเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand ๔.๐) ก็ดี แต่การเปลี่ยนผ่านของเรา แต่ละระยะจะใช้เวลาค่อนข้างนาน อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอันหนึ่ง และใน ๓ ปีข้างหน้า เขาได้มีการพูดถึงว่าประเทศข้าง ๆ เราไม่ว่าจะเป็นเมียนมา หรือกัมพูชา การจัดการ คลื่นความถี่ของเขาในรอบ ๓ ปี ในรอบถึงปี ๒๐๒๐ เกินกว่ามาตรฐานของไอทียู (ITU) คือสหภาพโทรคมนาคมรอบประเทศไปอย่างมาก ของเมียนมาก็ดี ของกัมพูชาก็ดี มีการจัดเตรียมคลื่นความถี่ถึง ๑,๓๔๐-๑,๙๖๐ เมกะเฮิรตซ์ ในขณะที่ของไทยเองขณะนี้ เรามีเพียง ๓๒๐ เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการของเทคโนโลยีที่มี ความเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเป็นอย่างนี้จะเป็นปัญหา ถ้าเราพัฒนาเป็น ๔.๐ หรือ ๕.๐ ก็ดี ความต้องการใช้ข้อมูลหรือความต้องการเครื่องมือโปรแกรมต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมีความจำเป็น มากขึ้น ถ้าการจัดการคลื่นความถี่ของเราไม่สามารถจัดการได้พอกับปริมาณความต้องการ ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นปัญหา การที่เราสร้างดิจิทัลขึ้นมาอาจจะเป็นอุปสรรคอย่างมาก อันนี้ ก็เป็นข้อมูลอันหนึ่งที่ผมคิดว่าถ้าข้อมูลตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงก็คงมีผลต่อการที่เราจะเสนอ ตรงนี้ต่อไป

อีกอันหนึ่งก็เป็นบทความที่เขาเขียนเรื่องประเทศจีน อันนี้ก็น่าสนใจ ถ้าดิจิทัลของเรามีการพัฒนาแล้วสัมพันธ์กับประชาชนมีส่วนรู้ว่าได้ประโยชน์ผมคิดว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญ เขาก็หยิบยกในประเทศจีนขึ้นมาว่าบริษัทของจีนร่วมมือกับ ไปรษณีย์จีนและจัดการในเรื่องของการขายสินค้า ก็หวังว่าประเทศจีนคงจะเหมือนกับ ประเทศเรา ร้านโชห่วยในชนบทกำลังจะตาย ดังนั้นถ้าวิธีการคือจัดทำเว็บไซต์ (Web Site) นี้ ขึ้นมาและมีความเชื่อมโยงกันระหว่างทางร้านโชห่วยที่อยู่ในชนบท ไปรษณีย์ และลูกค้า ถ้าสามารถดำเนินการตรงนี้ได้ พอดำเนินการสั่งซื้อต่าง ๆ เหล่านี้โดยผ่านไปรษณีย์ขนส่งขึ้นมา มีการเจริญเติบโตมากในจีน และเขาบอกว่าธุรกิจไปรษณีย์ของจีนที่หันมาทำตรงนี้ ได้มีการเจริญเติบโตในปีที่แล้วถึง ๔๕๐ เปอร์เซ็นต์ สามารถทำมูลค่าได้หลายแสนล้านหยวน ตรงนี้ก็คือสิ่งที่มีความสำคัญมากในการขายสินค้าจากร้านโชห่วย การส่งสินค้าผ่านทาง เว็บไซต์ (Web Site) ต่าง ๆ เหล่านี้ลูกค้าก็สั่งซื้อมา ไปรษณีย์เป็นคนรับส่งถึงที่ ตรงนี้ถ้าเขา วางแผนว่าในประเทศจีนมีทั้งหมด ๗๐๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ถ้าสามารถเพิ่มร้านแบบนี้ได้ ๑ ร้าน ต่อ ๑ หมู่บ้าน แล้วในเขตเมืองเพิ่มอีกสัก ๒๐-๓๐ ร้านครอบคลุมประเทศจีน จะมีสินค้า จำนวนมากจากชนบทวางขายทางอินเทอร์เน็ตพวกนี้และจะมีการซื้อขายต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นอันหนึ่งก็คือเขาเทียบราคาขึ้นมาดูว่าราคาในการซื้อขายแบบเดิมประมาณ ๖ หยวน สมมุติต่อ ๑ ชิ้น ชาวไร่ได้แค่ ๑.๕ หยวน ที่เหลือก็เป็นของธุรกิจ เป็นของนายทุน ประเทศต่าง ๆ เข้าไป พอเขาใช้วิธีการแบบนี้ขึ้นมาสินค้าที่ซื้อขาย ๖ หยวนราคาแค่ ๔.๕ หยวนเอง แต่ชาวไร่ได้ถึง ๓ หยวน ๑.๕ หยวนเป็นของไปรษณีย์ แสดงว่าผู้บริโภค สามารถจะได้สินค้าที่ถูกลง ชาวไร่ได้เงินมากขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ ก็เดินไปได้ อันนี้ผมคิดว่าก็เป็น ตัวอย่างว่าถ้าทำแบบนี้ดิจิทัลเราสามารถที่จะรับหรือว่าเสิร์ฟความต้องการของคนได้จริง ๆ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเพียงข้อสังเกตที่ผมได้อ่านมาแล้วก็เห็นวาระนี้ขึ้นมาพอดี ก็คิดว่าคำว่าดิจิทัล ที่เราจะพัฒนาไปถ้าเราสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างครอบคลุมถึงความต้องการใช้ ขณะเดียวกันสามารถที่จะทำให้สัมผัสได้กับประชาชนโดยตรงผมว่าเราสามารถดำเนินการได้ อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็คงเห็นชอบด้วยตามที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอแนวทาง การพัฒนาขึ้นมา ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และเพื่อน สมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ต้องแสดงความชื่นชมอีกครั้งหนึ่งสำหรับกรรมาธิการ ด้านเศรษฐกิจที่มีท่านสถิตย์ ท่านปีติพงศ์ ท่านทวีศักดิ์ รวมทั้งวันนี้มีท่านจุฬารัตน์ซึ่งเคย ทำงานมาด้วยกันนะครับ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เสนอเรื่องที่เห็นอนาคตของประเทศ ผมอยากจะเรียนว่าแนวคิดและหลักการของประเทศไทย ๔.๐ น่าจะเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่ท่านประธานครับ การอภิปรายที่บอกว่าให้ใช้กลไกที่มีอยู่ไปขับเคลื่อนแนวคิดใหม่อันนั้น คิดว่าอาจจะมีปัญหาครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าถ้าเราใช้เครื่องมือแบบเก่า หรือถ้าพูด อย่างไม่เกรงใจกันแล้วก็คือระบบราชการที่ยังรวมศูนย์แล้วก็ค่อนข้างจะล้าหลังเราไม่สามารถ ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย ๔.๐ ได้ ท่านประธานครับ ประเทศเกาหลีที่กระโดดข้ามไป อย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องการวิจัย เรื่องอุตสาหกรรมดิจิทัล เรื่องอะไรต่าง ๆ เขากล้าที่จะ ปรับรื้อระบบกฎหมายทั้งหมดซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ฉบับที่ล้าหลังและขาดประสิทธิภาพ เหลือแค่ ๒๐๐ ฉบับที่มีประสิทธิภาพสูงจึงสามารถที่จะก้าวข้ามตรงนั้นไปได้ คำถามก็คือว่า เรามีแรงที่จะขับเคลื่อนได้ขนาดนั้นหรือไม่ เรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ ผมเชื่อว่ากลไกเดิม ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นข้อเสนอเรื่องระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีก็ดี เรื่องจัดตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพระดับชาติก็ดี รวมทั้งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สำนักเศรษฐกิจฐานชีวภาพเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นสูง ประเทศเราพัฒนาจากฐาน ทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนาจากฐานวัฒนธรรมคือวิถีชีวิต อันนี้เป็นจุดแข็งและถือว่า เป็นทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้อง และจะมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนก็เพราะเหตุนี้ครับ แต่ว่า ถ้าเราพัฒนาด้วยการเอาอุตสาหกรรมสกปรกเข้ามาแบบเดิมในอดีตซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับฐาน วิถีชีวิต ฐานวัฒนธรรมของเรา หรือฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฐานชีวภาพ ของเราแล้วประเทศจะลำบาก เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศของเรามีทรัพย์ในดิน สินในน้ำ มีผลิตผลของเกษตรกรรมส่งออก ปีหนึ่งประมาณล้านล้านบาท ๕ อันดับแรกก็มียางพารา ข้าว ปลา มันสำปะหลัง และผลไม้ ซึ่งในตัวเลขที่ให้มาประมาณ ๑.๓ ล้านล้านบาท แล้วก็บอกว่าทิศทางนี้สามารถขยับขึ้นไปได้ ๗.๓ ล้านล้านบาท ผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งสำคัญครับ แต่ว่าเราสูญเสียทรัพยากรชีวภาพ เท่าที่ข้อมูลผมมีนะครับ วันหนึ่งเราถูกทำลายไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษ ประมาณ ๒๐-๗๐ ชนิดต่อวัน ขณะที่เราค้นพบสัปดาห์หนึ่งได้ ๑ ชนิด แค่นั้นเอง เราขาดทั้งนักอนุกรมวิธานอย่างแรง รวมทั้งขาดนักวิจัยในเชิงลึกที่สามารถ จะทำเรื่องนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วแผ่นดินของเราควรจะมีนักวิจัยเชิงลึกในเรื่องนี้อย่างมาก แต่ว่าไม่ได้เกิดจากฐานที่เข้มแข็งของเราเองจึงทำให้เป็นลักษณะอย่างนี้ เรื่องของป่า ก่อนมีแผนพัฒนาฉบับที่ ๑ เรามีป่าประมาณ บ้างก็ว่า ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ บ้างก็ว่าถึง ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ พอมาปี ๒๕๓๖ เราเหลือป่า ๒๖ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เราก็ขยับขึ้นเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะขยับได้แค่ไหน อย่างไร ในเมื่อป่าเมืองน่านเพิ่งหัวโล้นไปหยก ๆ เรามีจุลินทรีย์ไม่น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ชนิด เรามีสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังไม่น้อยกว่า ๔,๐๐๐ ชนิด ประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ของสัตว์ทั้งโลก ที่ผมยกตัวอย่างเช่นนี้ก็เพราะว่าอันนี้ คือความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งเหล่านี้เป็นฐานที่สำคัญและมีถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ของโลก ขณะที่ประเทศทั้งโลกมี ๑๙๓ ประเทศ เราเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่ว่ามีฐานที่เข้มแข็งขนาดนี้ แต่ขณะเดียวกันแผ่นดินไทย ผมอภิปรายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า แผ่นดินไทยยังอาบสารพิษ ขณะนี้เรายังไม่มีกลไกในการห้ามโฆษณาและส่งเสริมการขาย พื้นที่เกษตรกรรม เป็นอันดับที่ ๔๘ ของโลก แต่ว่ายาฆ่าหญ้าสั่งเข้าอันดับ ๔ ของโลก ยาฆ่าแมลงสั่งเข้าอันดับ ๕ ของโลก อย่างนี้ทำให้เห็นว่ากลไกที่เรียกว่าคณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพจะต้อง ทำหน้าที่ในการเสนอ ให้เห็นว่านี่คืออุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ ไม่มีกลไกเช่นนี้ เราจะให้ใครทำครับ ฐานทรัพยากรทางชีวภาพ ฐานสิ่งแวดล้อมก็จะถูกทำลายลงไปเรื่อย ๆ นั่นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและเร่งด่วนในการที่จะดำเนินการเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ

มาเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ผมอยากจะเรียนว่าข้อเสนอทั้ง ๔-๕ ข้อ ตั้งแต่ ข้อ ๕.๑-๕.๔ นั้นอยากเห็นจริง ๆ ว่าดำเนินการไปได้ภายใน ๑ ปี และเป้าหมายที่อยากเห็น จริง ๆ คือรัฐบาลดิจิทัล ถ้าเรานึกภาพไม่ออกก็ให้ไปนึกถึงเวลาเราพูดถึงการศึกษาที่ดีที่สุด แห่งหนึ่งในโลกเรานึกถึงประเทศฟินแลนด์ ถ้าเรานึกถึงรัฐบาลดิจิทัลไม่ออกก็นึกถึงประเทศ อันหนึ่งซึ่งเราอาจจะไม่รู้จัก นักธุรกิจเขาบอกผมว่าประเทศเอสโตเนียจะเป็นประเทศ อันดับต้น ๆ ที่เป็นเรื่องรัฐบาลดิจิทัล ประเทศเอสโตเนียเพิ่งออกมาจากสหภาพโซเวียต เมื่อปี ๑๙๙๑ และเพิ่งเข้าสหภาพยุโรปเมื่อปี ๒๐๐๔ แต่ขณะนี้เขาใช้ระบบที่เรียกว่า รัฐบาลดิจิทัลในการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พูดถึงขนาดนักธุรกิจบอกผมว่า เขาสามารถเปิดบริษัทที่ใดในโลกนี้กับรัฐบาลของเขาได้ภายใน ๑๘ นาที แล้วตำรวจ ใช้เครื่องมือนี้ในการที่จะตรวจค้นรถยนต์ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ๕๐ เท่า เขาไม่ใช่จะตรวจใคร ก็ได้นะครับ แต่ฐานข้อมูลทำให้เขาสามารถที่จะเรียกข้อมูลแล้วตัดสินใจว่าจะตรวจหรือไม่ตรวจ ความโปร่งใสมันก็เพิ่มขึ้น ผมคิดว่าเราอยากเห็นตรงนี้ บ้านเรามันคอร์รัปชันมาก แค่เรามีซีซีทีวี (CCTV) แค่เรามีโทรศัพท์มือถือก็ช่วยแก้ปัญหาได้ ระดับหนึ่งนะครับ รถยนต์ประมาณ ๓๐ กว่าล้านคัน ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดนะครับ ๓๖ ล้านคัน ถ้าติดซีซีทีวี (CCTV) ติดกล้องข้างหน้ารถยนต์หมดก็ช่วยสอดส่อง ไม่เพียงแต่อุบัติเหตุจราจร แต่ว่าเรื่องการก่ออาชญากรรมทั้งหมด ในส่วนตัวผมแค่มีไอแพด (iPad) เครื่องเดียว ผมก็ทำงานอะไรได้เยอะมาก แค่ใช้เน็ตแบงก์ (Netbank) ก็ลดธุรกรรมที่จะต้องไปธนาคาร เยอะเลย แค่เรามีระบบท็อป (TOP) ในการโอนเงิน ผมมองไม่ออกเลยว่าพร้อมเพย์ (PromptPay) จะโกงกันได้อย่างไร ในเมื่อมีระบบท็อป (TOP) ออกมาที่เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) ตรวจสอบอย่างได้ดุลนะครับ ดังนั้นข้อเสนอทั้งหมดผมอยากจะเรียนว่า ทั้งข้อ ๕.๑-๕.๔ แล้วเป้าหมายคือรัฐบาลดิจิทัลเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการทั้งสิ้น ท่านประธานครับ เมื่อประมาณเกือบ ๒๐ ปีเห็นจะได้แล้วกระมังครับ เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนโดยอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ เป็นนักอนาคตศาสตร์ เขาพูดถึงมิติ ของความเร็วไว้ว่ากฎหมายหรือกลไกที่ออกกฎหมายคือที่นี่ รวมทั้งระบบราชการมีมิติของ ความเร็วที่ช้าที่สุด ช้าระดับล่าง ๆ นะครับ ขณะที่ภาคธุรกิจเร็วที่สุด เรากำลังพูดถึง เศรษฐกิจกระแสใหม่นะครับ ถ้าเราไม่ขับเคลื่อนด้วยระบบกลไกและเครื่องมือแบบใหม่ ถ้าข้อเสนอเรายังเป็นแบบเดิม ๆ เราไม่สามารถที่จะตามไปทันได้ ดังนั้นท่านประธานครับ ผมอยากสรุปว่าข้อเสนอเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งเศรษฐกิจชีวภาพเป็นข้อเสนอ ที่เป็นระบบมาก และที่สำคัญมีมิติของความเร็วให้เห็นอนาคตและมีอนาคต ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปนะคะ ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา 🔗

กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการ แล้วก็ชื่นชมด้วยซ้ำว่าท่านได้มองเข้าไปในอนาคต แล้วผมเห็นนะครับ ตอนแรกว่าจะไม่อภิปราย พอเห็นที่ท่านทำแล้วอดไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการมองได้ทั้ง ๒ แง่นะครับ อันที่ ๑ เราเป็นผู้ผลิต ความคิดหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นสินค้าดิจิทัลออกไป ๒. เอาเรื่องดิจิทัลเทคโนโลยีด้านนี้มาสร้างมูลค่าให้กับตัวสินค้า หรือพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างอย่างนี้นะครับ ประเทศเราเป็นเกษตรกรรม เขาก็บอกว่าเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ชาวนายัง ๑.๐ อยู่เราจะทิ้งเขาหรือเปล่า ไม่ได้ทิ้งครับ ผมเห็นท่านทำมาอย่างนี้ ผมดูแล้วไม่ทิ้ง มิหนำซ้ำจะช่วยเขาด้วยซ้ำ อย่างกรณี เกษตรกรที่เรารู้ ๆ อยู่ว่าเวลาปลูกพืช หรือผลิตไม่รู้จะไปขายที่ไหนพอจะไปขายก็ผีถึงป่าช้า ผมเองก็เคยเจอนะครับ เขาจะซื้อเท่าไร เราขนไปถึงตลาดต้องขาย แต่ถ้าเกิดมีระบบดิจิทัล ที่ท่านจะวางพื้นฐานไว้ที่ท่านเสนอมา ผมเป็นชาวนานะครับ ท่านเป็นรัฐบาล ท่านมีแอป (App) มีเซิร์ฟเวอร์ (Server) อยู่ ผมจะปลูกข้าวใช่ไหมครับ ผมก็ถือโทรศัพท์มือถือ ไปที่ท้องนาผม ก่อนอื่นผมลงทะเบียนก่อนว่าผมชื่ออะไร มีพื้นที่เท่าไร อะไรเท่าไร นี่ก็คือ ดิจิทัลนะครับ เสร็จแล้วโทรศัพท์อย่างนี้มันมีจีพีเอส (GPS) กด ๔ จุดรู้เลยว่านาตรงนี้ อยู่ตรงไหน พอรู้เสร็จข้อมูลนี้จะไปเชื่อมกับจีไอเอส (GIS) ท่านปีติพงศ์ทราบดีเพราะท่าน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาก่อน จีไอเอส (GIS) นี่คือแผนการใช้ที่ดิน ของกรมพัฒนาที่ดิน ลงทุนไปเยอะเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาทแต่ไม่ค่อยได้ใช้จะรู้เลยว่าพืชตัวนี้ เหมาะไหมที่จะปลูกอะไร จากนั้นทางกระทรวงพาณิชย์ส่งข้อมูลตลาดมาอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ (Server) พอผมลงทะเบียนผมจะปลูกข้าวปั๊บปรากฏว่ากราฟแดงขึ้นเลย มันเสี่ยงครับ เพราะว่าปีนี้การคาดการณ์ทางการตลาดของกระทรวงพาณิชย์บอกว่าทางสหรัฐอเมริกา เขาฝนดีน้ำดีข้าวจะขายไม่ได้ ถ้าเกิดทางฝั่งโน้นเขาแล้งปีนี้ท่านส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพด อย่างไรก็ขายได้ ตัวโทรศัพท์มือถือจะบอกหมดความเสี่ยง เพราะถ้าผมลงทะเบียนไปปั๊บ ปลูกข้าวท่านรู้เลย ๑๒๐ วันข้าวผมจะออกเท่าไร ข้าวโพดจะออกเท่าไร พริกเท่าไร ผมเป็น ชาวนาผมดูแล้วปลูกข้าวปีนี้ท่าทางจะแย่ ดูสิพื้นที่ตรงนี้จีไอเอส (GIS) เขาบอกให้ผม ปลูกอะไรได้อีก ตัวที่ ๒ ตัวที่ ๓ ข้าวโพดหรือ ผมลงข้าวโพดแทน ชาวนาจะตาสว่างมาก ผมเคยเลี้ยงวัวครับท่าน เขาบอกเด็กโง่ ๆ เรียนหนังสือไม่ได้ให้ไปเลี้ยงควายเลี้ยงวัว ผมเลี้ยงแล้วไม่ง่ายนะครับ จบปริญญาตรีจากธรรมศาสตร์อย่างผมจะไปเลี้ยงไม่ง่ายครับ เลี้ยงแล้วไม่รู้จะไปขายใคร ถ้าเกิดท่านเอาเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าไปสร้างตลาดอยู่ในนี้ ผมเลี้ยง ผมพัฒนาอย่างเดียว บิซิเนสคอนเซปต์ (Business Concept) ผมเปลี่ยนหญ้า ให้เป็นเงินโดยผ่านตัววัว ถ้าผมทำได้อย่างนี้เกษตรกรอย่างผมรวย ๑.๐ จะรอดได้ ด้วยเทคโนโลยี ๔.๐ เวลาน้ำท่วมไม่ต้องไปสำรวจ ท่านเอาภาพถ่ายทางอากาศของจิสด้า (GISTDA) มาทาบกับจีพีเอส (GPS) ที่ผมลงทะเบียนไว้ ท่านจ่ายค่าชดเชยได้เลย ไม่มีอมครับ กินไม่ได้ จะช่วยเหลือใครตรงไหนได้หมด หรือพ่อค้าอยากจะซื้อของ ไม่ต้องผ่านคนกลางนะครับ สมัครลงทะเบียนแล้วเข้าไปในเซิร์ฟเวอร์ (Sever) นี้ จะรู้ครับว่าชาวนา เกษตรกรปลูกอะไรบ้าง ที่ไหนบ้าง โรงสีเอาเปรียบไม่ได้ นี่อันแรกที่ผม เห็นคุณประโยชน์แล้วฝันนะครับ ที่ผมเอามาพูดตรงก็นี้เพื่อว่าเผื่อใครจะเอาไปทำต่อแล้วให้ เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ หรือจะมีธุรกิจ อีกหน่อยเรื่องยา เรื่องปุ๋ย เรื่องเทคโนโลยี มันอยู่ในนี้หมด แล้วรัฐก็กุมสภาพได้ว่าปีนี้จะตั้งรับอย่างไร อีกอันหนึ่งที่ผมมองเห็นนะครับ ๔.๐ ถ้าจะไปทำนี่เอาไปใช้เรื่องบริหารภาษี ซึ่งท่านก็เป็นกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ อย่างเรื่องแวต (VAT) โกงกัน ผมเคยเป็นสื่อมวลชนตามจับได้คดีหนึ่งโกงกันเยอะด้วย เสร็จแล้วมันเกิดจากการไม่เชื่อมโยงข้อมูล บางคนก็โดนอายัด โดนจับ โดนอะไรไปแล้ว เรื่องแวต (VAT) ผมมองอย่างนี้ครับว่ามันเป็นดีเอ็นเอ (DNA) ของภาษีเงินจะเคลื่อนไปไหน ตัวภาษีเป็นดีเอ็นเอ (DNA) ถ้าเราดูการเคลื่อนของภาษีได้จะรู้ว่าเงินไปไหน แล้วก็จะไปเข้า กระเป๋าใคร จะไปทุจริตหรือไม่อะไรมันไปได้เยอะ ถ้าเกิดท่านใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย ประสิทธิภาพการเก็บภาษีจะสูงมาก นั่นก็คือแวต (VAT) จะมีภาษีซื้อกับภาษีขาย บริษัทที่ออกภาษีขายไป และอีกบริษัทเอาภาษีซื้อไป ถ้าบิล (Bill) ๒ ใบแมตช์ (Match) กัน ได้เมื่อไรการขายจะสมบูรณ์ แวต (VAT) ไม่หายไปไหน ฉะนั้นถ้าเกิดรัฐบาลให้ทุกบริษัท ที่มาจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอาโปรแกรมไปลงในคอมพิวเตอร์ แล้วก็ออนไลน์ (Online) โยงการออกบิล (Bill) หรือการทำบัญชีอะไรก็แล้วแต่เข้าไปเซิร์ฟเวอร์ (Server) กลางของสรรพากร ท่านจะเห็นเลยว่าอ้ายนี่ขายออกไป อ้ายนี่ซื้อ ขาย ซื้อ มันแมตช์ (Match) กัน อันไหนไม่แมตช์ (Match) ท่านค่อยไปตรวจเขา ทุกคนจะโดนล็อกหมด จนกระทั่งสินค้าตัวนี้ถูกทำไปจนถึงปลายทาง แล้วถามว่าตอนนี้มีโควตาเหลืออยู่มีคนไปซื้อ ภาษีเพื่อจะมาต้มสรรพากรว่าได้มีการซื้อขายจริง เขาเรียกว่าซื้อใบเสร็จ อ้ายนี่ทำอย่างไร ปลายทางท่านมีบัตรประชาชนใช่ไหมครับ ผมก็มี มันมีการ์ด (Card) ตัวนี้อยู่ หรือท่านจะใส่ อาร์เอฟไอดี (RFID) ไปก็ได้ ท่านเอานี่ไปแตะที่การ์ดรีดเดอร์ (Card Reader) ที่ร้านสะดวกซื้อ ที่ไหนก็แล้วแต่ การ์ดรีดเดอร์ (Card Reader) จะโยงกับสรรพากร พอสินค้าตัวนี้มาถึงตรง ร้านค้าปลีกแตะปั๊บข้อมูลจะยิงเข้าไปที่สรรพากรว่าสินค้าตัวนี้มีคนซื้อตัวจริงชื่อนายวรวิทย์ และข้อมูลนายวรวิทย์ก็จะไปเก็บไว้ที่สรรพากร ถ้าสรรพากรบอกว่าเอาอย่างนี้นายวรวิทย์ ปีนี้นายใช้เงินเยอะเสียภาษีเยอะจะคืนให้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐,๐๐๐ บาท คืน ๑,๐๐๐ บาท เท่ากับผมเสียแวต (VAT) แค่ ๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ ผมเอาไหม ผมเอาสิครับ ผมก็แปะไปเรื่อย ใครไม่มีแวต (VAT) พวกขายตามท้องถนน พวกหาบเร่แผงลอยไม่มีผมไม่แปะ เขาขายไม่ได้ครับ เพราะผมต้องการแวต (VAT) คืน พวกนี้ก็จะเข้าระบบหมด ร้านไหนขายเอาแวต (VAT) ไม่เอา (VAT) ผมไม่สน เพราะผม แปะหมดแล้วครับ ผมได้เงินคืน ทีนี้จะบังคับให้ทุกคนไม่ต้องไปพร้อมเพย์ (PromptPay) แล้วครับ ทุกคนก็จะวิ่งเข้าระบบหมด เพราะว่าถ้าใครไม่มีแวต (VAT) อีกหน่อยจะขายของไม่ได้ รัฐจะกุมสภาพได้ทั้งหมดว่าเงินภาษีทั้งหมดวิ่งไปไหนบ้าง อย่างไรบ้าง จะเอาเงินบริษัท ไซฟ่อน (Syphon) เอาไปใต้โต๊ะลำบาก เทคโนโลยีดิจิทัลตัวนี้จะคุมได้เลยว่าเงินหายไปไหน จากบัญชี ท่านสามารถมีลูกเล่นได้ว่าสินค้าสิ้นเปลืองอาจจะคืนน้อยหน่อย สินค้าจำเป็นคืนแวต (VAT) มากหน่อย แล้วทำไปทำมาคนที่ไม่เสียแวต (VAT) ผมว่าอีกสัก ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ จะต้องวิ่งเข้าระบบเพราะมันอยู่ไม่ได้ ตัวนี้รัฐจะได้เงินเพิ่มขึ้นแล้วมีประสิทธิภาพ ในการจัดเก็บมากขึ้น เทคโนโลยีดิจิทัลไปไกลมากนะครับ ผมคิดว่าถ้าเราเห็นประโยชน์ ใช้ประโยชน์ก่อน เราได้ประโยชน์ก่อน อย่าไปกลัวมันนะครับ อย่าไปคิดว่ามันจะมาทำให้เรา วุ่นวายยุ่งยาก แต่ที่จริงมนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อให้มันรับใช้เรา อยู่ที่ว่าเราจะฉลาดใช้มัน ขนาดไหน ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุดท้ายนะคะ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา สปท. ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่เคารพรักทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ในรอบ ๒ เดือนนี้ก็เป็นครั้งที่ ๓ ที่ผมมีความรู้สึกว่าฮอร์โมนมันขับเคลื่อนอย่างมีความสุข ที่เห็นการเสนอโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อชาติในปัจจุบันและในอนาคตต่อลูกหลาน ของเราในอนาคตอย่างยิ่ง เรื่องของเศรษฐกิจในอนาคต จริง ๆ แล้วผมนำเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มา ถ้าพูดเป็นคนแรกจะทำให้ประชาชนคนฟังทางบ้านเข้าใจว่าเรื่องที่เรา จะพูดนี้มาจากอะไร ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าประเทศไทยไม่มีที่ดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีพืช รวมทั้งป่าไม้ โดยเฉพาะป่าไม้เราไม่ต้องพูดเรื่องนี้เลย เพราะเทคโนโลยีชีวภาพโดยเฉพาะ ชีวภาพก็คือต้องมีต้นไม้ จะต้นไม้ใหญ่เล็กอะไรก็ตาม แล้วสิ่งที่ท่านเสนอมาใน ๗ หน้า ท่านมีเนื้อหา ๗ หน้าเอง นอกนั้นเป็นภาคผนวก ๙ ชนิด ทำให้ผมมีความรู้ว่าครอบคลุมดีมากเลย เช่น สินค้าเกษตร อาหาร สมุนไพร สารสกัดชีวภาพ วัคซีนสัตว์ วัคซีนมนุษย์ ตรวจวินิจฉัย ยา พลังงาน พลาสติกชีวภาพ เดี๋ยวผมจะพูดเรื่องพลาสติกชีวภาพให้ท่านฟังอีกทีหนึ่ง อย่างไรก็ตามอยากจะกราบเรียนว่าการนำสินค้าการเกษตรใด ๆ ก็ตามมาทำให้มนุษย์ มีความสุขมากขึ้น ประหยัดมากขึ้น มลภาวะน้อยลง ก็ถือว่าอยู่ในเรื่องพวกนี้ทั้งนั้น และในอนาคตเราก็กลัวว่าน้ำมันจากฟอสซิล (Fossil) ที่จะใช้เป็นพลังงานจะหมดไป ๆ ก็อาจจะไม่ถึงกับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เพราะขณะนี้การใช้พลังงานทดแทนก็มาแรง

