ถวิลวดี บุรีกุล หารือการพัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็กผ่านการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการเสริมศักยภาพครูระดับท้องถิ่น เพื่อสร้างรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ต้องขอขอบพระคุณกรรมาธิการชุดนี้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเด็ก โดยเฉพาะเด็กก่อนเข้าสู่วัยเรียนถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แล้วก็เป็นรากฐานของ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ดิฉันถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ สปท. เดินถูกทางแล้ว แล้วก็อยากจะส่งเสริมให้มีการรีบดำเนินการนะคะ มีประเด็นที่เป็นข้อสังเกตที่ดิฉันอยากจะ แลกเปลี่ยนในวันนี้ เรื่องแรก ก็คือตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ มีการถ่ายโอนศูนย์เด็กเล็กให้ไปอยู่ ในการดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีภารกิจ ในเรื่องของการดูแลเด็ก ๆ ในพื้นที่ของเขา ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมที่จะ พัฒนาเยาวชนในพื้นที่ของเขา ทั้งหมดเป็นการกระจายอำนาจที่ผ่านมา ปัจจุบันก็มีครู ที่ไปทำงานในการดูแลเด็กเล็ก ๆ ทั่วประเทศประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน มีโรงเรียนทั้งหมดประมาณ ๑๙,๐๐๐ โรงเรียน ซึ่งดิฉันต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิก สปท. ที่ให้ข้อมูลตรงนี้มา แล้วก็มีเด็กอยู่ในการดูแล ๘๘๐,๐๐๐ คน ซึ่งเยอะมาก แล้วท้องถิ่นนั้นก็ได้รับเงินอุดหนุน ประมาณ ๑,๔๐๐ บาทต่อหัวต่อคนต่อปีเป็นต้น นอกจากค่าอาหารกลางวัน ทั้งหมดนี้ เป็นสัดส่วนของงบประมาณที่เป็นภารกิจของท้องถิ่นที่ถ่ายโอนออกไป ถือว่าเป็นภารกิจสำคัญ ที่ท้องถิ่นทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ เราพูดกันถึงว่าประสิทธิภาพของครู ท้องถิ่นนั้นอาจจะไม่สามารถ ที่จะผลิตครูให้มีประสิทธิภาพได้ ดิฉันก็ทราบมาว่ามีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ทางด้านการศึกษาที่จะให้การดูแลเด็กเล็ก ๆ ทั้งหลายโดยมีการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงมหาดไทยกับมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งในการที่จะยกระดับครู โดยการส่งไปเรียน ไปพัฒนาให้ได้รับความรู้เพิ่มเติมจนได้ประกาศนียบัตร ได้ปริญญาขึ้นมา ประมาณ ๒๘,๐๐๐ คน บรรจุเป็นข้าราชการแล้วได้คุณวุฒิครุศาสตรบัณฑิต จบปริญญาตรี แล้วที่เหลืออีก ๒๐,๐๐๐ กว่าคนก็กำลังได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นการพัฒนาศักยภาพแล้วก็เป็น การเตรียมการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะให้มีบุคลากรที่มีคุณภาพมาดูแลเด็กเล็ก ในพื้นที่ของเขา อันนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทีนี้ประเด็นก็คือทำอย่างไรที่จะให้ศูนย์เด็กเล็กนี้ มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ก็คือสามารถที่จะดูแลเด็กเล็กทั้งหลายในปฐมวัยให้มี คุณภาพอย่างที่เราอยากจะเห็น เราใช้ตัวแบบของประชารัฐ นั่นคือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อันนั้นเป็นการเดินทางที่ถูกต้องแล้ว เพราะว่าการดูแลเด็กเล็กในหลายพื้นที่ที่ท้องถิ่น ดูแลอยู่นั้น ท่านจะเห็นว่าบางแห่งทำหน้าที่ได้ดีมาก มีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมรวมทั้งการสมทบ ทรัพยากรด้วย บางแห่งแก้ปัญหาเอจจิง (Ageing) หรือว่าผู้สูงอายุไปในตัว เพราะผู้สูงอายุ จะเข้ามาเป็นอาสาสมัครในการที่จะช่วยดูแล เป็นกรรมการของศูนย์เด็กเล็กแล้วมาช่วยดูแล เด็กเล็กด้วย และพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ ตรงนั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประเด็น ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือทำอย่างไรถึงจะให้เด็กเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่มีคุณภาพ ดังนั้นในเรื่องสุขอนามัยถึงต้องการการช่วยเหลือจากกระทรวงสาธารณสุข แล้วเรื่องมาตรฐานของหลักสูตรจึงต้องการการช่วยเหลือจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่ในเรื่อง ของการดูแลเด็กทำไมไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งแน่นอน