ชูชัย ศุภวงศ์ หารือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ส่งผลรุนแรงต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย พร้อมเสนอให้มีการปฏิรูประบบการดูแลเด็กตั้งแต่การตั้งครรภ์ถึงอายุ 6 ขวบอย่างเร่งด่วน โดยเน้นการบูรณาการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 54 และการจัดตั้งกลไกระดับชาติและระดับอำเภอ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กอย่างยั่งยืนและหลุดพ้นจากกับดักความเหลื่อมล้ำในระยะยาว
กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก และท่านกรรมาธิการ ผมต้องขอชื่นชมท่านอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการชุดนี้ที่หยิบเรื่องสำคัญของชาติ มานำเสนอ และต้องขอบคุณเพราะว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นปัญหาเชิงระบบ เป็นระบบที่ซับซ้อนและยาก จึงต้องขอเวลาจากท่านประธานที่จะพูดคนสุดท้าย ก็อาจจะ ต้องใช้เวลาเสนอให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ซับซ้อนและยากพอประมาณ อีกทั้งมีข้อเสนอ ๔ ข้อ ซึ่ง ๓ ประการแรกก็เห็นสอดคล้องกับที่ได้เสนอมา แต่ว่าอาจจะมีการปรับเพิ่มในบางส่วน ส่วนข้อเสนอสุดท้ายนั้นเป็นข้อเสนอถึง สปท. ถึงเพื่อนสมาชิก ถึงสภาแห่งนี้นะครับ ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมกับท่านประธานในคณะกรรมการร่วม เรื่องเครือข่ายซึ่งมีทั้งหมด ๖๙ เครือข่ายมาประชุม แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญนำมา สู่การได้ความคิดที่จะเสนอเป็นข้อสุดท้ายเสนอต่อสภาแห่งนี้ เป็นเรื่องของการขับเคลื่อน การสร้างและพัฒนาเครือข่าย ท่านประธานครับ ถ้าพูดกันอย่างไม่อ้อมค้อม หรือพูดกันอย่าง ตรงไปตรงมาแล้วก็อาจจะต้องบอกว่าเราไม่อาจกล่าวได้ว่าระบบโครงสร้างหรือสภาพแวดล้อม ที่ดำรงอยู่เหมาะสมหรือดีเพียงพอต่อการพัฒนา ต่อการบ่มเพาะเด็กปฐมวัย ในที่นี้คงหมายถึง ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงอายุ ๖ ขวบตามข้อเสนอของเอกสารนี้ หากพูดอย่างไม่อ้อมค้อมเพื่อเร่ง ให้เกิดการปฏิรูปโดยเฉพาะในปีนี้ ผมอยากจะบอกว่าระบบที่รองรับเด็กปฐมวัยอยู่ใน ขั้นวิกฤต ที่เรียกว่าวิกฤตก็เพราะมีเหตุผล ๒ ประการ ประการแรก โครงสร้างสังคม ที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างสังคมไทย ไม่อาจกล่าวได้เลยนะครับว่าเหมาะแก่การสร้างคน เพื่อให้คนไปสร้างชาติต่อไปในอนาคต ข้อกล่าวหานี้ค่อนข้างหนักนะครับ แต่ว่าผมมีเหตุผล ที่จะอธิบายต่อ ประการ ๒ ระบบโครงสร้างสภาพแวดล้อมที่รองรับเด็กปฐมวัยเองต้องการ การปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าที่บ้าน ครอบครัว ชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล ล้วนแต่ต้องการการปฏิรูปทั้งสิ้น ดังนั้นที่เราพูดถึงการมุ่งเป้าหมายการปฏิรูปประเทศเพื่อลด ความเหลื่อมล้ำผมเห็นว่าอันนี้สำคัญสูงมาก และขอประทานโทษนะครับ มากกว่าเป้าหมาย หนีให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูง การตั้งเป้าหมายประเทศนำพาประเทศมุ่งไปสู่ รายได้สูงนั้นมีความจำเป็น แต่ว่าอาจจะเป็นเรื่องระยะยาวในอนาคตอันใกล้ ๑-๕ ปีนี้ เป็นภารกิจเร่งด่วนที่เราจะต้องหนีให้พ้นกับดักความเหลื่อมล้ำสูงไปสู่ปานกลางหรือน้อยในที่สุด