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ผมอยากจะเริ่มต้นที่เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) อันแรกเลยไม่มีใครไม่รู้จัก ภาพที่ ๒ ครับ ถ้ามองภาพนี้แล้วไม่มีใครไม่รู้จักว่านี่คืออะไร ผมคิดว่าไม่ใช่คนที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์นี้แล้ว คือน้ำตาล น้ำตาลนี้บริสุทธิ์ไม่มีสารเคมี เขาเรียกว่าน้ำตาลทรายแดง ถามว่าน้ำตาลทรายแดงมาจากไหน ท่านดูภาพต่อไปครับ อันนี้น้ำตาลทรายขาว มี ๒ อย่าง อันนี้ต้องใส่สารเคมีฟอกให้มันขาว นี่น้ำตาลมาจากไร่อ้อย อันนี้ไปถ่ายมาจากสระบุรี เดี๋ยวนี้ไม่ใช้คนแล้วใช้เครื่องเลย ปื๊ดเดียว ๑๐๐ ไร่ ๑,๐๐๐ ไร่ ภายใน ๑ วันนะครับ ภาพต่อไปครับ จากต้นอ้อยเอาขึ้นรถบรรทุก ๒๐ ล้อ แล้วมาเทลงในบ่อ ในถัง เพื่อที่จะทำ โมลาส (Molasses) ก็คือน้ำจากน้ำอ้อยแล้วไปกลั่นเอาเศษขยะออกแล้วไปเป็นน้ำตาล ภาพต่อไปครับ อันนี้ถ้าใครอยู่ภาคใต้หรืออยู่ภาคกลางไม่รู้จักต้นนี้นี่แย่เลยนะครับ เรียกว่า ปาล์มน้ำมัน ปาล์มน้ำมันเอามาทำอะไร นอกจากทำอาหารแล้วนะครับ ถูกไหมครับ ทำครีม ทำร้อยแปดจิปาถะหลายอย่าง จากปาล์มน้ำมันก็สามารถเอาไปทำไบโอ (Bio) ได้นะครับ โรงงานไบโอ (Bio) ผมเอามาให้ท่านดูเลยครับ ไบโอฟูเอล (Biofuel) ของบางจากไบโอฟูเอล (Biofuel) อยู่ที่อยุธยา บางปะอิน ภาพต่อไปครับ ไร่มันสำปะหลัง อันนี้ไปถ่ายมาจาก อุบลราชธานี เกษตรกรทำกันมาก จากมันสำปะหลังไปทำอะไรครับ โน่นครับ เข้าโรงงาน ไปหมัก ไปทำเอทานอล (Ethanol) จากมันสำปะหลัง อันนี้ของบริษัทต้องบอกสักหน่อย เพราะแอบถ่ายเขามา อุบลไบโอเอทานอล จำกัด ภาพต่อไปครับ จากน้ำมันทั้งหลายมาสู่ สถานีบริการน้ำมัน ไม่ว่าจะยี่ห้ออะไร ปตท. บางจาก เชลล์ ร้อยแปดจิปาถะ สู่รถ สู่เครื่องจักร เครื่องยนต์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเสียส่วนใหญ่ ขณะนี้เครื่องยนต์อีวี (EV) หรือรถยนต์อีวี (EV) ก็ยังไม่แพร่หลายแล้วก็ยังต้องใช้อันนี้อยู่นะครับ สิ่งที่ผมนำมาให้ท่าน ทั้งหมดคือสิ่งที่จะทำให้มนุษย์มีความสุขขึ้น ประหยัดมากขึ้น การทำให้ลดมลภาวะต่าง ๆ อย่างที่เพื่อน สปท. บรรยายไปแล้ว แต่ท่านเชื่อไหมว่าเทคโนโลยีชีวภาพเก่าแก่สุดของโลก คืออะไร ท่านดูภาพต่อไปครับ นี่คือโรงงานทำเบียร์ครับ เบียร์นี่คือเทคโนโลยีชีวภาพตั้งแต่ ดั้งเดิมเลย อันนี้โรงงานใหญ่แล้ว ตั้งแต่เขาทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ใช้จุลินทรีย์เข้าไปเสร็จแล้วทำ เป็นยีสต์ (Yeast) ออกมากลั่นไปเป็นแอลกอฮอล์ก็ได้ ไปเป็นเหล้าก็ได้ ใช้ฆ่าเชื้อโรคก็ได้ หรือไม่จริงครับท่านประธาน ฝากไปยังกรรมาธิการที่ผมต้องปูพื้นฐานอย่างนี้ก็คือว่า เรามาพูดกันเรื่องใหญ่เรื่องโต ๒ เรื่องที่ท่านนำเสนอผมเกรงว่าประชาชนคนเดินดิน ที่อยู่นอกสภานี้อาจไม่เข้าใจได้ว่าเราพูดเรื่องอะไร อยู่ตรงไหน รัฐบาลจะทำจริงไหม ก็ต้องปูพื้นฐานสักหน่อยว่าที่เรากำลังพูดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ต่อประเทศชาติ ในอนาคตอันใกล้นี้ และระยะยาวถ้าไปถึงฝั่งนะครับ ผมจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการว่าสิ่งที่ผมเสนอพร้อมกับอภิปรายไปด้วยนะครับ ข้อที่ ๑ ต้องพัฒนาการผลิต วัตถุดิบทางการเกษตรให้ทันสมัยอย่างที่หลายคนพูดไปแล้ว นอกจากใช้เครื่องมือเครื่องจักรแล้ว ต้องใช้เทคโนโลยี ใช้ระบบไอที (IT) เข้าไปดูแล การให้น้ำ การให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ให้ปุ๋ย ให้ยา สารเคมีไปแล้วก็ไหลจากโน่นเลยครับ จังหวัดน่าน เชียงราย ไหลจาก เชียงใหม่ลงมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ตกตะกอนมีสารเคมีเยอะแยะไปหมดใช่ไหมครับ ก็ต้องใช้ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยดูแลให้เกษตรกร รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเขาทำอย่างถูกวิธี ข้อ ๒ ต้องทำการเกษตร นี่เป็นแบบการเกษตรแปลงใหญ่ที่รัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังรณรงค์ ถ้าแปลงเล็ก ๆ มันใช้เทคโนโลยีเข้าไปดูแลระบบดิจิทัลลำบาก ก็ต้องใช้เกษตรแปลงใหญ่ เจ้าของเดียว หลาย ๆ เจ้าของรวมกันเป็นสหกรณ์ก็ได้นะครับ ข้อ ๓ ต้องลดค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าการเกษตรให้ต่ำที่สุด หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกวียู (VU) ต้องให้มีผลผลิตสูงต่อไร่ ข้อ ๔ ต้องเพิ่มผลผลิตจากการเกษตรต่อไร่ให้มีประสิทธิภาพ สูงสุดก็คือต่อไร่ เมื่อสักครู่พูดไปแล้วควบกับเรื่องการลดค่าใช้จ่ายไปพร้อมกันเลย ต้องลดค่าใช้จ่าย ไม่เช่นนั้นแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้ ข้อ ๕ ต้องมีแผนการผลิต และการแปรรูปสินค้าจากการเกษตรให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม ถ้าท่านเอาข้าว เอามันสำปะหลัง พืชกินได้มาทำเทคโนโลยีชีวภาพมาก ๆ สินค้าก็จะขึ้นราคา ก็จะขาดแคลนอาหารสำหรับมนุษย์และสัตว์ได้ มันต้องอยู่ที่จุดพอดี ท่านก็ต้องใช้ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เพื่อไปคอนโทรล (Control) การเก็บข้อมูลร้อยแปดจิปาถะ การนำเข้า ส่งออก รวมทั้งการนำสารเคมีเข้ามาต้องมีการตรวจสอบว่าถูกต้องไหม ยาฆ่าแมลงเท่าไร ไม่ใช่บริษัทใหญ่ ๆ โต ๆ นะครับ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริการ่ำรวยจากการฆ่ามนุษย์ ทางอ้อมคือสารเคมี เมื่อสักครู่นี้ผมพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีพลาสติก ผมต้องขอบคุณนักวิชาการ ชื่อนางคาเทีย บาสทิโอลิ เขาเป็นนักเคมีชาวอิตาลีคนแรกที่คิดค้นพลาสติกหรือพัฒนา ถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้เป็นคนแรกและขณะนี้ก็ใช้กันไปทั่ว แต่ว่าต้นทุนอาจจะแพงหน่อย เมื่อเปรียบเทียบกับพลาสติกที่ท่านหิ้ว ๆ อยู่นี้ แม่บ้านถุงพลาสติกอะไรก็ตามใจเถอะ ที่ผลิตจากวัตถุดิบ จากน้ำมันฐานไบโอเคมีคัล (Biochemical) อย่างนี้เป็นต้น ที่คิดว่า จะเป็นประโยชน์ในอนาคต และผมไปดูจากข้อมูลในปี ๒๐๓๐ ท่านประธาน โลกของเรา ที่มี ๗,๐๐๐ ล้านคนจะต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันเมื่อสักครู่นี้ ผมบอกไปแล้วว่าเอาไปทำน้ำมัน เอาไปทำร้อยแปดจิปาถะ โลกก็ต้องการอาหารมากขึ้น อีกสัก ๒ นาทีครับ มากขึ้น ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันเราก็ต้องจัดการลด คาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะประเทศที่ใช้รถยนต์เพิ่มขึ้น ๆ ที่มีประชากรเป็นพันล้านคน ใช้รถยนต์มากขึ้นด้วยการใช้พลังงานทดแทน ที่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการว่าผมเห็นด้วยและสนับสนุนในกิจกรรมที่ท่านเสนอมาอย่างยิ่ง แล้วก็ฝากท่าน ไปถึงผู้บริหารรัฐบาลทั้งปัจจุบันและในอนาคตว่าท่านต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจังและบูรณาการ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน ในเรื่องของท่านบอกว่าจะต้องเสนอกฤษฎีกาว่าจะตั้งองค์กรมหาชน ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการ เป็นโรคภูมิแพ้กับการตั้งองค์กรมหาชน เพราะ สปช. เขาบอกว่าให้ยุบรวม สังคายนา องค์กรมหาชนก็ยังไม่สังคายนา จะตั้งใหม่อีกแล้ว คำถามว่าตั้งใหม่แล้วกรมวิชาการเกษตรเอาไปไว้ไหน กรมพัฒนาที่ดินเอาไปไว้ไหน ท่านจะบูรณาการอย่างไร ต้องเป็นรูปธรรมครับ กรมชลประทานเอาไว้ตรงไหน มันเรื่องเดียวกันหมดเลย กรมส่งเสริมการเกษตร ร้อยแปดจิปาถะ รวมทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็ต้องทำให้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เสนอไปโอ้โฮชอบเลย ตั้งองค์กรมหาชน ตั้งธนาคารขึ้นมา แล้วท่านต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ท่านนำเสนอมาว่าป่าจะอยู่อย่างไร เถาวัลย์จะอยู่อย่างไรในป่า จะกราบเรียนท่านว่าผมไปดูเกษตรกรที่จังหวัดสกลนครมานะครับ ฟังจากวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยแล้วไปดูมา ท่านเคยกินผักหวานไหมครับ ผักหวาน หน้านี้ที่ผมไปดูเกษตรกรทำ จากไปอบรมตามโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์มา เขาจนมาก บัดนี้เขารวย ส่งลูก เรียนมหาวิทยาลัยได้ ขณะที่มีที่เพียง ๓ ไร่เอง พอผมไปถึงปุ๊บเขาบอกว่าขอบคุณมาก ที่มาเยี่ยมหมู่บ้านบ้านยาง เขาเรียกบ้านยาง ที่จังหวัดสกลนคร อำเภอโคกศรีสุพรรณ ทั้งหมู่บ้านนี้สมัยก่อนเป็นหมู่บ้านคนขอทานทั้งสิ้น ตั้งแต่พ่อแม่ผมเลย บัดนี้เขาไม่ต้องแล้ว เขาส่งลูกเรียนได้แล้ว ผมขออนุญาตไปอีกนิดหนึ่ง เท้าความเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ เขาเล่าให้ผมฟังเลยนะครับ ผมมีรูปนะครับ แต่ว่าผมไม่ได้เอานำขึ้นเพราะเห็นว่าเวลาจะไม่พอ เขาก็บอกผมว่าค่ำคืนหนึ่ง สัก ๓-๔ ทุ่ม ผู้ใหญ่บ้าน กำนันก็มาปลุก ไม่ใช่ปลุก กำลังกินข้าวกันประมาณ ๓-๔ ทุ่ม บ้านนอกเขาเป็นอย่างนี้นะครับ เขาบอกว่ามีคนมาในหมู่บ้านแกก็ไม่รู้ว่าใคร พอไปถึง ก็ไปกราบเพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จไปตอนค่ำของวันหนึ่ง แล้วก็ไม่บอกล่วงหน้า ท่านก็ไปไต่ถามว่าเป็นอย่างไร ตอนนั้นยังเป็นหมู่บ้านขอทานอยู่ ท่านก็บอกว่าขาดน้ำไม่เป็นไร ท่านก็จัดการทำฝายน้ำให้แล้วก็แบ่งน้ำกันใช้เพราะแล้งมาก แล้วก็ปลูกผักหวาน ถามว่าผมเอาผักหวานมาพูดทำไม ความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าท่านปลูกพืชเชิงเดี่ยวนะครับ อ้อยอย่างเดียว มันสำปะหลังอย่างเดียวนี่โรคภัยไข้เจ็บ ก็เต็มไปหมด เราต้องใช้ยาฆ่าแมลง เพราะความหลากหลายทางชีวภาพมันหมดไป ในโทรศัพท์มือถือผมนี่ถ้าท่านกรรมาธิการต้องการดูบอกนะครับ ปรากฏว่าเขาปลูกผักหวาน กิโลกรัมละ ๓๐๐-๕๐๐ บาท ปัจจุบันขายอยู่นะครับ ขนาดแล้ง ๆ นี่ยอดอวบเท่านิ้วก้อย ผมเลย ผมไปดูกับตาแล้วก็ถ่ายรูปมา เขาต้องปลูกไปคู่กับต้นแดง ขณะนี้ไม้แดงเริ่มน้อย เมล็ดน้อย เขาปลูกไปพร้อมกับต้นลำไย ท่านจะเชื่อไหมว่ารากของต้นผักหวานมันแทงเข้าไป ในต้นแดงกับต้นลำไย เขาบอกว่ามันเป็นกาฝากชนิดหนึ่งมันทำให้เจริญแข็งแรงดี รุ่งขึ้น ผมไปกราบหลวงปู่แบน วัดดอยธรรมเจดีย์ ก็ไปกราบเรียนถามท่าน ท่านถามว่ามาทำอะไร ผมก็บอกว่ามาทำอย่างนี้ เมื่อวานไปอย่างนี้มา ท่านไม่ได้ว่าถูกหรือผิด ท่านบอกว่า โยม ในป่านี้ เมื่อสมัยอาตมาเดินป่าไม่เห็นแสงอาทิตย์ มันมีความหลากหลายของพืชพันธุ์ธัญญาหาร ท่านไม่ใช้คำว่าชีวภาพ ท่านก็บอกว่าธรรมชาติของพืชในป่าใหญ่รวมทั้งสัตว์มันอาศัย ซึ่งกันและกันครับ เป็นครั้งแรกที่ผมมีความรู้สึกว่าผมได้ความรู้จากอาชีพเก่าคือคนขอทาน ผมมีบัตรประชาชนมานะครับ และขออนุญาตเขาไปด้วยซ้ำว่าผมจะนำออกอากาศ แต่ผมไม่อยากนำออกอากาศนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ท่านกำลังจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยี ท่านก็อย่าลืม ความเป็นไทย ความหลากหลายทางชีวภาพให้อยู่คู่กับเรา ท่านประธานครับ ผมต้อง กราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกสักครั้งหนึ่งที่ท่านเสียเวลา ไปเยี่ยมเกษตรกรและไปเยี่ยมโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ผมไปมาหลายครั้ง เป็นสิบปีมาแล้ว ผมเลิกใช้แชมพูสระผมจากยี่ห้อดัง ๆ ราคาแพง ๆ มาใช้แชมพูที่ผลิตจาก โรงพยาบาลแห่งนี้ สบู่ยี่ห้อดี ๆ ผมเลิกใช้ มาใช้สบู่เหลวที่ผลิตจากโรงพยาบาลเจ้าพระยา อภัยภูเบศร รวมทั้งยาสีฟัน มีทุกอย่างที่นั่นเลยถ้าท่านยังไม่เคยใช้ และถูกนะครับ ยาสระผม ดอกอัญชันใช้แล้วดีมาก ผมเห็นกรรมาธิการท่านหนึ่งพยักหน้า อันนี้ถ้าเราสามารถเอาไป แข่งกับยี่ห้อลอรีเอะหรืออะไรก็แล้วแต่ในโลกนี้นะครับ นำเงินตราเข้าประเทศได้เยอะ ฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่าการพัฒนาเรื่องนี้ไปไกลก็อย่าลืมรากเหง้าพื้นฐาน ของคนไทย ด้วยความเคารพครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบค่ะ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ กระผมขอขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านที่ได้กรุณาสนับสนุนให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ กระแสใหม่ ในเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล สิ่งที่เสนอในวันนี้ดังที่ได้กราบเรียน ตอนต้นเป็นเรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาให้ความเห็นชอบไว้แล้วเมื่อประมาณ ๑ ปีที่ผ่านมา ในวันนี้จึงเป็นวันที่นำมาเรียนเพื่อทราบเพิ่มเติม และเพื่อที่จะย้ำถึงข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ โดยการนำของท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจกระแสใหม่ ต้องขอบพระคุณท่านผู้อภิปรายบางท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านชูชัย ศุภวงศ์ ที่ได้กรุณา กล่าวย้ำว่าในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วยเครื่องยนต์ตัวใหม่นั้นจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีโครงสร้างใหม่ ด้วยเหตุนี้เองสอดคล้องกับแนวคิดของท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ซึ่งท่านได้ย้ำหลายครั้งว่าการบริหารที่ผ่านมาเป็นการบริหาร ท่านใช้คำว่า ไซโล (Silo) เป็นการบริหารที่เป็นแท่ง ๆ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วหลายเรื่องเป็นเรื่องที่จะต้องบูรณาการ จากแท่งเหล่านั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดทำ เป็นสิ่งที่ท่านเรียกว่าคลัสเตอร์ (Cluster) หรือเป็นเรื่องใหม่แยกต่างหากออกมาบูรณาการหลาย ๆ ไซโล (Silo) หลาย ๆ แท่งเหล่านั้น ในการทำงาน จึงได้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม จึงได้เกิดเศรษฐกิจชีวภาพ จึงได้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นการบูรณาการความเป็นแท่ง ๆ ทั้งหลายมาสู่โครงสร้างใหม่ มาสู่คลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่ ด้วยเหตุนี้เองในข้อเสนอของเศรษฐกิจชีวภาพจึงได้เสนอให้มี คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพระดับชาติขึ้นมา จึงได้มีข้อเสนอให้จัดตั้งธนาคาร ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ จึงได้มีข้อเสนอให้แก้ไขร่างพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพเพื่อจะได้มีการทำงานที่ครอบคลุมมากขึ้น จึงได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการค้าและด้านเศรษฐกิจดิจิทัล จึงได้มีการเสนอ ให้มีการเร่งรัดตราพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล เพื่อที่จะทำให้แนวความคิด ในเรื่องของรัฐบาลเชื่อมโยงและโปร่งใส หรือรัฐบาลดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างจริงจังได้ เพราะว่า ความเชื่อมโยงและความโปร่งใสนั้นเป็นประโยชน์ในภาครัฐ ก็คือทำให้ประชาชนได้รับ ความสะดวกมากขึ้นในการได้รับข้อมูลจากภาครัฐที่โปร่งใส ได้รับความสะดวกมากขึ้น จากการเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐ เช่นข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน เมื่อเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ก็สามารถจะใช้ข้อมูลดิจิทัล ที่เชื่อมโยงเหล่านั้นบริการประชาชนได้โดยไม่จำเป็นจะต้องทำสำเนาเอกสารในทุก ๆ เรื่อง ในทุก ๆ หน่วยงาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชนก็เช่นเดียวกัน ความเชื่อมโยง และความโปร่งใสของดิจิทัล ก็ทำให้การประกอบธุรกิจมีความง่ายเพราะข้อมูลทุกอย่างโปร่งใส ผู้ประกอบการสามารถที่จะได้ข้อมูลที่โปร่งใสนั้นเป็นประโยชน์ในการวางแผนทางด้านธุรกิจ สามารถที่จะเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นเพื่อการวิเคราะห์ การวิจัย สามารถที่จะใช้ประโยชน์ จากการเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐ เช่น การนำเข้าข้อมูลทางด้านภาษี ข้อมูลทางด้าน การขอใบอนุญาต ข้อมูลทางด้านสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็จะทำให้การประกอบธุรกิจ มีความง่ายขึ้น นอกจากนั้นข้อมูลที่เชื่อมโยงและโปร่งใสนี้เอง เป็นหลักการสำคัญ ในการทำให้การดำเนินการภาครัฐเป็นไปด้วยความโปร่งใส มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง ลดน้อยลงไปโดยหลักการของรัฐบาลดิจิทัล หลายท่านได้กรุณาแนะนำว่าบางเรื่องนั้นในเอกสารหลายที่มีความเหลื่อมล้ำกัน ควรจะจัดให้ สอดคล้องไปในทางเดียวกัน เช่น ท่านอำพล จินดาวัฒนะ ก็ได้กรุณาแนะนำว่าเรื่องเศรษฐกิจ ชีวภาพนั้น นอกจากเป็นเรื่องของอาหาร เรื่องสุขภาพ เรื่องพลังงานแล้ว แท้ที่จริงในเอกสาร ยังมีเรื่องอื่น ๆ เช่นเรื่องที่เกี่ยวกับความงาม นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องเกี่ยวกับการเกษตร เรื่องอุตสาหกรรมชีวภาพ เรื่องเคมีชีวภาพ เป็นต้น ซึ่งคณะกรรมาธิการก็จะได้ดำเนินการ ตามข้อแนะนำ รวมทั้งข้อแนะนำของอีกหลาย ๆ ท่านที่ไม่อาจจะกล่าวถึงได้หมดในขณะนี้ โดยสรุปก็คือได้นำมาเรียนท่านเพื่อทราบนะครับ และเพื่อที่จะแจ้งเพื่อทราบว่าสิ่งที่ เสนอนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล ประสบความสำเร็จต่อไปได้ จึงต้องขอพลังจากท่านในการช่วยกันขับเคลื่อน หากท่านใดมีสถานะ หรือมีเครือข่ายในการที่จะผลักดันให้ข้อเสนอต่าง ๆ ที่ได้กราบเรียนแล้วเป็นจริงเป็นจัง ขึ้นมาได้ การปฏิรูปตามที่เสนอไว้ก็จะสำเร็จภายใน ๑ ปีตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบแนวทาง การดำเนินงานขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ปี ๒๕๖๐ กลุ่มเศรษฐกิจอนาคต ๒ วาระแล้ว เรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล คณะกรรมาธิการก็จะได้ประมวลและนำความเห็นของท่านสมาชิกไปสรุปจัดทำรายงาน เสนอคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปต่อไป จบการพิจารณาแนวทางการดำเนินงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจแล้ว ขอขอบพระคุณ ท่านประธานคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการทุกท่านค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเป็น

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนาจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีมาตรฐานและเอกภาพ

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

รายชื่อคณะกรรมาธิการผู้ที่จะแถลงรายงาน ๑. ท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจพอเพียงและงานกสิกรรมธรรมชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒. ท่าน พลอากาศเอก วัธน มณีนัย รองประธานกรรมาธิการ คนที่สาม ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา รับราชการตำแหน่งอดีตรองผู้บัญชาการทหารอากาศ กระทรวงกลาโหม นายทหารพิเศษ ประจำหน่วยทหารรักษาพระองค์ในตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศ ๓. ท่านปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา โฆษกกรรมาธิการ และผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการ ในฐานะเลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบมาตรฐานและการประกัน คุณภาพการศึกษา ผู้อำนวยการหลักสูตรและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเอแบค กรรมการธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (มหาชน) ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงค่ะ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ งานด้านการศึกษา กรรมาธิการได้นำเสนอแผนไว้ทั้งหมด ๑๑ แผนด้วยกัน แล้วก็ได้นำเสนอ ผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้วทั้งหมด ๑๐ แผน แล้วก็ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ผ่านรัฐบาล ไปที่กระทรวงศึกษาธิการ กรรมาธิการได้ตั้งคณะกรรมการร่วม ได้ทำงานร่วมกับกระทรวง ศึกษาธิการมาโดยตลอด ที่จริงกราบเรียนที่ประชุมว่าเราได้ทำงานต่อเนื่องมาจาก สปช. สปช. ก็มีการทำงาน ร่วมกันมา ตัวผมเองทำงานร่วมมาตั้งแต่ สปช. และมีคณะกรรมการร่วมกันมาโดยตลอด นอกจาก ๑๐ เรื่อง ๑๐ แผนที่เสนอไปแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่ทำงานร่วมกันและเสนอตรงไปอีก ทั้งหมด ๑๕ เรื่องด้วยกัน แล้วก็ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปลี่ยนรัฐมนตรีมาแล้ว ๓ ท่าน ได้ออกมาตรา ๔๔ เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง มีตั้ง กสจ. ขึ้นหลายท่าน คงทราบความเป็นไปมาโดยตลอด แต่ที่สำคัญที่สุด เราได้เสนอพระราชบัญญัติ ผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้ว ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่ง หลายท่านในที่ประชุมนี้ได้กรุณาอภิปราย เป็นกำลังใจกับกรรมาธิการเราเป็นอย่างสูง ท่านเรียกพระราชบัญญัติว่าด้วยการศึกษา ที่เราเสนอไปว่าธรรมนูญการศึกษา และหลายท่านก็ได้กรุณาชื่นชมและให้กำลังใจ ผมกราบเรียนที่ประชุมอย่างนี้ครับว่า การปฏิรูปการศึกษานั้นต้องใช้เวลา เราปลูกต้นไม้แก่น ใช้เวลา ๕ ปี ๗ ปี เช่นยางกว่าจะกรีดได้ก็ต้อง ๗ ปี การปลูกคนคงต้องใช้เวลามากกว่านั้น ๑๐ ปี ๒๐ ปี คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญท่านได้กรุณาทำงานร่วมกับเราแล้วก็เข้าใจ เรื่องนี้เป็นอย่างดีว่าเป็นเรื่องระยะยาว ท่านก็ได้กรุณาเขียนรัฐธรรมนูญไว้เป็นที่สอดคล้อง และเป็นที่พึงพอใจของพวกเราชาวกรรมาธิการการศึกษา ที่ผมเคยกราบเรียนไปว่าอาจจะ ไม่ได้ดังใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราได้ดังใจเราประมาณ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ในรัฐธรรมนูญ ระบุไว้ชัดเจนว่าการศึกษาทั้งปวงทุกระดับชั้นต้องมุ่งพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีวินัย และภูมิใจ ในชาติ นี่เป็นเรื่องที่ ๑ และเชี่ยวชาญตามความถนัดของตน เป็นเรื่องที่ ๒ และสุดท้าย ไม่ว่าจะดี หรือไม่ว่าจะเก่ง แต่ว่าสุดท้ายต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติเป็นที่สุด ประเทศของเราจะมั่นคงได้หรือไม่ ประเทศของเราจะมี ความมั่งคั่ง ซึ่งในที่นี้ผมกราบเรียนย้ำหลายครั้งว่า คำว่า มั่งคั่ง ในความหมายของพวกเรานั้น หมายถึงพอเพียง แบ่งปัน แต่ว่าก็ต้องแข่งขันได้เช่นกัน แล้วก็จะยั่งยืนถึงลูกถึงหลานได้ ประเทศนี้จะต้องรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ประเทศนี้จะต้องรักษาศิลปะ วัฒนธรรม ศีลธรรม และที่สำคัญที่สุด การศึกษาต้องพัฒนาคนให้เป็นคนสร้างนวัตกรรม ต้องพัฒนา วิทยาศาสตร์ควบคู่กันไป ๑ ในงานที่คณะกรรมาธิการเราเสนอแล้วรัฐบาลก็นำเอาไปปฏิรูป กันอย่างเอาจริงเอาจังก็เรื่องวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดนั้นจะเกิดไม่ได้เลยถ้าเกิดการพัฒนาคน เราทำไม่สำเร็จ ในที่ประชุมนี้ผมยังจำได้แม่น หลายท่านอภิปรายว่าถ้าจะพัฒนาคนให้มี ศักยภาพพร้อมจะอยู่บนโลกของการแข่งขันในยุคใหม่ได้ จำเป็นต้องเตรียมตั้งแต่ยังไม่เป็นแม่ คนที่ต้องการจะเป็นแม่ต้องเตรียมล่วงหน้าอย่างน้อย ๑๘ วัน หมอหลายท่านขึ้นมา ช่วยอภิปราย มีงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่ากว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว แต่ผมกราบเรียน ที่ประชุมว่าบ้านเรายังไม่มีระบบการจัดการศึกษาให้กับเด็กเล็ก มีแต่คำปรารภ มีรายงานวิจัยบอกว่ากว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว การศึกษาต้องจัดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มารดาไปจนถึงเชิงตะกอน ก็มีแต่คำพูด มีแต่ตัวหนังสือ แต่ว่าครั้งนี้ได้ถูกระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญยังระบุไว้ชัดเจนว่าหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน ๖๐ วัน ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้น ๑ ชุด แล้วต้องร่างพระราชบัญญัติกองทุนขึ้นมา เพราะว่าเราจะเพิ่มเงินให้กับกระทรวงศึกษาธิการไปจัดการศึกษาเพิ่มโดยรุกเข้าไปทำงาน ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการจัดอยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับอยู่ อย่างเก่งก็มีอนุบาลอีก ๒ ปีก่อนที่จะเข้ามาสู่ภาคบังคับเท่านั้นเอง ขณะนี้เราก็ ใช้เงินมากเป็นอันดับ ๑ ของประเทศอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะเพิ่มเงินเข้าไปอีกเพื่อจะให้ กระทรวงศึกษาธิการรุกเข้าไปให้การศึกษาตั้งแต่แม่นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เกินกำลัง ทางเศรษฐกิจของบ้านเรา เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องมีกองทุนขึ้น จำเป็นต้องมีคณะกรรมการขึ้น รับผิดชอบ และจำเป็นต้องมีกลไกการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ในรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัด ในพระราชบัญญัติที่เรานำเสนอที่ประชุมก็เขียนไว้เช่นกันว่า รัฐต้องจัดให้มีกลไก ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล หมายถึงรัฐบาลกลาง ท้องถิ่น หมายถึงรัฐบาลท้องถิ่นทุกระดับ และเอกชน คำว่าเอกชน ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญท่านก็ได้กรุณาอธิบายว่า คือภาพกว้าง หมายถึงประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ครอบครัว ชุมชน สังคม แม้แต่วัด แม้แต่ ทุกองค์กรซึ่งไม่ใช่ท้องถิ่นและไม่ใช่รัฐบาลกลาง ก็ถือเป็นคำว่าเอกชนทั้งหมดในความหมาย ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ความสำคัญของการจัดการศึกษาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาก่อนจะ เข้าสู่ระบบโรงเรียนมีความจำเป็นสูงมาก เราได้จัดสัมมนากันหลายครั้งทีเดียว ข้อสรุป ตรงกันว่าเราต้องมีแผนเรื่องนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะแม้จะยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง มีบ้างเช่นการดูแลแม่ ก็จะอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก อยู่กับกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กว่าจะมาถึงโรงเรียนก็สายไปแล้ว ก็จะมีหน่วยงานอื่น มีภาคเอกชนต่าง ๆ หรือแม้แต่ท้องถิ่น ท้องถิ่นมีศูนย์เด็กดูแลอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ผมได้นำคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาเราไปหารือกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย ก็เล่าให้ฟังว่าเขาก็มีตัวอย่างความสำเร็จในการที่จะดูแลเด็กเล็ก แล้วที่สำคัญที่สุด เขารุกเข้าไปดูตั้งแต่แม่เตรียมตั้งท้องเลยครับ กระทรวงมหาดไทยทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ท้องถิ่น มีตัวอย่างทำเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ว่ายังไม่เป็นระบบครับ วันนี้ก็จะมากราบเรียนเสนอที่ประชุมว่า แนวทางในการที่จะปฏิรูปการจัดการศึกษาที่สำคัญที่สุดช่วง ๖ ปี ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ก่อนจะเข้าสู่ระบบโรงเรียนนั้นเราจะทำกันอย่างไร แล้วเราก็จะมาฟังความคิดเห็นจาก ทุก ๆ ท่าน หลังจากนั้นเรื่องนี้จะถูกส่งต่อ เราจะทำเรื่องนี้ต่อกัน และที่กราบเรียนตั้งแต่ต้นว่า หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศเราก็จะมีเวลาทำงานได้อีกประมาณไม่เกิน ๔ เดือน แต่ท่าน สบายใจได้เพราะในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่าจะมีคณะกรรมการขึ้นอีก ๑ ชุด จะต้อง ลุกขึ้นทำหน้าที่นี้ต่ออีก ๒ ปี กฎหมายทุกฉบับประมาณ ๑๕ ฉบับ จะต้องถูกปรับแก้ให้สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญ และทั้งหมดคงทำไม่ได้ทันทีภายใน ๒ ปี เรื่องนี้จะถูกกำหนดเอาไว้ ในยุทธศาสตร์ชาติจะมีการทำงานปฏิรูปเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุดอย่างที่ผม กราบเรียนว่าลำพังกระทรวงศึกษาธิการและอีก ๑๐ กระทรวง รวมเป็น ๑๑ กระทรวง ภาครัฐอย่างเดียวปฏิรูปไม่สำเร็จเพราะว่าอะไร ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ภารกิจหลัก อยู่ที่พ่อแม่ ภารกิจหลักอยู่ที่ชุมชน ถ้าพ่อแม่มีปัญหาเรื่องทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และปัญหาทางเศรษฐกิจเหมือนหลาย ๆ จังหวัด ผมอยากจะยกตัวอย่างจังหวัดสุรินทร์ คลาสสิก (Classic) มาก อย่าว่าแต่ปัญหาตั้งแต่แม่ตั้งท้องเลยครับ เด็กรุ่นหลังเข้าไปสู่ โรงเรียนแล้ว เด็กประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนเรียนต่อไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน แต่เหตุผลสำคัญที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ก็คือปัญหาเศรษฐกิจของแม่ เพราะฉะนั้นเด็ก ๑๐,๐๐๐ คน จังหวัดเดียวนะครับ ถ้า ๑๐ จังหวัด เป็น ๑๐๐,๐๐๐ คนแล้ว แต่ว่าจังหวัดอื่น ก็ไม่ได้เท่ากัน เพราะฉะนั้นเด็กเรียนต่อไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน เพราะฉะนั้น เรื่องเด็กเล็กจึงถูกจัดไว้เป็นลำดับความสำคัญอันดับที่ ๑ ผมขออนุญาตจะสรุปสั้น ๆ ว่าเราจัดลำดับความสำคัญคร่าว ๆ เป็น ๔ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มเด็กเล็ก อย่างที่ กราบเรียนว่าการลงทุนกับเด็กเล็กให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนทุกช่วงวัย งานวิจัยยืนยันว่า ๗ เท่าตัว งานวิจัยบางชิ้นบอกว่า ๑๐ เท่าตัวควรลงทุนกับเด็กเล็กมากกว่า ที่จะรอให้ไปเข้าสู่ระบบโรงเรียน เพราะฉะนั้นการลงทุนกับเด็กเล็กจึงเป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด เข้ามาสู่วัยเรียนแล้ว คือเด็กเล็กอยู่ในครรภ์มารดาจนก่อนเข้าภาคบังคับ ตัวเลขคร่าว ๆ เด็กเกิดปีละ ๗๔๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ละปีไม่เท่ากัน ๖ ปีก็ตีเสียว่าตัวเลข ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ เข้ามาสู่ระบบโรงเรียนจนถึงจบปริญญาอีกประมาณ ๑๒.๙ ล้านคน แล้ววัยที่ทำงานอาจจะเรียนต่อไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายประการตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี ไปจนถึง ๖๐ ปี วัยทำงานตัวเลขหยาบ ๆ ประมาณ ๓๘ ล้านคน ๓๘ ล้านคนนี้เป็นกลุ่ม ที่จะมีปัญหาในอนาคตเนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วบนโลกนี้ จะทำให้ คนจำนวนมากต้องตกงาน กลุ่มนี้เราก็นำเสนอว่าต้องมีระบบที่เรียกว่าทวิภาคีหรือพหุภาคี ต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับให้เขามีงานใหม่ นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่มากถ้าคนตกงานจำนวนมาก ที่จริงมีการตกงานแล้วชัดเจน บริษัทใหญ่ ๆ ปลดคนที่หนึ่งเป็นพันคนด้วยเทคโนโลยี สมัยใหม่ หลายคนยืนยันว่าเทคโนโลยีพลังงานน้ำมัน เช่น รถยนต์ เป็นต้น หรือแม้แต่ เรื่องการพิมพ์ปิดกิจการไปแล้ว หลาย ๆ กิจการบนโลกยุคใหม่นี้จะเปลี่ยน เพราะฉะนั้น คนจะตกงานจำนวนมาก ถ้าเราไม่ได้จัดระบบการศึกษาเพื่อรองรับให้คนเปลี่ยนงาน สังคมจะโกลาหล อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญอันดับที่ ๒ และอันดับที่ ๓ เราจะเป็นสังคมผู้สูงวัย ซึ่ง ๑๐ ล้านคนอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นถึง ๒๐ ล้านคน ถ้าเราไม่ได้จัดระบบการศึกษาให้ดี พัฒนาคนให้ดี ผู้สูงวัยเหล่านี้จะกลายเป็นคนพิการ แล้วสังคมยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากนัก ถ้าเราปล่อยให้ผู้สูงวัยไม่ได้รับการพัฒนาให้กลับมารับใช้สังคมใหม่ หรือดูแลสุขภาพให้ดี เขาจะกลายเป็นคนพิการ ติดรถเข็น ติดเตียง ก็จะเป็นปัญหาหนักยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ ในระบบโรงเรียนทั้งหมดนี้ก็เป็นภาพงานที่ได้นำเสนอที่ประชุมนี้ไปแล้ว ผมขออนุญาต เอากลับมาทบทวนนิดหนึ่ง แต่วันนี้อยากจะเรียนขอความเห็นท่านและขอรับคำชี้แนะ จากทุก ๆ ท่านเรื่องการปฏิรูปเด็กเล็กก่อนที่จะถึงระบบภาคบังคับ อยากจะขอเรียนเชิญ พลอากาศเอก วัธน มณีนัย ท่านเป็นรองประธาน และท่านเป็นประธานอนุกรรมาธิการ ดูแลเรื่องนี้ครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญค่ะ

พลอากาศเอก วัธน มณีนัย กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพทุกท่านนะครับ ผม พลอากาศเอก วัธน มณีนัย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แล้วก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา ได้รับมอบหมายจากกรรมาธิการ ด้านการศึกษาให้มาพิจารณาศึกษาการจัดทำแผนในการปฏิรูปการจัดการดูแลและพัฒนา และจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีมาตรฐานและมีเอกภาพ เป็นงานที่รู้สึกภูมิใจที่ได้มาทำ ในเรื่องสำคัญของชาติบ้าน อย่างที่ท่านประธานวิวัฒน์ ศัลยกำธร ท่านได้เรียนให้กับ ท่านสมาชิกได้รับทราบแล้วถึงความสำคัญของการให้การศึกษาตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยนะครับ จนมาเป็นเด็กปฐมวัย ทั้งนี้ความมั่นคงของประเทศนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็อยู่กับพื้นฐาน ที่เด็กจะโตขึ้นมาในห้วงระยะอายุต่าง ๆ นั้นได้มีคุณภาพอย่างไรหรือดีที่สุดนะครับ จากการศึกษาซึ่งคณะอนุกรรมาธิการก็ได้ไปศึกษาในเรื่องของเอกสาร ในเรื่องของการสัมมนา ซึ่งคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาของเราก็ได้ไปจัดสัมมนาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องปฐมวัยมาประชุมสัมมนากัน แล้วหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้จัดสัมมนา มหาวิทยาลัยมหิดลก็กำลังจะจัดสัมมนาในปลายเดือนนี้ แล้วก็ได้ไปพบปะกับ ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นท่านรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เราได้พบว่าเด็กปฐมวัยหรือเด็กเล็กของเราหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผู้ที่รับผิดชอบได้ปล่อยปละ ละเลย แล้วก็ขาดการดูแลให้มีคุณภาพเป็นระยะเวลานานจนถึงปัจจุบันนี้ประมาณ ๑๘ ปี ปัญหาบ้านเมืองของเราถึงได้เกิดขึ้นมากมายในขณะนี้ แล้วเราก็พบว่าการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีความสำคัญมากต่อการพัฒนามนุษย์ในช่วงวัยอื่น ๆ เพราะว่าเป็นช่วงแห่งความสำคัญ ของชีวิต อย่างที่ท่านประธานวิวัฒน์ได้บอก เป็นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดก็ตาม หรือมหาวิทยาลัยชิคาโกก็ตาม เราลงทุนไปได้กำไรมากถึง ๗ เท่า เราพบว่าการพัฒนา เด็กปฐมวัยนั้นยังไม่มีหน่วยงานใดที่รับผิดชอบอย่างจริงจัง กระจายความรับผิดชอบไป หลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขก็ตาม กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ก็ตาม กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงศึกษาธิการก็ตาม กระจายออกไป ทำให้ความต่อเนื่องไม่ค่อยจะมีเอกภาพต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อเด็กปฐมวัย ทั้งร่างกาย สมอง จิตใจ ที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างดีเท่าที่ควร ก็จะเป็นผลต่อคุณภาพ ของคนไทยที่โตขึ้นเป็นวัยผู้ใหญ่หรือวัยทำงานนั้นมีปัญหา ซึ่งเราต้องการวัยผู้ใหญ่ วัยทำงาน ในอนาคตนั้นมารับผิดชอบสังคม ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย ๔.๐ ๔.๕ หรือ ๕.๐ ในอนาคต ข้างหน้า แล้วผู้สูงวัยอย่างที่ท่านประธานวิวัฒน์ได้เรียนถึงปัญหาของประเทศเราใน ๔ กลุ่ม เราต้องการเด็กที่จะเป็นผู้ใหญ่ในวัยทำงานให้มีคุณภาพ อันนี้เป็นผลที่สำคัญนะครับ คณะอนุกรรมาธิการเราจึงได้นำเสนอการปฏิรูปในการจัดการดูแลพัฒนาแล้วก็จัดการศึกษา ปฐมวัยให้มีมาตรฐานและเป็นเอกภาพ ในที่ประชุมแห่งนี้เราจะนำเสนอในหลักการสำคัญ ของการปฏิรูปทั้งระบบ หลักการสำคัญนั้นมีข้อเสนอแนะที่สำคัญอยู่หลายประการ หลายประเด็นด้วยกัน ผมจะขออนุญาตท่านประธานขอให้อาจารย์ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา ในฐานะที่เป็นอนุกรรมาธิการและเลขานุการของคณะอนุกรรมาธิการในการทำงานได้นำเสนอ ต่อที่ประชุม กรุณาอนุญาตต่อไปครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านปิยะธิดาค่ะ ก่อนท่านปิยะธิดาจะพูดขอขัดจังหวะนิดหนึ่งนะคะ ขณะนี้มีอาจารย์และคณะนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมรับฟังการอภิปรายด้วย ยินดีต้อนรับค่ะ เชิญท่านปิยะธิดาค่ะ

นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๙๘ ขอนำเสนอแผนการปฏิรูปการจัดการ ดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีมาตรฐานและเอกภาพ ขอสไลด์ (Slide) นะคะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา 🔗