ท้องถิ่นเขาก็อยากจะให้เด็กเล็กของเขามีคุณภาพอยากจะให้คนในพื้นที่ของเขามีคุณภาพ คงไม่มีใครที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารของท้องถิ่นแล้วจะปล่อยให้คนในพื้นที่ของเขาไม่มี คุณภาพ เป็นที่มาว่าถึงเวลาแล้วในเรื่องของประชารัฐก็ต้องมองที่ภาคส่วนต่าง ๆ ด้วย อาจจะหลงลืมไปในการเขียนรายงานฉบับนี้ ท่านยังมีเวลาแก้ดิฉันอยากจะให้ท่านเพิ่มเติม ในประเด็นเหล่านี้ด้วย คือแทนที่จะให้นายอำเภอเป็นคนดูแลทั้งหมด แต่นายอำเภอมีหน้าที่ อยู่แล้วในการที่จะกำกับดูแลการปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ของตนเอง ไม่ผิดหรอกนะคะ แต่ว่า สิ่งที่สำคัญคือท่านลืมการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้น มาตรฐานตอนนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีมาตรฐานทางกระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็มีมาตรฐานสำหรับการบริการสาธารณะอยู่แล้ว เขามีกองมาตรฐานการจัดบริการสาธารณะอยู่ แล้วบริการของศูนย์เด็กเล็กก็มีแต่ว่าทำอย่างไรจะไปถึงจุดหมาย การที่บอกว่าไม่มีเงิน คงเป็นไปไม่ได้ในทุกที่ เพราะบางที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีทรัพยากรที่ได้รับการสมทบ จากภาคส่วนต่าง ๆ แล้วงบประมาณของตนเองก็มีเยอะ เพราะฉะนั้นบางพื้นที่ท้องถิ่นเขาทำ ได้ดีอยู่แล้วก็น่าจะปล่อยให้เขาทำต่อไป แล้วพัฒนาศักยภาพในพื้นที่ที่ยังไปไม่ถึงระดับมาตรฐาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือต้องช่วยกันยกระดับมากกว่า คราวนี้ดิฉันมองว่าสิ่งที่ควรจะเป็น ๑. การมีกลไกในการสนับสนุนให้เด็ก ๆ เหล่านั้นมีคุณภาพ กลไกเหล่านั้นก็ต้องมาจากกลไก ของหน่วยงานของรัฐที่มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญอยู่ช่วยเหลือเขา แทนที่จะดึงทั้งหมด กลับมาอยู่ในการดูแลของตนเอง ดิฉันคิดว่าเมื่อกระจายอำนาจไปแล้วก็น่าจะกระจายต่อไป เพียงแต่ว่าเข้าไปช่วยส่งเสริมให้ชุมชน ให้คนในพื้นที่เขาได้ดูแลเด็กของเขาภายใต้การแนะนำ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความสามารถ เมื่อพูดถึงปฐมวัยเราอยากให้เด็กคิดเป็น มีร่างกายที่แข็งแรง คงไม่ต้องถึงขนาดมาสอบแข่ง เพราะว่าในบางประเทศเด็กเล็ก ๆ เขายังไม่สอบ แต่เขาพัฒนา ให้เด็กนั้นมีศักยภาพในการเป็นพลเมืองที่ดี มีการคิดวิเคราะห์ได้ มีความเข้าใจธรรมชาติ มีความเข้าใจโลก มีจิตสำนึกสาธารณะ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี และมีการพัฒนาทางสมอง อันนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมากกว่านะคะ นอกจากนี้กลไกประชารัฐไม่ใช่เพียงรัฐกับเอกชน หรือประชาชนแค่นั้น แต่รวมถึงผู้ปกครอง ประชาชนในที่นี้รวมถึงผู้ปกครอง ผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่มีความสามารถ มีศักยภาพที่จะช่วยดูแล ในเรื่องนี้ และที่สำคัญสุดท้ายที่ดิฉันอยากจะพูดถึงคือเรื่องของแอเรียเบส (Area based) การบริหารการพัฒนาเชิงพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดูแลเด็กปฐมวัยแต่ละพื้นที่ ไม่เหมือนกัน ประชาชนในแต่ละพื้นที่เขาอยากจะให้เด็กของเขาเติบโตเป็นคนดีเช่นเดียวกัน แต่ว่าบริบทของพื้นที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นคำว่า แอเรียเบส (Area based) พื้นฐานที่สำคัญ ก็คือศักยภาพของพื้นที่ ทุนของพื้นที่ ทุนวัฒนธรรม ทุนทางสังคมของพื้นที่ และนอกจากนั้น การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องมีแผนในการพัฒนาเด็กของเขา แผนพัฒนานั้นต้องมาจากพื้นที่ และสุดท้ายต้องมีการกำกับดูแลโดยภาครัฐที่จะต้องเข้าไปเสริม เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เราอยากจะเห็น แต่ไม่ใช่วัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) สำหรับทุกพื้นที่ มิเช่นนั้นเราก็จะผลิตเด็กให้เป็นหุ่นยนต์แต่ว่าไม่ได้มีจิตสำนึกสาธารณะ ไม่ได้มีความเป็นพลเมือง และสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติก็จะไม่มีเพราะว่าเป็นไป ตามมาตรฐานหมด เด็กทุกคนจะมีการคิดแบบเดียวกันหมดคงไม่มีหลากหลายที่งดงาม เพราะฉะนั้นดิฉันก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการคณะนี้แล้วก็ขอบคุณท่าน สปท. หลายท่านที่ให้การสนับสนุนเรื่องของการพัฒนาเด็ก ขอบพระคุณค่ะ