วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับเกษตรกรรมและระบบเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการวางแผนการผลิต การตลาด การชดเชยน้ำท่วม และการบริหารภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการ แล้วก็ชื่นชมด้วยซ้ำว่าท่านได้มองเข้าไปในอนาคต แล้วผมเห็นนะครับ ตอนแรกว่าจะไม่อภิปราย พอเห็นที่ท่านทำแล้วอดไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการมองได้ทั้ง ๒ แง่นะครับ อันที่ ๑ เราเป็นผู้ผลิต ความคิดหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นสินค้าดิจิทัลออกไป ๒. เอาเรื่องดิจิทัลเทคโนโลยีด้านนี้มาสร้างมูลค่าให้กับตัวสินค้า หรือพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างอย่างนี้นะครับ ประเทศเราเป็นเกษตรกรรม เขาก็บอกว่าเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ชาวนายัง ๑.๐ อยู่เราจะทิ้งเขาหรือเปล่า ไม่ได้ทิ้งครับ ผมเห็นท่านทำมาอย่างนี้ ผมดูแล้วไม่ทิ้ง มิหนำซ้ำจะช่วยเขาด้วยซ้ำ อย่างกรณี เกษตรกรที่เรารู้ ๆ อยู่ว่าเวลาปลูกพืช หรือผลิตไม่รู้จะไปขายที่ไหนพอจะไปขายก็ผีถึงป่าช้า ผมเองก็เคยเจอนะครับ เขาจะซื้อเท่าไร เราขนไปถึงตลาดต้องขาย แต่ถ้าเกิดมีระบบดิจิทัล ที่ท่านจะวางพื้นฐานไว้ที่ท่านเสนอมา ผมเป็นชาวนานะครับ ท่านเป็นรัฐบาล ท่านมีแอป (App) มีเซิร์ฟเวอร์ (Server) อยู่ ผมจะปลูกข้าวใช่ไหมครับ ผมก็ถือโทรศัพท์มือถือ ไปที่ท้องนาผม ก่อนอื่นผมลงทะเบียนก่อนว่าผมชื่ออะไร มีพื้นที่เท่าไร อะไรเท่าไร นี่ก็คือ ดิจิทัลนะครับ เสร็จแล้วโทรศัพท์อย่างนี้มันมีจีพีเอส (GPS) กด ๔ จุดรู้เลยว่านาตรงนี้ อยู่ตรงไหน พอรู้เสร็จข้อมูลนี้จะไปเชื่อมกับจีไอเอส (GIS) ท่านปีติพงศ์ทราบดีเพราะท่าน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาก่อน จีไอเอส (GIS) นี่คือแผนการใช้ที่ดิน ของกรมพัฒนาที่ดิน ลงทุนไปเยอะเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาทแต่ไม่ค่อยได้ใช้จะรู้เลยว่าพืชตัวนี้ เหมาะไหมที่จะปลูกอะไร จากนั้นทางกระทรวงพาณิชย์ส่งข้อมูลตลาดมาอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ (Server) พอผมลงทะเบียนผมจะปลูกข้าวปั๊บปรากฏว่ากราฟแดงขึ้นเลย มันเสี่ยงครับ เพราะว่าปีนี้การคาดการณ์ทางการตลาดของกระทรวงพาณิชย์บอกว่าทางสหรัฐอเมริกา เขาฝนดีน้ำดีข้าวจะขายไม่ได้ ถ้าเกิดทางฝั่งโน้นเขาแล้งปีนี้ท่านส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพด อย่างไรก็ขายได้ ตัวโทรศัพท์มือถือจะบอกหมดความเสี่ยง เพราะถ้าผมลงทะเบียนไปปั๊บ ปลูกข้าวท่านรู้เลย ๑๒๐ วันข้าวผมจะออกเท่าไร ข้าวโพดจะออกเท่าไร พริกเท่าไร ผมเป็น ชาวนาผมดูแล้วปลูกข้าวปีนี้ท่าทางจะแย่ ดูสิพื้นที่ตรงนี้จีไอเอส (GIS) เขาบอกให้ผม ปลูกอะไรได้อีก ตัวที่ ๒ ตัวที่ ๓ ข้าวโพดหรือ ผมลงข้าวโพดแทน ชาวนาจะตาสว่างมาก ผมเคยเลี้ยงวัวครับท่าน เขาบอกเด็กโง่ ๆ เรียนหนังสือไม่ได้ให้ไปเลี้ยงควายเลี้ยงวัว ผมเลี้ยงแล้วไม่ง่ายนะครับ จบปริญญาตรีจากธรรมศาสตร์อย่างผมจะไปเลี้ยงไม่ง่ายครับ เลี้ยงแล้วไม่รู้จะไปขายใคร ถ้าเกิดท่านเอาเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าไปสร้างตลาดอยู่ในนี้ ผมเลี้ยง ผมพัฒนาอย่างเดียว บิซิเนสคอนเซปต์ (Business Concept) ผมเปลี่ยนหญ้า ให้เป็นเงินโดยผ่านตัววัว ถ้าผมทำได้อย่างนี้เกษตรกรอย่างผมรวย ๑.๐ จะรอดได้ ด้วยเทคโนโลยี ๔.