เด็กปฐมวัยในที่นี้จะหมายถึงเด็กที่มีอายุ ตั้งแต่ปฏิสนธิถึง ๖ ปีบริบูรณ์ เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนาการ ทางสมอง อุปนิสัย และทักษะสำคัญของชีวิต พัฒนาการทางสมองมีอัตราการพัฒนาสูงสุด ในช่วงแรกเกิดถึง ๖ ปี และเป็นช่วงที่มีระยะอ่อนไหวของการพัฒนาการสมอง มีความไวต่อผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ อย่างมาก เป็นวัยที่สมองมีอัตราการพัฒนาและการเรียนรู้สูงสุด เป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิต ของบุคคลจึงมีผลต่อความมั่นคงสูงสุดของชาติในระยะยาว สถานการณ์ของโลกและสังคม ในศตวรรษใหม่เรียกร้องให้เด็กรุ่นใหม่ต้องมีทักษะศตวรรษที่ ๒๑ ที่ต้องได้รับการฝึกฝน ตั้งแต่ปฐมวัยต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ การพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อรองรับสังคมสูงอายุไทยที่กำลัง เคลื่อนตัวมาอย่างรวดเร็ว เพื่อพร้อมที่จะแบกรับภารกิจดูแลสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบได้ เด็กในวันนี้จะต้องมีความสามารถในการสร้างผลิตผลมากกว่า ๑ เท่าของคนรุ่นพ่อแม่ จากสภาพของปัญหาในช่วงปฐมวัยพบว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้า มีความพิการประเภท ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น พบโรคอ้วนและภาวะการได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งผลกระทบ จากพัฒนาการที่ล่าช้าของเด็กปฐมวัยจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงเด็กและเยาวชนในช่วงต่อไป ทำให้ระดับสติปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กประถมอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และยังพบ ปัญหาอื่น ๆ ในเด็ก เช่น สมาธิสั้น ออทิสติก (Autistic) หรือปัญหาทางด้านอารมณ์ เป็นต้น จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะต้องปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนา และจัดการศึกษาปฐมวัย งานปฐมวัยจะประกอบไปด้วยการอยู่รอดปลอดภัย การปกป้อง คุ้มครอง การเลี้ยงดู การพัฒนา การศึกษา และการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งงานพัฒนา ของเด็กปฐมวัยในปัจจุบันยังไม่เป็นการพัฒนาแบบสหวิทยาการ ที่จะต้องใช้องค์ความรู้ ทางด้านการแพทย์ ทางด้านจิตวิทยาเด็ก ทางด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย ทางด้านประสาท วิทยาศาสตร์ประกอบกันจึงจะสามารถครอบคลุมคุณภาพชีวิตทุกด้านได้อย่างสมดุล ถึงแม้ว่าจะมีองค์กรหลากหลายที่มีบทบาทในการดูแลพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ในส่วนของ ภาครัฐ ประกอบไปด้วย ๔ กระทรวงหลัก ๆ คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวง อื่น ๆ ในส่วนของภาคเอกชน ก็จะประกอบไปด้วยสมาคมวิชาการ สถาบันการเรียนรู้ต่าง ๆ ในภาครัฐที่มิใช่ราชการก็จะมีกองทุนสนับสนุนส่งเสริมต่าง ๆ ในส่วนของภาคประชารัฐ ก็จะมีสมัชชาสุขภาพ ซึ่งนอกจากนั้นก็ยังมีคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็ก และครอบครัว เป็นต้น ๔ กระทรวงหลักที่มีบทบาทพัฒนาเด็กปฐมวัยต่างก็มีภารกิจเฉพาะ ดังเช่นกระทรวงสาธารณสุข ก็จะเน้นในส่วนที่เกี่ยวกับการอยู่รอดปลอดภัย การเลี้ยงดู การพัฒนาและการมีส่วนร่วม ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะเน้นในเรื่องของการศึกษา และการพัฒนา เป็นต้น ขอบข่ายภารกิจของแต่ละกระทรวงครอบคลุมทุกช่วงวัย เช่น การศึกษาทุกมิติของคนทุกวัย สุขภาพทุกมิติของคนทุกวัย งานปฐมวัยจึงไม่ได้เป็นภารกิจหลัก ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง การพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงเป็นไปตามความเชี่ยวชาญของแต่ละ กระทรวงมากกว่าเป็นการพัฒนาที่เอาเด็กปฐมวัยเป็นตัวตั้ง งานปฐมวัยจึงแยกส่วน แบบต่างคนต่างทำ แต่ละหน่วยงานต่างมีตัวชี้วัดและมาตรฐานที่แตกต่างกัน บุคลากรที่มี หน้าที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยของแต่ละกระทรวงก็มีค่อนข้างจำกัด ถึงแม้ว่าจะมีคณะกรรมการ พัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ แต่ก็ยังขาดกลไกในการประสานงาน พัฒนาทางด้านวิชาการ กำกับ ติดตาม และผลักดันการพัฒนาเด็กปฐมวัยของหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง จึงทำให้การบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการปฐมวัยในประเทศไทยยังขาดเอกภาพและประสิทธิภาพ กรรมาธิการจึงขอเสนอแนวทางการปฏิรูปการปฐมวัยโดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกัน อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ เพื่อให้การพัฒนาเด็กเป็นไปอย่างสมดุลตามหลัก วิชาการแบบสหวิทยาการ เพื่อให้ครอบคลุมคุณภาพชีวิตทุกด้านอย่างสมดุล เพื่อให้ ทุกกระทรวงสามารถขับเคลื่อนภารกิจของตนและร่วมมือกันได้ดีอย่างเป็นองค์รวม โดยมีพันธกิจหลักในการสร้างหลักประกันให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการปกป้อง คุ้มครอง ดูแล พัฒนา และจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ต่อเนื่อง ทั่วถึง และเท่าเทียมตามหลักวิชาการ มีระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับชาติ ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน จนถึงครอบครัวให้เป็นเอกภาพ แต่เนื่องจากเวลาที่มีจำกัดและการร่าง กฎหมายปฐมวัยต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ เนื่องด้วยมีภารกิจของหลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการปฐมวัยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียด และต้องการเวลาอย่างมากในการร่างกฎหมายปฐมวัย ทางกรรมาธิการจึงเห็นควรที่จะ นำเสนอเป็นหลักการในการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัยเพื่อใช้ ในการร่างกฎหมายปฐมวัยหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ ในขณะนี้ก็ได้แก่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ (ฉบับที่ ๓) และ พ.ศ. ๒๕๕๓ พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. ๒๕๔๕ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ พระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งหลักการในการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัย ที่นำเสนอจะประกอบไปด้วย ๔ หลักการใหญ่ ๆ ได้แก่ หลักการพื้นฐาน หลักมาตรฐาน คุณภาพ หลักการสร้างและพัฒนาคุณภาพ และหลักการขับเคลื่อนการปฏิรูป

หลักการแรก คือหลักการพื้นฐาน จะประกอบไปด้วยการแบ่งช่วงวัย การพัฒนาเด็กปฐมวัย การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเด็กปฐมวัย การกำหนดหลักการ การพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบสหวิทยาการ การเสริมพลังบทบาทของบิดามารดา ผู้ปกครอง ครอบครัว และสร้างการมีส่วนร่วมความรับผิดชอบของชุมชน สังคม ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ให้มีการระดมความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการพัฒนาเด็กปฐมวัย กำหนดสิทธิ ตามกฎหมายของบุคคลและสถาบันในการจัดการพัฒนาเด็กปฐมวัย

หลักการที่ ๒ คือหลักมาตรฐานคุณภาพ ได้เสนอให้มีหลักการและ มาตรฐานกลางในการพัฒนาเด็กปฐมวัย บุคคลและหน่วยงานทุกภาคส่วนต้องใช้ร่วมกัน ซึ่งเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดแบ่งช่วงวัยของเด็กปฐมวัย แนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในแต่ละช่วงวัย คุณภาพ ทักษะ สมรรถนะ และคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดแก่เด็กปฐมวัย คุณภาพที่พึงประสงค์ซึ่งคาดหวังให้เกิดขึ้นทั้งในสถานบริการอนามัยแม่และเด็ก และสถานพัฒนา เด็กปฐมวัยทุกแห่ง และยังมีการกำหนดหลักการและแนวทางของหลักสูตรแกนกลาง การพัฒนาเด็กปฐมวัยไว้ด้วย

หลักการที่ ๓ คือหลักการสร้างและพัฒนาคุณภาพ ได้เสนอให้มีระบบ การบริหารหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ให้มีการนิเทศ และกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้มีการประกันคุณภาพ ให้มีระบบการจัดหา พัฒนา ธำรงรักษา บุคลากร ให้มีระบบการพัฒนาผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กที่บ้าน ให้มีการจัดทำคู่มือชุดความรู้ สื่อ อุปกรณ์จำเป็นตามหลักวิชาการ ที่ช่วยส่งเสริมสมรรถนะให้กับบุคลากรด้านการพัฒนา เด็กปฐมวัย ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กที่บ้านอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง

หลักการสุดท้ายคือหลักการที่ ๔ ก็คือหลักการขับเคลื่อนการปฏิรูป กำหนด ให้รัฐมีหน้าที่ทำให้เด็กปฐมวัยมีคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี ให้ความรู้ในการเตรียมพร้อม ก่อนตั้งครรภ์ การดูแลทารกในครรภ์ และการพัฒนาเด็กปฐมวัยแก่คู่สมรส ประชากร วัยเจริญพันธุ์ และสาธารณชนทั่วไป ให้ความรู้และส่งเสริมสมรรถนะในการดูแลทารก ในครรภ์แก่หญิงที่ตั้งครรภ์และบุคคลในครอบครัว ให้บริการด้านสาธารณสุขอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึง เท่าเทียม แก่หญิงที่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ จัดให้มีการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหา เด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา หรือเด็กปฐมวัย ที่ไม่มีผู้ดูแล หรือด้อยโอกาส หรือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการการพัฒนาเป็นพิเศษ อย่างทันท่วงที เพื่อที่จะจัดให้เด็กเหล่านี้ได้รับสิทธิและโอกาสในการพัฒนาที่มีคุณภาพ เป็นพิเศษและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งความช่วยเหลืออื่นใดทางการพัฒนา และการศึกษาที่สอดคล้อง เหมาะสมกับความต้องการและความจำเป็น ให้เด็กในช่วงรอยต่อ ระหว่างอนุบาลกับวัยประถมศึกษาได้รับการพัฒนาตามหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัย และได้รับการศึกษาในระดับประถมศึกษาอย่างมีความสุขราบรื่น ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบการพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกภาคส่วนเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับแผนงาน และผลการดำเนินการต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ได้โดยง่าย ให้มีระบบและหน่วยงานในการรับเรื่องร้องเรียนหรือกล่าวโทษเกี่ยวกับความบกพร่อง ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ประการที่ ๒ ให้มีระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่บูรณาการงาน ของหน่วยงานของรัฐและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทุกฝ่าย และทุกระดับ มีการจัดทำ และปรับปรุงโครงสร้าง กลไก ระบบ และวิธีการพัฒนาเด็กปฐมวัยของชาติแบบบูรณาการ มีนโยบายที่เป็นเอกภาพ มีแผนแม่บทในระดับชาติ มีมาตรฐานกลางในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ให้มีกลไกกลางในระดับชาติและระดับจังหวัดที่ทำหน้าที่บริหารการบูรณาการงานพัฒนา เด็กปฐมวัยระหว่างหน่วยงานของทุกภาคส่วน และให้มีกลไกกลางระดับชาติที่ทำหน้าที่ ด้านสารสนเทศและระบบการสื่อสารที่บูรณาการข้อมูลการพัฒนาเด็กปฐมวัยจากทุกภาคส่วน

ในส่วนของวิธีการปฏิรูป ได้เสนอให้รัฐกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมาย ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ชัดเจน กำหนดนิยามของช่วงปฐมวัยที่ครอบคลุมไปถึงการดูแล เด็กในครรภ์ และให้ความสำคัญไปถึงช่วงรอยเชื่อมต่อจากวัยอนุบาลไปถึงช่วงประถมต้น รัฐต้องสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมทั่วไป เกี่ยวกับเป้าหมายและวิธีการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ทั้งเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม รวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองเพื่อระดมทรัพยากรมาร่วมกันสร้างพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย อย่างเข้มแข็ง ควรกำหนดให้หน่วยงานที่มีอยู่เดิมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบ การส่งเสริมดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยโดยบูรณาการกับกระทรวงที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับ เด็กปฐมวัย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมให้เชื่อมโยงกัน โดยกำหนดระยะเวลาในการปฏิรูป

ระยะที่ ๑ จะเป็นการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย ให้สอดคล้องตามหลักการการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัย ที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอ

ระยะที่ ๒ เมื่อกฎหมายที่ปรับปรุงมีผลบังคับใช้ ให้ดำเนินการปรับระบบ กลไกให้เกิดขึ้นจริง

ระยะที่ ๓ กำกับให้ดำเนินการไปตามที่ระบุในกฎหมาย

แหล่งที่มาของงบประมาณ ก็จะประกอบไปด้วยงบประมาณปกติ ของหน่วยงาน และงบกลางในกรณีจำเป็นเร่งด่วน หน่วยงานที่รับผิดชอบได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับ เด็กปฐมวัย นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเร่งด่วน ได้แก่ ให้การปฐมวัยเป็นวาระแห่งชาติ เร่งรณรงค์ สร้างความเข้าใจและสร้างค่านิยมที่ถูกต้องในการดูแลพัฒนาเด็กปฐมวัย เร่งปรับปรุง คุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยใช้การบูรณาการระดับอำเภอภายใต้การกำกับดูแล ของนายอำเภอ ใช้กลไกประชารัฐระดับอำเภอในเรื่องของกายภาพ เช่น เครื่องเล่นสนาม สภาพห้องเรียน เรื่องคุณภาพอาหาร ส่งเสริมให้มีศูนย์เด็กเล็กคุณภาพในทุกชุมชน สร้างเครือข่ายหน่วยงานด้านวิชาการปฐมวัย เช่น อนุบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล สถาบันราชภัฏที่มีสาขาการศึกษาปฐมวัย ให้การสนับสนุน ศูนย์เด็กเล็กในเรื่องการพัฒนาคุณภาพ หลักสูตรสถานศึกษาคุณภาพของผู้ดูแลเด็ก ส่งเสริม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นาน ๖ เดือนให้มีอัตราส่วนสูงขึ้น เน้นการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ด้วยวิธีการที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก ไม่เร่งเรียนเขียนอ่านในวัยอนุบาล ส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมกับพ่อแม่และช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน ส่งเสริม ให้ครอบครัว ชุมชน สังคม ร่วมกันกำหนดมาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยและอันตราย ที่เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่งเสริมให้พ่อแม่และครูเข้าใจและมีทักษะ ในการสร้างวินัยเชิงบวกบนพื้นฐานสัมพันธภาพที่ดี ยกเลิกการสอบเข้าระดับปฐมวัย และสอบเข้าระดับประถมปีที่ ๑ เพราะจะทำให้เด็กเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียน เครียดเด็กที่สอบไม่ได้จะขาดความเชื่อมั่นในตนเองในระยะยาว ส่งผลกระทบต่อระบบ การเรียนในชั้นเรียนอนุบาลที่ต้องส่งเสริมการพัฒนาการสู่การเร่งเรียนเขียนอ่าน หรือการเตรียมตัวเพื่อสอบ และนำมาสู่ระบบการให้เด็กกวดวิชาตั้งแต่ยังเล็ก โดยที่อาจจะใช้วิธีการจับฉลาก หรือสอบ สัมภาษณ์ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเด็ก หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมแทนการให้เด็กเล็กนั่งสอบ ข้อเขียน และสุดท้าย ให้มีกฎหมายว่าด้วยการปฐมวัยแห่งชาติ หรือให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการปฐมวัยให้สอดคล้องกับหลักการปฏิรูปปฐมวัยที่กรรมาธิการนำเสนอ ขอจบการนำเสนอรายงานแต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการมากนะคะ ต่อไปก็เป็นการอภิปรายของสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกเสนอชื่ออภิปรายจำนวนทั้งหมด ๙ ท่าน ก็ขอให้รักษาเวลาด้วยค่ะ ท่านที่ ๑ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เชิญค่ะ ๑๐ นาทีนะคะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ดูเอกสารเนื้อของท่าน จริง ๆ ๑๘ หน้า แต่รวมแล้วทั้งภาคผนวก ๒๗ หน้า ผมคิดว่ามีความสำคัญต่อชาติบ้านเมือง อย่างยิ่ง ในอนาคตถ้าเราจะไปเป็นประเทศไทย ๔.๐ และสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตต่อยอดท่านประธานกรรมาธิการนิดหนึ่งว่า ท่านบอกว่า การดูแลตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอนนี้ก็สายไปเสียแล้วครับ ผมคิดว่าต้องดูแล ตั้งแต่เขายังเป็นหนุ่มสาวว่าเขาจะแต่งงานกันเขามีความพร้อมไหม เขาไปตรวจสุขภาพว่า เป็นโรคเลือดไหม เป็นทาลัสซีเมีย (Thalassaemia) ไหม ร้อยแปดจิปาถะ ไม่ใช่ว่าออกมาแล้ว เริ่มต้นก็ออทิสติก (Autistic) หรืออิเดียต (Idiot) ตั้งแต่แรกคลอด หลังจากนั้นเขาจะต้องไป หาโรงพยาบาลที่ดีฝากครรภ์ เดี๋ยวนี้กระทรวงสาธารณสุขพัฒนาไปเยอะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถไปฝากครรภ์ได้นะครับ นี่ผมกราบเรียนเป็นการเกริ่นนำ เรื่องนี้เรื่องสำคัญ ผมเตรียมเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มาแล้ว

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ขออนุญาตภาพแรกครับ เป็นเรื่องของเด็กเล็ก ที่ผมนำกราบพระพุทธชินราชมานี้เป็นเรื่องแปลกนะครับ ผมคิดว่าพ่อแม่พี่น้องที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ก็อาจจะตามไม่ทัน เดี๋ยวจะตามทันว่าทำไมผมนำพระพุทธชินราชมา ซึ่งผมก็กราบทุกครั้ง ทุกวันครับ แล้วก็เป็นพระพุทธรูปที่งามและสวยที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย แล้วก็ไม่มีใคร ที่อยู่ในประเทศไทยแล้วไม่รู้จัก ถ้าไม่รู้จักให้เดินไปที่วัดเบญจมบพิตรตรงนี้เองนะครับ จะเดินไปกราบก็ได้ครับ รูปต่อไปครับ นี่เรียกว่าการหล่อพระ พระพุทธรูปจะสวยปางไหน ก็ตามใจเถอะ ต้องมีการหล่อ ต้องทำแบบพิมพ์ ปฏิมากรรวมทั้งผู้ออกแบบในการทำแม่พิมพ์ ของการหล่อพระสำคัญที่สุด นอกจากนั้นแล้วจะไปดูว่าวัตถุดิบคืออะไร ผสมกันอย่างไร เป็นเรื่องของวัสดุศาสตร์ เป็นความชำนาญเฉพาะของคนไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน ภาพต่อไปครับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยี่ยมโรงเรียนตำรวจ ตระเวนชายแดน บ้านท่าวังหิน อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเมื่อวานนี้ ๒ เมษายน ก็เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ ผมนำเรื่องนี้มาก็คือว่า โรงเรียนเด็กเล็กตระเวนชายแดนอยู่ชายขอบ พระองค์ทำอย่างนี้มาหลายสิบปี จนประชาชน คนไทยที่อยู่ขอบของประเทศได้มีโอกาสร่ำเรียน ดูแลเด็กเล็กมาตลอด ต่อไปครับ แปลกแต่จริง ผมนำแอกไถนามาให้ท่านดู นี่คือการไถนาตั้งแต่ในอดีต เดี๋ยวนี้หาดูได้ยากแล้ว ผมเคยไถ ไถแล้วพอบอกว่าถัดทูนคือซ้ายขวา ถัดทูนนี่นะครับ มันไม่ถัดทูนตามที่ผมว่า เพราะผมไม่ชินกับกลิ่น เขาก็ไม่ชินกลิ่นผม แอกไถนาสมัยโบราณทำจากไม้ไผ่ตรง ๆ เขาต้องดัดตั้งแต่ยังเป็นหน่อไม้ ถ้าท่านเคยเห็นนะครับ ดัดตั้งแต่เป็นหน่อไม้แล้วมันจะโค้ง เข้ากับกระดูกสันหลังของควายพอดีนะครับ อันนี้ก็นำมาให้ท่านดูว่าเด็กต้องดูแลอบรมเขาตั้งแต่ยังละอ่อนอยู่ ไม่ใช่โตไปแล้วก็จะ ลำบาก ดัดยาก อย่างที่ท่านกรรมาธิการว่านะครับ ต้องดูแลเขาทั้งร่างกาย จิตใจ สมอง จากนั้นผมพาท่านไปดูเลย นี่โรงเรียนอนุบาลที่คนอยากส่งลูกหลานไปเรียนมากที่สุดเลยครับ อยู่ใกล้ ๆ ตรงรถไฟสามเสน โรงเรียนอนุบาลสามเสน กรุงเทพมหานคร ใหญ่โตมโหฬาร มีนักเรียนเป็น ๑,๐๐๐ คน ต่อไปครับ เห็นไหมเด็กเล็กเขาธรรมชาติไหม ที่ท่านกรรมาธิการพูด เด็กเป็นผ้าสะอาด สะอาดปานใดผู้ใหญ่ก็ควรที่จะทำให้สะอาดต่อไป แล้วจะแต้มสีอะไรก็ต้อง ที่ดีที่เหมาะสม ภาพต่อไปครับ เครื่องเด็กเล่น การพัฒนาสมองเด็กนอกจากอยู่ในครรภ์มารดา ดูแลครรภ์มารดาดีแล้วนะครับ เครื่องเล่นเขาต้องมีการพัฒนาไม่มีสารพิษ และพัฒนาทักษะ ทั้งไอคิว (IQ) และอีคิว (EQ) สำคัญมากนะครับ ไม่จำเป็นต้องแพง อะไรก็ได้ที่ฝึกสมองเขา และไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อเขา ภาพต่อไปครับ คุณครูท่านนี้สอนเด็ก เห็นไหมเด็กสนใจไหม แสดงว่าคุณครูท่านนี้มีกุศโลบายในการทำให้เด็กเข้าใจ ดูเด็กสิครับ เด็กจะไปบอกให้เอียงฟัง ให้สนใจนี่ยาก ท่านดูจากภาพนี้ก็แล้วกันว่าผมไปสรรหามา เห็นไหมว่ามีความสำคัญของ การเรียนการสอนเด็กเล็กหลังจากที่เขาโตแล้ว พ่อแม่ดูแลได้แค่ปีสองปีก็ต้องไปเข้าโรงเรียน อนุบาล ภาพต่อไปครับ พอโตขึ้นถ้าท่านจัดเขาให้มีระเบียบเรียบร้อยดี พอโตขึ้นเขาจะมี ระเบียบใช่ไหม ครูไม่ต้องไปถือไม้เรียวเลย รุ่นพี่เขาจะบอกแถวตรง แถวตอน เป๊ะ ๆ ไหม ท่านดูสิครับ เด็กผู้ชายรับรองว่าทั้งชุดนี้ไม่มีเกเร สมองก็ต้องดี ต่อไปครับ ดูความเป็น ระเบียบเรียบร้อยทั้งหญิงและชายพอโตขึ้น ยืนซ้าย ขวาผู้ชาย สุภาพสตรีเป็นผู้นำในกิจกรรม ที่เขาทำอยู่ อันนี้ก็เป็นเรื่องของการพัฒนาดี ต่อไปครับ พอพัฒนาเด็กเล็กดี พอถึงตรงนี้ ท่านประธานครับ ประชาชนที่ฟังวิทยุ โทรทัศน์ สามัคคีวิ่งสามขาไม่ได้วิ่งง่าย ๆ วิ่งเป็นแถวอีก อย่างนี้นะครับ เห็นไหมว่าการฝึกอีคิว (EQ) ไอคิว (IQ) ดี อย่างที่ท่านกรรมาธิการทุกท่าน ได้กล่าวแล้ว ผลออกมาเป็นอย่างนี้ครับ ต่อไปประเทศไทยต้องเป็น ๔.๐ แน่ถ้าเรา ฝึกเขามาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาอย่างท่านประธานกรรมาธิการว่า ต่อไปครับ คำขวัญคือ เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ถ้าท่านเถียงผมก็ได้นะครับ แต่ผมยืนยันว่าใช่ครับ แล้วท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเสมอว่าเราจะร่วมกันพัฒนาประเทศ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่างที่ผมกราบเรียนว่าในกรุงเทพฯ ก็จัดให้ดี ในต่างจังหวัด ไม่ว่าที่ไหนจัดให้ดีเท่า ๆ กันประเทศไทยก็จะพัฒนาไปได้ถึง ๔.๐ ไม่ต้องถึง ๒๐ ปีเลย อย่างแผนยุทธศาสตร์

ข้อเสนอเพื่อพิจารณาครับ ข้อ ๑ ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนต้องมี ความชัดเจนว่าเด็กในวันนี้อีก ๒๐ ปี พอคลอดวันนี้ สมมุติว่าผมกำลังพูดนี่คือคลอด โรงพยาบาลราชวิถี ยกตัวอย่างนะครับ โรงพยาบาลวชิระนี่คลอดเยอะ อีก ๒๐ ปี หน้าตาเขาจะเป็นอย่างไร สมองเป็นอย่างไร ต้องคิดตั้งแต่วันนี้ เขาควรจะต้องได้วัคซีนเมื่อไร อย่างไร ร้อยแปดจิปาถะ ต้องออกแบบเสียตั้งแต่วันนี้ แล้วผมเชื่อว่ากรรมาธิการจะเป็น นักออกแบบที่ดี แล้วนำไปสู่การออกแบบโดยเฉพาะรัฐบาลนี้

ข้อ ๒ ต้องให้ครูอาจารย์ในโรงเรียนหรือโรงเรียนอนุบาลมีค่าตอบแทนสูง ในต่างประเทศนี่ท่านครับ ใครที่สอนโรงเรียนอนุบาลเด็กเล็กเขาให้ค่าตอบแทนสูง แล้วผมอยากจะนำเสนอต่อไปว่าต้นแบบที่เมื่อสักครู่ผมบอกว่าต้นแบบดี คณะครุศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหลายเป็นต้นแบบของการผลิตครู ต้องผลิตครู ที่มีคุณภาพ แล้วครูโรงเรียนอนุบาล ถ้าเป็นไปได้ควรจะเคยแต่งงานแล้วและมีลูกแล้วจึงจะรู้ว่ารักลูกอย่างไร พ่อแม่เขารักลูกอย่างไร จะสอนเด็กอย่างไร ถ้าเอาหนุ่ม ๆ สาว ๆ จบดอกเตอร์จากมหาวิทยาลัย ต่างประเทศยังไม่เคยรู้เลยว่าเด็กเป็นอย่างไร ถามดูบางทีไม่มีน้องด้วยซ้ำก็ลำบากที่จะเข้าใจ วัฒนธรรมหรือความรู้สึกของเด็กได้ ผมก็เลยกราบเรียนว่าน่าจะเริ่มต้นจากโน่นด้วยซ้ำ ถ้าต้นแบบในสถาบันการผลิตครูดี มาถึงปัจจุบันก็ย่อมดี

ข้อ ๓ ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาระดับอนุบาลโดยเฉพาะ อปท. ที่มี อบต. เทศบาลต่าง ๆ วัด มัสยิด และโบสถ์คริสต์ร่วมช่วยกันดูแลสังคม เขาดูแล คนที่จะแต่งงาน คนที่จะมีน้อง จะตั้งครรภ์อย่างไร ไปฝากครรภ์อย่างไร เขาก็จะเกิดมาเป็นคนดี

ข้อ ๔ ต้องพัฒนาเด็กปฐมวัยในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้ได้มาตรฐาน ไปพร้อม ๆ กัน อย่างที่ผมบอกแล้วว่าเด็กไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขอ ๑ นาทีครับ ท่านครับ

ข้อ ๕ ต้องมีการพัฒนาของเด็กเล่น ที่ผมพูดไปแล้ว ให้สามารถพัฒนาสมอง สายตา กล้ามเนื้อ นิ้วและมือ ให้ได้สมรรถนะสูงที่สุด ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอนาคตเขาจะเป็นหมอผ่าตัดที่ดี ผ่าตัดสมองหรือผ่าตัดหัวใจเขาต้องเริ่มต้นจาก การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ กับสายตาดีตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่พออายุเยอะแล้วก็ไปบอกว่าต้องผ่าตัด ให้เป๊ง ๆ มันไม่ได้หรอกครับ แล้วเราก็จะไปบอกว่าเราใช้โรบอต (Robot) ผมกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการที่เคารพว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องดีงาม แล้วผมมั่นใจว่า เมื่อเสนอไปแล้วรัฐบาลจะมีความสุขแล้วก็จะดำเนินการตามที่เสนอไป โดยเฉพาะรัฐบาล ภายใต้การนำของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คสช. ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปนะคะ ขณะนี้มีผู้ขออภิปรายเพิ่มเป็นทั้งหมด ๑๑ ท่าน ต่อไปท่านที่ ๒ ท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการอุดมศึกษา อดีตคณบดีเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อดีตคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์

ขอขอบคุณท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างสูง กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

จะเป็นท่านธรรมศักดิ์หรือท่านต่อพงศ์คะ ท่านต่อพงศ์จะขออภิปรายก่อนหรือคะ

นายต่อพงศ์ เสลานนท์

ขอประทานโทษท่านประธานและท่านสมาชิกครับ จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ผม ต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๕๙ อันเนื่องจากเหตุแห่งการอภิปรายของท่านสมาชิกท่านแรก ด้วยความเคารพครับ ท่านสุรินทร์ครับ ในช่วงต้นของการอภิปรายท่านพูดถึงครอบครัว ดูแลหนุ่มสาว แล้วมีถ้อยคำที่ว่าจะได้ไม่มีลูกเป็นออทิสติก (Autistic) หรืออิเดียต (Idiot) ซึ่งมีทั้งผมเองแล้วคนที่ฟังอยู่ก็ไม่ค่อยสบายใจที่ท่านใช้คำลักษณะตีตราหรือว่าจำเพาะเจาะจง ก็อยากจะเรียนทำความเข้าใจว่าอยากจะให้ท่านเปลี่ยนถ้อยคำนี้เพื่อความสบายใจ เพราะว่าไม่มีใครเขาอยากมีลูกเป็นคนพิการหรอกครับ อันนี้จะเป็นการไปตอกย้ำเขา ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าอยากจะขอให้ท่านสมาชิกได้กรุณาถอนหรือว่า เปลี่ยนคำพูดครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านสุรินทร์จะใช้คำพูดคำอื่นได้ไหมคะ ท่านเพียงแต่ยกตัวอย่าง เชิญท่านสุรินทร์ค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ถ้าท่านไปถอดเทป (Tape) แล้วฟังว่าผมพูดว่าอะไร ผมไม่ได้ บอกว่ามีลูกออทิสติก (Autistic) หรืออิเดียต (Idiot) ไม่ดี ผมบอกว่าชายหญิงจะแต่งงานกัน ถ้าไปตรวจสุขภาพเสียก่อนร้อยแปดจิปาถะแล้วตั้งครรภ์มีลูกก็จะไม่ทำให้ลูกที่เกิดมาเป็น โรคออทิสติก (Autistic) หรืออิเดียต (Idiot) ผมพูดเช่นนี้ใช่ไหม ต้องยอมรับว่าใช่ไปถอดเทป (Tape) แต่อย่างไรก็ตามเพื่อความผาสุกสงบ ผมขออนุญาตถอนคำพูดทั้งหมดที่ผมว่าไป ในส่วนที่ท่านต่อพงศ์ว่า ด้วยความเคารพครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านสุรินทร์มากค่ะ ดิฉันก็ฟังท่านสุรินทร์อย่างที่ท่านพูดอย่างนั้น จริง ๆ นะคะ ต่อไปเชิญท่านธรรมศักดิ์ค่ะ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างสูงครับ กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ที่จริงก็เป็นข้าราชการบำนาญเก่าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อสักครู่มีหนุ่มสาว เข้ามานั่งฟังก็อยากจะพูดโยงอยู่เหมือนกัน ทีนี้พอประเด็นที่ท่านสุรินทร์ได้กล่าวไปนะครับ ผมก็อยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ว่าเห็นด้วยกับการนำเสนอการรายงานฉบับนี้ของคณะกรรมาธิการ ด้านการศึกษาโดยท่าน พลอากาศเอก วัธน และทีมงานนะครับ สิ่งที่เป็นประเด็นทักท้วง เมื่อสักครู่ทั้ง ๒ ท่านก็เป็นสมาชิกสภา สปท. ที่ผมทำงานร่วมอยู่ด้วยในเรื่องของคนพิการ อยากจะเรียนอย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่นี้วาระก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องของดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ผมอยากจะรายงานว่ามีรายงานทางวิชาการจากประเทศที่อยู่ไกลมากเลย เราเคยไปดับลินหรือไปไอร์แลนด์กัน เรามองย้อนไปสูงอีกนิดหนึ่ง ประเทศไอร์แลนด์ ที่มีพลังงานธรรมชาติความร้อนเยอะ ประเทศนี้ประชากรแค่ ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่เขาทำอย่างไรทราบไหมครับ ประเด็นที่ท่านสุรินทร์ทักท้วงหรือถูกทักท้วงเมื่อสักครู่นี้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ มันยังไม่เกิดเลยครับ เราต้องยอมรับความจริงไว้หน่อยหนึ่งว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่อินโดไชน่า เป็นการผสมผสานตั้งแต่อาหรับถึงตะวันออก ตะวันตก ผ่านมาเป็นพันปี แต่ในยุคสัก ๒๐๐ ปีที่ผ่านมาการเคลื่อนย้ายประชากรกลุ่มหนึ่ง จากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่มาที่ประเทศไทยเยอะมาก เราจะต้องไม่ปฏิเสธว่าพันธุกรรม ของเรา อย่างตัวผมก็แน่นอนต้องมีเชื้อสายคนจีน แซ่อะไรไม่ทราบนะครับ เราต้องยอมรับ ความจริงว่าเทคโนโลยีดิจิทัลปัจจุบันจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ครับ ปัญหาของเด็กพิการ ๑๐ ล้านคนที่ท่านวิวัฒน์กล่าวไว้จะลดลงไปอย่างเยอะแยะเลย ท่านทราบไหมครับว่า ขออภัยถ้าหากจะกล่าวอย่างนี้ว่าเรามีการใช้ภาษาไทยกันอย่างดี เรามีการเปลี่ยนนามสกุลกัน มามากพอสมควร โดยไม่ได้บอกลูกหลานเลยว่ามาจากแซ่โน้น แซ่นี้ แซ่นั้น แม้แต่ผมเอง ก็รับพระราชทานนามสกุลมาใหม่ด้วยความปลื้มปิติ แต่คนอื่นล่ะครับ คนอื่นที่เขาเปลี่ยน จากแซ่จากอะไรมาเขาเปลี่ยนเพราะพริ้งไปหมดเลยนะครับ ประเด็นอย่างนี้ท่านครับ คือพันธุกรรมของคน ๒๓ คู่เป็นพ่อแม่ ครึ่งหนึ่งเป็นตัวผม เรามีลูกไปก็รับของเราไป เศษ ๑ ส่วน ๔ อะไรก็แล้วแต่จากคุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่า ไปเรื่อย ๆ เลยนะครับ ลูกกลุ่มนี้ ถ้าหากว่าเขาไปแต่งงาน หรือหนุ่มสาวข้างบน เมื่อสักครู่ถ้าเขาไม่รู้จักกันเขาจะแต่งงานกัน แล้วลูกก็จะออกมาไม่สมบูรณ์ นี่คือหลักพันธุกรรมทางวิชาการง่าย ๆ ไอร์แลนด์ทำอย่างไร ทราบไหมครับ เขาใช้วิธีการอย่างนี้ครับ โทรศัพท์มือถือจะมีโปรแกรมดิจิทัลอยู่ พอผมเข้าไป นั่งผับ (Pub) นั่งบาร์ หรือจีบสาวสักคนหนึ่งเครื่องจะเตือนเลยว่านี่ญาติกัน คนข้าง นี่จีบไม่ได้ คบหาสมาคมไม่ได้เพราะว่าลูกจะออกมามีลักษณะที่จะไม่ดีในอนาคตที่คาดหวังได้ อันนี้เป็นระบบดิจิทัลที่อยากจะนำเสนอว่าการป้องกันปัญหาเหล่านี้สามารถทำได้จาก เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ เรื่องที่ผมอยากจะขออภิปรายเพิ่มเติมก็คือ ๑. ผมเห็นด้วยกับ การนำเสนอของคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะที่ท่านอาจารย์ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา ได้นำเสนอในหลักการเรื่องการขับเคลื่อน แต่ประเด็นที่ขับเคลื่อนนั้นผมก็ได้รายงานนำเสนอ ในที่อื่นไว้บ้างแล้ว เนื่องจากเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ด้วย ผมมีอย่างนี้ครับ ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่จะออกมาในเดือนเมษายนนี้ มาตรา ๕๔ วรรคสี่ ซึ่งท่านประธานวิวัฒน์ก็ได้เกริ่นอยู่บ้างแล้ว คนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ พัฒนาตนตามศักยภาพ และมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ชุมชน และประเทศชาติ เป็นวรรคที่สำคัญมาก แต่การรับผิดชอบตรงนี้นะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๕๔ อยู่ในหมวดหน้าที่แห่งรัฐ ซึ่งผมทราบจากนักกฎหมายว่าเป็นเรื่องที่ราษฎร หรือประชาชนไทยสามารถฟ้องรัฐได้ ถ้ารัฐไม่สามารถดำเนินการดูแลเด็กตั้งแต่ก่อนที่จะคลอดออกมา ๙ เดือน แล้วก็มาเป็น เด็กทารก ๒-๓ ปี จนกระทั่งจะเข้าประถม ๑ อายุ ๖ ขวบ ช่วงนี้ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ในฐานะที่เป็นบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยทำหลักสูตรกันมามาก เป็นคณบดี บัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาด้วย แล้วเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย รำไพพรรณี อย่างนี้ครับ เราก็รู้ว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นอย่างไร จากกระบวนการที่ผม จึงอยากจะนำเสนอคณะกรรมาธิการว่าเป็นไปได้ไหมในช่วงที่รัฐธรรมนูญออกมาปุ๊บแล้วเป็น หน้าที่แห่งรัฐ ศูนย์เด็กเล็กโดยกระทรวงทั้ง ๓-๔ กระทรวงรับผิดชอบอยู่พร้อมไหม ผมว่าไม่พร้อม แต่หลักสูตรที่มีอยู่เช่นหลักสูตรปฐมวัยมันปฐมแค่ ป. ๑ หรือถัดไปอีก ๓ ปีเป็นอนุบาล ลดลงไปจากนั้น ๑ ปี ๒ ขวบ ๓ ขวบ มันไม่มีหลักสูตร ผมอยากจะเสนอว่าเป็นไปได้ไหม การปฏิรูปเร่งด่วน ข้อเสนอเร่งด่วน กำชับกำชาให้มหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรประถมศึกษา หรือหลักสูตรเด็กเล็กอะไรทั้งหลายปรับหลักสูตร ปรับวิชาเรียนให้เตรียมพร้อมเพื่อสอน คนกลุ่มนี้ลงไปอยู่ในชุมชนต่าง ๆ หรือนำกลับเข้ามาอบรม ให้บุคลากรที่ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ พี่เลี้ยง ครูพี่เลี้ยง หรือผู้เลี้ยงเด็กตามศูนย์ชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศได้รับทราบว่ามีเนื้อหาวิชา เหล่านี้ขึ้นไว้ในอินเทอร์เน็ต (Internet) ให้เขารู้ว่าเด็กรุ่นใหม่ เด็กที่คลอดออกมาต้องได้รับ การดูแลจากพี่เลี้ยงที่รู้บริบทของเด็ก ๐ ขวบจนกระทั่ง ๓ ขวบก่อนเข้าอนุบาล เพราะฉะนั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่าข้อเสนอทั้งหมดของคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นข้อเสนอที่ดี หลายข้อเลยเห็นด้วย แต่ช่วงเร่งด่วนนี้ทั้ง ๓-๔ กระทรวงอาจจะยังไม่พร้อม แต่ถ้าให้เร่งรัด ก็คือทำหลักสูตรที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรด้านนี้ให้พร้อมไว้ก่อนในช่วงนี้จะเป็นพระคุณ อย่างสูงครับ ขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ท่านรักษาเวลาได้ดีมากเลยนะคะ ต่อไปเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นขอเรียนให้ที่ประชุมทราบแล้วโดยเฉพาะ ต่อคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่า เมื่อประมาณสัก ๒ เดือนกว่า ๆ มานี้สถาบันฟิต (FIT) ฟิวเจอร์ อินโนเวทิฟ ไทยแลนด์ อินสทิทิวต์ (Future Innovative Thailand Institute) สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทยของมูลนิธิควง อภัยวงศ์ ได้จัดสัมมนาเต็มวัน เรื่องการดูแลเด็กปฐมวัย ผมอยากจะขอแนะให้ทางกรรมาธิการช่วยติดต่อกับสถาบันฟิต (FIT) ที่มีดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นประธานอำนวยการด้วย อาจจะได้ข้อมูลที่จะ เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการ ต่อไปของคณะกรรมาธิการในเรื่องนี้ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ อ่านเอกสารก็ยังไม่ค่อยได้เห็นคำว่ายูนิเซฟ (UNICEF) หรือว่า ยูเนสโก (UNESCO) หรือว่าเวิลด์ เฮลท์ ออร์แกไนเซชัน (World Health Organization) ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ผมอาจจะอ่านข้ามไปก็ต้องขอประทานโทษด้วย แต่ถ้าเผื่อไม่มี อย่างไรก็ตามผมคิดว่าคณะกรรมาธิการต้องพบปะกับหน่วยงานทั้ง ๓ ซึ่งก็มีสำนักงาน อยู่ตรงถนนพระอาทิตย์ตรงนี้เองใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วดูสิว่าเขามีโครงการ ในระดับสากลแล้วประเทศไทยมีพันธกรณีอย่างไรบ้างในเรื่องการดูแลเด็กในครรภ์แล้วก็ ปฐมวัยนะครับ