ท่านประธานครับ ทำไมผมถึงกล่าวเช่นนี้ คำตอบก็คือมีการศึกษาวิจัยที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ในประเทศ ๒๓ ประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ประเทศโออีซีดี (OECD) ผมคงพูดไม่หมดหรอกครับว่าชื่อประเทศอะไรบ้าง การศึกษาพบว่าในประเทศที่มีรายได้สูงเหล่านี้ แม้รายได้สูงก็ตาม ประเทศใดที่มีช่องว่างความเหลื่อมล้ำสูงระหว่าง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ข้างบน คือคนรวยนะครับ กับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ข้างล่างจะพบปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคมมากมาย ตามไปด้วย หนังสือเล่มนี้ศาสตราจารย์ ๒ ท่านได้เขียนไว้ชื่อเดอะ สปิริต เลเวล (The Spirit Level) เมื่อปี ๒๐๐๙ ประมาณ ๘ ปีที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ชื่อศาสตราจารย์ริชาร์ด วิลกินสัน และศาสตราจารย์เคท พิคเกตต์ ได้ทำการศึกษาไว้ เขียนไว้ในหน้า ๑๘ กับหน้า ๑๙ ว่าประเทศใดมีความเหลื่อมล้ำ ทางรายได้สูงจะมีความไว้วางใจหรือความไว้เนื้อเชื่อใจกันต่ำ มีอาการป่วยทางจิตสูง ซึ่งรวมถึงการเสพสารเสพติดและแอลกอฮอล์สูง บ้านเรายาเสพติดสูง แล้วดื่มสุราก็สูงมาก อายุไม่ยืนครับ อายุค่าเฉลี่ยต่ำ อัตราตายทารกสูง มีโรคอ้วนมากเพราะกินอาหารขยะกันมาก ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ ผมไม่ได้แปลกใจเลยนะครับ ที่ท่าน สปท. คุณหมอเฉลิมชัย เครืองาม ท่านเอาข้อมูลสอบโอเน็ต (O-NET) มาอ้างถึงนะครับ อัตราการมีลูกของแม่วัยรุ่นสูง อัตราฆาตกรรมสูง อัตราจองจำสูง คนล้นคุก รวมทั้งการเลื่อนระดับชั้นทางสังคมค่อนข้างยาก ในนี้ใช้คำว่าโซเชียลโมบิลิตี (Social Mobility) คือการเคลื่อนทางสังคมนะครับ ท่านประธานครับ ประมาณ ๑๐ ผลกระทบหรือผลลัพธ์ที่มีผลกระทบเกี่ยวต่อเด็กปฐมวัย โดยตรงมีอยู่ ๓ เรื่องครับ อัตราตายทารกสูง อันนี้คงมีข้อยกเว้นสำหรับสังคมไทยนะครับ เพราะระบบบริการสุขภาพของเราเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และอัตราการตายทารกไม่สูง แม้ว่าความเหลื่อมล้ำสูง แต่อัตราการมีแม่วัยรุ่นหรือวัยใสสูงอันนี้เป็นลำดับต้น ๆ เลยครับ ในเอกสารนี้ก็มีว่าเกิดปีละ ๑๒๙,๐๐๐ คน ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดนะครับ ผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาต่ำ อันนี้ท่าน สปท. คุณหมอเฉลิมชัย เครืองาม ได้พูด เอาแผนที่มาดูได้นะครับ ใครโชคดีก็เกิดจังหวัดที่เศรษฐานะดี คนเก่ง ๆ ไปเกิดในจังหวัดเกิดผิดที่ก็สอบคะแนนได้ไม่มาก เพราะฉะนั้น ๒ เรื่องที่สอดคล้องกันผลกระทบโดยตรงคืออัตราตายทารกไม่สูงในเมืองไทย แต่ว่าแม่วัยใสกับผลสัมฤทธิ์การศึกษาต่ำ ท่านประธานครับ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ เพื่อพัฒนาเด็กและครอบครัว คุณหมอสุริยเดวชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันคนทำงาน หรือวัยแรงงานประมาณ ๔ คน แบกรับภาระผู้สูงอายุ ๑ คน แล้วท่านก็คาดการณ์ ในอีก ๑๓ ปีข้างหน้า คือ พ.ศ. ๒๕๗๓ บอกว่าจะเหลือคนทำงานหรือแรงงานเพียง ๒.