เฉลิมชัย ชี้ศึกษาไทยวิกฤต หลังผลสอบโอเน็ตตกต่ำ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ เมษายน ๒๕๖๐

เฉลิมชัย เครืองาม หารือปัญหาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กเล็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาทั้งด้านการศึกษา ร่างกาย และการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พร้อมเรียกร้องการปฏิรูประบบการศึกษาตั้งแต่ก่อนประถมและเร่งสนับสนุนพัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเกิดเพื่อรองรับอนาคตของประเทศ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ พูดเป็นคนท้าย ๆ เพื่อที่จะขออนุญาตเติมเต็มในสิ่งที่ท่านผู้มีเกียรติ ท่านก่อน ๆ อาจจะยังไม่ได้พูด ท่านประธานครับ ผมดีใจที่วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุย ปรึกษาหารือกันในเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของการปฏิรูปประเทศก็ว่าได้ ขอบคุณกรรมาธิการที่ท่านได้กรุณาศึกษาและนำเรื่องนี้เข้ามาให้เราได้หารือกัน ถึงแม้ว่า จะเป็นเรื่องท้าย ๆ ของวาระการปฏิรูปของ สปท. ก็มาช้าดีกว่าไม่มา ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งยวด เป็นเรื่องของการปฏิรูปเสาเข็มของทรัพยากรมนุษย์ก็ว่าได้ เป็นเสาเข็มของชาติ เป็นเสาเข็มซึ่งทุก ๆ ประเทศล้วนให้ความสำคัญ ผมไม่อาจจะบอกว่า ประเทศไทยบกพร่อง ผิดพลาด หรือหลงทิศหลงทางอย่างไร หรือไม่ ที่การพัฒนาศักยภาพ ขีดความรู้ความสามารถ หรือการเรียนรู้พัฒนาการของเด็กเล็กถึงได้หลงทิศหลงทางไป พอสมควร แผนพัฒนาเศรษฐกิจในฉบับท้าย ๆ ที่ผ่านมาก็มุ่งเน้นในเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ ท่านผู้มีเกียรติคงเคยไปประเทศสิงคโปร์กันทุกท่านนะครับ คงได้เห็น ได้รู้ ได้ทราบว่า สิงคโปร์นั้นมีศักยภาพ มีพัฒนาการมากเพียงไรในเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ สิงคโปร์ไม่มี ทรัพยากรอื่นใด น้ำมันก็ไม่มี น้ำดื่มก็ไม่พอใช้ ที่ดินที่จะปลูกพืชผลทางการเกษตรก็แทบจะ ไม่มี มีแต่ตึกราม อาคารสูงใหญ่ ๆ โต ๆ แต่เขาสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า รุ่งเรือง มีขีดความสามารถ มีจีดีพี (GDP) ที่สูงเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก ทรัพยากรมนุษย์ ของไทยนั้นถูกปล่อยปละละเลยไปพอสมควร ผมเห็นว่า ณ ขณะนี้รัฐบาล คสช. ต้องขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ค่อนข้างมาก หลายครั้งที่ท่านออกโทรทัศน์ท่านพูดถึงเรื่องการศึกษา พูดเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งผม ก็เห็นคล้อยแล้วก็เชื่อตามที่ท่านว่า แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้เองผมฟัง ดู อ่าน แล้วผมก็ห่อเหี่ยวใจ มีท่านผู้มีเกียรติได้พูดไปแล้ว ผลการศึกษาการทดสอบโอเน็ต (O-NET) ถ้าจะไม่พูดเลย ก็คงไม่ได้ เพราะผมคิดว่าการทดสอบโอเน็ต (O-NET) เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ผ่านมาของชั้น ม. ๓ นั้น เป็นภาพจำลองหรือเป็นแบบจำลองคร่าว ๆ ของการศึกษาปฐมวัยซึ่งผมจะกล่าวต่อไป อ่านดูแล้วก็ตกใจครับ ประเทศไทยกำลังจะก้าวไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) หรือ ๕.๐ ในอนาคต ซึ่งขณะนี้ก็มียุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่จะดำเนินการเรื่องนี้ ตกใจอย่างไรครับ เยาวชน ม. ๓ สอบตกโอเน็ต (O-NET) หมดทุกวิชา ค่าเฉลี่ยของคะแนนต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง เช่น วิชาสังคมศึกษาได้ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ วิชาภาษาไทยได้ ๔๖ เปอร์เซ็นต์ วิชาวิทยาศาสตร์ค่อนข้างแย่ อันนี้ได้ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ ภาษาอังกฤษรองบ๊วยครับ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ และวิชาคณิตศาสตร์บ๊วยสุด ๒๙ เปอร์เซ็นต์ เราจะก้าวไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้อย่างไรในเมื่อวิชาที่สำคัญซึ่งเป็นพื้นฐานของการศึกษา ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ปรากฏว่าลูกหลานของเราสอบตกครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะไป มุ่งเน้นปลูกฝังการศึกษาให้ดีอย่างเดียวเมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาแล้วไม่พอครับ ประถมศึกษา และก่อนประถมศึกษานั้นจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ผมขอบคุณ กรธ. ที่ท่านร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นครั้งแรกที่มีบัญญัติคำว่า ปฏิสนธิ ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเลย ให้มีการพัฒนาการ ให้มีการสนับสนุน ให้มีการดูแลพัฒนาการและการศึกษาของเด็ก เยาวชน หรือเด็กเล็ก ตั้งแต่ปฏิสนธิเลยก็ว่าได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้น การที่กรรมาธิการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะปฏิรูปจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ควบคู่กับการศึกษาแล้ว ผมอ่านในรายงานของท่านในหน้า ๓ ก็ยิ่งตกใจ ปัญหา สภาพอุปสรรคของเด็กเล็กนั้นเยอะแยะมากมายเหลือเกิน สรุปง่าย ๆ สั้น ๆ ได้ ๓ คำ คือเด็กไทยนั้นเรียนอ่อน ตัวเตี้ย แล้วก็มีลูกเร็ว ผมไม่ได้คิดขึ้นมาเองนะครับ ๓ คำนี้ ผมเพิ่งอ่านเจอจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อ ๒ วันมานี้เอง เขาสรุปเลยว่าเด็กไทยมีปัญหา เวลานี้คือเรียนอ่อน ตัวเตี้ย มีลูกเร็ว สอดคล้องกับรายงานการศึกษาของทางกรรมาธิการ ระดับไอคิว (IQ) ก็ต่ำ ระดับอีคิว (EQ) ก็ต่ำ ระดับสติปัญญาต่ำแล้วไม่พอ สภาพร่างกาย ยังแคระแกร็น เตี้ย สภาพแบบนี้ถ้าปล่อยไว้ไม่มีการปฏิรูป ไม่มีการดูแล ผมว่าเป็นสิ่งที่น่าห่วง สำหรับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เมื่อเร็ว ๆ นี้ สนช. ได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า พระราชบัญญัติการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งผมมีส่วนพิจารณาในการช่วย ปรึกษาหารือกันในชั้นของการออกกฎหมายด้วย ขอบคุณทาง สนช.ที่ออกกฎหมายฉบับนี้ เพราะประเทศไทยนั้นติดกับดักของการที่เด็กวัยใส เด็กเยาวชน ผมใช้คำว่า เด็กเยาวชน ด้วยซ้ำ เพราะส่วนหนึ่งเป็นชั้นประถมศึกษา ไม่น่าเชื่อนะครับว่าเด็กชั้นประถมศึกษามีเปอร์เซ็นต์ สัดส่วนหนึ่งถึงแม้จะต่ำ เด็กประถมศึกษาสามารถที่จะมีลูกได้ในสังคมไทย เป็นสิ่งที่ฟังแล้ว น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง ในรายงานของท่านก็ได้กล่าวเอาไว้ และสัดส่วนนี้จะสูงขึ้นในชั้นมัธยมต้น แล้วก็ชั้นมัธยมปลาย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นกับดัก เป็นวงเวียนอุบาทว์ที่แม่วัยใสเรียนน้อย ปัญญาทึบ แล้วยังมีลูก ย่อมไม่สามารถที่จะคาดหวังได้เลยว่าลูกที่ออกมาจะมีสติปัญญาขนาดไหน จึงเป็นสิ่งที่เป็นกับดักของสังคมไทยที่เราจะต้องช่วยกันแก้ไข ทีนี้เราดูแนวทางการแก้ไข ที่ทางกรรมาธิการท่านได้เสนอเอาไว้ ผมเห็นด้วยครับ การที่เรามีหน่วยงานที่ดูแลในเรื่องของ การพัฒนาการหรือการศึกษาของเด็กเล็กนั้นกระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ต่างคนต่างดูงบประมาณที่ได้ไปก็เป็นเบี้ยหัวแตก แล้วแต่โครงการที่จะ จัดสรรกัน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหน่วยงานหรือมีกฎหมาย หรือมีองค์กรที่จะ บูรณาการการดูแลต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมและเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น กฎหมายที่ผมว่า เมื่อสักครู่นี้คือกฎหมายการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นนั้นอาศัยหลักการคล้ายคลึงกัน