อีกประเด็นหนึ่ง คือเอกสารที่จัดมาก็มีข้อมูลพร้อม ครอบคลุมดี แต่ผม สังเกตดูว่ายังขาดจุดเน้นหรือที่เรียกว่าโฟกัสมันอะไรกันแน่ เพื่อจะตรงไปที่เป้าอันแน่ชัดของ การแก้ปัญหา ผมก็อยากจะเรียนถามเป็นอันดับแรกเลยว่าศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ๑๙,๘๒๐ แห่งนั้น ประมาณครึ่งหนึ่งไม่ได้มาตรฐาน ควรจะเป็นภาระหน้าที่ของเราที่ สปท. ร่วมกับรัฐบาล คสช. ในการที่จะเติมศูนย์เหล่านี้ให้เต็ม มีมาตรฐาน มีขีดความสามารถบริบูรณ์ภายใน ระยะเวลา ๑ ปี ได้หรือไม่ ประมาณครึ่งหนึ่งก็ประมาณสักเกือบ ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ แห่ง เติมให้เต็มเป็นศูนย์อันสมบูรณ์ ทั้งในเรื่องของกายภาพคือตัวสถานที่ให้ปลอดโปร่ง โปร่งใส มีห้องน้ำ มีห้องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้สะอาดสะอ้าน แล้วอันที่ ๒ บุคลากรต้องเติมให้เต็มว่าแต่ละศูนย์ควรจะเป็นมินิมัม (Minimum) แมกซิมัม (Maximum) คือจำนวนน้อยที่สุด มากที่สุดเท่าไร บุคลากรจะเป็นจำนวนเท่าไร แล้วในบุคลากรนี้จะมีการฝึกอบรมเพิ่มทักษะของการเป็นผู้สอนเด็กปฐมวัย นั่นก็เรื่องหนึ่ง และอันที่ ๒ จะเป็นเรื่องของสภาวะจิตใจทางด้านจิตแพทย์ ทางด้านสังคมวิทยาต้องเข้ามา เพราะฉะนั้นในแต่ละศูนย์นั้นบุคลากรที่มีความสามารถที่จะดูแลในเรื่องของการพัฒนาสมอง แล้วก็จิตใจของเด็กนั้นก็ควรจะค่อนข้างหลากหลาย จะมีการพัฒนาทั้งตัวครู หรือผู้อำนวยการ แล้วก็ผู้ช่วยอย่างไร อีกทั้ง ณ วันนี้ที่ไหนเป็นสถาบันที่จะให้การฝึกอบรม ผลิตบุคลากร ที่จะดูแลเด็กปฐมวัยเหล่านี้ออกมาให้แน่ชัด ควรจะสังกัดที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือควรจะ สังกัดที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือที่กระทรวงสาธารณสุข อันนี้น่าจะตกลงกันให้เป็นที่แน่ชัด แล้วสถาบันกลางอันนี้จะต้องมีมาตรฐานกลาง ปรึกษาหารือ กับยูนิเซฟ (UNICEF) ยูเนสโก (UNESCO) ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ได้หรือไม่ แล้วก็จะขอ ความร่วมมือในการที่จะเอาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาช่วยพัฒนาบุคลากรของเรา ที่จะเป็นครูสอนครูอีกทีได้หรือไม่

อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าคงต้องแยกเด็กปฐมวัยออกมาเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน อันนี้ผมขอเสนอ คือที่อยู่ในครรภ์มารดา ก็เป็นเรื่องที่ว่าแล้วใครจะดูแล หมอประจำตัว คลินิกใกล้บ้าน กระทรวงสาธารณสุข หรือว่า อบจ. อปท. หรือว่าเขตของ กทม. ฝ่ายสาธารณสุข จะต้องดูแลสตรีมีครรภ์เหล่านี้อย่างไร ทั้งในเรื่องโภชนาการ ในเรื่องการดูแลตนเองที่มีเด็ก อยู่ในครรภ์จะต้องทำอย่างไร กินอาหารอย่างไร ควรจะฟังเพลงไหม ควรจะอ่านกลอนไหม เพื่อจะให้เด็กที่อยู่ในครรภ์สามารถที่จะได้ทำอะไร หรือว่าได้ฟังอะไรที่เป็นศิลปวัฒนธรรม กันได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะว่าอยู่ในครรภ์ก็มีความสำคัญ แล้วการแนะแนว อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นกิจจะลักษณะ ตั้งแต่การออกกำลังกาย การดูแลตนเอง เป็นต้น ใครจะทำ อันไหนเป็นหน่วยงานกลาง ส่วนส่วนที่ ๒ เด็กปฐมวัยที่เป็นปกติ สมมุติว่า มี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เด็กปกติ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในศูนย์ ๑๙,๐๐๐ กว่าแห่งเหล่านี้ อันนั้น ผมได้พูดไว้แล้ว คราวนี้เด็กพิการจะทำอย่างไร ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เรียนช้า พิการ ทางด้านกาย พิการทางด้านสมอง เป็นออทิสติก (Autistic) ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย เด็กเหล่านี้ จะคละกับเด็กทั่ว ๆ ไปที่เป็นปกติหรือว่าเราจะมีสถานดูแลเด็กเหล่านี้ต่างหาก แล้วจะให้มี ความทั่วถึงทั่วประเทศอย่างไร เราจะฝึกบุคลากรที่ดูแลเหล่านี้อย่างไร ทั้งที่จะเป็นแพทย์ เป็นผู้ช่วยพยาบาล ผู้ที่จะพัฒนา

อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าเวลาเราจะทำอะไรเราก็มุ่งหวังว่า ๔ กระทรวงหลัก จะประสานกัน มีคณะกรรมการแห่งชาติ ในกรณีนี้ก็กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้วก็อาจจะมีกระทรวงมหาดไทย เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผมขอเสนอให้เป็นข้อคิดต่อที่ประชุมและต่อคณะกรรมาธิการว่า ให้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางอันเดียวที่จะดูแลเด็กปฐมวัย ทั้งในครรภ์ แล้วก็ ๑-๖ ปี รวมทั้งเด็กพิการด้วย เป็นหน่วยงานกลางหน่วยงานเดียว แล้วขอให้โอนอำนาจทางกฎหมาย จากกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาที่หน่วยงานนี้ให้เป็นวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) แล้วก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเยาวชนของชาติซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน เป็นสากลแล้ว ถ้า ๖ ปีแรกไม่ได้รับการอบรมบ่มเพาะแล้วก็ดูแลทางด้านจิตใจ ทางด้านสมอง แล้วก็ทางด้านปากท้องนั้น เราก็จะได้เยาวชนในอนาคตของบ้านเมืองที่โตขึ้นมาไม่ได้คุณภาพ และเราก็จะเป็นประเทศล้าหลัง เราก็จะไม่ไปสู่ ๔.๐ หรือจะออกจากที่เรียกว่ามิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ได้ เพราะว่าบุคลากรของเราจะไม่ได้ระดับ เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมาดูกันในภาพรวม แล้วก็จัดลำดับความสำคัญ แล้วก็ตั้งเป้า ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนะครับ ที่ผมพูดมาตลอดเวลา การทำงานกันในลักษณะตั้งโดยมุ่งหวังว่าเป็นคณะกรรมการแล้วเรื่องจะดีขึ้น ผมก็อยู่ใน แวดวงราชการ อยู่ในการเมืองมาร่วม ๔๐ ปี ผมไม่เห็นด้วยนะครับ แล้วในการที่จะเป็น อธิบดี เป็นทูต หรือจะเป็นรัฐมนตรี โดยตลอดมาผมรับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่ของผม โดยการเรียกประชุมแล้วก็ขับเคลื่อน ต้องรับผิดชอบโดยตัวบุคคล โดยตัวปลัดกระทรวง โดยตัวอธิบดี โดยตัวรัฐมนตรีเป็นสำคัญ มีประเด็นปัญหาอะไรจากการตัดสินใจมีจุดสุดท้าย คือคณะรัฐมนตรีครับ ไม่ค่อยมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมีคณะกรรมการเป็นการถาวร ออกกฎหมายใหม่ระหว่างตัวรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงกับคณะรัฐมนตรี ไม่อย่างนั้นจะมี คณะรัฐมนตรีทำไม ถ้าเผื่อเราจะต้องมาตั้งคณะกรรมการแล้วก็มีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่ตลอดเวลา เราบริหารราชการแบบนี้มา ๘๐ ปี และคงจะไป ไม่ค่อยได้ จะต้องไอเดนทิไฟ (Identify) นะครับ เจาะไปเลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปฐมวัย เด็กในครรภ์ และเด็ก ๑-๖ ปี ใครในรัฐบาล คสช. รับผิดชอบ ผมว่าวิธีการทำงานอันนี้ จะสะดวกแล้วก็คล่องตัวกว่า แล้วก็ให้มีหน่วยงานกลางในการที่จะรองรับ ไม่อย่างนั้น ประชุมกันทีไรหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะส่งข้าราชการระดับซี ๔ ซี ๕ มาเพื่อมานั่งฟัง ตัวปลัดกระทรวงหรือรัฐมนตรีคนนั้นที่เป็นประธานพูดอะไรแล้วก็กลับไปรายงาน แต่ไม่สามารถที่จะร่วมตัดสินใจได้ แล้วในระบบราชการมีผู้ใหญ่นั่งอยู่คนหนึ่ง ข้าราชการ ชั้นผู้น้อยทั้งหลายก็เป็นใบ้หมด มันไม่มีประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ในการทำงานคิดนอกกรอบ เพื่อเราจะได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง ของประเทศไทยในศตวรรษ ๒๑ อันนี้ที่เราจะต้องเป็นประเทศที่พัฒนาให้ได้ และถ้าเผื่อเรา ยังแก้เรื่องเด็ก เรื่องการศึกษาไม่ได้ เราก็ไปไม่ได้ เหมือนกับเราก็มาทำงานหลอกตนเองกันอยู่ เราจะต้องหาสูตรสำเร็จในการที่จะทำงานแล้วก็ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ได้อย่างรวดเร็วนะครับ ผมขอย้ำ ๑๙,๐๐๐ กว่าแห่งเอาให้เป็นมาตรฐานโลกสากลหรือประเทศไทยที่ชั้น ๑ กันเสียก่อน มีบุคลากรเพียงพอ ผมต้องการตัวเลข จะกี่หมื่นกี่แสนคน และที่มีอยู่แล้วจะเพิ่มทักษะเขา ฝึกอบรมภายใน ๓ เดือน ๕ เดือนได้หรือไม่ แล้วก็ต้องมีสมุดคู่มือให้กับเขาในเรื่องโภชนาการ และในเรื่องของการดูแลเด็กเพื่อจะกล่อมเกลาให้เขามีสติปัญญา ให้เป็นนักคิด เป็นนักสร้างสรรค์ ให้กล้าคิดกล้าทำ มีครีเอทิวิตี (Creativity) ไม่อย่างนั้นเราก็ไปในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้ ถ้าเผื่ออยู่กันด้วยไม้เรียวหรือการดุ หรือว่าครูที่จะมาสอน มาดูแลนั้นไม่ค่อยมีสติปัญญา เพียงพอที่จะสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ของเราได้ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ ท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ อดีตผู้บัญชาการ โรงเรียนเตรียมทหาร อดีตผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อดีตรองปลัด กระทรวงกลาโหม ท่านมีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประมาณ ๒๐ หน้า ก็ขอความกรุณา ให้อยู่ภายในเวลาด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

พลเอก พอพล มณีรินทร์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ ผมขออนุญาตชื่นชมต่อ คณะทำงานในครั้งนี้นะครับ โดยเฉพาะท่านประธานวิวัฒน์ ท่าน พลอากาศเอก วัธน และท่านอาจารย์ปิยะธิดา สิ่งที่ท่านอาจารย์เรียนว่าเรามีความภาคภูมิใจในกรณี ที่เราได้ให้ความสำคัญของการศึกษาในระบบการศึกษาปฐมวัย ทั้งในเรื่องการเตรียม ความพร้อมต่าง ๆ จากสิ่งที่ท่านได้กรุณากำหนดไว้ ๒ ประเด็น คือเรื่องการมีมาตรฐาน แล้วก็การมีเอกภาพ ตรงนี้ผมขออนุญาตที่จะสนับสนุนเต็มที่ โดยเฉพาะข้อเสนอเร่งด่วน ของท่านในเรื่องการไม่เร่งเรียนเขียนอ่านในวัยอนุบาล แล้วก็เน้นการเรียนรู้สำหรับ เด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ตามธรรมชาติ ตรงนี้เดี๋ยวผมจะขออนุญาตอภิปราย เพิ่มเติมนะครับ

ในเรื่องของเอกภาพ ผมต้องขอขอบคุณกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบัน ที่ท่านบอกว่าทารกในครรภ์มารดา ปัจจุบันนี้เราได้รับการดูแลจากกระทรวงสาธารณสุข เป็นอย่างดี ปัจจุบันนี้ผมเชื่อว่าเมื่อมีการตั้งครรภ์คุณพ่อก็จะต้องพาคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ไปปรึกษาหรือไปฝากครรภ์ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าถ้าเรากำหนดความเป็นเอกภาพให้กับ กระทรวงสาธารณสุขต้องดูแลตรงนี้ ซึ่งปัจจุบันดูแลดีอยู่แล้วนะครับ ว่าในการที่จะต้อง ให้ความรู้ ความเข้าใจในการที่จะดูแลทารกในครรภ์มารดา อันนี้คือความเป็นเอกภาพครับ ส่วนเด็กเล็ก ๑-๓ ขวบก็ตาม หรือวัยอนุบาล ๓ ขวบถึงก่อน ๖ ขวบก็ตาม ตรงนี้ก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ ไม่ว่าจะเป็น อปท. หรือโรงเรียนเอกชนที่ดูศูนย์เด็กเล็ก หรือโรงเรียนอนุบาลของรัฐบาลก็ตาม หรืออนุบาลของเอกชนก็ตาม ส่วนในกรณีที่ท่านเขียนไว้ว่า ๖ ปีบริบูรณ์ถึงก่อน ๘ ปี ช่วงรอยต่อ ตรงนี้จริง ๆ แล้วปัจจุบันนี้ผู้ที่เรียนอนุบาลก็จะเข้ารับ การศึกษาในโรงเรียนชั้น ป. ๑ ตั้งแต่ประมาณ ๖ ขวบ จริง ๆ แล้วบอกว่า ๗ ขวบ นั่นก็คือ ในกรณีที่คนไม่เรียนผ่านอนุบาล แต่ถ้าคนเรียนผ่านอนุบาลจะเรียนในช่วงระหว่าง ๖ ขวบ หรือ ๖ ขวบครึ่งประมาณนั้น เพราะฉะนั้นช่วงนี้ก็อาจจะมีผู้ที่ดูแลอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น ความเป็นเอกภาพในหน่วยรับผิดชอบผมว่าก็เป็นอีกข้อคิดหนึ่งที่ท่านคงต้องไปทำในรายละเอียด ให้ชัดเจน แล้วท่านได้เอ่ยถึงนามหน่วยกระทรวงที่รับผิดชอบอยู่แล้วนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องมาตรฐานและคุณภาพ เนื่องจากความอ่อนแอและต้อง ยอมรับว่าปัญหาของสังคมประการหนึ่งมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อเด็กปฐมวัยก็คือความอ่อนแอ ของสถาบันครอบครัวที่มีหน้าที่อบรมเลี้ยงดูเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม จึงเป็นเหตุให้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทั้งเด็กในปัจจุบันและอนาคต คือไม่มีความพร้อม ที่จะศึกษาต่อในชั้นต่อ ๆ ไป เพราะฉะนั้นสถาบันครอบครัวเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลทำความเข้าใจนะครับ ในอดีตเมื่อประมาณปี ๒๕๔๑ กระทรวงศึกษาธิการได้ทำหลักสูตรการศึกษาก่อนประถมศึกษาขึ้นแล้วก็ประกาศใช้ เพื่อทำความรู้กับผู้ปกครอง กับสถานศึกษาทั้งเอกชนและรัฐบาล ต่อมาเมื่อประมาณปี ๒๕๔๖ ได้มีการทำหลักสูตรเรียกว่าหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สมัยก่อนใช้คำว่าก่อนประถมศึกษา พอมาปี ๒๕๔๖ ใช้คำว่าหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ซึ่งปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ ตรงนี้ในรายละเอียด มีอยู่อย่างชัดเจนว่าผู้ปกครอง พ่อแม่ต้องทำอะไร โรงเรียนเอกชนทำอะไร โรงเรียนรัฐบาลทำอะไร แล้วในแต่ละช่วงชั้นทำอะไร จากการดังกล่าวนี้ผมก็ใคร่ที่จะให้ข้อพิจารณาเพิ่มเติมว่า ในส่วนที่ท่านได้เสนอมาคือเรื่องว่าเน้นการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยด้วยวิธีการที่สอดคล้อง กับการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก แล้วไม่เร่งเรียนเขียนอ่านในวัยอนุบาล ๒ ข้อนี้กระผม เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยขออนุญาตที่จะนำสไลด์ (Slide) มาประกอบการพิจารณานะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ขอเชิญสไลด์ (Slide) ในแผ่นที่ ๒ เลยครับ จะเห็นได้ว่าในการพัฒนาหรือการเตรียมความพร้อมของเด็กนั้น เราจะต้องเตรียมความพร้อม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม อย่างสมดุล ตรงนี้เพื่อที่จะเป็นรากฐานสำคัญ ในการใช้ชีวิตต่อไปตามจอภาพนะครับ เชิญต่อไปครับ เช่นกันในการที่จะพัฒนาเด็กเล็ก หรือเด็กปฐมวัยนั้นเราจะต้องมีการลงมือปฏิบัติจริงโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เด็กจะนำ ข้อมูลไปสร้างเครือข่ายในสมองและส่งผลให้เกิดการเชื่อมต่อและระบบการทำงานของสมองที่ดี เด็กจะเรียนรู้ได้ไว มีพฤติกรรมที่ดีและแสดงออกอย่างเหมาะสม ตรงนี้จริง ๆ แล้วก็ต้องมีครู ที่จบประถมศึกษาก็ดี จบอนุบาลศึกษาก็ดี หรือจบการสอนปฐมวัย จะเป็นคนที่เข้าใจ ในบริบทนี้เป็นอย่างดีนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ จริง ๆ แล้วปัจจุบันนี้สมาคม โรงเรียนอนุบาลทั่วประเทศได้มีการไหวตัวในเรื่องนี้ แล้วก็ได้มีการจัดอบรมโดยการนำ การเรียนการสอน คือในอดีตนั้นเราค่อนข้างที่จะใช้การเรียนการสอนที่ให้อ่านออกเขียนได้ โดยเร็ว จริง ๆ แล้วตรงนั้นผิด เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องมีการทำความเข้าใจกับครูผู้สอน กับผู้ปกครอง จึงขออนุญาตที่จะสนับสนุนข้อเสนอของอนุกรรมาธิการนะครับ ในส่วนของ การจัดการศึกษาปฐมวัยเพื่อให้มีมาตรฐานและเอกภาพนั้นผมเห็นด้วยกับคณะทำงาน ทุกประการ ผมใคร่ขออนุญาตที่จะใช้เวทีตรงนี้พูดถึงการสอบโอเน็ต (O-NET) ที่ผ่านมา ท่านจะเห็นว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์มีการสอบโอเน็ต (O-NET) แล้วก็มีผลโอเน็ต (O-NET) ออกมานั้นไม่ค่อยดีเลย ตรงนี้ผมอยากขออนุญาตที่จะนำสไลด์ (Slide) ของผู้ที่กล่าวไว้ เป็นชาวต่างประเทศอยู่ ๒ ท่าน ท่านแรกก็คือในสไลด์ (Slide) ที่ ๕ คือท่านริชาร์ด วิลเลียมส์ ท่านไปโพสต์ (Post) ข้อความ ของคนที่มาว่าความ โดยสรุปก็คือเขากล่าวถึงว่าความล้มเหลวของการศึกษาในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลกที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพของเด็กเท่าที่ควร เขากล่าวหาว่าโรงเรียนเป็นฆาตกร ที่ฆ่าความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ทำลายเอกลักษณ์ เหยียดหยามทางความคิด คือระบบ ที่ล้าหลัง ที่ล้าสมัย ที่หมดอายุแล้ว นี่คือท่านหนึ่ง คือท่านริชาร์ด วิลเลียมส์ ได้พูดไว้ ท่านเป็นศิลปินเพลงแร็ป (Rap) ท่านต่อไปครับ ท่านเป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษา ในสิงคโปร์ ท่านจะบอกว่าผลสอบที่เกิดขึ้นนั้นผู้ปกครองมักจะกังวล เพราะฉะนั้นเขาก็เลย ส่งสารไปถึงผู้ปกครองว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานอาจจะใช้เวลา เกินสักนิดหนึ่ง ต่อไปท่านสุจิตต์ ในสไลด์ (Slide) ที่ ๙ ท่านสุจิตต์เป็นนักเขียนรางวัล ศรีบูรพา ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ท่านพูดว่าครูบาอาจารย์สอนให้เด็กนักเรียนศึกษา อยู่ในโอวาท ท่องจำคำสอนและจำคำตอบสำเร็จรูป โดยกีดกันและปิดกั้นการซักถาม และถกเถียง อันนี้คือสิ่งที่ท่านอาจารย์สุจิตต์ศิลปินได้พูดไว้ เช่นกันครับ ท่านเพชร เหมือนพันธุ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิ เขต ๓ และเขต ๑ ท่านก็พูดไว้ว่า การศึกษาในปัจจุบันนั้นค่อนข้างที่จะล้มเหลวโดยเฉพาะการสอบ โดยใช้การสอบแบบกา ก ข ค ง ต่าง ๆ ท่านบอกว่าหยาบเกินไป ซึ่งน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ผมจะนำไปสู่ว่าจะแก้ไขโอเน็ต (O-NET) อย่างไร ซึ่งอาจจะขอเวลาตรงนี้นิดหนึ่ง ต่อไปถึง กระทรวงศึกษาธิการในสไลด์ (Slide) ที่ ๑๗ ท่านรัฐมนตรีก็ได้คิดว่าการที่จะแก้ไขทำให้ ปัญหาการสอบโอเน็ต (O-NET) สูงขึ้นนั้นก็คงต้องสอนด้วยการสอนแบบแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) คือสอนให้คิด วิเคราะห์ จึงกำหนดนโยบายออกมา สไลด์ (Slide) ที่ ๑๗ เป็นวาระเร่งด่วนจุดเน้นเชิงนโยบายของท่านรัฐมนตรีที่ประกาศไว้ ในสไลด์ ตรงสีเหลือง ด้านล่างคือสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าการแก้ไขปัญหาโอเน็ต (O-NET) นั้นต้องแก้ไข ที่วิธีการสอนของครูครับ ถ้าเกิดไม่สามารถแก้ไขวิธีการสอนของครูให้เด็กคิดวิเคราะห์ได้ เด็กก็จะไม่สามารถทำข้อสอบโอเน็ต (O-NET) ได้ซึ่งเป็นข้อสอบสากล สไลด์ (Slide) สุดท้าย สไลด์ (Slide) ที่ ๑๙ ที่เป็นรูปสามเหลี่ยม อันนี้เป็นเลิร์นนิงพีระมิด (Learning Pyramid) อยากจะเรียนกับท่านสมาชิกว่าจริง ๆ แล้วการสอน ขออนุญาต ขออภัยท่านประธานนิดหนึ่ง จากพาสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) ขึ้นไปด้านบน ลูกศรชี้ไปด้านบน นี่คือสิ่งที่ เมืองไทยใช้อยู่ เมื่อสอนเช่นนั้นแล้วจะเหลือความรู้และเหลือสิ่งที่จะประพฤติปฏิบัติหรือใช้ ในชีวิตประจำวันได้น้อยมาก โดยเฉพาะการฟังเลกเชอร์ (Lecture) นั้น เมื่อฟังเลกเชอร์ (Lecture) จบแล้ว สอบเสร็จแล้วจะเหลือความรู้ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนถ้าสอน แบบแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) คือมีการอภิปรายกลุ่ม เรียนรู้โดยตรง ลงมือปฏิบัติ สอนผู้อื่น นำเสนอ วิจัย ค้นคว้า จะมีความรู้ตั้งแต่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ลงมาถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ชี้ให้เห็นว่าตรงนี้เป็นสามเหลี่ยมพีระมิดที่ทั่วโลกเขาใช้กันอยู่ ตรงนี้เองก็เป็นสิ่งที่ผมจะ นำเรียนว่า ในการแก้ไขปัญหาการสอบโอเน็ต (O-NET) นั้น ซึ่งทุกคนวิตกกังวลว่าคุณภาพ การศึกษาไทยต่ำ จริง ๆ แล้วนี้การเรียนในอดีตหรือการเรียนท่องจำ หรือการเรียนแบบ พาสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) นั้นไม่ได้ผิดครับ แต่ว่าไม่สามารถที่จะสร้างคนให้อยู่ใน ศตวรรษที่ ๒๑ ได้ คือคิดเป็น ทำงานเป็นทีม แก้ปัญหาได้ เพราะฉะนั้นการเรียนในห้องเรียน ต่อไปนี้ จากการที่ท่าน ผอ. เพชรก็ดี ท่านอาจารย์สุจิตต์ก็ดี หรือหลาย ๆ ท่านกล่าวมา หรือประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์หรือสิงคโปร์ก็ใช้การเรียนการสอนด้วยคำถาม ใช้การเรียนการสอนด้วยกิจกรรม เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าประเด็นที่เพื่อนสมาชิก กังวลว่าทำอย่างไรผลการศึกษาหรือผลการสอบโอเน็ต (O-NET) จะสูงขึ้น จะต้องแก้ ด้วยการสอนด้วยวิธีใหม่ครับ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาได้เคยเสนอผ่านสภาไปแล้ว ครั้งหนึ่ง ผมขออนุญาตขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะท่านพอพล ต่อไปนะคะ คุณหมออำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธาน กรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน เรียนเชิญค่ะ

นายอำพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ มีเรื่องเล่ากันว่ามีโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เปิดวันแรก ลูกก็มาเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาล กลับบ้านเย็นนั้นก็ถามคุณพ่อคุณแม่ที่โต๊ะอาหารว่า คุณพ่อคุณแม่ หนูมาจากไหนคะ พ่อแม่ได้ยินก็ตกใจ ไปโรงเรียนอนุบาลวันแรกกลับมา ถามยาก และจะอธิบายอย่างไรว่ามาจากไหน ก็บอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพ่อกับแม่จะอธิบาย ก็แล้วกัน คืนนั้นพ่อแม่ก็อ่านตำรา เปิดเว็บไซต์ (Web Site) ดูนะครับว่าจะสอนเด็ก ๓ ขวบ ว่ามาจากไหนจะสอนอย่างไร อธิบายอย่างไรเด็กถึงจะเข้าใจ ก็นานนะครับ ค้นคว้าตำรา เช้าตื่นมาลูกจะไปโรงเรียนอนุบาลวันที่ ๒ ก็มานั่งโต๊ะอาหาร ก็ยังไม่รู้จะอธิบายอย่างไรอยู่ดี ยาก คำถามว่าหนูมาจากไหน เผอิญพ่อแม่ก็หันไปเห็นที่นอกหน้าต่าง มีนกเขาคู่หนึ่งมาเกาะ อยู่ที่ต้นไม้ ก็เลยได้คิดบอกว่านั่นอย่างไรลูก นกเขา ๒ ตัวเมื่อก่อนเขาก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน นกเขาเขารักกันก็มาอยู่ด้วยกัน ตอนหลังก็ออกไข่ กกไข่ออกมาเป็นลูกนกเขา เมื่อก่อนพ่อแม่ ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เรารักกันก็มาจนมีหนูนี่ละ เด็กอนุบาลก็หน้านิ่วคิ้วขมวดนะครับ โอ้โฮทำไม พ่อแม่อธิบายยากจัง แล้ววันนี้หนูจะไปตอบครูได้อย่างไร เมื่อวานนี้ครูเขาถามเพื่อนหนูว่า หนูมาจากไหน เพื่อนหนูเขาตอบง่ายนิดเดียวว่ามาจากอยุธยา ไม่มีอะไรครับ เล่าเพื่อ จะคลายเครียด เผอิญเมื่อสักครู่นี้มีการถอน ไม่ถอนกันด้วยนะครับ วันนี้เราอภิปรายมา ตั้งแต่เช้าไม่ได้พักการประชุม ผมขึ้นตรงนี้เพื่อจะบอกว่าบางทีผู้หลักผู้ใหญ่เราคิดเยอะ เด็ก ๆ การเรียนรู้ของเขามันง่าย เมื่อสักครู่ท่านเพื่อนสมาชิกอภิปรายก็ชัดเจนนะครับ เด็ก ๆ เขาก็เป็นโลกของเขา เราก็เคยผ่านมาแล้ว แต่พอเราเป็นผู้ใหญ่บางทีเราก็ลืมไป จริง ๆ แล้วก็ง่ายนิดเดียว เรื่องเล็ก ๆ นะครับ เรื่องของเด็กปฐมวัย ผมพูดสั้น ๆ คำว่า เด็กเล็กก็แล้วกันนะครับ มันมีนิยามอยู่แล้ว เห็นด้วยทุกอย่าง ข้อมูลวิชาการทั่วโลก ก็ชัดเจนนะครับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง การลงทุนเพื่อเด็กเล็กก็คือการลงทุนเพื่ออนาคต ของประเทศ อันนี้ไม่มีใครสงสัยแล้วครับ ผมจะขออนุญาตกราบเรียน ตอนนี้ไม่ได้เล่า เป็นเรื่องเป็นราวอย่างเมื่อสักครู่นี้แล้วนะครับ เนื้อหาสาระ ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือ ต้องกราบขอบพระคุณทางอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการ ได้กรุณาเชิญผมไปร่วมคุยอยู่ ๑-๒ ครั้งในเรื่องนี้เพื่อจะพิจารณาเรื่องกลไกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องดูแบบองค์รวม ช่วงวัยหนึ่งของเด็กซึ่งมีอยู่หลายเรื่องด้วยกันควรที่จะมีกลไกอย่างไร เมื่อสักครู่ผมได้ยิน ท่านกษิตอภิปราย ผมคิดว่าท่านเชียร์อย่างมากเรื่องกลไกกลางที่จะเชื่อม ซึ่งอันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากเรากำลังมองเด็กเล็กซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ที่จะมีชีวิต ตั้งแต่ก่อนอยู่ในครรภ์มารดาคลอดมาและเป็นเด็กเล็ก และโตจนถึงสูงวัย แล้วก็จากไป เป็นช่วงหนึ่งของชีวิต ให้ความสำคัญแบบนี้ก็คือเป็นองค์รวมในช่วงหนึ่งของชีวิต ผมคิดว่า สำคัญอย่างยิ่ง ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อผมได้ไปร่วมให้คำปรึกษา ก็ทำให้ ผมได้ศึกษา เรียนรู้ แล้วก็คิดว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นอย่างไร ท่านได้เขียนไว้ในรายงาน ของท่านนี่ดีครับ เป็นชาร์ต (Chart) ที่อยู่ในหน้า ๑๒ ท่านสรุปรวบยอดไว้เรื่องหลักการ อะไรต่าง ๆ ดีหมดเลย แล้วท่านก็พูดไว้ในข้อเสนอการปฏิรูปข้อ ๕ เมื่อสักครู่นี้ ท่านกรรมาธิการได้รายงานไปแล้ว ที่จะให้รัฐกำหนดหน่วยงานที่มีอยู่เดิมทำหน้าที่เป็น หน่วยงานกลาง ผมทราบดีว่าท่านลำบากใจว่าจะทำอย่างไรดี กล้าที่จะเสนอหน่วยไหนไหม ท่านยังไม่กล้า แต่ท่านเสนอหลักการเรียบร้อย และท่านเสนอว่าให้เป็นหน่วยงานเดิม ผมก็ทราบดีว่าท่านก็กังวลในการเสนอหน่วยงานใหม่ เพราะที่ผ่าน ๆ มาเวลาเสนอหน่วยงานใหม่ก็มักจะมีปัญหาเรื่องว่าหน่วยงานเราเยอะแล้ว ก็อาจจะเป็นหน่วยงานเดิม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ที่ท่านเสนอหน่วยงานเดิมก็ถือว่าอนุรักษ์พอสมควร แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเนื่องจากเมื่อเราจะดูแบบองค์รวม เราจะทำอย่างไร ผมกราบเรียนว่าถ้าเรามองเรื่องเด็กเล็กก็มีอยู่ ๓ มุมใหญ่ ๆ มุมหนึ่งคือภาครัฐ ซึ่งก็หมายถึงรัฐบาลส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรม แล้วก็ลงไปถึงภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งก็มีองค์กรหลักอยู่ เมื่อสักครู่นี้ท่านเพื่อนสมาชิกก็อภิปรายไปแล้วชัดเจน ท่านกรรมาธิการ ก็พูดชัดเจน มีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พม. ดูเรื่องพัฒนาการ กระทรวงสาธารณสุขดูเรื่องสุขภาพทั้งหมดเลย กระทรวงศึกษาธิการดูเรื่องการเรียน และการศึกษา ผมย้ำว่าการเรียนรู้และการศึกษานะครับ แต่แนวโน้มกระทรวงศึกษาธิการ เวลาจัดไปแล้วจะเป็นการศึกษามากกว่าการเรียนรู้ แล้วก็มีกระทรวงมหาดไทยและกระทรวง อื่น ๆ ดูแลเรื่องปฏิบัติการ ที่เราพูดถึงศูนย์เด็กเล็กหรืออะไรต่าง ๆ ก็ตาม รวมทั้งท้องถิ่นด้วย ผมคิดว่ามี ๔ กลุ่มใหญ่ที่อยู่ในภาครัฐ อีกภาคส่วนหนึ่งก็คือภาคเอกชน ผมไม่ลงรายละเอียด และอีกภาคส่วนหนึ่งคือชุมชนและสังคมแน่นอน ซึ่งท่านก็เขียนไว้ชัดเจน ครอบครัวก็ดี องค์กร ชุมชนก็ดี องค์กรทางสังคมก็ดี สำคัญมากกับกรณีที่จะช่วยกันดูแลเด็กเล็กไม่ใช่แค่ระบบ การศึกษาแล้ว ผมคิดว่าท่านพัฒนาข้อเสนอนี้มาอยู่ในกรรมาธิการด้านการศึกษาก็จริง แต่ท่านมีใจที่มองเห็นชัดกว่านั้น ท่านไม่ได้พยายามจะย้ำว่าเรื่องนี้คือเรื่องการศึกษา แต่บังเอิญ โครงสร้างการทำงานของเรามาจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา แต่ท่านเสนอแล้วมันไกลกว่าเรื่องการศึกษา ซึ่งดีครับ เพราะเรากำลังจะดูเด็กเล็ก แบบองค์รวม มี ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ ที่ผมกราบเรียนแล้ว แล้วมีอีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้องอยู่ใน ทุกอณูคือวิชาการครับ กลุ่มวิชาการก็สำคัญมาก สถาบันการศึกษาก็ดี สถาบันวิชาการ ต่าง ๆ อย่างประเทศของเรา เรามีสถาบันเด็กผมจำชื่อเต็มเขาไม่ได้ แต่มีสถาบันนี้อยู่ใน มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งก็ทำเรื่องเด็กเล็กไว้เยอะมาก เพราะฉะนั้นเรามีต้นทุนเรื่ององค์กร อยู่ในสังคม ในขณะเดียวกันทั้งหมดนี้เรารู้ว่าจะขับเคลื่อนไปได้ต้องการพลังทางนโยบาย ซึ่งหมายถึงการออกกฎหมายใหม่ แก้กฎหมายเก่า ปรับปรุงกฎหมาย และสร้างกลไกก็คือ กลไกทางนโยบาย ผมพูดองค์ประกอบตรงนี้เพื่อจะกราบเรียนว่าในที่สุดต้องมีการตัดสินใจว่า ใครจะเป็นกลไกหลัก แต่ในคำว่ากลไกหลักผมเข้าใจว่าเป็นกลไกประสานนโยบาย และขับเคลื่อนเรื่องนี้ ไม่ใช่กลไกปฏิบัติ กลไกปฏิบัติก็ยังจะอยู่ในภาคราชการ ๔ ขาที่ผมว่านั้น เพราะเขามีหน้าที่ของเขาโดยตรง เขาทำกับทุกกลุ่มเป้าหมาย แต่กลุ่มเด็กจะต้องทำร่วมกัน เรียนรู้และไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น พม. สธ. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคชุมชนท้องถิ่นก็ทำด้วยกัน แต่ดูเหมือนเราขาดตัวเชื่อม ซึ่งก็ตรงกับที่ เพื่อนสมาชิกผู้ใหญ่ของเราคือท่านกษิตได้พูดถึงว่าจะต้องมีกลไกกลางที่จะขับเคลื่อนนโยบาย ประสานนโยบาย แต่ไม่ได้นำมาปฏิบัติเองทั้งหมดทำไม่ได้หรอกครับ ปฏิบัติจะต้องอยู่ใน หลายภาคส่วนและดำเนินการ ผมเลยกราบเรียนตรงนี้ว่าขึ้นอยู่กับสุดท้ายเรามองกลไก ที่จะประสานนโยบายนี้ ต้องการอำนาจ หรือต้องการปัญญา ถ้าเป็นกลไกที่ต้องอาศัย ปัญญาสูงก็คือใช้ปัญญาในการขับเคลื่อนนโยบายและใช้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบาย กลไกนี้ไม่ต้องเป็นกลไกอำนาจ และไม่ใช่เป็นกลไกปฏิบัติการเองในเรื่องเด็กเล็ก แต่จะเป็น กลไกประสานนโยบายโดยใช้ปัญญาคือความรู้เป็นฐาน และสร้างความร่วมมือ ๓ ภาคส่วน ที่ผมเรียนแล้ว ภาครัฐจากรัฐบาลกลางลงไปถึงท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคสังคม ผมคิดว่า กลไกนี้เมื่อท่านเสนอเป็นกลไกเดิมที่มีอยู่ ผมก็ฝากไว้เพียงแต่ว่าถ้าท่านเสนอไว้อย่างนี้ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจำเป็นต้องมีกลไกใหม่ หรือเอากลไกเดิมก็ได้ครับ ปรับปรุงให้เหมาะสม กับหน้าที่นี้ ยกตัวอย่าง ถ้าคิดว่าขับเคลื่อนนโยบาย ประสานนโยบายต้องใช้พลังปัญญามาก จะใช้กลไกสถาบันวิชาการที่เขามีมาปรับปรุงแต่งตัวแต่งหน้าตา จะเป็นกฎหมายหรือเป็นอะไร ก็แล้วแต่ เพราะว่ามหาวิทยาลัยเองก็มีกฎหมายเฉพาะ ถ้ามีหน้าที่ให้เขาแล้วกำหนดให้ชัด ให้เขาประสาน นโยบาย ให้เขาประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนอยู่บนฐานวิชาการ อันนี้ก็สามารถทำได้ เป็นกลไกเดิมแต่ปรับปรุงใหม่ ไม่จำเป็นต้องไปเสนอกลไกใหม่ซึ่งก็ถูกต่อต้านถูกอะไรมากมาย แล้วกลไกนี้ไม่ไปแย่งคนอื่นทำงาน ก็ไม่ไปเหยียบเท้ากระทรวง ทบวง กรม และภาคส่วนอื่น ๆ ก็คือสรุปตรงนี้ผมคิดว่าสำคัญที่สุดแล้ว เรื่องนี้หัวใจอยู่ตรงนี้เลย ไม่ใช่อยู่ตรงกลไก คณะกรรมการแห่งชาติ แต่อยู่ตรงหน่วยที่จะประสานตรงนี้ครับ แต่ถ้าไปอยู่ที่ พม. เป็นส่วนราชการ อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขก็เป็นส่วนราชการ อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะเราจะไปเน้นเรื่องการศึกษา การเรียน การสอน การเรียนรู้ ก็จะทำให้ เรื่องปฐมวัยนี้แคบ เรื่องเด็กเล็กแคบเหลือในเสี้ยวเดียว แต่เขาจะต้องมีบทบาท มีส่วนร่วม อย่างสำคัญในเรื่องนี้นะครับ สรุปก็คือเห็นด้วยว่ากลไกคือหัวใจครับ นำกลไกเดิมมาพัฒนา ท่านกรรมาธิการอาจจะสามารถไปปรับปรุงข้อเสนอที่ก่อนจะถึงมือรัฐบาล ผมว่าอาจจะต้อง ชี้ไป ๑ ๒ ๓ อาจจะเป็นทางเลือกให้ได้ไหมว่าถ้าจะเอาตรงนี้ไปพัฒนา ด้วยเหตุผลอะไร อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่า ถ้าเน้นว่าหน่วยงานนี้ประสานนโยบาย ขับเคลื่อนนโยบาย ไม่ทำเอง เน้นวิชาการ ก็น่าจะไปดูว่าหน่วยไหนทำอันนี้อยู่แล้วปรับปรุงอย่างไร จะไป ปรับปรุงกฎหมายอย่างไรที่มีอยู่ให้สอดคล้องแล้วเดินไปได้ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ถ้าท่านตัดสินใจไปอยู่ในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ผมเกรงเหลือเกินว่าจะทำให้มีข้อจำกัด กับกระทรวงอื่น ๆ ที่จะมาเป็นตัวร่วมในการทำงานขับเคลื่อนนะครับ ท่านประธานครับ นี่คือประเด็นหัวใจ

ผมขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียวครับ เล็กน้อย เนื่องจากเลยเวลาไปแล้ว ข้อเสนอด่วนของท่าน ๖.๒ มีทั้งหมด ๖.๒.๑ และ ๖.๒.๒ มี ๗ ข้อ ดีเหลือเกินครับ ผมแตะนิดเดียวครับ เรื่องนมแม่ ๖ เดือน อยากจะกราบเรียนว่าเรื่องนี้ท่านเสนอไว้ดีมาก แล้วคงจะต้องมีมาตรการในการผลักดันส่งเสริม ขณะนี้กำลังมีการทำ พ.ร.บ. นมแม่ เราถูกค้านอย่างหนักจากฝ่ายธุรกิจนมผสม และนักวิชาการบางส่วนที่ไม่รู้เพราะอะไร จริง ๆ แล้วการส่งเสริมให้กินนมแม่นานที่สุดนี้คือคุณค่าอย่างยิ่งกับการให้ความสำคัญ กับเด็กเล็กครับ ประเด็นที่ ๒ พูดไปแล้วหลายท่านคือการเขียนอ่านตั้งแต่เด็ก เมืองไทย เรามีปัญหาเรื่องคิดว่าจะต้องให้คนเรียนหนังสือ เขียนหนังสือ เรียนหนังสือเร็วเกินไป และเราก็ติดเรื่องการเรียน การสอน การเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ เรากำลังไปทำร้ายเด็กเล็ก เพราะฉะนั้นที่ท่านเสนอไว้ในข้อ ๓ ดีมาก แต่ผมก็เป็นห่วงว่าในความเป็นจริงจะทำได้อย่างไร เพราะตัวระบบใหญ่รองรับเด็กเล็กที่เขียนเก่ง อ่านเก่งไปสู่การเรียนในชั้นต่อ ๆ ไปจนถึง ระดับอุดมศึกษา พ่อแม่เขาจะยอมได้อย่างไรถ้าเกิดไปเรียนหนังสือแล้วไม่ได้เรียนหนังสือ ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าเด็กเล็กไม่ควรจะเรียนหนังสือ โดยเฉพาะพอไปเชื่อมกับข้อ ๗ ของท่าน เด็กปฐมวัยไม่ต้องสอบเข้า ไม่ต้องส่งเสริมการประกวดประขัน อันนี้กลายเป็นวัฒนธรรม กลายเป็นระบบที่บ้านเราทำอย่างนี้เอาไว้เป็นขั้นต่อ ๆ ไป เรากำลังจะต้านสิ่งเหล่านี้ ที่ไม่สมควร ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพียงแต่ว่ายากเหลือเกินถ้าเรามีโอกาสทำงานเรื่องนี้ ขับเคลื่อนเรื่องนี้ ผมคิดว่าน่าจะลงลึกต่อไปถึงมาตรการที่จะดำเนินการ เพราะว่าถ้าเรา เสนออย่างนี้ การเกิดขึ้นจริงเกิดขึ้นได้ยากจริง ๆ ผมเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการที่ได้เสนอไว้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ เชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดค่ะ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมกรรมาธิการชุดนี้ที่เสนอ ปัญหาที่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในอนาคตของประเทศชาติ ผมได้ดูเอกสารที่ท่านได้ แจกมา มีข้อมูลหลายเรื่องที่ขออนุญาตทบทวนอีกสักนิดนะครับ ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก ๆ เด็กอายุ ๑-๓ ขวบ พัฒนาการไม่สมวัย อันนี้พูดถึงประเทศไทย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ครับ อายุ ๔-๕ ขวบ พัฒนาการไม่สมวัยประมาณ ๔๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วก็พัฒนาการทางภาษาช้า ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ความฉลาดทางอารมณ์ วัยตั้งแต่ ๖-๑๑ ขวบอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ร้อยละ ๔๖ มีปัญหาเรื่องการปรับตัว แล้วก็การควบคุมอารมณ์ แล้วในปี ๒๕๕๙ ที่ได้มี การสำรวจมาแล้ว ไอคิว (IQ) ของ ป. ๑ ต่ำกว่าปกติ ๓๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วเด็ก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ มีสมาธิสั้น มีปัญหาในเรื่องของอารมณ์ การลงทุนในการพัฒนา เด็กปฐมวัยคุ้มค่า ๗ เท่า อันนี้ถือว่าเป็นข้อมูลที่ดีมากนะครับ ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ ขณะนี้เรามีเด็กปฐมวัยอยู่ระหว่าง ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือโรงเรียนประมาณ ๕๒,๐๐๐ แห่ง ที่เป็นเป้าหมายที่เด็กเหล่านี้เข้าไป ปัญหาที่เป็นตัวเลขเมื่อสักครู่เราต้องยอมรับว่าจากข้อสรุปของกรรมาธิการ การพัฒนา เด็กปฐมวัยยังไม่เป็นเอกภาพ และความจริงจังอาจจะมีระดับหนึ่งแต่อาจจะไม่มากนัก ทำให้เกิดเด็กที่ต่ำกว่าภาวะปกติเป็นเกณฑ์ตามตัวเลขที่พูดเมื่อสักครู่ ปัญหาต่อไปนี้คือ จะพัฒนาที่จุดไหนก่อน เราก็พูดในเรื่องของการพัฒนากฎหมายหลักสูตรต่าง ๆ ผมว่าก็ถูกต้อง แต่ขออนุญาตในฐานะประสบการณ์ที่มีอยู่บ้าง ผมเองก็ไม่ใช่เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ว่าเท่าที่ ได้ศึกษาดูทั่วไปจุดสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยจุดเริ่มต้นก็คือเรื่องสมองเป็นหลัก ตรงนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ สมองของเรามีหลายบริบทนะครับ มีทั้งสมองส่วนหน้า ส่วนหลัง ส่วนกลางอะไรก็แล้วแต่นะครับ อันนี้ท่านเคยได้เรียนมาท่านเห็นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เขาคิดว่า มีความสำคัญมากที่สุดคือสมองส่วนหน้า สมองส่วนหน้าเปรียบเสมือนเป็นซีอีโอ (CEO) คือควบคุมการคิด การตัดสินใจ อารมณ์ เพราะฉะนั้นความสามารถของการกระทำ ของมนุษย์ในส่วนต่าง ๆ จะอยู่ที่สมองส่วนหน้าเป็นหลัก สมองส่วนอื่นเป็นตัวประกอบ ตัวสมอง ส่วนหน้าจะมีบทบาทอะไรบ้างตรงนี้จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ จะมีบทบาททั้งในเรื่องของ การควบคุมความคิด ความรู้สึก และการกระทำ ซึ่งจะรวมความไปถึงการรู้จักยับยั้งชั่งใจ การรู้จักไตร่ตรอง การควบคุมอารมณ์ ความยืดหยุ่น ความสามารถในการเรียงลำดับ การวางแผน ความสามารถในการตั้งเป้าหมาย และความสามารถในเรื่องของการควบคุม พฤติกรรมชั่งใจต่าง ๆ ตรงนี้คือสิ่งสำคัญของสมองส่วนหน้า เราได้มีการพบว่าจริง ๆ ถ้ากระบวนการ ทางความคิดเราสามารถควบคุมได้ทั้งหมด เด็กก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรงนี้ในหลักวิชาหนึ่ง ที่เขาเรียกว่าอีเอฟ (EF) ก็คือเอกซ์เซกคิวทิฟฟังก์ชัน (Executive Function) ความสามารถ ในการจัดการหรือการควบคุมสมอง ตรงนี้เป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อสักครู่กรรมาธิการ ได้มีการพูดแล้วว่าช่วงวัยไหนของคนเราจะมีความสามารถในเรื่องของการควบคุม หรือการพัฒนาด้านสมองมากที่สุด เมื่อสักครู่กรรมาธิการได้ตอบไปแล้ว ระยะตั้งแต่ ๓-๖ ขวบ ตรงนี้เป็นจุดที่สำคัญทั้งหมด มีกราฟเส้นอายุอันหนึ่งซึ่งผมไม่ได้ฉาย เส้นนอนมีตั้งแต่ ๑ ขวบ ไปจนถึง ๘๐ กว่าปี ช่วงตั้งเป็นความสามารถของสมองที่มีการจัดการ พบว่าระหว่างช่วง ๑-๖ ขวบ การพัฒนาทางสมองในเรื่องของสมองส่วนหน้าตรงนี้สูงที่สุด เลยกว่า ๖ ขวบไปแล้ว อยู่ในภาวะปกติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาคิดหรือหลายประเทศที่เขาทำตรงนี้ การที่ให้เด็กรู้จัก ในเรื่องความสามารถในสมองส่วนหน้าตั้งแต่วัย ๒-๖ ขวบ หรือส่วนปฐมวัย ตรงนี้จะทำให้ แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ รวมทั้งปัญหายาเสพติด แต่ขณะนี้บ้านเรายังละเลยตรงนี้ เพราะฉะนั้น พอเป็นการจัดการถึงเลย ๖ ขวบขึ้นไปแล้วจะมีความยุ่งยากกันมาก ในเรื่องของอีเอฟ (EF) ซึ่งเป็น ชื่อย่อความสามารถในการจัดการสมอง นักวิชาการทั่วโลกเขาบอกว่าจริง ๆ มีความสำคัญ มากกว่าไอคิว (IQ) เสียอีก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหม่ แต่ในบ้านเราผมคิดว่าอยากจะเสนอเรื่องนี้ ให้กับทางฝ่ายศึกษาปฐมวัยได้มีการรับทราบ การพัฒนาทักษะอีเอฟ (EF) ช่วยประโยชน์ ให้เกิดขึ้น ๙ อย่าง อย่างแรก คือความสามารถในการจดจำ อย่างที่ ๒ คือความสามารถ ในการยั้งคิด การหยุดพฤติกรรม อย่างที่ ๓ คือความสามารถในการยืดหยุ่นทางความคิด อย่างที่ ๔ คือความใส่ใจและการมุ่งความสนใจ อย่างที่ ๕ คือความสามารถในการควบคุม อารมณ์ อย่างที่ ๖ คือการวางแผนและการจัดการ อย่างที่ ๗ คือความสามารถในการประเมินตนเอง อย่างที่ ๘ คือการดำเนินการการริเริ่มความมุ่งมั่นในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ และอย่างที่ ๙ คือการดำเนินการให้เข้าไปสู่จุดมุ่งหมาย ตรงนี้ก็คือการพัฒนา ถ้าการพัฒนา อีเอฟ (EF) ตรงนี้ทำได้ดีจะทำให้เกิดความสามารถในเรื่องความคิด ความจำ ความยับยั้งชั่งใจ การดำเนินการต่าง ๆ เกือบทั้งหมด อันนี้เป็นศาสตร์ที่เขามีการดำเนินการอยู่ แล้วเราก็พบว่า หากการดำเนินการอีเอฟ (EF) บกพร่องจะทำให้เกิดปัญหาหลาย ๆ อย่างที่เกิดพฤติกรรม เบี่ยงเบนขึ้นมากับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องยาเสพติดก็ดี เรื่องการพนันก็ดี เรื่องแอลกอฮอล์ก็ดี เรื่องผลกระทบต่อสิ่งเร้าที่ไม่ดีต่าง ๆ ก็ดี ตรงนี้จะเกิดขึ้นมาถ้าเราไม่สามารถพัฒนาอีเอฟ (EF) ได้อย่างเต็มที่กับเด็กปฐมวัยจะเกิดปัญหาตรงนี้ได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะสามารถ ดำเนินการตรงนี้ได้ดีจะเป็นผลอย่างมากนะครับ อันนี้ผมขออนุญาตเรียนทางกรรมาธิการ ตรงนี้ไว้ ถามว่าประสบการณ์อีเอฟ (EF) มีที่ไหนบ้าง ในฐานะที่ทำงานในด้านยาเสพติดมา ป.ป.ส. ได้เอาหลักการอีเอฟ (EF) มาใช้เมื่อตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ เราวางแผน ๕ ปี เพราะเรามองว่า จุดยืนการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ดีที่สุดคือการป้องกัน แล้วเราก็พบว่าการทำงาน ของสมองมีผลกับการติดยา ในศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่เขาไม่ได้เรียกว่าติดยาเสพติด เขาเรียกว่าเป็นโรคสมองติดยา เพราะฉะนั้นการทำงานของสมองจะมีความสัมพันธ์กับการติดยา อย่างมาก ถ้าเด็กได้มีการพัฒนาอีเอฟ (EF) ได้ดีจะเกิดความยับยั้งชั่งใจแล้วก็มีโอกาส ในเรื่องของการเสพยาเสพติดน้อยลง ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก เราได้ดำเนินการ ตรงนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ถามว่าเราจะเริ่มดำเนินการอย่างไรบ้าง ผมขออนุญาตฝากเป็น ข้อเสนอให้กับกรรมาธิการนะครับ เด็กมีทั้งหมดประมาณเกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน มีศูนย์พัฒนา เด็กเล็กประมาณ ๕๐,๐๐๐ ศูนย์ มีครูประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน เมื่อเรารู้ว่าจะต้องพัฒนา ทางสมองเด็กเป็นอันดับเริ่มต้นอันดับแรกก็คือพัฒนาครู การพัฒนาครูเป็นเรื่องใหญ่มาก ให้ครูได้รู้จักทักษะของอีเอฟ (EF) ไม่ว่าวิธีการสอน การใช้สื่อ การใช้เครื่องมือปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ชุดการสอนต่าง ๆ ที่ให้ เรามีการอบรมครู ก มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘-๒๕๕๙ ครบทั้งหมด ประมาณ ๕๐๐ กว่าคนในทุกจังหวัด ครู ก จะเป็นครูหลักที่จะเข้าไปพัฒนาต่าง ๆ จากการอบรมครู ก ไปทั้ง ๒ ปี เราก็พัฒนาครู ข เอาครู ข มาโรงเรียนละ ๑-๒ คนมาพัฒนา ขณะนี้ครูอีเอฟ (EF) ได้พัฒนาในเรื่องทักษะการป้องกัน ๑๐๐,๐๐๐ คนแล้วตั้งแต่ ปี ๒๕๕๘-๒๕๕๙ และใช้มาจนถึงปี ๒๕๖๐ แล้วเอาเด็กเหล่านี้เข้าไปดำเนินการ ซึ่งมีผลตอบรับ จากการที่เราดูวิชาการสอนก็ดี ดูความสนใจของครูของอะไรต่าง ๆ ก็ดี เขามีความสนใจ ค่อนข้างมาก แล้วก็ไปสอนให้เด็กปฐมวัยซึ่งมีความตื่นตัวอย่างสูง ซึ่งตรงนี้จะมีส่วนสำคัญ อย่างมาก ผมเลยคิดว่าข้อเสนอจากประสบการณ์และจากการที่ได้ฟังกรรมาธิการแล้ว อันที่ ๑ ผมเห็นด้วยที่ท่านเสนอเป็นกฎหมายขึ้นมา อันนั้นก็เป็นหลักประกันอันหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ อันที่ ๒ ที่ผมคิดว่าอยากจะเสนอเพิ่มเติม ซึ่งของกรรมาธิการอาจจะไม่มี ในที่นี้ ทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ เลย เพราะจริง ๆ แล้ว การพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่จำเป็นต้องรอกฎหมาย ถ้าเราสามารถพูดคุยกับกระทรวงต่าง ๆ ได้ ดำเนินการต่อไปได้ ผมว่ากระบวนการพัฒนามันก็ควรจะเริ่มต้นได้โดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกคือส่วนกลาง มีการพัฒนาเนื้อหาเครื่องมือ การอบรมวิทยากรต่าง ๆ แล้วก็ให้อำนาจ ของการดำเนินการไปที่จังหวัดและท้องถิ่นซึ่งเรามีเป้าหมายอยู่แล้วว่าจะต้องพัฒนาครู ต้องปรับปรุงศูนย์อย่างไรบ้าง ถ้ากรรมาธิการได้รวบรวมหรือทำงานกับกระทรวงต่าง ๆ ทำแผนปี ๒๕๖๐ ขึ้นมา ผมคิดว่าการดำเนินการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือว่าการพัฒนา เด็กก่อนวัยเรียนไม่จำเป็นต้องรอกฎหมาย เราสามารถดำเนินการได้เลย ก็ขออนุญาต ฝากเป็นข้อคิดเห็นเสนอแนะเท่านี้ครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ มีสมาชิกที่แสดงความจำนง ณ ขณะนี้เหลืออีก ๕ ท่าน ต่อไปขอเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง เป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ด้วยหลายปี ในประเด็นนี้ในวาระนี้ ผมมีความเห็นว่าจำเป็นต้องอภิปรายเพราะถือเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกัน เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะเรากำลังจะคุยกันเรื่องที่มีรายละเอียดมาก ดีลิเคต (Delicate) มาก และเป็นเรื่องที่ สำคัญเอามาก ๆ ผมเองอยากจะเรียนว่าผมสนใจอ่านหนังสือ ตั้งแต่วัยเด็กชอบอ่านหนังสือ เรื่องเด็กผมสนใจมาตั้งแต่เคยอ่านปรัชญาแล้วก็ไปชอบปรัชญาของยิบรานในหนังสือเดอะโพรเฟ็ต (The Prophet) ซึ่งเขาใช้เวลา ๑๐ ปีในการเขียนและมีการพูดถึงเด็ก ผมชอบมาก อ่านแล้ว เข้าใจมากตอนนั้นยังไม่มีลูก ยิบรานบอกว่าเด็กเขาคัม ทรู ยู น็อต ฟอร์ม ยู (Come through you not from you) เขาแค่ผ่านคุณมาเท่านั้นเอง เขาไม่ได้เกิดมาจากคุณ เขาเองบอกว่า เป็นซัน (Son) และดอเทอร์ (Daugther) ของไลฟ์ ลองกิง ฟอร์ อิตเซลฟ์ (Life’s longing for itself) หมายความว่าเขาเป็นของตัวเขาเองไม่ใช่เป็นของใคร เขาเติบโตของเขาเอง เขามีวิถีของเขา เพราะฉะนั้นเรากำลังคุยกันเรื่องที่ผมเรียนว่ามีความละเอียดอ่อนมากเหลือเกิน ก็เลยอยากจะแชร์ อยากจะให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ด้วย โตขึ้นมาหน่อยผมไปศึกษาเรื่องอยู่วิชาหนึ่ง มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งเป็นหนังสือที่แปลก เขาเป็นอาจารย์สอนวิชาเลิฟ (Love) ที่ยูซีแอลเอ (UCLA) เขาเขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับความรักระหว่างผู้คนมนุษยชาติ แล้วเขียนถึงเด็กว่าอย่างนี้ เขาบอกว่าเวลาเราคุยกับเด็กให้เราคุกเข่าของเราลงเพื่อตาของเราจะได้เสมอกับเด็ก เหตุผล เพราะว่าบางทีพอเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเราจะลืมตอนที่เราเป็นเด็กหมดแล้วเราก็จะข่มเขา เอาแต่ความคิดของเราเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เติบโต ต่อมาผมเองก็ได้มีลูก ช่วงลูก คลอดอยู่โรงพยาบาลที่ มอ. ผมเอาโครงของยิบรานว่าด้วยเรื่องชิลเดรน (Children) ไปติดไว้ที่ หัวเตียงเพื่อจะได้เตือนตัวเอง ไม่ใช่เอาไปให้หมอดู ให้ตัวเองดู ว่าเขาผ่านเรามาเราต้องดูแล แล้วก็เคารพในความเป็นเขา สำหรับผมเด็กเป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กเท่านั้นเอง เขามีเท่ากับเราหมด ทุกอย่างทั้งความคิด ท่านประธานครับ ไม่ใช่ว่าผมจะพูดเรื่องตัวเอง แต่อยากจะเอาประสบการณ์ ที่ว่าเราสอนลูกกันอย่างไร สอนเด็ก ๆ กันอย่างไร ผมไปอ่านหนังสือ ผมเชื่อว่าท่านประธาน คงได้อ่านโต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง หรือกว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว อ่านโดย ละเอียด ที่เขาบอกว่าเวลาเด็กกลับบ้านมาเสื้อผ้าเขาสะอาดต้องกลับไปดูแล้วเกิดอะไรขึ้น เสื้อผ้าเขาควรจะสกปรก ควรจะได้เล่น ควรจะได้ใช้ชีวิต มันเป็นเรื่องวัยเด็กของเขา เพราะฉะนั้นถ้ามาเสื้อผ้าเรียบร้อยแสดงว่าลูกเรามีปัญหา ผมเชื่อในเรื่องนี้ ดังนั้นตอนที่ผม เลี้ยงลูก เพราะว่าผมเลี้ยงเอง ท่านอาจารย์วิวัฒน์ก็ได้ใช้วิธีนี้ ผมซื้อเลโก้ (Lego) มาเป็น กระสอบ ๆ กระสอบใหญ่มากและทิ้งลงกลางวงให้เขาเล่นต่อแล้วเขาก็เป็นผู้แข่งไปต่อเลโก้ (Lego) แข่ง หมายความว่า เราเชื่อว่าปรัชญาของเลโก้ (Lego) คือการเอามารวม มันทำให้ คอร์เทกซ์ (Cortex) ของสมอง หรือใยของสมองแตกตัวทำให้เขาฉลาดขึ้น บังเอิญอาของเขา คือจาตุรนต์ ฉายแสง เขาไปซื้อเครื่องเล่นจากเท็กซัสมาให้เขียนเล่นก็เลยแตกตัวไปมาก มีจุดหักเหบางอย่างก็คือคิดว่าในการดำเนินการเช่นนี้ ผมเองเคยซื้อคอมพิวเตอร์ ๔๘๖ ให้เขาเล่น แล้วความที่เขาอยากรู้เรื่องโปรแกรม เขาไปซื้อดิกชันนารี (Dictionary) มาเปิดเอง เพื่อจะได้เรียนรู้ของเขาเอง พอโตขึ้นมา ท่านประธานครับ อยากจะเรียบเรียงว่า มีรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับเด็กที่เราจำเป็นจะต้องรู้ มีการย้ายจากบ้านนอกมาเรียนที่ กรุงเทพฯ มาเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ จากบ้านนอกมีปัญหารุนแรงที่สุด กลายเป็นเขาโง่ ภาษาอังกฤษอย่างรุนแรงเพราะว่ามาจากโรงเรียนบ้านนอกและเข้ามาอยู่โรงเรียนที่สอน ภาษาอังกฤษอย่างอัสสัมชัญซึ่งเรียนเป็นภาษาอังกฤษกันเยอะ เขาลำบากมาก ตามเขาไม่ทัน กลายเป็นภาษาอังกฤษโง่มาก ๆ แต่ปรากฏว่าอย่างนี้ ความที่ว่าเราเทรน (Train) เขามาให้ ช่วยตัวเอง ลักษณะความซับซ้อนของสมองเขา เขาหักดิบเลย คือเขาไม่เอาตามที่เคยเรียนแล้วมาเอารอยต่อกลายเป็นโง่ เขาเรียนภาษาอังกฤษเอง หมายความว่าจะเริ่มไปศึกษาว่ารากศัพท์ที่เป็นภาษาละตินเป็นอย่างไร และใช้ความรู้สึก ในการตัดสินใจทำข้อสอบ ทำได้ดี ได้เอ (A) มาตลอด เพราะว่ายกเลิกในสิ่งที่ระบบเราให้เขา คือเขาคิดเอาเอง ต่อเติมเอาเอง อาจจะเป็นเลโก้ (Lego) ที่ท่านอาจารย์วิวัฒน์คงเชื่อว่าทำให้ สมองมีการปรับ คือหาทางออกของมันเองได้ ผมนำเรียนว่าตอนเขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ไปสอบโทอิค (TOEIC) สอบเล่น ภาษาอังกฤษคะแนนเต็ม ๙๘๐ เขาได้ ๙๓๕ เกือบเต็ม เป็นเพราะว่าความพยายามในการค้นหา เพราะฉะนั้นในเรื่องเด็กผมเรียนว่าเป็นเรื่องที่ เซนซิทิฟ (Sensitive) เป็นเรื่องที่เป็นพิเศษ แล้วเราจะต้องหาทางกันเป็นอย่างมากในการจับ เรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อย่าตัดสินใจเพราะว่าเรายืนดูเขา เราต้องคุกเข่าดูเขา คิดถึงเขาครับ ผมมีประเด็นว่าขณะนี้สังคมไทยของเราเป็นเรื่องที่น่าดีใจ โดยเฉพาะต้องยกย่อง ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านก็เป็นนักต่อเก้าอี้ ท่านเป็นศิลปิน ท่านเป็นนักปราชญ์คนหนึ่ง กรธ. ชุดนี้สนใจเรื่องเด็กเยอะมาก แล้วจนกระทั่งไปพลาดตรงที่ว่าเราดึงมาดูเด็ก ๑๒ ปี พอไปลงข้างล่างข้างบนโผล่เลยต้องมีกองทุนขึ้นมาคิดว่าเราคงแก้ปัญหากันไปได้ ๑๒ ปี ท่านกำหนดมาแล้ว ผมเชื่อว่าท่านยังเชื่อว่าให้กับเด็กสำคัญกว่าให้เด็กโต แต่ว่าเนื่องจาก ประเทศเรายังมีปัญหาเรื่องสวัสดิการก็ค่อยไปเติมกันทีหลัง ทีนี้ประเด็นในการกำหนด ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการหรือพวกเราได้พิจารณาว่าจริง ๆ เหมือนกับว่าเราไม่น่าจะห่วงมาก เพราะว่าจริง ๆ แล้วในร่างรัฐธรรมนูญเองที่ถูกรับไปแล้ว ซึ่งอย่างไรก็ต้องประกาศ คิดว่าอย่างนี้นะครับ ในมาตราที่กำหนดไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ใช่เป็น แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่ใช่นโยบายแห่งรัฐด้วย เป็นหน้าที่ของรัฐ หมายความว่าถ้ารัฐ ไม่ทำเรื่องนี้รัฐจะถูกฟ้องได้ เป็นเรื่องที่คุณจะต้องทำ ไม่ใช่เป็นทางเลือก ไม่ใช่เป็นนโยบาย แต่เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ อยู่ในมาตรา ๕๔ ที่ว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแล และพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามวรรคหนึ่ง เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย นี่คือหน้าที่ของรัฐ เพราะฉะนั้นไม่ว่า ฝนจะตก แดดจะออก ตราบใดรัฐธรรมนูญที่แก้ยากฉบับนี้อยู่เด็กจะได้รับการดูแลเป็นอย่างมาก เท่านั้นไม่พอ ในเรื่องการปฏิรูปที่สำคัญ หมวดปฏิรูป หมวด ๑๖ ในมาตรา ๒๕๘ มีการกำหนด ชัดเจนมากในข้อ จ ด้านการศึกษาว่า ๑. ให้สามารถดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแล และพัฒนาการก่อนเข้ารับการศึกษาตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง เพื่อให้เด็กเล็กได้รับ การพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ คือเขียนซ้ำนะครับ ให้สมกับวัยโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย หมายความว่ามันซ้ำ ๒ ที่ ๑. เป็นหน้าที่ ๒. อยู่ในหมวดปฏิรูป ซึ่งเขาจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ดูแลเรื่องนี้ ประเด็นที่เราจะต้องพิจารณากันต่อไปคือประเด็นที่ว่าอย่างนี้ ก็คือว่าส่วนที่ เกี่ยวข้องมีรายละเอียดอยู่บ้าง ๑. เรื่องครู เรื่องครูที่สอนเด็กเล็ก ผมเองได้มีโอกาสไปเป็น ประธานคณะกรรมการส่งเสริมราชภัฏ เราคุยกันเรื่องหลักสูตร แล้วปรากฏว่าราชภัฏที่ผม ดูแลอยู่วิชาฝึกหัดครูเดิมเป็นวิชาที่ดีที่สุด เป็นวิชาที่หมายถึงสูงส่งที่สุดในวิทยาลัยแห่งนั้น พอตอนหลังเรากลายมาเป็นมหาวิทยาลัย มีวิชาอื่นเข้ามาแทรกหมดที่ว่าอัปเดต (Update) ทันสมัย แต่วิชาที่ว่าด้วยเรื่องครู เรื่องเด็กเล็กถูกละเลยมาก ตรงนี้เป็นการก้าวผิดอย่างรุนแรง ของสังคมไทย ที่เราคุยกันว่าบุคคลที่สำคัญที่สุดที่เป็นข้าราชการที่ควรจะได้เงินเดือนสูงที่สุด คือครู เพราะครูคือผู้สร้างรากฐานทุกอย่าง ตรงนี้มีการเริ่มเบี่ยง อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง ที่อยากจะให้ ถ้าท่านจะไปทำกฎหมายก็ดูตรงนี้ ตรงนี้คือต้นน้ำ ยิ่งกว่าต้นน้ำ เป็นจุด ให้กำเนิดน้ำก็คือแม่พิมพ์แรก กำลังมีปัญหาอยู่กับภาวะสังคมปัจจุบัน ประเด็นที่ ๒ เราลองแล้ว ที่มีการกำหนดก็คือว่าการให้ท้องถิ่นดำเนินการ อยากจะเรียนท่านประธานว่าช่วงที่ผม ไปช่วยดูกระทรวงศึกษาธิการอยู่เป็นที่ปรึกษา เรามีนโยบายตอนนั้นก็คือว่าในการปฏิรูปการศึกษาให้ท้องถิ่นลงมาช่วยเด็กเล็ก ปรากฏว่า ไปเจอข้อเท็จจริงอย่างนี้ครับ ท้องถิ่นเองอยากจะทำ ไม่ใช่ไม่อยากจะทำ แต่ว่าการทำตรงนี้ งบประมาณต้องให้เขาไปด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ขอเวลาอีกสักไม่เกิน ๒ นาที ตอนนั้นที่เราตั้งท้องถิ่นแยกขึ้นมาเป็นการกระจายอำนาจ สุดท้ายมันสวิง (Swing) กลับ กลายเป็นว่าท้องถิ่นดูแลตัวเองไม่ได้ ดังนั้นภารกิจเรื่องเด็กเล็กที่เราส่งไปเด็กก่อนวัยเรียน ให้ท้องถิ่นไปตั้งศูนย์เด็กเล็กคอยมาดู เป็นภาระเขามากเหลือเกิน แค่การจ้างครูก็ไม่มีเงิน ของเล่นเด็กก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี รวมทั้งหมดตรงนี้ในรัฐธรรมนูญนี้กำหนดว่าท้องถิ่น แต่ขณะนี้ ท้องถิ่นเองที่ช่วยตัวเองได้มีไม่มากเลย เพราะว่ามันเป็นเรื่องเศรษฐกิจบ้าง อะไรบ้าง เขาก็เอาตัวไม่รอด ดังนั้นคล้าย ๆ ว่าเหมือนเตี้ยอุ้มค่อม ไม่ได้เรื่องท้องถิ่น ซึ่งเงินในนี้ เขากำหนดไว้แล้วก็ต้องลงไปช่วยเขาด้วยนะครับ เป็นอย่างสำคัญ

สุดท้ายมีประเด็นหนึ่งซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะไปยกร่างกฎหมายกัน ในอนาคต สิ่งสำคัญที่เป็นอยู่ในภาวะสังคมขณะนี้ก็คือว่าครอบครัว ครอบครัวจะเป็น สาระสำคัญเหมือนกับที่เขาบอก ผมเคยอ่านเรื่องพม่า เขาบอกว่าพม่าเป็นดินแดน ที่แลนเดด เบบี้ แรลี คราย (Landed Baby Rarely Cry) เพราะว่าเด็กที่พม่าแม้ว่าจะเป็น ประเทศด้อยพัฒนาที่ว่านี่ แต่ว่าเด็ก ๆ ที่นั่นอบอุ่นมากเพราะพ่อแม่เขาจะอุ้มเด็กไว้กับอก เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เอง การดูแลตรงนี้ไม่ว่าเราจะร่างอย่างไรอย่าดึงเด็กเล็กออกจาก ครอบครัวโดยเด็ดขาด เพราะว่าเขาจำเป็นยังต้องอยู่กับครอบครัว ความอบอุ่นของพ่อแม่ ไม่มีครูมาทดแทนเขาได้ ศูนย์ไหนก็มาทดแทนไม่ได้นะครับ สุดท้ายก็อยากจะเรียนว่า ผมสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็เห็นว่าเรื่องกฎหมายถ้าท่านคิดจะไปยกท่านมีเวลาเยอะ แล้วในเมื่อกฎหมายที่มีรายละเอียดตรงนี้ขอเป็นหลักการไปแล้วไปร่างกันข้างหน้าดีกว่า เพราะว่าเรากำลังดูเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุดเท่าที่เราเคยจับมาแล้วขณะนี้ เพราะฉะนั้น เวลายังมี รัฐธรรมนูญมีกำหนดแล้ว สปท. เราก็มีเวลาไม่มากนัก ผมเห็นว่าอย่าทำตรงนี้เลย ค่อยไปทำกันข้างหน้าขอแค่หลักการไปก็พอนะครับ กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ที่ปรึกษา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิกลำดับที่ ๑๑๑ กระผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ แล้วก็ขอชื่นชมในเรื่อง ของการปฏิรูปด้านการศึกษา การจัดการปฏิรูปและดูแลพัฒนาการศึกษาปฐมวัยให้มีมาตรฐาน และเอกภาพ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมนั้นเคยเป็นประธานคณะกรรมการสถานศึกษา เคยเป็นผู้บริหารท้องถิ่น เพราะฉะนั้นก็เคยดูแลศูนย์เด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเห็นว่าตรงนี้ยังมีความสำคัญในการที่จะดูแลศูนย์เด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานครับ กระผมขออภิปรายแนวทางการปฏิรูปและดูแลการพัฒนาการจัดการศึกษา ปฐมวัยให้มีคุณภาพได้อย่างไร

ประเด็นที่ ๑ การจัดการปฐมวัย เป้าหมายหลักของการพัฒนาก็คงจะไม่พ้น ๔ ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา เพื่อเตรียมการเลื่อนชั้น ไปสู่ประถมศึกษาอย่างมีคุณภาพ การส่งต่อนักเรียนจากปฐมวัยไปสู่ประถมศึกษานั้น จะให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในระดับปฐมวัยจะต้องกำหนดในหลักสูตร เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนรู้เรื่องพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นด้านคณิตศาสตร์ ด้านภาษาไทย และด้านวิชาอื่น ๆ ด้วยครับ

ประเด็นที่ ๒ การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคตตามรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กำหนดให้การศึกษาปฐมวัยเป็นการศึกษาภาคบังคับ ภาครัฐจะต้องเตรียมครูปฐมวัยให้เพียงพอกับการเปิดปฐมวัยเต็มพื้นที่ ไม่ว่าจะจัดโดยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ สพฐ. ปัจจุบันปัญหาครูที่จบไม่ตรงวิชาเอกมีจำนวนเยอะมาก ไม่ว่า ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ สพฐ. สืบเนื่องมาจากความคิดของบุคคลส่วนใหญ่มองว่า ปฐมวัยใคร ๆ ก็สอนได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสอนแบบไม่มีเป้าหมาย ครูไม่มีวุฒิภาวะ ที่จะสอนได้ แต่จะสอนอย่างไรให้เด็กปฐมวัยพัฒนาการสมวัย สนุก มีความสุข มีคุณภาพ ท่านประธานที่เคารพครับ การจัดการปฐมวัยภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญ กำหนดเป็นการศึกษา ภาคบังคับ เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้วครับ แต่ทั้งนี้รัฐจะต้องเตรียมครู หลักสูตร วัสดุอุปกรณ์ ให้เพียงพอและเหมาะสม ท่านประธานครับ การขยายประถมศึกษาโดยไม่เตรียมความพร้อม อย่างเป็นระบบ การปรับแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็จะทำให้เกิดปมปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะ เรื่องครูที่ไม่จบปฐมวัยมาสอน ครูที่จะสอนเด็กปฐมวัยได้ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ครู รู้เรื่องศาสตร์ของปฐมวัย โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนในทุกระดับ จึงสมควร อย่างยิ่งครับท่านประธานที่ต้องอาศัยครูที่จบตรงกับการสอนเด็กปฐมวัยมาจัดการเรียนการสอน เพราะจะรู้ธรรมชาติของเด็กเป็นอย่างดี