๕ คน ที่จะแบกรับผู้สูงอายุ ๑ คน ในวันนั้นคนไทย ๔ คนเดินมา ๑ คนเป็นผู้สูงอายุครับ รวมทั้งท่านประธานกับผมด้วย ถ้ามีอายุถึงในวันนั้นนะครับ ผู้สูงอายุในวันนั้นจะมีประมาณ ๑๗ ล้านคน เพราะฉะนั้นผู้ทำงานหรือแรงงานในอนาคตในสังคมนี้จะต้องเป็นคนทำงาน ที่มีคุณภาพสูง หาไม่แล้วผมจะบอกว่าสังคมไทยจะระส่ำระสายครับ พูดถึงตรงนี้ผมอยากจะ หยิบยกคำกล่าวของปราชญ์ทางการศึกษาซึ่งเป็นที่อ้างอิงกันทั่วโลกครับ ท่านเป็น ๑ ในผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา คือเบนจามิน แฟรงคลิน ท่านกล่าวว่าชะตากรรมของประเทศ ขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชน แล้วยังพูดต่อไปว่าการศึกษานั้นแพง แต่ความไม่รู้แพงยิ่งกว่า ท่านพูดเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้เห็นว่างบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศควรทุ่มไป ที่การศึกษา เรามีศาสตราจารย์เจมส์ เจ เฮคแมน เจ้าของโนเบล (Nobel) สาขาเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี ๒๐๐๐ ได้มาตอกย้ำความข้อนี้ครับ บอกว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยจะได้ผลตอบแทน ครอบคลุมในมิติทุกมิติของชีวิต อัตราการลงทุนจะได้ผลตอบแทนสูงถึง ๗ เท่า จะมีการลงทุนใด ได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่าขนาดนี้ ดังนั้นท่านประธานครับ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งไปที่คน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ ล้านคนที่อยู่ฐานล่าง เป็นความจำเป็นเร่งด่วน นั่นประการที่ ๑ ครับ
ประการที่ ๒ ควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบรองรับเด็กปฐมวัยในทุกระดับชั้น ของสังคม แต่ว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ฐานล่างนี้ต้องเร่งด่วนในเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับประชามติ จะมีคนบอกว่าเขียนแล้วเกิดผลหรือไม่เกิดผลนี่ครับ ผมร่างรัฐธรรมนูญมาฉบับที่ ๒ นะครับ แล้วก็ไม่คิดจะร่างฉบับที่ ๓ ยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญถ้าเขียนไว้สำหรับสังคมไทยแล้วนำไปใช้ จะเกิดผลครับ แล้วในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ เขียนไว้อย่างดีครับ เขียนไว้อย่างจริงใจ ในมาตรา ๕๑ ถ้าไม่ทำหน้าที่ ประชาชนพลเมืองก็สามารถที่จะไปดำเนินการได้ แต่ใน มาตรา ๕๔ วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ท่านประธานครับ ผมขอต่อเวลานะครับ มาตรา ๕๔ วรรคสอง ได้เขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนา ก่อนเข้ารับการศึกษา เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน เข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย นี่จะเห็นชัดเลยครับ สอดคล้องกับกลไก และกระบวนการประชารัฐที่เป็น ๑ ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนี้ แต่กรรมาธิการชุดนี้ ไปไกลกว่าครับ มุ่งเน้นระดับอำเภอพื้นที่ ผมว่านี่เป็นทิศทางที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ในมาตรา ๔๘ เรื่องสิทธิของมารดานะครับ เขียนไว้ครอบคลุมชัดเจนว่าตั้งแต่ปฏิสนธิ อยู่ในครรภ์มารดา สิทธิมารดาในช่วงระหว่างก่อนและหลังการคลอดบุตรย่อมได้รับ การคุ้มครองและช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติ อันนี้ผมถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ให้ความสำคัญกับสิทธิของมารดาและเด็กปฐมวัยตั้งแต่ปฏิสนธิดีที่สุด