คือการที่มีหน่วยงานกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง ให้ออกกฎหมายกลางขึ้นมาเพื่อที่จะ บูรณาการให้มีเอกภาพในการช่วยกันบริหารจัดการ ลักษณะอันนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่ผมเชื่อว่า ขณะนี้หลายท่านก็คงยังไม่ได้คำตอบว่าหน่วยงานที่จะเป็นเจ้าภาพหลักในการที่จะดูแล ในเรื่องนี้ควรจะอยู่ที่กระทรวงใด ผมไม่หนักใจตรงนี้ เป็นสิ่งที่ในอนาคต เรื่องชั้น ของการทำกฎหมายหรือการร่างกฎหมายนั้นจะต้องมีการพูดคุย มีการหารือกัน เพราะย่อมจะได้ทั้งคนไป ย่อมจะได้ทั้งเงินงบประมาณที่จะช่วยดูแลในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม บูรณาการที่จะเกิดขึ้นนั้นต้องอาศัยการกล้าตัดสินใจเด็ดขาดในการที่จะดูแลงานที่จะได้รับไป เพราะที่ผ่านมา ต้องขออภัยที่จะใช้คำว่า ปล่อยปละละเลย แล้วก็บกพร่องในการดูแล ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ปล่อยให้เด็กประถมศึกษาอยู่ในโรงเรียนแท้ ๆ ตั้งครรภ์ได้ ท่านประธานครับ ผมมีสิ่งที่น่ากังวลที่อยากจะฝากทางกรรมาธิการ ท่านช่วยกรุณาพิจารณาด้วย ที่ผมได้พูดถึงโอเน็ต (O-NET) ไปเมื่อสักครู่นี้นั้น มีผู้ทำการวิเคราะห์ วิจัย ศึกษา ออกมา เรียบร้อยแล้ว ผมอ่านดูแล้วผมก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง โอเน็ต (O-NET) ม. ๓ ที่เพิ่งผ่านไปนั้น ถ้ามีการพิจารณาจะแบ่งออกได้เป็น ๔ กลุ่ม กลุ่ม ๑ พบว่าเป็นการสอบได้หรือสอบตก ที่มีความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กลุ่มจังหวัดที่ทำคะแนนโอเน็ต (O-NET) ได้ดีกว่านั้นพบว่าเป็นจังหวัดใหญ่ที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างจะดีกว่า ยกตัวอย่าง เช่น กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี กลุ่มนี้ได้คะแนนที่ดีกว่า ขออีกนิดเดียวท่านประธาน กลุ่มที่ได้ คะแนนโอเน็ต (O-NET) น้อยคือกลุ่มจังหวัดที่เป็นขนาดเล็กแล้วก็มีเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดีนัก เช่น จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นต้น ภาพนี้เป็นภาพที่สะท้อนไปถึงการศึกษา ในระดับปฐมวัย เด็กที่ด้อยสติปัญญา ด้อยการศึกษา ผมว่าส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับการศึกษานี้ คืออยู่ในกลุ่มจังหวัด หรือกลุ่มบุคคล หรือกลุ่มครอบครัว ที่มีเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก อันนี้แก้ปัญหาด้วยการแก้ความเหลื่อมล้ำตามที่รัฐบาลท่านกำลังทำอยู่ ซึ่งผมขอปรบมือ และผมเห็นด้วย กลุ่มที่ ๒ ของการวิเคราะห์ผลคะแนนโอเน็ต (O-NET) พบว่าจังหวัดไหน ที่ได้คะแนนโอเน็ต (O-NET) วิชาไหนไม่ดี หรือสอบตก เชื่อไหมครับ ตกทุกวิชาเลยครับ ไม่มี ลักษณะว่าได้วิชาวิทยาศาสตร์ คะแนนสังคมศึกษาดี คะแนนคณิตศาสตร์น้อย คะแนน ภาษาอังกฤษดี อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่ ตกนี้เขาตกหมดทั้งจังหวัดเลย ตกทุกวิชาด้วย ผมไม่เข้าใจระบบการศึกษาเหมือนกันว่าเป็นไปได้อย่างไร กลุ่มที่ ๓ ที่มีการวิเคราะห์ อันนี้ ผมได้กล่าวไปแล้ว แต่กลุ่มที่น่าตกใจที่ผมจะขออนุญาตกล่าวและเห็นว่าเป็นสิ่งที่มี ความสำคัญ ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาไปพิจารณาด้วย กลุ่ม ๓ จังหวัดภาคใต้ กลุ่ม ๓ จังหวัดภาคใต้นี้น่าสงสารครับ ทั้งเศรษฐกิจไม่ดี สอบตกเกือบทุกวิชา สอบตก เกือบทุกจังหวัด เป็นไปได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลพยายามเข้าถึง เข้าใจ พัฒนาแล้ว แต่สภาพปัญหาสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ต้องเร่งรีบแก้ไขดำเนินการ ดังนั้นสิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้ศึกษาแล้วก็เสนอเข้ามาให้ทาง สปท. พิจารณานั้นผมกด เห็นด้วยตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว แล้วก็ขอขอบคุณทางกรรมาธิการไว้ ณ โอกาสนี้ ขอบคุณครับ