ประเด็นข้อสังเกตครับท่านประธาน การจัดการศึกษาปฐมวัยหากรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้ หน่วยงานใดที่เหมาะสมในการรับผิดชอบในการจัดการศึกษาปฐมวัย ท่านประธานครับ จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีศูนย์เด็กเล็กอยู่หลายพันแห่ง แล้วก็มีความพร้อมพอสมควร เพียงแต่รัฐอาจจะต้องสนับสนุนงบประมาณลงไปในส่วนนั้น หรือจะให้ สพฐ. เป็นผู้จัด ข้อดีครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้ดูแลการศึกษาของ ศูนย์เด็กเล็กจะมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลเด็ก ๒ ปี ๓ ปี ตั้งแต่ ๓ ปีลงมา ก็เห็นว่าเหมาะสม เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งครับ เพราะฉะนั้นก็จะดูแลพ่อแม่พี่น้อง ดูแลเด็กที่เข้ามาศูนย์เด็กเล็กได้อย่างมีคุณภาพ เพราะท้องถิ่นมีงบประมาณและต้องเอาใจพี่น้องประชาชน จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดเด็กตั้งแต่ ๓ ปีลงมา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ตรงนี้ก็ขอฝากทางกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานไป ในกรณีที่ให้ สพฐ. จัดมันก็มีส่วนดีครับ ประเด็นแรก เด็กได้เรียน ต่อเนื่อง ก็ให้จัดหลังจาก ๓ ปีขึ้นไปในระดับของอนุบาลเพื่อต่อยอดไปยังประถมศึกษา ส่วนนี้นะครับท่านประธาน ก็จะทำให้เด็กต่อเนื่องและต่อยอด ไม่ต้องเปลี่ยนโรงเรียน ก็จะทำให้เด็กไม่งอแงแล้วก็ได้รับประโยชน์สูงสุดตามความประสงค์ของการศึกษา ข้อดีอีกข้อหนึ่งท่านประธานครับ ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กมีมากมาย ก็สามารถที่จะทำให้ โรงเรียนเล็ก ๆ เหล่านี้กลายเป็นโรงเรียนขนาดกลาง ส่วนนี้ก็มีความเหมาะสมสำหรับที่จะจัด การศึกษาไปยัง สพฐ. ระดับตั้งแต่ ๓ ปีขึ้นไป คืออนุบาลไปสู่ประถมศึกษา กระผมขอชื่นชม แล้วก็ขอสนับสนุนกรรมาธิการที่ได้เสนอเกี่ยวกับการศึกษาเข้ามายังสภาแห่งนี้ กระผม ขอเห็นชอบตั้งแต่ ณ วันนี้เลยครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านต่อไปจากประสบการณ์ผู้บริหารโดยตรงนะครับ ขอเชิญ ท่านชาลี เอียดสกุล อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลพัทลุง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพัทลุงครับ

นายชาลี เอียดสกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ กระผม นายชาลี เอียดสกุล สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๓๘ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมขออนุญาตนำเสนออภิปรายในวันนี้ก็คือเรื่องของการพัฒนา และการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยตามที่กรรมาธิการได้นำเสนอนะครับ ผมจับประเด็นได้ว่า ประเด็นที่สำคัญที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอมีประเด็นหลักอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือ มาตรฐาน เรื่องที่ ๒ คือเอกภาพ นั่นก็คือว่าการศึกษาไทยในระดับก่อนประถม ณ วันนี้ ไม่มีเอกภาพแล้วก็ยังไม่ได้มาตรฐานใช่ไหมครับ ถ้าไม่มีปัญหาอย่างนี้เราก็ไม่ต้องคิดปฏิรูปกัน ท่านที่เคารพครับ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมคนหนึ่งเป็นผู้บริหารในโรงเรียนอนุบาลจังหวัด ขอเรียนให้ทราบว่าการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมหรือปฐมวัยนั้นที่จัดกันมาก็อยู่ใน เกณฑ์ดีครับ แล้วหน่วยงานทุกหน่วยงานก็มีความตั้งใจที่จะพัฒนาการศึกษาระดับปฐมวัย แต่ว่า ณ วันนี้บริบทสังคมของประเทศชาติได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากนะครับ เป้าหมายของ การจัดการศึกษาอาจจะไม่เป็นที่พอใจของบางหน่วยบางองค์กร หรือรัฐเองมีภาระหน้าที่ ดูแลไม่ทั่วถึงด้วยเหตุประการต่าง ๆ ซึ่งกระผมจะได้อธิบายในลำดับต่อไปครับ ผมขอเรียน ตรง ๆ ว่าเป้าหมายหลักของการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยเรื่องเดียวคืออะไร คือเตรียมความพร้อม พร้อมที่จะให้เด็กเข้าไปเรียน ป.๑ ๔ ด้าน หลายคนพูดไปแล้ว เมื่อสักครู่ ก็คือด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ แล้วก็สังคม แค่นี้ครับ นี่คือการจัดการศึกษา หลักสูตรก็เขียนไว้ดีครับ แต่ว่าบางสถานศึกษาไปสอนเลยหลักสูตรเพื่อหวังคะแนนนิยมจาก ผู้ปกครอง ทำให้เด็กนั้นก้าวตามไม่ทันในเรื่องของการพัฒนา นี่จุดหนึ่งที่จะต้องแก้ แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อท่านกรรมาธิการก็นำข้อเสนอแนะเพื่อที่จะปฏิรูปการขับเคลื่อน ผมมีประเด็นที่ถามท่านให้ตอบในลำดับต่อไปว่า เมื่อคิดที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านนี้แล้ว อะไรคือตัวชี้วัดครับว่าการศึกษาระดับปฐมวัยจะได้มาตรฐาน ใช้เกณฑ์อะไร เป็นตัววัดภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ซึ่งไม่นานนักนะครับ ประเด็นที่ ๒ การจัดการศึกษา ที่บอกว่าไม่มีเอกภาพ หลายหน่วยงานจัด หลายกระทรวง ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ถามว่าแล้วต่อไปจะให้หน่วยงานไหนจัดเพื่อให้มีเอกภาพและบริหารจัดการได้เป็นที่พออกพอใจ ตามเกณฑ์มาตรฐานนะครับ

ท่านครับ ผมมีความห่วงใยว่าจากเอกสารที่ท่านได้นำเสนอในตารางที่ ๘ หัวข้อเสนอแนะบอกว่าจะเร่งปรับปรุงคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยให้บูรณาการ ระดับอำเภอแล้วให้นายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล ประเด็นนี้ผมมีความห่วงใยนะครับ ด้วยเหตุผลว่าขณะนี้สถานศึกษาที่รับผิดชอบจัดการศึกษาระดับก่อนประถมนั้น มีตั้งแต่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล อบต. อบจ. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ เขามีหน่วยงานต้นสังกัดอยู่แล้ว และหน่วยงานต้นสังกัดเหล่านั้นก็ยังมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ ด้านวิชาการ นั่นก็คือการกำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลเป็นระยะอยู่แล้ว ไม่ว่าของ เขตพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก็มีนะครับ มีกองการศึกษา มีฝ่ายการศึกษา จะให้นายอำเภอไปกำกับดูแลอย่างไร นายอำเภอนั้นกำกับดูแลองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเท่าที่จำเป็นครับ ผมว่าในด้านวิชาการเป็นเรื่องยาก ท่านจะเอาเวลาที่ไหน ไปกำกับดูแล นี่คือข้อห่วงใยนะครับ ขอฝากท่านกรรมาธิการได้ไปทบทวนดูว่าเป็นไปได้หรือไม่

ประเด็นต่อไปครับ หลักของการขับเคลื่อนในข้อที่ ๓ ท่านบอกว่า มีกลไกระดับชาติ ระดับจังหวัด แต่ไม่มีระดับอำเภอ ท่านนำเสนอไม่สอดคล้องกันนะครับ ลองทบทวนดูครับว่าถ้าให้นายอำเภอเป็นผู้กำกับก็น่าจะมีกลไกอยู่ด้วย

ลำดับต่อไป เป็นข้อเสนอแนะจากกระผมนะครับว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยนั้น ควรที่จะมอบให้หน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดรับผิดชอบ ไม่ควรที่จะให้มีหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง หลายองค์กร เพราะอะไรครับ เพราะ ๑. สิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่ได้ประหยัดคน ไม่ได้ประหยัดทรัพยากร แล้วก็การกำกับดูแลยุ่งยาก หลายหน่วยงาน หลายองค์กร แต่ละหน่วยงาน แต่ละองค์กรก็มีสายงานบังคับบัญชาของแต่ละหน่วยงาน อันนี้เป็นเรื่องยาก จึงทำให้ไม่มีเอกภาพครับ ความคิดผมนะครับว่าปฐมวัยนี่รัฐควรกระจาย อำนาจเลย ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับไปดำเนินการ กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบ ระดับประถม มัธยม ให้ชัดเจนอย่างนี้

และอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ โรงเรียนเอกชนมีจุดอ่อนอยู่ว่า ขาดความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ นั่นก็คือด้านวิชาการที่จะลงไปนิเทศ ช่วยเหลือ กำกับ ติดตาม กระผมคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าเขตพื้นที่หรือหน่วยงานใด ก็แล้วแต่ที่สังกัด ที่ยังมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือดูแลโรงเรียนเอกชน ต้องไปช่วยเหลือดูแล อย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ใช่คิดว่าโรงเรียนเอกชนนั้นเป็นโรงเรียน ก็ฝากไว้เป็นลูกคนที่ ๒ อันนี้ก็จะเกิดจุดอ่อนในการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน เพราะฉะนั้นก็ต้องช่วยเหลือ เกื้อกูลกันนะครับ โดยภาพรวมผมมองว่ากรรมาธิการคิดเรื่องไกล คิดใหญ่ คิดกว้าง ผมเป็นห่วงครับว่าจะไม่สำเร็จภายในเวลาอันจำกัด ขอให้คิดเรื่องง่าย ๆ ที่ทำได้ เช่นว่า แผนการศึกษาชาติ เรื่องหลักสูตรไม่ต้องคิดใหม่หรอกครับ เอาประเด็นที่เป็นปัญหาจริง ๆ หยิบยกมาถกกัน มาประสานงานกัน ออกเป็นระเบียบเป็นกฎหมายก็แก้ปัญหาได้ครับ ขอให้ทำในช่วงระยะเวลาที่เป็นไปได้และเกิดประโยชน์อย่างจริงจังดีกว่าสูญเปล่า ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เหลืออีก ๓ ท่านสุดท้ายนะครับ มีรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ท่านวิทยา แก้วภราดัย และท่านชูชัย ศุภวงศ์ เป็นท่านสุดท้ายตามรายชื่อ ขณะนี้นะครับ ขอเชิญรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์ ดิฉันคิดเช่นเดียวกับทุกท่านที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าเรื่องนี้ มีความสำคัญและเร่งด่วนมาก ขอเน้นว่าเร่งด่วนด้วย นอกจากสำคัญแล้วนะคะ เพราะว่า ถ้าเผื่อดูสถานการณ์ของเด็กไทยตั้งแต่มีการวัดในด้านต่าง ๆ จนกระทั่งถึง ๑๕ ปี ก็รู้สึกว่า จะถอยร่นลงไปเรื่อย ๆ ในด้านของพัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นระดับของสติปัญญา ความฉลาด ทางอารมณ์ การพัฒนาการต่าง ๆ พวกนี้ไม่ว่าจากการสำรวจครั้งที่แล้วและครั้งล่าสุด ก็แสดงให้เห็นว่าเด็กไทยไอคิว (IQ) ต่ำกว่าเดิมนะคะ แล้วอีคิว (EQ) ก็ไม่ได้ดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องมีความจำเป็นที่เร่งด่วน เพราะว่าเรากำลังมีความคาดหวังอย่างสูง ต่อเยาวชนของเราว่าจะให้เป็นตัวแทนที่มีความสามารถในการพัฒนาประเทศ แล้วก็แบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุของประเทศซึ่งจะต้องมีความสามารถมากกว่าเดิม ขณะที่วัยแรงงานก็ลดลง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราต้องการคนที่มีคุณภาพ ซึ่งทุกคน ก็ทราบว่าจะต้องเริ่มในวัยที่สำคัญที่สุดก็คือปฐมวัย ก็อยากจะแบ่งว่าความจริงแล้วปฐมวัย ส่วนใหญ่จะเป็นการพัฒนาเด็กให้เหมาะสมกับการที่จะเข้าไปเรียนในชั้นประถมศึกษา มากกว่าที่จะยัดเยียดแล้วก็สร้างหลักสูตรที่จะให้เด็กเล่าเรียนอย่างจริงจังในขณะนี้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือทางด้านสุขภาพทางกาย ทางจิตใจของเด็ก ซึ่งจะต้องเป็นรากฐาน สำหรับร่างกายที่แข็งแรงแล้วก็ความสามารถในการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต จะเห็นได้ว่า ท่านได้ระบุสภาพปัญหาในช่วงปฐมวัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาการที่ล่าช้า ความพิการต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น ระดับไอคิว (IQ) อีคิว (EQ) ที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทั้งหมดนี้มีการวิจัย ในประเทศไทยที่ศึกษาถึงสาเหตุของสภาพปัญหาเหล่านี้เอาไว้แล้วนะคะ แล้วก็อาจจะสรุป ได้สั้น ๆ ซึ่งความจริงแล้วจำเป็นจะต้องนำไปใช้ในการแก้ปัญหาด้วย สิ่งเหล่านั้นก็คือ ปัญหาโภชนาการ ปัญหาเรื่องของพันธุกรรม โรคทางพันธุกรรม ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของแม่ อย่างโภชนาการที่สำคัญก็คือการขาดไอโอดีน การขาดเหล็ก การขาดโฟเลต (Folate) อันนี้เป็นหลักเลย แล้วก็สอดคล้องกับปัญหาของเด็กที่มีปัญหาในภูมิภาคที่มีการขาดสาร พวกนี้มาก เช่นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรคทางพันธุกรรมของประเทศไทยก็ยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะโรคเลือดธาลัสซีเมีย (Thalassemia) แล้วก็พันธุกรรมอื่น ๆ ปัญหาที่เกี่ยวกับ สุขภาพของแม่ที่สำคัญคือความเครียด โดยเฉพาะในช่วงของการตั้งครรภ์ในระยะแรก ๓ เดือนแรก ซึ่งขณะนี้มีการวิจัยที่พิสูจน์ได้ว่าอาจจะเป็นสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคออทิสติก (Autistic) ซึ่งเด็กไทยกำลังเป็นมากขึ้นทุกที นอกจากนั้นโภชนาการของแม่ก็ยังพบ การขาดไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์อยู่เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูง เพราะฉะนั้นปัญหาความเครียด ปัญหาโภชนาการเหล่านี้เป็นสาเหตุที่เกี่ยวกับสุขภาพของแม่ ปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม โดยเฉพาะในวัยรุ่นซึ่งทำให้คลอดลูกมีน้ำหนักน้อย แล้วเด็กที่มีน้ำหนักน้อยนั้นก็จะทำให้ด้อย สติปัญญาเมื่อเขาเติบโตขึ้นมาด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้น่าจะได้รับการวิเคราะห์ และพิจารณาในข้อเสนอแนะที่เพิ่มขึ้นด้วยนะคะ ดิฉันคิดว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของเด็กในวัยปฐมวัยนี้ไม่ใช่เฉพาะที่หน่วยราชการใด หน่วยราชการหนึ่ง เริ่มต้นตั้งแต่หญิงชายในสังคมที่จะแต่งงานกันก็ควรจะได้รับการแนะนำ หรือได้รับการตรวจที่จะสกรีน (Screen) ว่าไม่เป็นโรคทางพันธุกรรมต่าง ๆ และให้ คำแนะนำ เพราะฉะนั้นน่าจะเริ่มตั้งแต่ในระยะนั้น นอกจากนี้ในครอบครัวเมื่อเป็นคู่สมรส กันแล้วก็จะต้องได้รับข้อมูลที่เหมาะสมด้วยเช่นเดียวกัน ความอบอุ่นในครอบครัว ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่จะปกป้อง ที่จะประคับประคองให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้ต้องการการบูรณาการของหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั้งหลาย สังคม ครอบครัว คู่สมรส แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ ในชุมชน ก็อยากจะเสนอแนะเพิ่มเติม ในข้อเร่งด่วนในการปฏิรูปการจัดการดูแลและพัฒนาการศึกษาปฐมวัย ที่ท่านได้เสนอให้เร่งรัด ปรับปรุงคุณภาพศูนย์พัฒนาการเด็กเล็ก อันนี้ก็เป็นข้อเสนอซึ่งมีความสำคัญมาก ในสภาวะ ของสังคมเช่นนี้ก็อยากจะให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนี้เป็นที่พึ่งของพ่อแม่ที่จะต้องทำงานจนไม่มี เวลาจะได้ดูแลลูก หรือแม่ที่จะต้องเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ที่มีฐานะยากจน หรือแม่ที่จะต้องเลี้ยงดู ลูกคนเดียว ต่าง ๆ พวกนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนั้นควรจะได้คิดถึงเรื่องที่สำคัญอยู่ ๒ เรื่อง คือบุคลากรที่มีความสามารถในเรื่องของพัฒนาการเด็ก ไม่ใช่เฉพาะเป็นพี่เลี้ยงเด็กเฉย ๆ ควรจะมีความรู้ในการกระตุ้นพัฒนาการของเด็กที่มีปัญหา หรือสกรีน (Screen) เด็ก และรู้ในเรื่องโภชนาการ เพราะฉะนั้นโภชนาการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนั้นมีความสำคัญมาก ที่จะต้องไม่ขาดในสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของเด็ก ก็คือเรื่องของไอโอดีน เรื่องของเหล็ก แล้วก็เรื่องของโฟเลต (Folate) ซึ่งจะต้องดูแลซัปพลีเมนต์ (Supplement) ให้เพียงพอนะคะ นอกจากนั้นศูนย์พัฒนาเด็กควรจะได้ครอบคลุมในทุกชุมชน อาจจะต้อง กำหนดไปเลยว่าต่อประชากรกี่ครอบครัวถึงจะครอบคลุมได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ คิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่เร่งด่วน แล้วก็พร้อมกับคุณภาพของศูนย์ บุคลากรที่รับผิดชอบในการดูแลเด็กที่ศูนย์ด้วย ส่วนที่จะอยู่ ท่านนายอำเภอบางอำเภอ ก็อาจจะสามารถดูแลได้ดี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งก็สามารถที่จะบริหารจัดการ ได้เช่นเดียวกัน ข้อเสนอในเรื่องของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หรือการเรียนรู้ต่าง ๆ ก็เป็นข้อเสนอที่มีประโยชน์ แล้วก็ดีมากนะคะ ก็อยากจะขอให้เพิ่มเติมในเรื่องโภชนาการด้วย อยากให้เน้นว่าโภชนาการนั้นจะต้องมีสารที่สำคัญต่อการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก และความฉลาด ในทุก ๆ ด้านในขณะนี้ด้วยนะคะ เห็นด้วยกับว่าในเรื่องสำคัญเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องมีกฎหมาย แต่ว่าในการทำกฎหมายนั้นอาจจะมีกระบวนการที่ล่าช้า ข้อเสนอเร่งด่วนนี้ถ้าเผื่อว่าสามารถ ที่จะดำเนินการได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ความจริงแล้วในการที่จะพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้น ความรู้ในด้านเนื้อหาสาระของหลักสูตรอาจจะไม่มีความสำคัญเท่ากับการพัฒนาเด็ก เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นอาจจะต้องเป็นหน่วยงานสักหน่วยหนึ่งที่จะบูรณาการทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็กในเรื่องต่าง ๆ ที่จะทำให้เขาไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ก็ควรจะเป็นหน่วยงานอาจจะ อยู่ในกระทรวง ดิฉันคิดว่าในขณะนี้หน่วยงานใหม่อาจจะไม่จำเป็น แต่ว่าในกระทรวงอย่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อาจจะเป็นหน่วยงานที่เหมาะสมที่สุด ที่จะมีเซกชัน (Section) เกี่ยวกับบูรณาการเพื่อการพัฒนาเด็กในด้านปฐมวัยให้สมบูรณ์ พร้อมก่อนที่จะส่งต่อไปที่กระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการก็อาจจะ ดูแลเฉพาะในเรื่องของหลักสูตรอะไรต่าง ๆ แต่การพัฒนาในทุกด้าน ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านของสังคม ด้านของภาวะในครอบครัว ความอบอุ่นในครอบครัว น่าจะให้หน่วยงานนี้ ได้เป็นผู้ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันนี้คือข้อแนะนำว่าอาจจะทำได้ อย่างเร่งด่วนนะคะ ขอบคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๔๒ ขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นในรายงานของ คณะกรรมาธิการ เรื่องการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัย ให้มีมาตรฐานและเอกภาพ ผมดูตั้งแต่รายงานและฟังเพื่อนกรรมาธิการได้ชี้แจงนะครับ ดูถึงความจำเป็นต้องการจัดการเรื่องนี้ และเหตุผลที่อธิบายความจำเป็นทั้งหมด บอกได้เลยว่า ถ้าต้องไปพูดแบบโลกสวยแล้วก็คิดจะทำอย่างจริง ๆ ตามความจำเป็นพื้นฐานทางการศึกษา ผมคิดว่ากรรมาธิการกำลังทำเรื่องที่ใหญ่มากครับ และอาจจะต้องมีแนวที่ต้านมากพอสมควร เพราะว่าเป็นการปฏิรูปหรือปฏิวัติวัฒนธรรมของบุคลากรในองค์กรการศึกษา โดยเฉพาะ เมื่อปีที่แล้วรัฐเคยประกาศนโยบายยกศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมา จนเดี๋ยวนี้บรรยากาศ ทั่วประเทศ วัฒนธรรมองค์กรทางชนชั้นของการศึกษายังปะทะกันไม่จบ เราให้ฐานะของ ครูประถมศึกษาขึ้นมาเป็นศึกษาธิการจังหวัด ขณะที่ ผอ. โรงเรียน ผอ. เขตการศึกษาซึ่งเป็น ครูมัธยมยังไม่ยอมรับว่าพวกประถมศึกษาจะแน่กว่าตัวเอง เพราะฉะนั้นที่ผมพูดอันนี้ เพราะว่าโครงสร้างทางการศึกษาที่ผ่านมาเรายกให้มหาวิทยาลัยเป็นเบอร์ ๑ ใครสอน มหาวิทยาลัยก็เป็นอาจารย์อันดับ ๑ ใครสอนระดับมัธยมก็รองลงมา ใครสอนระดับ อาชีวศึกษาก็ตามลงมา ใครสอนระดับประถมศึกษาก็ลงมา ใครยิ่งสอนอนุบาลนั่นก็ครู ชั้นล่างสุด แต่เมื่อกรรมาธิการค้นเจอว่าปัญหาทางการศึกษาไทยต้องเริ่มต้นจากปฐมวัย ท่านกำลังพลิกกลับทั้งหมดเพื่อมายืนบนความจริงว่าถ้าสร้างปฐมวัยไม่มั่นคง การศึกษา ของเราก็จะเป็นสภาพอย่างที่เกิดอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งกระผมเห็นด้วยครับว่าการสร้างปฐมวัยคือ การสร้างรากฐาน ที่เราใช้คำหรูกันมาตั้งแต่โบราณว่าถ้าฐานมันดี อาคารมันก็ขึ้นสูงได้อย่าง มั่นคงแข็งแรง เพราะฉะนั้นความคิดอย่างนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดมาเดี๋ยวนี้นะครับ ช่วงที่ผมไปเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผมเริ่มต้นในการที่จะปรับองค์กร อสม. ซึ่งเป็นองค์กร อาสาสมัครให้ได้มีค่าตอบแทนเป็นขวัญกำลังใจ จ่ายค่าตอบแทนให้กับ อสม. ทั่วประเทศ คนละ ๕๐๐ บาทต่อเดือน มี อสม. ทั้งประเทศประมาณเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน และปี ๒๕๕๒ ผมมอบภารกิจเดียวครับ ให้ อสม. ทำรายงานส่งผมก็คือติดตามดูผู้ตั้งครรภ์ ให้ อสม. กระทำตัวเหมือนแม่บุญธรรมตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ ทำรายงานส่งทุกเดือนเกี่ยวกับ พัฒนาการของเด็ก เพราะเราก็รู้ครับว่าถ้าพัฒนาการของทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดี ส่งต่อออกมาสู่การคลอดที่ดี เด็กก็จะมีพื้นฐานการพัฒนาการที่ดี เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ถ้ากรรมาธิการอยากจะไล่มาทำทั้งหมดนะครับ ผมคิดว่าหัวข้อที่ท่านเสนอวิธีการปฏิรูปตั้งแต่หน้า ๑๓ เป็นต้นไป เราอาจจะใช้คำกว้างไปครับ ไม่กล้าลงไปชนที่ปัญหาแท้จริง เราพูดถึงเรื่องรัฐต้องทำ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ บางทีคำว่า รัฐต้องทำครับ มันคิดถึงรัฐธรรมนูญ แล้วผมเห็นหลายเรื่องที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ รัฐต้องทำ รัฐพึงทำ ได้ถูกละเลยมาโดยตลอดเพราะคนนำไปใช้ตีความไม่ถูกว่าใครจะเป็นคนทำ ถ้าเอาให้แคบขึ้นมาผมคิดว่ากรรมาธิการลองดูครับ เอาลงตรง ๆ จริง ๆ เลยเรื่องการศึกษา ถ้าปฐมวัยตั้งแต่ในครรภ์ก็กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขต้องทำอะไรบ้าง เช่นกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงสาธารณสุขต้องจับมือกันดูแลตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ ผมเป็นรัฐมนตรีครับ ผมรับบริจาคพิมพ์หนังสือพระมหาชนกแจกให้กับเด็กทุกคนที่เกิด เดือนเมษายน ๒๕๕๒ เพื่อให้ อสม. เป็นคนไปอ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่ในครรภ์มารดา และเมื่อเด็กคลอดมาแล้วหนังสือเล่มนั้นก็จะเป็นภาระของแม่ที่จะอ่านให้ลูกฟัง ถ้าเราเริ่มตั้งแต่บัดนี้ คำว่า รัฐ ก็จะหายไป จากรัฐหายไปก็จะมาหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ จริง ๆ ครับ ถ้าเขียนกว้าง ๆ อย่างนี้ผมเชื่อว่าทุกคนก็ปฏิเสธที่จะทำ แต่ถ้าเขียนให้กระชับ เอากระทรวงศึกษาธิการเลยครับ ใช้คำกระทรวงศึกษาธิการเลยครับ แล้วใน ๕ ข้อที่เรา เสนอขึ้นมาเราเรียกระดมความร่วมมือทุกฝ่ายหมด เราลืมพูดถึงตัวเองครับ คนที่อยู่ใจกลาง ปัญหาก็คือครูครับ เราเลี่ยงถึงการที่จะปฏิรูปครู เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวิธีปฏิบัติต้องเริ่มที่ครู เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสไปเยี่ยมหลาน เขาอยู่ในโรงเรียนอนุบาลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เขารับเด็กตั้งแต่ ๔ เดือนเข้าเรียนครับ ไปยืนดูระบบการศึกษาเขา เด็ก ๑-๓ ขวบเขาก็จะมี ห้องของเขาโดยเฉพาะ ครูพี่เลี้ยง ๑ คนดูแลเด็ก ๕ คน ตั้งแต่เริ่มต้นเช้าจนถึงเย็น เขาใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับเด็ก ๕ คนนั้น กินข้าวก็กินพร้อมกัน คุยก็คุยด้วยกันกับเด็ก เพราะทั้งหมดไม่ได้มีระบบการศึกษาอะไรแทรกเข้าไปครับ เขากำลังเรียนรู้พัฒนาการของเด็ก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำผมคิดว่าเราต้องเตรียมบุคลากรเพื่อไปประจำอยู่ตรงนั้น วันนี้ ครูในศูนย์เด็กเล็กบอกได้เลยครับว่าต่ำต้อยที่สุดในระบบการศึกษาเรา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของศูนย์เด็กเล็กเป็นลูกจ้างครับ ครูศูนย์เด็กเล็กเป็นลูกจ้าง กินเงินเดือนพระก็มี กินเงินเดือน อบต. ก็มี กินรายได้จาก อบต. ก็มี เราให้ฐานะของครูในศูนย์เด็กเล็กยังต่ำมาก เพราะฉะนั้น พลิกเลยครับ เพราะว่าท่านกำลังพลิกวัฒนธรรมทางการศึกษาในกระบวนการของบุคลากร พลิกกลับว่าจะให้ความสำคัญกับบุคลากรในศูนย์เด็กเล็กอย่างไร หยิบยกเขาขึ้นมาอย่างไร ให้มีฐานะอย่างไรให้สมแก่ฐานานุรูป อย่ายกจนเลยเตลิดเหมือนครูเดี๋ยวนี้นะครับ เป็น ผอ. โรงเรียน นักเรียน ๔๐ กว่าคน เงินเดือนมากกว่านายอำเภอ ไม่ต้องขนาดนั้นครับ แต่ให้เขาอยู่ได้โดยสมฐานานุรูปเป็นคนในระบบ เราก็จะต้องเริ่มภารกิจให้เขาครับ ๑. เขารับช่วงต่อจากพ่อแม่และ อสม. ที่คลอดลูกออกมา ภารกิจเขาทำอะไรครับ อย่างที่ คุณหมอพูดไว้เมื่อสักครู่ เตรียมความพร้อมเพื่อส่งเข้าวัยเรียน การเตรียมความพร้อม เพื่อส่งเข้าวัยเรียนไม่มีอะไรมาก ถ้าเราทราบปัญหาของสภาพสังคมปัจจุบัน สังคมไทย เป็นสังคมที่ค่อนข้างจะระเบียบวินัยต่ำมากครับ สังคมไร้ระเบียบและไร้วินัย การบังคับใช้ กฎหมายถึงอ่อนแอ เพราะฉะนั้นเราเตรียมบุคลากรวันข้างหน้าเป็นบุคลากรที่เตรียมพบกับ สังคมที่มีระเบียบและมีวินัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดีที่สุดครับ ครูไม่ต้องสอนอะไรมาก ผมไปดูที่ ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาดูแลเด็กเสร็จตกเย็นครู ๔-๕ คนทั้งชั้นเขาก็จะมานั่งปรึกษากัน พรุ่งนี้เขาจะเตรียมการสอนให้กับเด็กอย่างไร พรุ่งนี้ดูแล้วอากาศจะอุ่นขึ้นเขาจะพาเด็ก ออกไปเดินนอกโรงเรียน เขาก็เตรียมเชือกสำหรับให้เด็กทุกคนเดินจูงตาม แล้วเด็กทุกคนก็จะยืนตามอย่างเข้าแถว พรุ่งนี้เขาจะให้เด็กเรียนรู้เรื่องการที่จะรักษาสิทธิของตัวเองและไม่ยอมให้บุคคลอื่น ละเมิดสิทธิของเขา เขาก็ให้เด็กเข้าแถวในการที่จะรับอาหาร ให้เด็กรู้จักเรียงว่าคนมาก่อน ต้องได้ก่อน หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรจำเป็นสำหรับปฐมวัยของเราครับ ถ้าท่านเขียนไว้เลยในนี้ว่า ๑. ฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อตัวเอง ๒. ฝึกให้เด็กรับผิดชอบต่อสังคม และ ๓. ฝึกให้เด็ก ไม่ยอมให้คนละเมิดกติกาสังคม ศูนย์เด็กเล็กแค่เข้าแถวเรื่องเดียวครับ ท่านส่งบุคลากร ที่พร้อมไปสู่ระบบการศึกษาได้ ถ้าเด็กเริ่มเคารพสิทธิคนอื่นมาก่อนได้ก่อน มาหลังต้องให้ คนมาก่อนเข้าไปก่อน และจะต้องไม่ยอมให้คนที่มาทีหลังข้ามแถวคนไปก่อน คนไทยเรา มักจะเฉยครับ โดนเพื่อนแซงแถวก็ช่างมันสักคนสองคนไม่เป็นไร เพราะอย่างนี้สังคมวันนี้ ถึงได้มีปัญหา เพราะเราไปยอมจำนน แต่ถ้าเราเริ่มสร้างจากปฐมวัยที่ไม่ยอมจำนน และเคารพกติกา ผมคิดว่าภารกิจแค่นี้คุ้มสำหรับการสร้างปฐมวัยครับ ขออนุญาต แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพียงเบื้องต้น ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เนื่องจากมีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มเติมอีก ๓ ท่าน ต่อไปขอเชิญ ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ก็ต้องยอมรับว่า การเสนอเรื่องการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีมาตรฐาน และเอกภาพเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับประเทศเป็นอย่างมาก เพราะการสร้างคนต้องเริ่มสร้าง ตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กที่สุดที่จะปลูกฝังหรือใส่อะไรไปได้มากแล้วเขาก็จะเรียนรู้ได้เร็ว เพราะฉะนั้น ข้อเสนอดิฉันต้องการเพียงเติมเต็มผลการศึกษาเรื่องนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ยอมรับในเรื่อง ความสำคัญ แล้วก็ที่เป็นข้อเสนอเร่งด่วนว่าการปฐมวัยเป็นวาระแห่งชาติ แล้วก็เร่งปรับปรุง คุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งหลายนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง มีข้อสังเกตบางประการ เรื่องข้อเสนอเร่งด่วน เห็นด้วยกับท่านชาลีที่บอกว่าจะบูรณาการระดับอำเภอ ภายใต้การกำกับดูแลของนายอำเภอนั้น ประเด็นนี้ฝากให้ไปทบทวนด้วยเพราะว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาเป็นนิติบุคคล ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของนายอำเภอ ดิฉันให้ตัวเลขอย่างนี้ว่าในระดับปฐมวัย เอาตัวเลข ๓ ขวบกับ ๔ ขวบของสำนักงาน การศึกษาเอกชนที่ดูแลอยู่ขณะนี้ ๓ ขวบ ๑๙๐,๐๐๐ คน ๔ ขวบ ๒๑๐,๐๐๐ คน สำหรับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๓ ขวบ ๔๓๐,๐๐๐ คน ๔ ขวบ ประมาณ ๘๐,๐๐๐ คน สำหรับ สพฐ. นั้น ระดับ ๓ ขวบมีเพียงหลัก ๑,๐๐๐ คน เพราะว่าส่วนใหญ่ก็จะไปอยู่ที่ สช. แล้วก็อยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ ๔ ขวบ ที่ สพฐ. มีถึง ๔๕๐,๐๐๐ คน นี่คือภาพ ตัวเลขที่มีการรวบรวมประมวล สิ่งที่ดิฉันอยากจะเติมให้เต็มมากกว่านี้ หรือเพิ่มเติมคุณภาพ ของการศึกษาเรื่องนี้ให้มากขึ้น ท่านลองดูตัวเลขที่ปรากฏจากงานสำรวจตรงนี้ ท่านจะเห็น ว่าเป็นตัวเลขจำนวนมหาศาลมาก เราจะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้มีคุณภาพ เราจะทำอย่างไร ให้เด็กเหล่านี้เป็นผู้ใหญ่ในอนาคตที่ดีของประเทศ ดิฉันคิดว่าข้อเสนอในนี้ส่วนหนึ่ง ดิฉันยังมองไม่เห็น แล้วดิฉันก็มีความคิดสอดคล้องกับท่านวิทยา ท่านจะต้องพูดถึง เรื่องผู้สอนด้วย คนที่สำคัญมาก ๆ แม่ปูคือผู้ที่ถ่ายทอดให้ลูกปูเพื่อเรียนรู้ ท่านจะต้องมีข้อเสนอหรือศึกษา ลงไปว่า ณ ขณะนี้ทำเนียบของผู้สอนระดับนี้มีวุฒิหรือไม่มีวุฒิอย่างไร จะต้องเอามา เข้าหลักสูตรเพื่อพัฒนาให้เป็นแม่ปูที่ดีต่อไปเป็นอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ กรณีที่ยกตัวอย่างว่าต่างประเทศเขาไม่ได้เร่งรัดในการใส่ความรู้มากเกินไป ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เราควรจะนำมาศึกษา เพราะฉะนั้นดิฉันก็ไปดูงานหลายที่มาเหมือนกันเกี่ยวกับเรื่อง การศึกษา ต้องยอมรับว่าคือครูผู้สอน ก่อนที่เราจะบอกว่าให้เด็กไทย ต้องให้เด็ก มีความสมบูรณ์เต็มที่ ถ่ายทอดให้เด็กที่จะมีความรู้ความสามารถต่อไปในอนาคต ณ ขณะนี้ การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญก็คือผู้ที่จะไปถ่ายทอด แน่นอนค่ะ ระดับผู้สอนอาจจะไม่ใช่ระดับ เท่ากันทั้งหมด แต่เราก็ต้องการที่จะยกระดับ ถ้าดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็น ได้มาตรฐานอยู่แล้ว ก็โอเค (Okay) ไปส่วนหนึ่ง ดิฉันก็เคยดูข้อมูลเหมือนกันว่าศูนย์เด็กเล็กทั้งหลายส่วนใหญ่ จะเป็นครูอัตราจ้าง ซึ่งครูอัตราจ้างหรือคุณสมบัติของอัตราจ้างแต่ละแห่งนั้นไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นวาระแห่งชาติตรงนี้อยากจะให้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องครูผู้สอน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ท่านดูยอดตัวเลขของเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะ ๓ ขวบกับ ๔ ขวบแล้วก็มองเห็นงานก้อนมหาศาล ในการที่จะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ขอเรียนฝากไว้ว่าช่วยเติมเต็มในส่วนนี้เพื่อให้ วาระแห่งชาตินี้ได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขอบคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิก วุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ พูดเป็นคนท้าย ๆ เพื่อที่จะขออนุญาตเติมเต็มในสิ่งที่ท่านผู้มีเกียรติ ท่านก่อน ๆ อาจจะยังไม่ได้พูด ท่านประธานครับ ผมดีใจที่วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุย ปรึกษาหารือกันในเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของการปฏิรูปประเทศก็ว่าได้ ขอบคุณกรรมาธิการที่ท่านได้กรุณาศึกษาและนำเรื่องนี้เข้ามาให้เราได้หารือกัน ถึงแม้ว่า จะเป็นเรื่องท้าย ๆ ของวาระการปฏิรูปของ สปท. ก็มาช้าดีกว่าไม่มา ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งยวด เป็นเรื่องของการปฏิรูปเสาเข็มของทรัพยากรมนุษย์ก็ว่าได้ เป็นเสาเข็มของชาติ เป็นเสาเข็มซึ่งทุก ๆ ประเทศล้วนให้ความสำคัญ ผมไม่อาจจะบอกว่า ประเทศไทยบกพร่อง ผิดพลาด หรือหลงทิศหลงทางอย่างไร หรือไม่ ที่การพัฒนาศักยภาพ ขีดความรู้ความสามารถ หรือการเรียนรู้พัฒนาการของเด็กเล็กถึงได้หลงทิศหลงทางไป พอสมควร แผนพัฒนาเศรษฐกิจในฉบับท้าย ๆ ที่ผ่านมาก็มุ่งเน้นในเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ ท่านผู้มีเกียรติคงเคยไปประเทศสิงคโปร์กันทุกท่านนะครับ คงได้เห็น ได้รู้ ได้ทราบว่า สิงคโปร์นั้นมีศักยภาพ มีพัฒนาการมากเพียงไรในเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ สิงคโปร์ไม่มี ทรัพยากรอื่นใด น้ำมันก็ไม่มี น้ำดื่มก็ไม่พอใช้ ที่ดินที่จะปลูกพืชผลทางการเกษตรก็แทบจะ ไม่มี มีแต่ตึกราม อาคารสูงใหญ่ ๆ โต ๆ แต่เขาสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า รุ่งเรือง มีขีดความสามารถ มีจีดีพี (GDP) ที่สูงเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก ทรัพยากรมนุษย์ ของไทยนั้นถูกปล่อยปละละเลยไปพอสมควร ผมเห็นว่า ณ ขณะนี้รัฐบาล คสช. ต้องขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ค่อนข้างมาก หลายครั้งที่ท่านออกโทรทัศน์ท่านพูดถึงเรื่องการศึกษา พูดเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งผม ก็เห็นคล้อยแล้วก็เชื่อตามที่ท่านว่า แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้เองผมฟัง ดู อ่าน แล้วผมก็ห่อเหี่ยวใจ มีท่านผู้มีเกียรติได้พูดไปแล้ว ผลการศึกษาการทดสอบโอเน็ต (O-NET) ถ้าจะไม่พูดเลย ก็คงไม่ได้ เพราะผมคิดว่าการทดสอบโอเน็ต (O-NET) เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ผ่านมาของชั้น ม. ๓ นั้น เป็นภาพจำลองหรือเป็นแบบจำลองคร่าว ๆ ของการศึกษาปฐมวัยซึ่งผมจะกล่าวต่อไป อ่านดูแล้วก็ตกใจครับ ประเทศไทยกำลังจะก้าวไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) หรือ ๕.๐ ในอนาคต ซึ่งขณะนี้ก็มียุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่จะดำเนินการเรื่องนี้ ตกใจอย่างไรครับ เยาวชน ม. ๓ สอบตกโอเน็ต (O-NET) หมดทุกวิชา ค่าเฉลี่ยของคะแนนต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง เช่น วิชาสังคมศึกษาได้ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ วิชาภาษาไทยได้ ๔๖ เปอร์เซ็นต์ วิชาวิทยาศาสตร์ค่อนข้างแย่ อันนี้ได้ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ ภาษาอังกฤษรองบ๊วยครับ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ และวิชาคณิตศาสตร์บ๊วยสุด ๒๙ เปอร์เซ็นต์ เราจะก้าวไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้อย่างไรในเมื่อวิชาที่สำคัญซึ่งเป็นพื้นฐานของการศึกษา ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ปรากฏว่าลูกหลานของเราสอบตกครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะไป มุ่งเน้นปลูกฝังการศึกษาให้ดีอย่างเดียวเมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาแล้วไม่พอครับ ประถมศึกษา และก่อนประถมศึกษานั้นจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ผมขอบคุณ กรธ. ที่ท่านร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นครั้งแรกที่มีบัญญัติคำว่า ปฏิสนธิ ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเลย ให้มีการพัฒนาการ ให้มีการสนับสนุน ให้มีการดูแลพัฒนาการและการศึกษาของเด็ก เยาวชน หรือเด็กเล็ก ตั้งแต่ปฏิสนธิเลยก็ว่าได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้น การที่กรรมาธิการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะปฏิรูปจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ควบคู่กับการศึกษาแล้ว ผมอ่านในรายงานของท่านในหน้า ๓ ก็ยิ่งตกใจ ปัญหา สภาพอุปสรรคของเด็กเล็กนั้นเยอะแยะมากมายเหลือเกิน สรุปง่าย ๆ สั้น ๆ ได้ ๓ คำ คือเด็กไทยนั้นเรียนอ่อน ตัวเตี้ย แล้วก็มีลูกเร็ว ผมไม่ได้คิดขึ้นมาเองนะครับ ๓ คำนี้ ผมเพิ่งอ่านเจอจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อ ๒ วันมานี้เอง เขาสรุปเลยว่าเด็กไทยมีปัญหา เวลานี้คือเรียนอ่อน ตัวเตี้ย มีลูกเร็ว สอดคล้องกับรายงานการศึกษาของทางกรรมาธิการ ระดับไอคิว (IQ) ก็ต่ำ ระดับอีคิว (EQ) ก็ต่ำ ระดับสติปัญญาต่ำแล้วไม่พอ สภาพร่างกาย ยังแคระแกร็น เตี้ย สภาพแบบนี้ถ้าปล่อยไว้ไม่มีการปฏิรูป ไม่มีการดูแล ผมว่าเป็นสิ่งที่น่าห่วง สำหรับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เมื่อเร็ว ๆ นี้ สนช. ได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า พระราชบัญญัติการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งผมมีส่วนพิจารณาในการช่วย ปรึกษาหารือกันในชั้นของการออกกฎหมายด้วย ขอบคุณทาง สนช.ที่ออกกฎหมายฉบับนี้ เพราะประเทศไทยนั้นติดกับดักของการที่เด็กวัยใส เด็กเยาวชน ผมใช้คำว่า เด็กเยาวชน ด้วยซ้ำ เพราะส่วนหนึ่งเป็นชั้นประถมศึกษา ไม่น่าเชื่อนะครับว่าเด็กชั้นประถมศึกษามีเปอร์เซ็นต์ สัดส่วนหนึ่งถึงแม้จะต่ำ เด็กประถมศึกษาสามารถที่จะมีลูกได้ในสังคมไทย เป็นสิ่งที่ฟังแล้ว น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง ในรายงานของท่านก็ได้กล่าวเอาไว้ และสัดส่วนนี้จะสูงขึ้นในชั้นมัธยมต้น แล้วก็ชั้นมัธยมปลาย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นกับดัก เป็นวงเวียนอุบาทว์ที่แม่วัยใสเรียนน้อย ปัญญาทึบ แล้วยังมีลูก ย่อมไม่สามารถที่จะคาดหวังได้เลยว่าลูกที่ออกมาจะมีสติปัญญาขนาดไหน จึงเป็นสิ่งที่เป็นกับดักของสังคมไทยที่เราจะต้องช่วยกันแก้ไข ทีนี้เราดูแนวทางการแก้ไข ที่ทางกรรมาธิการท่านได้เสนอเอาไว้ ผมเห็นด้วยครับ การที่เรามีหน่วยงานที่ดูแลในเรื่องของ การพัฒนาการหรือการศึกษาของเด็กเล็กนั้นกระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ต่างคนต่างดูงบประมาณที่ได้ไปก็เป็นเบี้ยหัวแตก แล้วแต่โครงการที่จะ จัดสรรกัน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหน่วยงานหรือมีกฎหมาย หรือมีองค์กรที่จะ บูรณาการการดูแลต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมและเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น กฎหมายที่ผมว่า เมื่อสักครู่นี้คือกฎหมายการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นนั้นอาศัยหลักการคล้ายคลึงกัน คือการที่มีหน่วยงานกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง ให้ออกกฎหมายกลางขึ้นมาเพื่อที่จะ บูรณาการให้มีเอกภาพในการช่วยกันบริหารจัดการ ลักษณะอันนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่ผมเชื่อว่า ขณะนี้หลายท่านก็คงยังไม่ได้คำตอบว่าหน่วยงานที่จะเป็นเจ้าภาพหลักในการที่จะดูแล ในเรื่องนี้ควรจะอยู่ที่กระทรวงใด ผมไม่หนักใจตรงนี้ เป็นสิ่งที่ในอนาคต เรื่องชั้น ของการทำกฎหมายหรือการร่างกฎหมายนั้นจะต้องมีการพูดคุย มีการหารือกัน เพราะย่อมจะได้ทั้งคนไป ย่อมจะได้ทั้งเงินงบประมาณที่จะช่วยดูแลในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม บูรณาการที่จะเกิดขึ้นนั้นต้องอาศัยการกล้าตัดสินใจเด็ดขาดในการที่จะดูแลงานที่จะได้รับไป เพราะที่ผ่านมา ต้องขออภัยที่จะใช้คำว่า ปล่อยปละละเลย แล้วก็บกพร่องในการดูแล ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ปล่อยให้เด็กประถมศึกษาอยู่ในโรงเรียนแท้ ๆ ตั้งครรภ์ได้ ท่านประธานครับ ผมมีสิ่งที่น่ากังวลที่อยากจะฝากทางกรรมาธิการ ท่านช่วยกรุณาพิจารณาด้วย ที่ผมได้พูดถึงโอเน็ต (O-NET) ไปเมื่อสักครู่นี้นั้น มีผู้ทำการวิเคราะห์ วิจัย ศึกษา ออกมา เรียบร้อยแล้ว ผมอ่านดูแล้วผมก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง โอเน็ต (O-NET) ม. ๓ ที่เพิ่งผ่านไปนั้น ถ้ามีการพิจารณาจะแบ่งออกได้เป็น ๔ กลุ่ม กลุ่ม ๑ พบว่าเป็นการสอบได้หรือสอบตก ที่มีความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กลุ่มจังหวัดที่ทำคะแนนโอเน็ต (O-NET) ได้ดีกว่านั้นพบว่าเป็นจังหวัดใหญ่ที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างจะดีกว่า ยกตัวอย่าง เช่น กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี กลุ่มนี้ได้คะแนนที่ดีกว่า ขออีกนิดเดียวท่านประธาน กลุ่มที่ได้ คะแนนโอเน็ต (O-NET) น้อยคือกลุ่มจังหวัดที่เป็นขนาดเล็กแล้วก็มีเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดีนัก เช่น จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นต้น ภาพนี้เป็นภาพที่สะท้อนไปถึงการศึกษา ในระดับปฐมวัย เด็กที่ด้อยสติปัญญา ด้อยการศึกษา ผมว่าส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับการศึกษานี้ คืออยู่ในกลุ่มจังหวัด หรือกลุ่มบุคคล หรือกลุ่มครอบครัว ที่มีเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก อันนี้แก้ปัญหาด้วยการแก้ความเหลื่อมล้ำตามที่รัฐบาลท่านกำลังทำอยู่ ซึ่งผมขอปรบมือ และผมเห็นด้วย กลุ่มที่ ๒ ของการวิเคราะห์ผลคะแนนโอเน็ต (O-NET) พบว่าจังหวัดไหน ที่ได้คะแนนโอเน็ต (O-NET) วิชาไหนไม่ดี หรือสอบตก เชื่อไหมครับ ตกทุกวิชาเลยครับ ไม่มี ลักษณะว่าได้วิชาวิทยาศาสตร์ คะแนนสังคมศึกษาดี คะแนนคณิตศาสตร์น้อย คะแนน ภาษาอังกฤษดี อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่ ตกนี้เขาตกหมดทั้งจังหวัดเลย ตกทุกวิชาด้วย ผมไม่เข้าใจระบบการศึกษาเหมือนกันว่าเป็นไปได้อย่างไร กลุ่มที่ ๓ ที่มีการวิเคราะห์ อันนี้ ผมได้กล่าวไปแล้ว แต่กลุ่มที่น่าตกใจที่ผมจะขออนุญาตกล่าวและเห็นว่าเป็นสิ่งที่มี ความสำคัญ ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาไปพิจารณาด้วย กลุ่ม ๓ จังหวัดภาคใต้ กลุ่ม ๓ จังหวัดภาคใต้นี้น่าสงสารครับ ทั้งเศรษฐกิจไม่ดี สอบตกเกือบทุกวิชา สอบตก เกือบทุกจังหวัด เป็นไปได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลพยายามเข้าถึง เข้าใจ พัฒนาแล้ว แต่สภาพปัญหาสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ต้องเร่งรีบแก้ไขดำเนินการ ดังนั้นสิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้ศึกษาแล้วก็เสนอเข้ามาให้ทาง สปท. พิจารณานั้นผมกด เห็นด้วยตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว แล้วก็ขอขอบคุณทางกรรมาธิการไว้ ณ โอกาสนี้ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ขอเชิญครับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ เลขที่ ๑๕๓ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้เสนอเรื่องที่สำคัญมากที่สุด เรื่องหนึ่งในวันนี้ และถ้ากล่าวถึงเรื่องการศึกษาแล้วผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เมื่อหลายปีก่อนหลายท่านคงได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่าก่อนจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว เป็นหนังสือที่พูดเรื่องคล้าย ๆ กับที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาได้พูดในวันนี้ ได้พูดถึงความสำคัญของปฐมวัย ได้พูดถึงความสำคัญของการทำให้ ปฐมวัยเป็นวัยที่จะต้องมีการพัฒนาศักยภาพอย่างจริงจัง เพราะเมื่อเลยวัยนี้ก็สายไปเสียแล้ว ผมจึงเห็นด้วยและขอชื่นชม ขอสนับสนุนข้อเสนอในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่ขอเรียนเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะซ้ำกับที่ท่านได้นำเสนอบ้าง ซ้อนกับที่หลายท่านได้กล่าวบ้างว่า ในการปฏิรูป เรื่องการศึกษาของเด็กปฐมวัยนั้นเรื่องสำคัญที่สุดทางด้านการศึกษา รวมถึงการศึกษา ในระดับปฐมวัยก็คือการปฏิรูปครู เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วเด็กปฐมวัยหรือเด็กในวัยใดก็ตาม จะได้รับการศึกษาที่ดีหรือไม่อยู่ที่ผู้ให้การศึกษา ในที่นี้คือครูที่ดูแลให้การศึกษาเด็กในระดับ ปฐมวัย แต่ยังมีอีกครูหนึ่งในระดับปฐมวัยซึ่งในรายงานการศึกษานี้ได้เสนอไว้เป็นอย่างดีก็คือ พ่อแม่ เพราะว่าในระดับปฐมวัยนั้นพ่อแม่จะเป็นผู้ให้การศึกษาที่สำคัญที่สุด ผมจึงสนับสนุน ข้อเสนอที่ให้มีการสอน มีการปรับทัศนคติของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ให้เห็นความสำคัญของ การเลี้ยงดูลูก ให้การศึกษาลูกในระดับปฐมวัย เพราะว่าในระดับปฐมวัยนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของ การยัดเยียดให้การศึกษาเพื่อที่จะแข่งขันเข้าเรียนโรงเรียนดีที่สุดในชั้นประถมศึกษา แต่ว่า ในระดับปฐมวัยนั้นเป็นการให้ศักยภาพให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ทั้งศักยภาพทางร่างกาย ศักยภาพทางสมอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการเรียนทางวิชาการ หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้ามุ่งเน้น ในเรื่องการศึกษาด้านปฐมวัยเราจะเน้นในเรื่องของการให้เรียนหนังสือให้เก่งเพียงอย่างเดียว ตรงกับที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอก็คือว่าในปฐมวัยนั้นจะต้องเป็นการศึกษา แบบสหวิทยาการ แต่ถ้าพูดให้กว้างไปกว่านั้นก็คือว่าไม่ใช่เป็นเรื่องของการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการเรียนรู้ชีวิต เป็นเรื่องของการเตรียมการชีวิตในระดับปฐมวัยเพื่อที่จะได้มี ชีวิตที่ดีขึ้นในช่วงถัดจากนั้นไป เพราะฉะนั้นการวางรากฐานจึงเป็นรากฐานศักยภาพของชีวิต ไม่ใช่เรื่องการศึกษาเพียงอย่างเดียว และเฉพาะในเรื่องของการศึกษาก็ไม่ใช่เรื่องของ การยัดเยียดให้การศึกษาเพื่อที่จะรู้เรื่องวิชาการให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ในวัยนั้นเป็นวัยที่เรียกว่าเป็นการเรียนว่าจะเรียนรู้อย่างไร เป็นเรื่องของการเลิร์น ฮาว ทูเลิร์น (Learn how to learn) ไม่ใช่เป็นการเรียนเพื่อที่จะสอบให้ดีที่สุด ไม่ใช่เลิร์น ฮาว ทู เทก อะ เทสต์ (Learn how to take a test) เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะขอชื่นชมและฝากไปยัง คณะกรรมาธิการว่ามุ่งไปที่จุดสำคัญที่สุดก็คือการปฏิรูปครูทั้งที่เป็นครูบาอาจารย์ ทั้งที่เป็นพ่อแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของครูนั้นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดคือประเทศฟินแลนด์ ได้ให้นโยบายไว้เลยว่าคนที่จะมาเป็นครูได้นั้นคือคนที่จะต้องสอบอยู่ในร้อยละ ๑๐ แรก คืออยู่ในท็อปเท็น (Top Ten) เท่านั้นถึงจะออกมาเป็นครูได้ และเงินเดือนของคนที่เป็นครูนั้น จะต้องสูงกว่าอาชีพอื่น ๆ และที่สำคัญได้สร้างวัฒนธรรมในสังคมว่าครูนั้นเป็นปูชนียบุคคล ที่สำคัญ ครูเป็นบุคคลที่ได้รับการไว้วางใจมากที่สุดของสังคมที่จะพัฒนาเด็กปฐมวัย และเด็กอื่น ๆ ในทุกช่วงของการศึกษา จึงขอชื่นชมและฝากสิ่งต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไว้แล้ว เพื่อประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมในรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษา ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ต้องขอขอบพระคุณกรรมาธิการชุดนี้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเด็ก โดยเฉพาะเด็กก่อนเข้าสู่วัยเรียนถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แล้วก็เป็นรากฐานของ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ดิฉันถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ สปท. เดินถูกทางแล้ว แล้วก็อยากจะส่งเสริมให้มีการรีบดำเนินการนะคะ มีประเด็นที่เป็นข้อสังเกตที่ดิฉันอยากจะ แลกเปลี่ยนในวันนี้ เรื่องแรก ก็คือตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ มีการถ่ายโอนศูนย์เด็กเล็กให้ไปอยู่ ในการดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีภารกิจ ในเรื่องของการดูแลเด็ก ๆ ในพื้นที่ของเขา ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมที่จะ พัฒนาเยาวชนในพื้นที่ของเขา ทั้งหมดเป็นการกระจายอำนาจที่ผ่านมา ปัจจุบันก็มีครู ที่ไปทำงานในการดูแลเด็กเล็ก ๆ ทั่วประเทศประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน มีโรงเรียนทั้งหมดประมาณ ๑๙,๐๐๐ โรงเรียน ซึ่งดิฉันต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิก สปท. ที่ให้ข้อมูลตรงนี้มา แล้วก็มีเด็กอยู่ในการดูแล ๘๘๐,๐๐๐ คน ซึ่งเยอะมาก แล้วท้องถิ่นนั้นก็ได้รับเงินอุดหนุน ประมาณ ๑,๔๐๐ บาทต่อหัวต่อคนต่อปีเป็นต้น นอกจากค่าอาหารกลางวัน ทั้งหมดนี้ เป็นสัดส่วนของงบประมาณที่เป็นภารกิจของท้องถิ่นที่ถ่ายโอนออกไป ถือว่าเป็นภารกิจสำคัญ ที่ท้องถิ่นทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ เราพูดกันถึงว่าประสิทธิภาพของครู ท้องถิ่นนั้นอาจจะไม่สามารถ ที่จะผลิตครูให้มีประสิทธิภาพได้ ดิฉันก็ทราบมาว่ามีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ทางด้านการศึกษาที่จะให้การดูแลเด็กเล็ก ๆ ทั้งหลายโดยมีการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงมหาดไทยกับมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งในการที่จะยกระดับครู โดยการส่งไปเรียน ไปพัฒนาให้ได้รับความรู้เพิ่มเติมจนได้ประกาศนียบัตร ได้ปริญญาขึ้นมา ประมาณ ๒๘,๐๐๐ คน บรรจุเป็นข้าราชการแล้วได้คุณวุฒิครุศาสตรบัณฑิต จบปริญญาตรี แล้วที่เหลืออีก ๒๐,๐๐๐ กว่าคนก็กำลังได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นการพัฒนาศักยภาพแล้วก็เป็น การเตรียมการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะให้มีบุคลากรที่มีคุณภาพมาดูแลเด็กเล็ก ในพื้นที่ของเขา อันนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทีนี้ประเด็นก็คือทำอย่างไรที่จะให้ศูนย์เด็กเล็กนี้ มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ก็คือสามารถที่จะดูแลเด็กเล็กทั้งหลายในปฐมวัยให้มี คุณภาพอย่างที่เราอยากจะเห็น เราใช้ตัวแบบของประชารัฐ นั่นคือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อันนั้นเป็นการเดินทางที่ถูกต้องแล้ว เพราะว่าการดูแลเด็กเล็กในหลายพื้นที่ที่ท้องถิ่น ดูแลอยู่นั้น ท่านจะเห็นว่าบางแห่งทำหน้าที่ได้ดีมาก มีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมรวมทั้งการสมทบ ทรัพยากรด้วย บางแห่งแก้ปัญหาเอจจิง (Ageing) หรือว่าผู้สูงอายุไปในตัว เพราะผู้สูงอายุ จะเข้ามาเป็นอาสาสมัครในการที่จะช่วยดูแล เป็นกรรมการของศูนย์เด็กเล็กแล้วมาช่วยดูแล เด็กเล็กด้วย และพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ ตรงนั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประเด็น ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือทำอย่างไรถึงจะให้เด็กเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่มีคุณภาพ ดังนั้นในเรื่องสุขอนามัยถึงต้องการการช่วยเหลือจากกระทรวงสาธารณสุข แล้วเรื่องมาตรฐานของหลักสูตรจึงต้องการการช่วยเหลือจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่ในเรื่อง ของการดูแลเด็กทำไมไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งแน่นอน ท้องถิ่นเขาก็อยากจะให้เด็กเล็กของเขามีคุณภาพอยากจะให้คนในพื้นที่ของเขามีคุณภาพ คงไม่มีใครที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารของท้องถิ่นแล้วจะปล่อยให้คนในพื้นที่ของเขาไม่มี คุณภาพ เป็นที่มาว่าถึงเวลาแล้วในเรื่องของประชารัฐก็ต้องมองที่ภาคส่วนต่าง ๆ ด้วย อาจจะหลงลืมไปในการเขียนรายงานฉบับนี้ ท่านยังมีเวลาแก้ดิฉันอยากจะให้ท่านเพิ่มเติม ในประเด็นเหล่านี้ด้วย คือแทนที่จะให้นายอำเภอเป็นคนดูแลทั้งหมด แต่นายอำเภอมีหน้าที่ อยู่แล้วในการที่จะกำกับดูแลการปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ของตนเอง ไม่ผิดหรอกนะคะ แต่ว่า สิ่งที่สำคัญคือท่านลืมการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้น มาตรฐานตอนนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีมาตรฐานทางกระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็มีมาตรฐานสำหรับการบริการสาธารณะอยู่แล้ว เขามีกองมาตรฐานการจัดบริการสาธารณะอยู่ แล้วบริการของศูนย์เด็กเล็กก็มีแต่ว่าทำอย่างไรจะไปถึงจุดหมาย การที่บอกว่าไม่มีเงิน คงเป็นไปไม่ได้ในทุกที่ เพราะบางที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีทรัพยากรที่ได้รับการสมทบ จากภาคส่วนต่าง ๆ แล้วงบประมาณของตนเองก็มีเยอะ เพราะฉะนั้นบางพื้นที่ท้องถิ่นเขาทำ ได้ดีอยู่แล้วก็น่าจะปล่อยให้เขาทำต่อไป แล้วพัฒนาศักยภาพในพื้นที่ที่ยังไปไม่ถึงระดับมาตรฐาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือต้องช่วยกันยกระดับมากกว่า คราวนี้ดิฉันมองว่าสิ่งที่ควรจะเป็น ๑. การมีกลไกในการสนับสนุนให้เด็ก ๆ เหล่านั้นมีคุณภาพ กลไกเหล่านั้นก็ต้องมาจากกลไก ของหน่วยงานของรัฐที่มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญอยู่ช่วยเหลือเขา แทนที่จะดึงทั้งหมด กลับมาอยู่ในการดูแลของตนเอง ดิฉันคิดว่าเมื่อกระจายอำนาจไปแล้วก็น่าจะกระจายต่อไป เพียงแต่ว่าเข้าไปช่วยส่งเสริมให้ชุมชน ให้คนในพื้นที่เขาได้ดูแลเด็กของเขาภายใต้การแนะนำ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความสามารถ เมื่อพูดถึงปฐมวัยเราอยากให้เด็กคิดเป็น มีร่างกายที่แข็งแรง คงไม่ต้องถึงขนาดมาสอบแข่ง เพราะว่าในบางประเทศเด็กเล็ก ๆ เขายังไม่สอบ แต่เขาพัฒนา ให้เด็กนั้นมีศักยภาพในการเป็นพลเมืองที่ดี มีการคิดวิเคราะห์ได้ มีความเข้าใจธรรมชาติ มีความเข้าใจโลก มีจิตสำนึกสาธารณะ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี และมีการพัฒนาทางสมอง อันนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมากกว่านะคะ นอกจากนี้กลไกประชารัฐไม่ใช่เพียงรัฐกับเอกชน หรือประชาชนแค่นั้น แต่รวมถึงผู้ปกครอง ประชาชนในที่นี้รวมถึงผู้ปกครอง ผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่มีความสามารถ มีศักยภาพที่จะช่วยดูแล ในเรื่องนี้ และที่สำคัญสุดท้ายที่ดิฉันอยากจะพูดถึงคือเรื่องของแอเรียเบส (Area based) การบริหารการพัฒนาเชิงพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดูแลเด็กปฐมวัยแต่ละพื้นที่ ไม่เหมือนกัน ประชาชนในแต่ละพื้นที่เขาอยากจะให้เด็กของเขาเติบโตเป็นคนดีเช่นเดียวกัน แต่ว่าบริบทของพื้นที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นคำว่า แอเรียเบส (Area based) พื้นฐานที่สำคัญ ก็คือศักยภาพของพื้นที่ ทุนของพื้นที่ ทุนวัฒนธรรม ทุนทางสังคมของพื้นที่ และนอกจากนั้น การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องมีแผนในการพัฒนาเด็กของเขา แผนพัฒนานั้นต้องมาจากพื้นที่ และสุดท้ายต้องมีการกำกับดูแลโดยภาครัฐที่จะต้องเข้าไปเสริม เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เราอยากจะเห็น แต่ไม่ใช่วัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) สำหรับทุกพื้นที่ มิเช่นนั้นเราก็จะผลิตเด็กให้เป็นหุ่นยนต์แต่ว่าไม่ได้มีจิตสำนึกสาธารณะ ไม่ได้มีความเป็นพลเมือง และสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติก็จะไม่มีเพราะว่าเป็นไป ตามมาตรฐานหมด เด็กทุกคนจะมีการคิดแบบเดียวกันหมดคงไม่มีหลากหลายที่งดงาม เพราะฉะนั้นดิฉันก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการคณะนี้แล้วก็ขอบคุณท่าน สปท. หลายท่านที่ให้การสนับสนุนเรื่องของการพัฒนาเด็ก ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสุดท้ายนะครับ ขอเชิญคุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก และท่านกรรมาธิการ ผมต้องขอชื่นชมท่านอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการชุดนี้ที่หยิบเรื่องสำคัญของชาติ มานำเสนอ และต้องขอบคุณเพราะว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นปัญหาเชิงระบบ เป็นระบบที่ซับซ้อนและยาก จึงต้องขอเวลาจากท่านประธานที่จะพูดคนสุดท้าย ก็อาจจะ ต้องใช้เวลาเสนอให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ซับซ้อนและยากพอประมาณ อีกทั้งมีข้อเสนอ ๔ ข้อ ซึ่ง ๓ ประการแรกก็เห็นสอดคล้องกับที่ได้เสนอมา แต่ว่าอาจจะมีการปรับเพิ่มในบางส่วน ส่วนข้อเสนอสุดท้ายนั้นเป็นข้อเสนอถึง สปท. ถึงเพื่อนสมาชิก ถึงสภาแห่งนี้นะครับ ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมกับท่านประธานในคณะกรรมการร่วม เรื่องเครือข่ายซึ่งมีทั้งหมด ๖๙ เครือข่ายมาประชุม แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญนำมา สู่การได้ความคิดที่จะเสนอเป็นข้อสุดท้ายเสนอต่อสภาแห่งนี้ เป็นเรื่องของการขับเคลื่อน การสร้างและพัฒนาเครือข่าย ท่านประธานครับ ถ้าพูดกันอย่างไม่อ้อมค้อม หรือพูดกันอย่าง ตรงไปตรงมาแล้วก็อาจจะต้องบอกว่าเราไม่อาจกล่าวได้ว่าระบบโครงสร้างหรือสภาพแวดล้อม ที่ดำรงอยู่เหมาะสมหรือดีเพียงพอต่อการพัฒนา ต่อการบ่มเพาะเด็กปฐมวัย ในที่นี้คงหมายถึง ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงอายุ ๖ ขวบตามข้อเสนอของเอกสารนี้ หากพูดอย่างไม่อ้อมค้อมเพื่อเร่ง ให้เกิดการปฏิรูปโดยเฉพาะในปีนี้ ผมอยากจะบอกว่าระบบที่รองรับเด็กปฐมวัยอยู่ใน ขั้นวิกฤต ที่เรียกว่าวิกฤตก็เพราะมีเหตุผล ๒ ประการ ประการแรก โครงสร้างสังคม ที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างสังคมไทย ไม่อาจกล่าวได้เลยนะครับว่าเหมาะแก่การสร้างคน เพื่อให้คนไปสร้างชาติต่อไปในอนาคต ข้อกล่าวหานี้ค่อนข้างหนักนะครับ แต่ว่าผมมีเหตุผล ที่จะอธิบายต่อ ประการ ๒ ระบบโครงสร้างสภาพแวดล้อมที่รองรับเด็กปฐมวัยเองต้องการ การปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าที่บ้าน ครอบครัว ชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล ล้วนแต่ต้องการการปฏิรูปทั้งสิ้น ดังนั้นที่เราพูดถึงการมุ่งเป้าหมายการปฏิรูปประเทศเพื่อลด ความเหลื่อมล้ำผมเห็นว่าอันนี้สำคัญสูงมาก และขอประทานโทษนะครับ มากกว่าเป้าหมาย หนีให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูง การตั้งเป้าหมายประเทศนำพาประเทศมุ่งไปสู่ รายได้สูงนั้นมีความจำเป็น แต่ว่าอาจจะเป็นเรื่องระยะยาวในอนาคตอันใกล้ ๑-๕ ปีนี้ เป็นภารกิจเร่งด่วนที่เราจะต้องหนีให้พ้นกับดักความเหลื่อมล้ำสูงไปสู่ปานกลางหรือน้อยในที่สุด ท่านประธานครับ ทำไมผมถึงกล่าวเช่นนี้ คำตอบก็คือมีการศึกษาวิจัยที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ในประเทศ ๒๓ ประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ประเทศโออีซีดี (OECD) ผมคงพูดไม่หมดหรอกครับว่าชื่อประเทศอะไรบ้าง การศึกษาพบว่าในประเทศที่มีรายได้สูงเหล่านี้ แม้รายได้สูงก็ตาม ประเทศใดที่มีช่องว่างความเหลื่อมล้ำสูงระหว่าง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ข้างบน คือคนรวยนะครับ กับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ข้างล่างจะพบปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคมมากมาย ตามไปด้วย หนังสือเล่มนี้ศาสตราจารย์ ๒ ท่านได้เขียนไว้ชื่อเดอะ สปิริต เลเวล (The Spirit Level) เมื่อปี ๒๐๐๙ ประมาณ ๘ ปีที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ชื่อศาสตราจารย์ริชาร์ด วิลกินสัน และศาสตราจารย์เคท พิคเกตต์ ได้ทำการศึกษาไว้ เขียนไว้ในหน้า ๑๘ กับหน้า ๑๙ ว่าประเทศใดมีความเหลื่อมล้ำ ทางรายได้สูงจะมีความไว้วางใจหรือความไว้เนื้อเชื่อใจกันต่ำ มีอาการป่วยทางจิตสูง ซึ่งรวมถึงการเสพสารเสพติดและแอลกอฮอล์สูง บ้านเรายาเสพติดสูง แล้วดื่มสุราก็สูงมาก อายุไม่ยืนครับ อายุค่าเฉลี่ยต่ำ อัตราตายทารกสูง มีโรคอ้วนมากเพราะกินอาหารขยะกันมาก ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ ผมไม่ได้แปลกใจเลยนะครับ ที่ท่าน สปท. คุณหมอเฉลิมชัย เครืองาม ท่านเอาข้อมูลสอบโอเน็ต (O-NET) มาอ้างถึงนะครับ อัตราการมีลูกของแม่วัยรุ่นสูง อัตราฆาตกรรมสูง อัตราจองจำสูง คนล้นคุก รวมทั้งการเลื่อนระดับชั้นทางสังคมค่อนข้างยาก ในนี้ใช้คำว่าโซเชียลโมบิลิตี (Social Mobility) คือการเคลื่อนทางสังคมนะครับ ท่านประธานครับ ประมาณ ๑๐ ผลกระทบหรือผลลัพธ์ที่มีผลกระทบเกี่ยวต่อเด็กปฐมวัย โดยตรงมีอยู่ ๓ เรื่องครับ อัตราตายทารกสูง อันนี้คงมีข้อยกเว้นสำหรับสังคมไทยนะครับ เพราะระบบบริการสุขภาพของเราเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และอัตราการตายทารกไม่สูง แม้ว่าความเหลื่อมล้ำสูง แต่อัตราการมีแม่วัยรุ่นหรือวัยใสสูงอันนี้เป็นลำดับต้น ๆ เลยครับ ในเอกสารนี้ก็มีว่าเกิดปีละ ๑๒๙,๐๐๐ คน ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดนะครับ ผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาต่ำ อันนี้ท่าน สปท. คุณหมอเฉลิมชัย เครืองาม ได้พูด เอาแผนที่มาดูได้นะครับ ใครโชคดีก็เกิดจังหวัดที่เศรษฐานะดี คนเก่ง ๆ ไปเกิดในจังหวัดเกิดผิดที่ก็สอบคะแนนได้ไม่มาก เพราะฉะนั้น ๒ เรื่องที่สอดคล้องกันผลกระทบโดยตรงคืออัตราตายทารกไม่สูงในเมืองไทย แต่ว่าแม่วัยใสกับผลสัมฤทธิ์การศึกษาต่ำ ท่านประธานครับ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ เพื่อพัฒนาเด็กและครอบครัว คุณหมอสุริยเดวชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันคนทำงาน หรือวัยแรงงานประมาณ ๔ คน แบกรับภาระผู้สูงอายุ ๑ คน แล้วท่านก็คาดการณ์ ในอีก ๑๓ ปีข้างหน้า คือ พ.ศ. ๒๕๗๓ บอกว่าจะเหลือคนทำงานหรือแรงงานเพียง ๒.๕ คน ที่จะแบกรับผู้สูงอายุ ๑ คน ในวันนั้นคนไทย ๔ คนเดินมา ๑ คนเป็นผู้สูงอายุครับ รวมทั้งท่านประธานกับผมด้วย ถ้ามีอายุถึงในวันนั้นนะครับ ผู้สูงอายุในวันนั้นจะมีประมาณ ๑๗ ล้านคน เพราะฉะนั้นผู้ทำงานหรือแรงงานในอนาคตในสังคมนี้จะต้องเป็นคนทำงาน ที่มีคุณภาพสูง หาไม่แล้วผมจะบอกว่าสังคมไทยจะระส่ำระสายครับ พูดถึงตรงนี้ผมอยากจะ หยิบยกคำกล่าวของปราชญ์ทางการศึกษาซึ่งเป็นที่อ้างอิงกันทั่วโลกครับ ท่านเป็น ๑ ในผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา คือเบนจามิน แฟรงคลิน ท่านกล่าวว่าชะตากรรมของประเทศ ขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชน แล้วยังพูดต่อไปว่าการศึกษานั้นแพง แต่ความไม่รู้แพงยิ่งกว่า ท่านพูดเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้เห็นว่างบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศควรทุ่มไป ที่การศึกษา เรามีศาสตราจารย์เจมส์ เจ เฮคแมน เจ้าของโนเบล (Nobel) สาขาเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี ๒๐๐๐ ได้มาตอกย้ำความข้อนี้ครับ บอกว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยจะได้ผลตอบแทน ครอบคลุมในมิติทุกมิติของชีวิต อัตราการลงทุนจะได้ผลตอบแทนสูงถึง ๗ เท่า จะมีการลงทุนใด ได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่าขนาดนี้ ดังนั้นท่านประธานครับ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งไปที่คน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ ล้านคนที่อยู่ฐานล่าง เป็นความจำเป็นเร่งด่วน นั่นประการที่ ๑ ครับ

