วิทยา แก้วภราดัย แสดงความคิดเห็นสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาปฐมวัย โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการศึกษา เริ่มตั้งแต่การดูแลทารกในครรภ์ร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและสาธารณสุข พร้อมเรียกร้องให้กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจนและปฏิรูปบทบาทครูในศูนย์เด็กเล็กที่ยังได้รับการยอมรับต่ำในระบบ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๔๒ ขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นในรายงานของ คณะกรรมาธิการ เรื่องการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัย ให้มีมาตรฐานและเอกภาพ ผมดูตั้งแต่รายงานและฟังเพื่อนกรรมาธิการได้ชี้แจงนะครับ ดูถึงความจำเป็นต้องการจัดการเรื่องนี้ และเหตุผลที่อธิบายความจำเป็นทั้งหมด บอกได้เลยว่า ถ้าต้องไปพูดแบบโลกสวยแล้วก็คิดจะทำอย่างจริง ๆ ตามความจำเป็นพื้นฐานทางการศึกษา ผมคิดว่ากรรมาธิการกำลังทำเรื่องที่ใหญ่มากครับ และอาจจะต้องมีแนวที่ต้านมากพอสมควร เพราะว่าเป็นการปฏิรูปหรือปฏิวัติวัฒนธรรมของบุคลากรในองค์กรการศึกษา โดยเฉพาะ เมื่อปีที่แล้วรัฐเคยประกาศนโยบายยกศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมา จนเดี๋ยวนี้บรรยากาศ ทั่วประเทศ วัฒนธรรมองค์กรทางชนชั้นของการศึกษายังปะทะกันไม่จบ เราให้ฐานะของ ครูประถมศึกษาขึ้นมาเป็นศึกษาธิการจังหวัด ขณะที่ ผอ. โรงเรียน ผอ. เขตการศึกษาซึ่งเป็น ครูมัธยมยังไม่ยอมรับว่าพวกประถมศึกษาจะแน่กว่าตัวเอง เพราะฉะนั้นที่ผมพูดอันนี้ เพราะว่าโครงสร้างทางการศึกษาที่ผ่านมาเรายกให้มหาวิทยาลัยเป็นเบอร์ ๑ ใครสอน มหาวิทยาลัยก็เป็นอาจารย์อันดับ ๑ ใครสอนระดับมัธยมก็รองลงมา ใครสอนระดับ อาชีวศึกษาก็ตามลงมา ใครสอนระดับประถมศึกษาก็ลงมา ใครยิ่งสอนอนุบาลนั่นก็ครู ชั้นล่างสุด แต่เมื่อกรรมาธิการค้นเจอว่าปัญหาทางการศึกษาไทยต้องเริ่มต้นจากปฐมวัย ท่านกำลังพลิกกลับทั้งหมดเพื่อมายืนบนความจริงว่าถ้าสร้างปฐมวัยไม่มั่นคง การศึกษา ของเราก็จะเป็นสภาพอย่างที่เกิดอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งกระผมเห็นด้วยครับว่าการสร้างปฐมวัยคือ การสร้างรากฐาน ที่เราใช้คำหรูกันมาตั้งแต่โบราณว่าถ้าฐานมันดี อาคารมันก็ขึ้นสูงได้อย่าง มั่นคงแข็งแรง เพราะฉะนั้นความคิดอย่างนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดมาเดี๋ยวนี้นะครับ ช่วงที่ผมไปเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผมเริ่มต้นในการที่จะปรับองค์กร อสม. ซึ่งเป็นองค์กร อาสาสมัครให้ได้มีค่าตอบแทนเป็นขวัญกำลังใจ จ่ายค่าตอบแทนให้กับ อสม. ทั่วประเทศ คนละ ๕๐๐ บาทต่อเดือน มี อสม. ทั้งประเทศประมาณเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน และปี ๒๕๕๒ ผมมอบภารกิจเดียวครับ ให้ อสม. ทำรายงานส่งผมก็คือติดตามดูผู้ตั้งครรภ์ ให้ อสม. กระทำตัวเหมือนแม่บุญธรรมตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ ทำรายงานส่งทุกเดือนเกี่ยวกับ พัฒนาการของเด็ก เพราะเราก็รู้ครับว่าถ้าพัฒนาการของทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดี ส่งต่อออกมาสู่การคลอดที่ดี เด็กก็จะมีพื้นฐานการพัฒนาการที่ดี เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ถ้ากรรมาธิการอยากจะไล่มาทำทั้งหมดนะครับ ผมคิดว่าหัวข้อที่ท่านเสนอวิธีการปฏิรูปตั้งแต่หน้า ๑๓ เป็นต้นไป เราอาจจะใช้คำกว้างไปครับ ไม่กล้าลงไปชนที่ปัญหาแท้จริง เราพูดถึงเรื่องรัฐต้องทำ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ บางทีคำว่า รัฐต้องทำครับ มันคิดถึงรัฐธรรมนูญ แล้วผมเห็นหลายเรื่องที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ รัฐต้องทำ รัฐพึงทำ ได้ถูกละเลยมาโดยตลอดเพราะคนนำไปใช้ตีความไม่ถูกว่าใครจะเป็นคนทำ ถ้าเอาให้แคบขึ้นมาผมคิดว่ากรรมาธิการลองดูครับ เอาลงตรง ๆ จริง ๆ เลยเรื่องการศึกษา ถ้าปฐมวัยตั้งแต่ในครรภ์ก็กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขต้องทำอะไรบ้าง เช่นกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงสาธารณสุขต้องจับมือกันดูแลตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ ผมเป็นรัฐมนตรีครับ ผมรับบริจาคพิมพ์หนังสือพระมหาชนกแจกให้กับเด็กทุกคนที่เกิด เดือนเมษายน ๒๕๕๒ เพื่อให้ อสม. เป็นคนไปอ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่ในครรภ์มารดา และเมื่อเด็กคลอดมาแล้วหนังสือเล่มนั้นก็จะเป็นภาระของแม่ที่จะอ่านให้ลูกฟัง ถ้าเราเริ่มตั้งแต่บัดนี้ คำว่า รัฐ ก็จะหายไป จากรัฐหายไปก็จะมาหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ จริง ๆ ครับ ถ้าเขียนกว้าง ๆ อย่างนี้ผมเชื่อว่าทุกคนก็ปฏิเสธที่จะทำ แต่ถ้าเขียนให้กระชับ เอากระทรวงศึกษาธิการเลยครับ ใช้คำกระทรวงศึกษาธิการเลยครับ แล้วใน ๕ ข้อที่เรา เสนอขึ้นมาเราเรียกระดมความร่วมมือทุกฝ่ายหมด เราลืมพูดถึงตัวเองครับ คนที่อยู่ใจกลาง ปัญหาก็คือครูครับ เราเลี่ยงถึงการที่จะปฏิรูปครู เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวิธีปฏิบัติต้องเริ่มที่ครู เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสไปเยี่ยมหลาน เขาอยู่ในโรงเรียนอนุบาลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เขารับเด็กตั้งแต่ ๔ เดือนเข้าเรียนครับ ไปยืนดูระบบการศึกษาเขา เด็ก ๑-๓ ขวบเขาก็จะมี ห้องของเขาโดยเฉพาะ ครูพี่เลี้ยง ๑ คนดูแลเด็ก ๕ คน ตั้งแต่เริ่มต้นเช้าจนถึงเย็น เขาใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับเด็ก ๕ คนนั้น กินข้าวก็กินพร้อมกัน คุยก็คุยด้วยกันกับเด็ก เพราะทั้งหมดไม่ได้มีระบบการศึกษาอะไรแทรกเข้าไปครับ เขากำลังเรียนรู้พัฒนาการของเด็ก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำผมคิดว่าเราต้องเตรียมบุคลากรเพื่อไปประจำอยู่ตรงนั้น วันนี้ ครูในศูนย์เด็กเล็กบอกได้เลยครับว่าต่ำต้อยที่สุดในระบบการศึกษาเรา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของศูนย์เด็กเล็กเป็นลูกจ้างครับ ครูศูนย์เด็กเล็กเป็นลูกจ้าง กินเงินเดือนพระก็มี กินเงินเดือน อบต. ก็มี กินรายได้จาก อบต. ก็มี เราให้ฐานะของครูในศูนย์เด็กเล็กยังต่ำมาก เพราะฉะนั้น พลิกเลยครับ เพราะว่าท่านกำลังพลิกวัฒนธรรมทางการศึกษาในกระบวนการของบุคลากร พลิกกลับว่าจะให้ความสำคัญกับบุคลากรในศูนย์เด็กเล็กอย่างไร หยิบยกเขาขึ้นมาอย่างไร ให้มีฐานะอย่างไรให้สมแก่ฐานานุรูป อย่ายกจนเลยเตลิดเหมือนครูเดี๋ยวนี้นะครับ เป็น ผอ. โรงเรียน นักเรียน ๔๐ กว่าคน เงินเดือนมากกว่านายอำเภอ ไม่ต้องขนาดนั้นครับ แต่ให้เขาอยู่ได้โดยสมฐานานุรูปเป็นคนในระบบ เราก็จะต้องเริ่มภารกิจให้เขาครับ ๑. เขารับช่วงต่อจากพ่อแม่และ อสม. ที่คลอดลูกออกมา ภารกิจเขาทำอะไรครับ อย่างที่ คุณหมอพูดไว้เมื่อสักครู่ เตรียมความพร้อมเพื่อส่งเข้าวัยเรียน การเตรียมความพร้อม เพื่อส่งเข้าวัยเรียนไม่มีอะไรมาก ถ้าเราทราบปัญหาของสภาพสังคมปัจจุบัน สังคมไทย เป็นสังคมที่ค่อนข้างจะระเบียบวินัยต่ำมากครับ สังคมไร้ระเบียบและไร้วินัย การบังคับใช้ กฎหมายถึงอ่อนแอ เพราะฉะนั้นเราเตรียมบุคลากรวันข้างหน้าเป็นบุคลากรที่เตรียมพบกับ สังคมที่มีระเบียบและมีวินัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดีที่สุดครับ ครูไม่ต้องสอนอะไรมาก ผมไปดูที่ ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาดูแลเด็กเสร็จตกเย็นครู ๔-๕ คนทั้งชั้นเขาก็จะมานั่งปรึกษากัน พรุ่งนี้เขาจะเตรียมการสอนให้กับเด็กอย่างไร พรุ่งนี้ดูแล้วอากาศจะอุ่นขึ้นเขาจะพาเด็ก ออกไปเดินนอกโรงเรียน เขาก็เตรียมเชือกสำหรับให้เด็กทุกคนเดินจูงตาม แล้วเด็กทุกคนก็จะยืนตามอย่างเข้าแถว พรุ่งนี้เขาจะให้เด็กเรียนรู้เรื่องการที่จะรักษาสิทธิของตัวเองและไม่ยอมให้บุคคลอื่น ละเมิดสิทธิของเขา เขาก็ให้เด็กเข้าแถวในการที่จะรับอาหาร ให้เด็กรู้จักเรียงว่าคนมาก่อน ต้องได้ก่อน หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรจำเป็นสำหรับปฐมวัยของเราครับ ถ้าท่านเขียนไว้เลยในนี้ว่า ๑. ฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อตัวเอง ๒. ฝึกให้เด็กรับผิดชอบต่อสังคม และ ๓. ฝึกให้เด็ก ไม่ยอมให้คนละเมิดกติกาสังคม ศูนย์เด็กเล็กแค่เข้าแถวเรื่องเดียวครับ ท่านส่งบุคลากร ที่พร้อมไปสู่ระบบการศึกษาได้ ถ้าเด็กเริ่มเคารพสิทธิคนอื่นมาก่อนได้ก่อน มาหลังต้องให้ คนมาก่อนเข้าไปก่อน และจะต้องไม่ยอมให้คนที่มาทีหลังข้ามแถวคนไปก่อน คนไทยเรา มักจะเฉยครับ โดนเพื่อนแซงแถวก็ช่างมันสักคนสองคนไม่เป็นไร เพราะอย่างนี้สังคมวันนี้ ถึงได้มีปัญหา เพราะเราไปยอมจำนน แต่ถ้าเราเริ่มสร้างจากปฐมวัยที่ไม่ยอมจำนน และเคารพกติกา ผมคิดว่าภารกิจแค่นี้คุ้มสำหรับการสร้างปฐมวัยครับ ขออนุญาต แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพียงเบื้องต้น ขอบพระคุณครับ