นับตั้งแต่ มีรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมมีข้อเสนอ ๔ ข้อนะครับ ข้อเสนอ ข้อที่ ๑ ที่เป็นไปตามเอกสารที่นำเสนอเรื่องวาระแห่งชาติ กลไกแห่งชาติ และพูดถึง ๔ กระทรวงหลัก ถ้าเป็นไปได้นะครับ กลไกแห่งชาติ กลไกระดับชาติที่ยังมองว่าควรจะทำ หน้าที่ได้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ถ้าเขียนตรงนี้ ออกมาเพิ่มเติมก็จะขอบคุณมากครับ กลไกข้อที่ ๒ คือกลไกประชารัฐระดับอำเภอ ผมคิดว่า มุ่งไปที่ ๔ กระทรวงหลัก ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับว่าขณะนี้มี ๒ กระทรวงหลัก ได้ไปก่อนหน้านี้แล้ว คือกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำกลไก ระดับอำเภอเป็นกลไกประชารัฐเรียกว่าคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพ แล้วหลายพื้นที่โดยเฉพาะใน ๒๐๐ อำเภอซึ่งค่อนข้างมีประสิทธิภาพเข้มข้นได้ทำเรื่อง การศึกษาอยู่แล้วด้วย เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมก็คือว่าเขามีกลไกนี้อยู่แล้วและทำเรื่อง การศึกษาอยู่แล้ว และบางพื้นที่มีเครือข่ายผู้ปกครองนั่งอยู่ในกลไกนี้อยู่ด้วยจากทั้งหมด ๘๗๘ อำเภอ จึงขอเสนอนะครับว่าให้คณะกรรมาธิการชุดนี้จะโดย สปท. หรืออะไรก็ตามนะครับ เสนอไปที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เข้าร่วมกลไกประชารัฐระดับอำเภอที่ชื่อว่าคณะกรรมการ พัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพ ส่วนชื่อจะปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมก็อยู่ที่องค์ประกอบของ ๔ กระทรวงหลักจะไปเพิ่มเติมนะครับ ข้อเสนอข้อที่ ๓ ในเอกสารเสนอได้ดีมากครับ เสนอให้จัดทำร่าง พ.ร.บ. เด็กปฐมวัย เขาเสนอหลักการมาก่อนนะครับ ซึ่งตรงนั้นสามารถ ที่จะนำไปเขียนเป็นร่าง พ.ร.บ. เด็กปฐมวัยได้เลย แต่ว่าข้อเสนอที่ผมคิดว่าสะท้อนให้เห็นว่า คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้รวมทั้งกรรมาธิการได้ศึกษาอย่างรอบด้าน คือข้อเสนอให้ปรับปรุง กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในขณะนี้ ๔ ฉบับด้วยกัน คือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเด็กปฐมวัย ๔ ฉบับต้องปรับปรุงแก้ไขกับ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอีก ๑ ฉบับ ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน อย่างที่ผมได้ เกริ่นนำตั้งแต่ทีแรกว่าขอเสนอต่อ สปท. ให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบรองรับเด็กปฐมวัยเพื่อติดตามขับเคลื่อนข้อเสนอใน ๓ ข้อแรก รวมทั้งข้อเสนอของ เพื่อนสมาชิกอื่น ๆ ที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้แล้วนะครับ แล้วก็จะได้ร่วมกันสร้างและพัฒนา เครือข่าย สร้างความเข้าใจต่อสังคมจนสังคมเห็นคุณค่าของเด็กปฐมวัยและเข้าร่วม ขับเคลื่อนจนเกิดการเปลี่ยนใหญ่ในอนาคต ท่านประธานครับ มีคำอยู่ ๓ คำ ขออนุญาตใช้ ภาษาอังกฤษนะครับ เรื่องขับเคลื่อนเราก็ได้รู้กันว่าโซเชียลโมบิไลเซชัน (Social Mobilization) แต่ก่อนจะถึงตรงนั้นต้องเปิดเวทีสาธารณะสร้างความเข้าใจกับสังคม อย่างกว้างขวางดังที่ท่าน สปท. ดอกเตอร์ถวิลวดีได้เน้นย้ำหลายครั้ง ผมคิดว่านี่เป็น ความจำเป็นสูงมาก เมื่อสังคมมีความเข้าใจที่เราเรียกว่าโซเชียลอันเดอร์สแตนดิง (Social Understanding) สังคมเห็นคุณค่าโซเชียลแวลู (Social Value) จะนำไปสู่โซเชียลโมบิไลเซชัน (Social Mobilization) ครับ ถ้าเรายังทำน้อยไปเวลาที่เหลือเรายังทำได้ทันครับ ผมขอเสนอให้จัดเวทีสาธารณะระบบรองรับเด็กปฐมวัยอย่างน้อยให้เห็นเป็นรูปธรรม ใน ๓-๔ รูปธรรมร่วมกับราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ แพทยสภา สถาบันวิชาการด้านเด็ก สถาบันวิชาการมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย เราจะได้เครือข่ายวิชาการ ทั่วประเทศมาร่วมในการปฏิรูประบบรองรับเด็กปฐมวัย รูปธรรมอันที่ ๒ ร่วมกับกลไก ประชารัฐระดับอำเภอ เป็นข้อเสนอของชุดนี้ เพื่อดูแลเด็กปฐมวัย สตรีตั้งครรภ์ การป้องกัน แก้ปัญหาแม่วัยใส และเราสังเคราะห์สิ่งที่เรียกว่าเบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) ในแต่ละแห่ง เพื่อกระบวนการเรียนรู้ด้วยกัน มีหลายแห่งครับ กลไกประชารัฐระดับอำเภอที่เรียกว่า คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดีมาก ตัวอย่างที่ ๓ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๙,๘๒๐ แห่งทั่วประเทศ และข้อมูลจากนักวิชาการทางด้านท้องถิ่นท่านหนึ่งบอกว่าเด็ก ๒-๕ ขวบอยู่ในนี้ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ถ้าข้อมูลถูกต้องนะครับ ผมยังไม่มีเวลาไปดู เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานในการพัฒนาเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยในศูนย์เด็กเล็กทำแค่ ๓ เรื่อง เรื่องโภชนาการ สารอาหารที่ครบถ้วน เรื่องสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เรื่องครูพี่เลี้ยงที่มีทักษะในการพัฒนาเด็ก อย่างน้อยทักษะในการโอบกอด ทักษะในการเล่นกับเด็ก ผมเห็นด้วยกับท่าน สปท. ชาลี เอียดสกุล และ สปท. ถวิลวดี บุรีกุล ว่าไม่มีใครหรือองค์กรใดที่รักลูกหลานของเขาเท่ากับ คนในท้องถิ่น เท่ากับคนในพื้นที่ ซึ่งก็หมายถึงชุมชนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นเอง ท่านประธานครับ ผมเกือบจะจบแล้วครับ เปิดเวทีร่วมกับโรงเรียนอนุบาลเอกชน เราห่วงใยมาก มีโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่ดูแลเด็กปฐมวัยอยู่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ ในขณะนี้แต่อยู่ในสภาวะที่ลำบาก รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะส่งเสริมเอกชนให้มีส่วนร่วม ในการสร้างฐานชีวิตเพื่อสร้างชาติในอนาคตให้ดีขึ้นอย่างไร ผมคิดว่าโรงเรียนอนุบาลเอกชน รอคำตอบเช่นนี้อยู่ ร่วมกับอุตสาหกรรมของเด็กเล่น ปราชญ์ชาวบ้าน เครือข่ายผู้ปกครอง นักวิจัย ร่วมกันออกแบบพัฒนาของเล่นเด็กที่เหมาะสมในแต่ละวัย เราไม่เคยศึกษาวิจัยเลย แต่ว่าของเล่นที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ ต้องทำการศึกษาวิจัย และต้องทำเป็นอุตสาหกรรมพื้นบ้านก็ได้ อุตสาหกรรมที่เป็นเรื่องเป็นราวเป็นระบบก็ได้ ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละภาค เพราะเราตั้งเป้าว่าเด็กดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ และท้องถิ่นของตน ตามมาตรา ๕๔ ท่านประธานครับ ผมขอจบนะครับว่าคุณภาพของ เด็กปฐมวัยคือคุณภาพของประเทศและชะตากรรมของประเทศอยู่ที่คุณภาพของเด็กปฐมวัยครับ ขอบคุณครับ