ประการที่ ๒ ควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบรองรับเด็กปฐมวัยในทุกระดับชั้น ของสังคม แต่ว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ฐานล่างนี้ต้องเร่งด่วนในเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับประชามติ จะมีคนบอกว่าเขียนแล้วเกิดผลหรือไม่เกิดผลนี่ครับ ผมร่างรัฐธรรมนูญมาฉบับที่ ๒ นะครับ แล้วก็ไม่คิดจะร่างฉบับที่ ๓ ยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญถ้าเขียนไว้สำหรับสังคมไทยแล้วนำไปใช้ จะเกิดผลครับ แล้วในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ เขียนไว้อย่างดีครับ เขียนไว้อย่างจริงใจ ในมาตรา ๕๑ ถ้าไม่ทำหน้าที่ ประชาชนพลเมืองก็สามารถที่จะไปดำเนินการได้ แต่ใน มาตรา ๕๔ วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ท่านประธานครับ ผมขอต่อเวลานะครับ มาตรา ๕๔ วรรคสอง ได้เขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนา ก่อนเข้ารับการศึกษา เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน เข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย นี่จะเห็นชัดเลยครับ สอดคล้องกับกลไก และกระบวนการประชารัฐที่เป็น ๑ ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนี้ แต่กรรมาธิการชุดนี้ ไปไกลกว่าครับ มุ่งเน้นระดับอำเภอพื้นที่ ผมว่านี่เป็นทิศทางที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ในมาตรา ๔๘ เรื่องสิทธิของมารดานะครับ เขียนไว้ครอบคลุมชัดเจนว่าตั้งแต่ปฏิสนธิ อยู่ในครรภ์มารดา สิทธิมารดาในช่วงระหว่างก่อนและหลังการคลอดบุตรย่อมได้รับ การคุ้มครองและช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติ อันนี้ผมถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ให้ความสำคัญกับสิทธิของมารดาและเด็กปฐมวัยตั้งแต่ปฏิสนธิดีที่สุด นับตั้งแต่ มีรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมมีข้อเสนอ ๔ ข้อนะครับ ข้อเสนอ ข้อที่ ๑ ที่เป็นไปตามเอกสารที่นำเสนอเรื่องวาระแห่งชาติ กลไกแห่งชาติ และพูดถึง ๔ กระทรวงหลัก ถ้าเป็นไปได้นะครับ กลไกแห่งชาติ กลไกระดับชาติที่ยังมองว่าควรจะทำ หน้าที่ได้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ถ้าเขียนตรงนี้ ออกมาเพิ่มเติมก็จะขอบคุณมากครับ กลไกข้อที่ ๒ คือกลไกประชารัฐระดับอำเภอ ผมคิดว่า มุ่งไปที่ ๔ กระทรวงหลัก ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับว่าขณะนี้มี ๒ กระทรวงหลัก ได้ไปก่อนหน้านี้แล้ว คือกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำกลไก ระดับอำเภอเป็นกลไกประชารัฐเรียกว่าคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพ แล้วหลายพื้นที่โดยเฉพาะใน ๒๐๐ อำเภอซึ่งค่อนข้างมีประสิทธิภาพเข้มข้นได้ทำเรื่อง การศึกษาอยู่แล้วด้วย เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมก็คือว่าเขามีกลไกนี้อยู่แล้วและทำเรื่อง การศึกษาอยู่แล้ว และบางพื้นที่มีเครือข่ายผู้ปกครองนั่งอยู่ในกลไกนี้อยู่ด้วยจากทั้งหมด ๘๗๘ อำเภอ จึงขอเสนอนะครับว่าให้คณะกรรมาธิการชุดนี้จะโดย สปท. หรืออะไรก็ตามนะครับ เสนอไปที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เข้าร่วมกลไกประชารัฐระดับอำเภอที่ชื่อว่าคณะกรรมการ พัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพ ส่วนชื่อจะปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมก็อยู่ที่องค์ประกอบของ ๔ กระทรวงหลักจะไปเพิ่มเติมนะครับ ข้อเสนอข้อที่ ๓ ในเอกสารเสนอได้ดีมากครับ เสนอให้จัดทำร่าง พ.ร.บ. เด็กปฐมวัย เขาเสนอหลักการมาก่อนนะครับ ซึ่งตรงนั้นสามารถ ที่จะนำไปเขียนเป็นร่าง พ.ร.บ. เด็กปฐมวัยได้เลย แต่ว่าข้อเสนอที่ผมคิดว่าสะท้อนให้เห็นว่า คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้รวมทั้งกรรมาธิการได้ศึกษาอย่างรอบด้าน คือข้อเสนอให้ปรับปรุง กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในขณะนี้ ๔ ฉบับด้วยกัน คือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเด็กปฐมวัย ๔ ฉบับต้องปรับปรุงแก้ไขกับ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอีก ๑ ฉบับ ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน อย่างที่ผมได้ เกริ่นนำตั้งแต่ทีแรกว่าขอเสนอต่อ สปท. ให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบรองรับเด็กปฐมวัยเพื่อติดตามขับเคลื่อนข้อเสนอใน ๓ ข้อแรก รวมทั้งข้อเสนอของ เพื่อนสมาชิกอื่น ๆ ที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้แล้วนะครับ แล้วก็จะได้ร่วมกันสร้างและพัฒนา เครือข่าย สร้างความเข้าใจต่อสังคมจนสังคมเห็นคุณค่าของเด็กปฐมวัยและเข้าร่วม ขับเคลื่อนจนเกิดการเปลี่ยนใหญ่ในอนาคต ท่านประธานครับ มีคำอยู่ ๓ คำ ขออนุญาตใช้ ภาษาอังกฤษนะครับ เรื่องขับเคลื่อนเราก็ได้รู้กันว่าโซเชียลโมบิไลเซชัน (Social Mobilization) แต่ก่อนจะถึงตรงนั้นต้องเปิดเวทีสาธารณะสร้างความเข้าใจกับสังคม อย่างกว้างขวางดังที่ท่าน สปท. ดอกเตอร์ถวิลวดีได้เน้นย้ำหลายครั้ง ผมคิดว่านี่เป็น ความจำเป็นสูงมาก เมื่อสังคมมีความเข้าใจที่เราเรียกว่าโซเชียลอันเดอร์สแตนดิง (Social Understanding) สังคมเห็นคุณค่าโซเชียลแวลู (Social Value) จะนำไปสู่โซเชียลโมบิไลเซชัน (Social Mobilization) ครับ ถ้าเรายังทำน้อยไปเวลาที่เหลือเรายังทำได้ทันครับ ผมขอเสนอให้จัดเวทีสาธารณะระบบรองรับเด็กปฐมวัยอย่างน้อยให้เห็นเป็นรูปธรรม ใน ๓-๔ รูปธรรมร่วมกับราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ แพทยสภา สถาบันวิชาการด้านเด็ก สถาบันวิชาการมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย เราจะได้เครือข่ายวิชาการ ทั่วประเทศมาร่วมในการปฏิรูประบบรองรับเด็กปฐมวัย รูปธรรมอันที่ ๒ ร่วมกับกลไก ประชารัฐระดับอำเภอ เป็นข้อเสนอของชุดนี้ เพื่อดูแลเด็กปฐมวัย สตรีตั้งครรภ์ การป้องกัน แก้ปัญหาแม่วัยใส และเราสังเคราะห์สิ่งที่เรียกว่าเบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) ในแต่ละแห่ง เพื่อกระบวนการเรียนรู้ด้วยกัน มีหลายแห่งครับ กลไกประชารัฐระดับอำเภอที่เรียกว่า คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดีมาก ตัวอย่างที่ ๓ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๙,๘๒๐ แห่งทั่วประเทศ และข้อมูลจากนักวิชาการทางด้านท้องถิ่นท่านหนึ่งบอกว่าเด็ก ๒-๕ ขวบอยู่ในนี้ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ถ้าข้อมูลถูกต้องนะครับ ผมยังไม่มีเวลาไปดู เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานในการพัฒนาเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยในศูนย์เด็กเล็กทำแค่ ๓ เรื่อง เรื่องโภชนาการ สารอาหารที่ครบถ้วน เรื่องสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เรื่องครูพี่เลี้ยงที่มีทักษะในการพัฒนาเด็ก อย่างน้อยทักษะในการโอบกอด ทักษะในการเล่นกับเด็ก ผมเห็นด้วยกับท่าน สปท. ชาลี เอียดสกุล และ สปท. ถวิลวดี บุรีกุล ว่าไม่มีใครหรือองค์กรใดที่รักลูกหลานของเขาเท่ากับ คนในท้องถิ่น เท่ากับคนในพื้นที่ ซึ่งก็หมายถึงชุมชนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นเอง ท่านประธานครับ ผมเกือบจะจบแล้วครับ เปิดเวทีร่วมกับโรงเรียนอนุบาลเอกชน เราห่วงใยมาก มีโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่ดูแลเด็กปฐมวัยอยู่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ ในขณะนี้แต่อยู่ในสภาวะที่ลำบาก รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะส่งเสริมเอกชนให้มีส่วนร่วม ในการสร้างฐานชีวิตเพื่อสร้างชาติในอนาคตให้ดีขึ้นอย่างไร ผมคิดว่าโรงเรียนอนุบาลเอกชน รอคำตอบเช่นนี้อยู่ ร่วมกับอุตสาหกรรมของเด็กเล่น ปราชญ์ชาวบ้าน เครือข่ายผู้ปกครอง นักวิจัย ร่วมกันออกแบบพัฒนาของเล่นเด็กที่เหมาะสมในแต่ละวัย เราไม่เคยศึกษาวิจัยเลย แต่ว่าของเล่นที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ ต้องทำการศึกษาวิจัย และต้องทำเป็นอุตสาหกรรมพื้นบ้านก็ได้ อุตสาหกรรมที่เป็นเรื่องเป็นราวเป็นระบบก็ได้ ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละภาค เพราะเราตั้งเป้าว่าเด็กดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ และท้องถิ่นของตน ตามมาตรา ๕๔ ท่านประธานครับ ผมขอจบนะครับว่าคุณภาพของ เด็กปฐมวัยคือคุณภาพของประเทศและชะตากรรมของประเทศอยู่ที่คุณภาพของเด็กปฐมวัยครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ มีสมาชิกท่านใดจะขออภิปรายหรือไม่ครับ ท่านสุรินทร์ อภิปรายไปแล้วมีอะไรจะเพิ่มเติมครับ เชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ นิดเดียวครับท่านประธาน ในหน้า ๑๔ รายงานของ ท่านกรรมาธิการข้อ ๕ บอกว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบ กระทรวง ทบวง กรม ก็บอกว่า กระทรวงต่าง ๆ ผมคิดว่าอย่างนี้เรารู้กันมานานแล้วและรับผิดชอบ ผมยังคิดว่าถ้าจะให้ดี อย่างที่พวกเราได้อภิปรายไปแล้วน่าจะให้ชุมชน ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมด้วยอย่างที่ผม อภิปรายไปแล้ว คือราชการทำอย่างเดียวไม่มีวันไปได้หรอกครับ ถ้ามีภาคเอกชน รวมทั้ง อปท. อย่างที่ว่ากันใส่ไปสักนิดได้ไหมครับ ให้เกียรติเขาว่าภาคเอกชน ต่อไปจะได้ร่วม รับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ด้วย โรงงานนี่นะครับ ถ้าเขาจัดแล้วเขาจะได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง ท่านประธานครับ ผมอยากเสนออีกนิดเดียวเท่านั้นครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ เมื่อสมาชิกได้ใช้เวลาอภิปรายพอสมควรแล้ว ผมขออนุญาตที่จะปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ

นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ก่อนอื่นก็ขอแสดงความขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่กรุณาให้เกียรติอภิปราย และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขแผนปฏิรูปปฐมวัย ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นนะคะ ซึ่งอย่างไรก็ตามก็มีข้อคำถามจากท่านกษิต ภิรมย์ ที่มีประเด็น ในเรื่องของการเร่งปรับปรุงคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ๑๙,๘๒๐ แห่งภายใน ๑ ปี ว่าจะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ในส่วนข้อเสนอของกรรมาธิการเอง ก็ได้มีข้อเสนอให้ใช้การบูรณาการระดับอำเภอภายใต้การกำกับดูแลของนายอำเภอ และใช้ กลไกประชารัฐระดับอำเภอในเรื่องของกายภาพ เช่น เครื่องเล่นสนาม สภาพห้องเรียน เรื่องของคุณภาพอาหาร แล้วก็ให้ใช้เครือข่ายหน่วยงานด้านวิชาการปฐมวัย เช่น อนุบาล ประจำจังหวัด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล มหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีสาขา การศึกษาปฐมวัย ให้การสนับสนุนศูนย์เด็กเล็กในเรื่องการพัฒนาคุณภาพหลักสูตร สถานศึกษาและคุณภาพของผู้ดูแลเด็ก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีประเด็นในเรื่องของการกำกับ ดูแลของนายอำเภอ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะนำกลับไปทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะคะ

อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านพูดถึงก็คือในการแบ่งช่วงวัย และหน่วยงานหลัก ที่จะรับผิดชอบในเรื่องของปฐมวัย คณะกรรมาธิการเองก็ได้มีข้อเสนออยู่ในรายงานส่วนของ ภาคผนวกในการแบ่งออกเป็น ๔ ช่วงวัย ก็คือ ในช่วงของทารกในครรภ์ตั้งแต่ปฏิสนธิ ถึงคลอด หน่วยงานหลักที่จะดูแลก็จะเป็นกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงมนุษย์ ซึ่งในส่วนของช่วงวัยต่อไปก็คือช่วงวัยเด็กเล็กในช่วงแรกเกิดถึง ๓ ปี หน่วยงานหลักที่จะรับผิดชอบก็คือกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงมหาดไทย ในส่วนช่วงวัย ๓-๖ ปี ก็จะมี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และในส่วนช่วงวัย ๖-๘ ปี ก็จะเป็นกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย

ประเด็นตัวชี้วัดในเรื่องความสำเร็จการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามข้อเสนอแนะ ของกรรมาธิการที่ท่านชาลี เอียดสกุล ได้ตั้งคำถามไว้ในเรื่องของตัวชี้วัด ในเบื้องต้นก็คงต้อง มีการกำหนดในเรื่องของมาตรฐานกลางให้เป็นมาตรฐานเดียวกันก่อน เพราะว่า ณ ตอนนี้ แต่ละหน่วยงานเองต่างก็มีมาตรฐานของตนเองในการที่จะใช้ประเมินผลของเด็กปฐมวัยนะคะ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเด็กปฐมวัยในช่วง ๓-๕ ปีบริบูรณ์ก็ควรจะมีสมรรถนะ ๗ ด้านตามวัย ได้แก่ การเคลื่อนไหวและสุขภาวะทางกาย พัฒนาการด้านสังคม พัฒนาการด้านอารมณ์ พัฒนาการด้านการคิดและสติปัญญา พัฒนาการด้านภาษา พัฒนาการด้านจริยธรรม และพัฒนาการด้านการสร้างสรรค์ ซึ่งจะขอตอบคำถามของท่านแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานครับ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานกรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม วิวัฒน์ ครับ อยากกราบขอบพระคุณข้อเสนอทั้ง ๑๖ ท่าน มีประเด็นที่เป็นประโยชน์ หลายเรื่องด้วยกัน เรื่องหนึ่งคือเรื่องกลไกสำคัญที่จะเป็นเจ้าภาพหลักในการที่จะทำเรื่องนี้ ให้เกิดอย่างจริงจัง ในอดีตอย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่า ๔ หน่วยงานหลักทำกันอยู่ ก็มีคนละมาตรฐาน แต่ละหน่วยงานก็มีศูนย์ของตัวเองเช่น กระทรวงมหาดไทยเดิมก็เป็นของ กรมการพัฒนาชุมชน ๑๙,๐๐๐ กว่า หรือตัวเลขคร่าว ๆ ๒๐๐ ศูนย์เด็กเล็กซึ่งก็มีปัญหา มากมาย ผมเคยทำงานเรื่องศูนย์เด็กเล็กอยู่ เข้าใจ ตั้งแต่แผนชาติแล้วที่จริงเรื่องของปัญหา เด็กเล็กไปสัมพันธ์กับเศรษฐกิจพื้นฐานของชาวบ้าน เมื่อปลายแผน ๔ เราเขียนแผนขึ้นมา แผนหนึ่งชื่อว่าแผนชนบทยากจน ผมยังจำคำแม่นเลยว่าเด็กเล็กทั้งที่อยู่ในศูนย์เด็กเล็ก แล้วที่เข้ามาอยู่ในระบบโรงเรียนแล้วได้รับการตรวจเลือดพบว่าขาดสารอาหาร ในระดับอันตราย พวกเราอยู่สภาพัฒน์เราใช้คำว่า จนถึงเลือดถึงเนื้อความเหลื่อมล้ำรุนแรง ในระยะนั้น ณ วันนี้ไม่ได้ต่ำลงเลยนะครับ ความเหลื่อมล้ำกลับรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ ปัญหาชนบท คนยากคนจนเกือบ ๑๐ ล้านคนยังแก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะพัฒนาเขา ได้อย่างไรถ้าเราไม่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมื่อช่วงเริ่มต้นผมกราบเรียนว่า ยกตัวอย่าง จังหวัดสุรินทร์จังหวัดเดียว ๑๕ จังหวัดที่เรามีโครงการร่วมกันอยู่ ยกตัวอย่างจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดเดียว อย่าว่าแต่เด็กเล็กเลยครับ แม้กระทั่งเข้าไปสู่ระบบโรงเรียนตามกฎหมายบังคับ แล้วก็ยังอยู่ต่อไม่ไหว อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ต้องออกกลางคันเหตุผลง่าย ๆ มาจากเรื่องปัญหา เศรษฐกิจของแม่บวกกับปัญหาสังคม เช่น ติดยาเสพติด เป็นแม่วัยใส ความไม่พร้อมของแม่ ของเด็กที่เกิดเต็มไปหมด นั่นไม่ได้มาจากปัญหาการศึกษาโดยตรง แต่ว่าปัญหาการศึกษา เป็นส่วนหนึ่ง ล่าสุดวันนี้เองคณบดีลูกศิษย์ผมกลับจากเชียงใหม่เขาบอกว่าอาจารย์เชื่อไหม ตำบลเดียวที่เมืองคอง เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวใหญ่ไฟไหม้ เราก็ทราบกันอยู่ว่าฤดูนี้ เป็นฤดูหมอกควัน แต่ที่สำคัญอันตรายสุดก็คือน้ำไม่มีแล้วครับ ต้นน้ำแท้ ๆ ต้องขนน้ำขึ้นไป แจกชาวบ้านแล้วซึ่งอยู่บนดอยต้นน้ำ ยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับ การแก้ไขนับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นความพยายามที่จะต้องเข้าไปจัดการศึกษา พื้นฐานสำคัญเด็กต้องมีอาหารกินก่อนจึงเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กัน เราพูดเฉพาะเรื่องการศึกษา โดยไม่พูดถึงเศรษฐกิจปากท้องของพ่อแม่และของเด็กไม่ได้ หลายโครงการเราทำเรื่องนี้ โดยเฉพาะตัวผมเองผมมีประสบการณ์เรื่องนี้เยอะมากเกี่ยวกับเรื่องหาอาหารให้เด็กกิน ในระหว่างเรียนจริง ๆ นี่จึงเป็นเรื่องใหญ่มากครับ ก็กราบเรียนให้ที่ประชุมทราบว่า เรื่องนี้สัมพันธ์กัน ถ้าเรายังแก้ปัญหาพื้นฐาน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง พื้นฐานของชาวบ้านเกือบ ๆ ๑๐ ล้านคนไม่ได้ เด็กที่เกิดมา แม่ที่ท้องปีหนึ่ง ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน คลอดมา ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน เฉพาะสุรินทร์จังหวัดเดียว ๑๐,๐๐๐ คนแล้วครับ ซึ่งแม่ไม่มี ความสามารถพอที่จะให้ลูกเรียนได้ ไม่ต้องพูดถึงจะมีอาหารให้กินสมบูรณ์ ข้อมูลวันนี้ถ้าท่าน ตามดูดี ๆ ไม่ใช่เฉพาะคนจนนะครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังจับมือกับกระทรวงสาธารณสุข อาหารที่เรากินเข้าไป ทุกวันนี้เป็นพิษรุนแรงมาก พืช ผัก ผลไม้ที่วางขายอยู่ในตลาดแม้แต่มีตรารับรอง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าปลอดภัยกลับมีพิษรุนแรง ผลจากการตรวจ ราคาแพงที่สุด มีตรารับรองว่าปลอดภัยกับที่แบกะดินมีพิษเท่ากัน อันนี้ก็เป็นผลต่อการพัฒนาของเด็กครับ อาหารมันเป็นเรื่องใหญ่มาก อันนี้ก็โยงกันให้ทราบ ทีนี้ประเด็นที่หลายท่านเป็นห่วง แล้วหลายท่านก็มีความเห็นอาจจะยังไม่ค่อยสอดคล้องกันนัก เราก็ฟังเรื่องนี้มาเยอะมาก เราก็ไปคุยกับกระทรวงมหาดไทย ยกทีมไปหารือกับท่าน ไปหารือกระทรวงสาธารณสุข ไปหารือกับกระทรวงศึกษาธิการเอง คุยกันมาหลายรอบ กราบเรียนว่ารัฐมนตรี ๓ ท่าน เปลี่ยนไปแล้ว ท่านใหม่เป็นแพทย์รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เรื่องความสำคัญของการเตรียมแม่ ก่อนที่จะตั้งครรภ์ ผมเชื่อว่าหมอทุกท่านทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ว่าในทางปฏิบัตินั้น คงต้องฟัง และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ เดิมเราก็ทำภายใต้แอสซัมป์ชัน (Assumption) ของกฎหมายเดิม แต่วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกวันที่ ๖ เพราะฉะนั้นแน่นอนทุกบท ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องถูกปรับ กฎหมายทุกฉบับที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนไว้ชัดว่ารัฐต้องจัดให้กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐ หมายถึง รัฐบาลกลาง ท้องถิ่น หมายถึงรัฐบาลท้องถิ่น ทั้ง อบจ. อบต. เทศบาล และเอกชน เพราะฉะนั้นข้อเสนอหลายท่านที่ยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องจัดให้มีความร่วมมือ เอกชนหมายถึง ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น แม้กระทั่งวัดด้วยต้องเข้ามามีส่วนร่วม อันนี้ก็จะเป็นกลไกที่สำคัญ แต่ว่าอย่างไรก็ตามอย่างที่กราบเรียน หลายท่านได้กรุณาเล่าให้ฟังว่าหลายจังหวัดเขามีกลไก เกิดขึ้นในระดับจังหวัด บางจังหวัดมีกลไกร่วมมือไปจนถึงระดับอำเภอ ไปจนถึงระดับตำบล เพื่อจะแก้ปัญหาเด็กเล็กของเขาเอง บางจังหวัดเช่นจังหวัดร้อยเอ็ด รัฐบาลท้องถิ่น ร่วมมือกับทั้งรัฐบาลกลาง ทั้งชาวบ้าน ทั้งครอบครัว ชุมชน เขาทำโครงการซึ่งผมฟังแล้ว ประทับใจมาก เขาใช้คำง่าย ๆ ว่าเก่งก่อนเกิด หมายความว่าเขาสืบหมดคนในเขตรับผิดชอบ ของเขา ถ้ามีใครแต่งงาน เตรียมจะตั้งท้องเขาบุกเข้าไปทำการสำรวจ เด็กที่เข้าไปยื่นจดทะเบียน ไปจนถึงไปฝากครรภ์เขาตามตลอดเลยครับว่าเด็กไม่มีโอกาสคลอดออกมาแล้วมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นโรคแอลดี (LD) หรืออะไรก็ตามที่จะนำไปสู่ความไม่เจริญทางสมอง ทางสติปัญญา แล้วก็ทางอารมณ์ เขารุกเข้าไปเตรียมป้องกันปัญหา กรณีศึกษา อย่างนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น ท้องถิ่นกลายเป็นแม่งาน สุรินทร์ก็เช่นกัน เมื่อปัญหาเกิด ท้องถิ่นกลายเป็นเจ้าภาพหลัก แล้วก็ภายใต้การสนับสนุนจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ ไปร่วมมือกับ อบต. ลุกขึ้นทำ คือข้อจำกัดที่เราไปฟังคนทำงานมาเขามีข้อจำกัดมาก ในเชิงกฎหมาย ซึ่งแน่นอนงานนี้ต้องทำต่อไปคือเราต้องแก้กฎหมายให้เอื้อกับคนทำงาน จะมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ แล้วผมกราบเรียนที่ประชุมในที่นี้ว่าขณะนี้ผมว่าไม่ใช่เฉพาะพวกเรา ชาว สปท. ที่เห็นปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทุกท้องถิ่นเห็นปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วทุกคนลุกขึ้นทำตามสถานะของตัวเอง ทำตามภูมิศาสตร์ของตัวเอง ทำตามสังคม วัฒนธรรมของตัวเอง ถือเป็นเรื่องที่ถ้าเราสร้างกลไกความร่วมมือ แล้วก็ให้เกียรติกัน แล้วก็หาทางหนุนเสริมเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมเชื่อมั่นว่าภายใน ๒ เดือน คณะกรรมการชุดใหม่ ที่จะลุกขึ้นทำหน้าที่ปฏิรูปการศึกษาต่อเนื่องหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศแล้ว ต้องจัดตั้ง คณะกรรมการอิสระขึ้นดูแลเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ต่อเนื่องจากงานที่ สปท. เสนอไว้ ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนั้นนะครับ ภายในไม่เกิน ๖๐ วัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็จะเกิดแล้วก็จะมีคนสืบสานเรื่องนี้ต่อ ในขณะเดียวกันกองทุนที่ผมกราบเรียน ตั้งแต่ต้นว่าถ้าจะเพิ่มเงินให้กระทรวงศึกษาธิการแทบเป็นไปไม่ได้เลยครับ ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการใช้เงินมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกระทรวง ทบวง กรม เพิ่มเงิน ขึ้นไปอีกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นลำพังกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงเดียวขยับทั้งเพิ่มคน เพิ่มเงินขึ้นไปน่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นกลไกสำคัญที่จะร่วมมือลงไประดับท้องถิ่น น่าจะเป็นกลไก น่าจะเป็นทางเลือกที่สำคัญ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าคุณหมอชูชัยได้เสนอว่า ให้มีการจัดเวิร์กชอป (Workshop) ร่วมกันที่จะฟัง เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะไปดูตัวอย่างความสำเร็จและฟังความเห็นให้รอบด้าน เรายังมี เวลาอยู่อีกประมาณ ๑๒๐ วัน ไม่เกินสำหรับสมาชิก สปท. เรา หลังรัฐธรรมนูญประกาศแล้ว เราก็จะมีเวลาทำงานอีกประมาณนี้ ก็น่าจะสามารถเตรียมข้อมูลให้สมบูรณ์ที่สุด แล้วส่งมอบให้คณะกรรมการอิสระซึ่งจะจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญที่จะสานต่อเรื่องนี้ต่อ ก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ อยากจะกราบเรียนที่ประชุมเพื่อความอุ่นใจว่าเราจะรับฟัง ข้อเสนอทั้งหมดและไปหาข้อมูลเพิ่มเติม แล้วก็อาจจะจำเป็นต้องไปกราบเรียนรบกวนท่าน หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อจะเตรียมเรื่องนี้ให้สมบูรณ์ส่งมอบให้กับคณะกรรมการอิสระแล้วเราก็ จะหมดหน้าที่อย่างสบายใจ ก็กราบขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่กรุณาให้ข้อมูล ให้ข้อเสนอแนะ เป็นอย่างดีมากครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดจะติดใจซักถามไหมครับ มีท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ แล้วก็ ท่านเฉลิมชัย เครืองาม เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ ขอสั้น ๆ เฉพาะประเด็นที่กรรมาธิการ ไม่ได้ตอบนะครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมรับผิดชอบเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข ในกรอบงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และขณะนี้ผมกำลังทำหลักสูตร พร้อมกับสมุดคู่มือให้กับครูตั้งแต่ปฐมวัย ประถม มัธยม ไปถึงมหาวิทยาลัย แล้วก็กำลังยกร่าง หลักสูตรด้วย ซึ่งถึงจุดหนึ่งจะมีการประสานงานระหว่างคณะกรรมาธิการของผมกับทาง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เพราะว่าจากการที่ได้ไปศึกษา การบ่มเพาะเยาวชนในระดับปฐมวัยของประเทศเสรีประชาธิปไตยทั่วโลกแล้วเขาให้เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีแนวว่าเราจะบ่มเพาะเยาวชนของเราเพื่อให้เป็น พลเมืองประชาธิปไตยที่ดีเพื่อให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งอย่างไร เรื่องที่สำคัญก็คือ ตรงตัวครูหรือว่าใครก็ตามที่จะอยู่ที่สถานดูแลเด็กปฐมวัยให้เป็นสำคัญ และงานอันนี้ของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจะต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ผมก็อยากจะขอใช้โอกาสนี้ เรียนให้ทราบเสียก่อน เรื่องที่ผมได้พูดก็ภายในเดือนนี้ เดือนหน้าก็คงจะแล้วเสร็จ แล้วก็ ประสานผ่านมาที่กรรมาธิการไปที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศของ สปท. ได้ ก็ขอเรียนแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานครับ ผม เฉลิมชัย เครืองาม ผมหารือท่านเร็ว ๆ ง่าย ๆ สั้น ๆ ท่านประธานครับ ได้ฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็ค่อนข้างจะสบายใจว่าเรื่องนี้จะมีการเดินงานต่อ แต่ผมขออนุญาตที่จะถามความเห็น ของท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง และรองประธาน คนที่สอง ว่าเรื่องนี้เนื่องจากไม่ได้อยู่ใน ๒๗ วาระประเด็นปฏิรูปอย่างเร่งด่วน เราหารือกัน ผมคิดว่าทุกคนตกผลึกเรียบร้อยแล้วว่า เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็เป็นเรื่องเร่งด่วนด้วย เราจะมีหนทาง ในการที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างรวดเร็วคล่องแคล่วได้อย่างไร ท่านช่วย กรุณาเสนอแนะแล้วก็ลองช่วยพิจารณาด้วย ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ป.ย.ป. เดินหน้าเรื่องนี้อยู่แล้วครับ ในส่วน ๒๗ วาระนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนที่ ขับเคลื่อนอยู่แล้วคือเรื่องการศึกษาก็ได้ขับเคลื่อนโดยลำดับ ส่วนที่เป็นรายงานเพิ่มเติมก็ส่ง เข้าไปในระบบ ป.ย.ป. นะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวล ขณะเดียวกันในส่วนของ รัฐธรรมนูญตามที่ท่านประธานวิวัฒน์ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมก็จะมีกรรมการอิสระขึ้นมาเพื่อทำ เรื่องนี้โดยเฉพาะ ดังนั้นสิ่งที่เป็นข้อห่วงใยและเรื่องที่เราให้ความสำคัญโดยเฉพาะเรื่องของ การศึกษาและการดูแลในเรื่องพัฒนาการก่อนวัยเรียน ทั้งรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้และมี กรรมการอิสระตามรัฐธรรมนูญอีก แล้วกำหนดกรอบเวลาไว้แล้วตามรัฐธรรมนูญ ก็จะ ประสานงานผลักดันเต็มที่ในฐานะที่ผมและท่านรองประธาน คนที่สอง ก็เข้าไปเป็นกรรมการ เตรียมการปฏิรูปด้วย แล้วก็เป็นกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ด้วยนะครับ ก็ขอขอบคุณ สมาชิกนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนา และจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีมาตรฐานและเอกภาพแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจาก ที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ใช้สิทธิแสดงตนกันทุกท่านแล้วนะครับ ท่านที่เดินอยู่ข้างหลังไม่ทราบใช้สิทธิ หรือยังครับ เรียบร้อยทุกท่านแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๐ ท่าน เป็นอันว่ามีผู้เข้าประชุมครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูป การจัดการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีมาตรฐานและเอกภาพหรือไม่ ซึ่งหาก เห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่ จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ต่อไปเป็นการลงมติ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียงครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าใช้สิทธิครบถ้วนแล้วผมขอปิด การลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๐ ท่านนะครับ เจ้าหน้าที่เช็ก (Check) ใหม่ดีไหมครับ ขอประกาศผลว่าเป็นเอกฉันท์นะครับ กรรมการ ทุกท่านให้คะแนนเต็ม มีผู้เข้าประชุม ๑๕๐ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าวของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แต่ว่าผมขอให้ทางกรรมาธิการรับ ๒ เรื่องที่ผม อยากจะขอให้ไปปรับปรุงเพื่อให้เกิดความชัดเจนในตัวรายงานนะครับ

เรื่องแรก คือในหน้า ๓ ของรายงานฉบับเต็ม ขออนุญาตท่านสุรินทร์ สักครู่นะครับ หน้า ๓ ของรายงานฉบับเต็มในข้อ ๑.๔ ปัญหาและสถานการณ์ท้าทาย ด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทย ข้อ ๑.๔.๑ (๑) เด็กช่วงวัย ๑-๓ ปี มีพัฒนาการ โดยรวมไม่สมวัยร้อยละ ๒๕ และช่วง ๔-๕ ปี ไม่สมวัยถึงร้อยละ ๔๒ โดยอ้างอิงสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ตรงนี้เป็นตัวเลขที่สำคัญมาก หากว่ามีการอ้างอิงต่อไปโดยกรรมการอิสระของรัฐธรรมนูญหรือว่าของรัฐบาลก็ดี ขอทราบ เพียงว่าเป็นตัวเลขปีไหนครับ เพราะว่าตัวสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว เกิดขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นอยากทราบว่าถ้าระบุได้นะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือในหน้าถัดมาหน้า ๔ อันนี้อ้างอิงไชลด์วอตช์ (Child Watch) ซึ่งผมเห็นว่ามีอยู่ข้อมูลหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ คือใน (๙) บรรทัดที่ ๒ ของ (๙) ที่บอกว่า และพบเห็นการพกพาอาวุธ ในโรงเรียนร้อยละ ๓๕ คือดูสูงเกินไปอย่างกับเป็นโรงเรียนคาวบอย (Cowboy) ผมอ่าน เต็ม ๆ ใน (๙) คือเด็กมัธยมศึกษาตอนต้นดื่มสุราร้อยละ ๑๖ เล่นการพนันร้อยละ ๑๔ พบเห็นการเสพยาในโรงเรียนร้อยละ ๒๐ สูงมาก ถ้าเด็ก ๑,๐๐๐ คน ก็คือ ๒๐๐ คนเห็นว่า เสพยาเลย และพบเห็นการพกอาวุธในโรงเรียนร้อยละ ๓๕ ตรงนี้ผมคิดว่าลองไปเช็ก (Check) ดูหน่อยว่าไชลด์วอตช์ (Child Watch) ซึ่งอ้างอิงปี ๒๕๕๔ ไม่น่าจะเป็นไปได้ ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวเราจะถูกอ้างอิงในนาม สปท. เมื่อส่งไปยังทางรัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้อง ก็ฝากกรรมาธิการช่วยกรุณาไปตรวจสอบแล้วก็ปรับปรุงมาด้วยนะครับ จบการพิจารณา รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาแล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านและผู้ชี้แจง ต่อไปเป็น

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้นำไปพิจารณา ก่อนหน้านี้แล้ว

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด มีความประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ครับ ถ้ามี ขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ คือไม่ใช่เป็นเรื่องอื่น ๆ ครับ ต้องขอความเมตตา ท่านประธานนิดหนึ่ง เรื่องที่ผ่านไปเมื่อเช้านี้เรื่องเศรษฐกิจอนาคต เศรษฐกิจชีวภาพ ขอประทานโทษจริง ๆ ผมพูดเร็วไป แล้วจะเกิดมีปัญหาในอนาคต เพราะเพื่อน ๆ สปท. สุภาพสตรีท่านประท้วงนอกเวทีมาว่าที่ผมกราบเรียนในที่ประชุมว่าเมื่อพูดถึงโรงพยาบาล เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี บัดนี้ผมใช้ยาสระผมอัญชันของโรงพยาบาลเจ้าพระยา อภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ผมเลยเลิกใช้ยาสระผม เดิมที่ผมอภิปรายคือลอรีเอะ ขอเปลี่ยนเป็นลอรีอัลของฝรั่งเศส เพราะคำว่า ลอรีเอะ มีปัญหา ต้องขอประทานโทษครับ ผมก็ไม่กล้าที่จะไปบอกกับเจ้าหน้าที่ให้เปลี่ยนทีหลังเพราะว่ารายงานเสียงจะออกไปอย่างนั้น จึงขอเปลี่ยนคำว่า ลอรีเอะ เป็น ลอรีอัลจากฝรั่งเศส ด้วยความเคารพครับ ขอเปลี่ยนนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ชวเลขแก้ไขบันทึก อย่าเป็นลอรีเอะแล้วกัน เดี๋ยวจะกลายเป็น มีฉายาใหม่ของท่านสุรินทร์ มีท่านสมาชิกจะหารือ เชิญท่านนิกร จำนง ครับ

นายนิกร จำนง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ นิดเดียวครับ เป็นการรายงานของท่านสมาชิก คืออยากจะเรียนว่าเมื่อเช้านี้ผมได้รับเชิญจากทีมงาน ท่านประวิตร รองนายกรัฐมนตรี ก็มีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องสงกรานต์แล้วได้เชิญไป ที่จริงแล้วในนามประธานชมรมไทยปลอดภัย กระผมก็ไปในนาม สปท. พวกเรา ก็ได้ไปแจ้งว่า ในความเห็นของพวกเราผมยกเอาแผนปีใหม่ลงมาที่เราเคยเสนอไว้มาซ้ำในสงกรานต์ อยากจะเรียนว่าผมได้ยื่นหนังสือนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๓ มีนาคม แล้วปรากฏว่าเป็น ๑ วาระ ในนั้นที่ท่านให้แถลงต่อที่ประชุมว่ามีอะไรบ้าง อย่างไร ก็ได้เสนอไป ได้แถลงไป แล้วก็ ขอบคุณรัฐบาลไปด้วยว่าเขาได้ทำไว้เยอะแล้วก็เป็นการทำล่วงหน้า ก็คิดว่าแผนที่เราเสนอไว้เป็น ช่วงปีใหม่ซึ่งจะเรียกว่าไม่เป็นไปตามนั้น ผมเชื่อว่าสงกรานต์ เพราะว่ากรรมาธิการวิสามัญ ของเรานี้เริ่มจากสงกรานต์ปีที่แล้วที่เสียชีวิต ๒๑ เปอร์เซ็นต์ เราฟอร์ม (Form) ตัวขึ้นมาแล้วเสนอ ผมเชื่อว่าสงกรานต์ปีนี้สิ่งที่เราทำไว้จะเกิดผลเป็นอย่างมากทีเดียว ก็อยากจะนำเรียนท่านสมาชิกทุกท่านว่าเป็นผลงานของ สปท. เราทั้งหมดนะครับ คิดว่า จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก็เลยนำมาเรียนเพื่อทราบไว้กับทุก ๆ ท่านที่ได้ร่วมทำกันมา กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านนิกร จำนง ที่ทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง เห็นท่านวันชัยมา ก็เลยเรียนให้ท่านทราบว่าเผอิญได้พบท่าน พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ซึ่งเป็นประธาน อนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ ท่านได้ฟังการอภิปรายข้อมูลของท่านวันชัย ท่านจะรีบ ดำเนินการในเรื่องของตำรวจ ๑๙๑ แล้วก็จะขอข้อมูลจากท่าน ช่วยกรุณาประสาน ทางท่านประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจเพื่อดำเนินการต่อไป วันนี้หมดระเบียบ วาระการประชุมแล้วครับ ขอบคุณท่านสมาชิกที่มาร่วมประชุมอย่างเข้มแข็งนะครับ ผมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๗.๑๗ นาฬิกา