๐ เวลาน้ำท่วมไม่ต้องไปสำรวจ ท่านเอาภาพถ่ายทางอากาศของจิสด้า (GISTDA) มาทาบกับจีพีเอส (GPS) ที่ผมลงทะเบียนไว้ ท่านจ่ายค่าชดเชยได้เลย ไม่มีอมครับ กินไม่ได้ จะช่วยเหลือใครตรงไหนได้หมด หรือพ่อค้าอยากจะซื้อของ ไม่ต้องผ่านคนกลางนะครับ สมัครลงทะเบียนแล้วเข้าไปในเซิร์ฟเวอร์ (Sever) นี้ จะรู้ครับว่าชาวนา เกษตรกรปลูกอะไรบ้าง ที่ไหนบ้าง โรงสีเอาเปรียบไม่ได้ นี่อันแรกที่ผม เห็นคุณประโยชน์แล้วฝันนะครับ ที่ผมเอามาพูดตรงก็นี้เพื่อว่าเผื่อใครจะเอาไปทำต่อแล้วให้ เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ หรือจะมีธุรกิจ อีกหน่อยเรื่องยา เรื่องปุ๋ย เรื่องเทคโนโลยี มันอยู่ในนี้หมด แล้วรัฐก็กุมสภาพได้ว่าปีนี้จะตั้งรับอย่างไร อีกอันหนึ่งที่ผมมองเห็นนะครับ ๔.๐ ถ้าจะไปทำนี่เอาไปใช้เรื่องบริหารภาษี ซึ่งท่านก็เป็นกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ อย่างเรื่องแวต (VAT) โกงกัน ผมเคยเป็นสื่อมวลชนตามจับได้คดีหนึ่งโกงกันเยอะด้วย เสร็จแล้วมันเกิดจากการไม่เชื่อมโยงข้อมูล บางคนก็โดนอายัด โดนจับ โดนอะไรไปแล้ว เรื่องแวต (VAT) ผมมองอย่างนี้ครับว่ามันเป็นดีเอ็นเอ (DNA) ของภาษีเงินจะเคลื่อนไปไหน ตัวภาษีเป็นดีเอ็นเอ (DNA) ถ้าเราดูการเคลื่อนของภาษีได้จะรู้ว่าเงินไปไหน แล้วก็จะไปเข้า กระเป๋าใคร จะไปทุจริตหรือไม่อะไรมันไปได้เยอะ ถ้าเกิดท่านใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย ประสิทธิภาพการเก็บภาษีจะสูงมาก นั่นก็คือแวต (VAT) จะมีภาษีซื้อกับภาษีขาย บริษัทที่ออกภาษีขายไป และอีกบริษัทเอาภาษีซื้อไป ถ้าบิล (Bill) ๒ ใบแมตช์ (Match) กัน ได้เมื่อไรการขายจะสมบูรณ์ แวต (VAT) ไม่หายไปไหน ฉะนั้นถ้าเกิดรัฐบาลให้ทุกบริษัท ที่มาจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอาโปรแกรมไปลงในคอมพิวเตอร์ แล้วก็ออนไลน์ (Online) โยงการออกบิล (Bill) หรือการทำบัญชีอะไรก็แล้วแต่เข้าไปเซิร์ฟเวอร์ (Server) กลางของสรรพากร ท่านจะเห็นเลยว่าอ้ายนี่ขายออกไป อ้ายนี่ซื้อ ขาย ซื้อ มันแมตช์ (Match) กัน อันไหนไม่แมตช์ (Match) ท่านค่อยไปตรวจเขา ทุกคนจะโดนล็อกหมด จนกระทั่งสินค้าตัวนี้ถูกทำไปจนถึงปลายทาง แล้วถามว่าตอนนี้มีโควตาเหลืออยู่มีคนไปซื้อ ภาษีเพื่อจะมาต้มสรรพากรว่าได้มีการซื้อขายจริง เขาเรียกว่าซื้อใบเสร็จ อ้ายนี่ทำอย่างไร ปลายทางท่านมีบัตรประชาชนใช่ไหมครับ ผมก็มี มันมีการ์ด (Card) ตัวนี้อยู่ หรือท่านจะใส่ อาร์เอฟไอดี (RFID) ไปก็ได้ ท่านเอานี่ไปแตะที่การ์ดรีดเดอร์ (Card Reader) ที่ร้านสะดวกซื้อ ที่ไหนก็แล้วแต่ การ์ดรีดเดอร์ (Card Reader) จะโยงกับสรรพากร พอสินค้าตัวนี้มาถึงตรง ร้านค้าปลีกแตะปั๊บข้อมูลจะยิงเข้าไปที่สรรพากรว่าสินค้าตัวนี้มีคนซื้อตัวจริงชื่อนายวรวิทย์ และข้อมูลนายวรวิทย์ก็จะไปเก็บไว้ที่สรรพากร ถ้าสรรพากรบอกว่าเอาอย่างนี้นายวรวิทย์ ปีนี้นายใช้เงินเยอะเสียภาษีเยอะจะคืนให้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐,๐๐๐ บาท คืน ๑,๐๐๐ บาท เท่ากับผมเสียแวต (VAT) แค่ ๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ ผมเอาไหม ผมเอาสิครับ ผมก็แปะไปเรื่อย ใครไม่มีแวต (VAT) พวกขายตามท้องถนน พวกหาบเร่แผงลอยไม่มีผมไม่แปะ เขาขายไม่ได้ครับ เพราะผมต้องการแวต (VAT) คืน พวกนี้ก็จะเข้าระบบหมด ร้านไหนขายเอาแวต (VAT) ไม่เอา (VAT) ผมไม่สน เพราะผม แปะหมดแล้วครับ ผมได้เงินคืน ทีนี้จะบังคับให้ทุกคนไม่ต้องไปพร้อมเพย์ (PromptPay) แล้วครับ ทุกคนก็จะวิ่งเข้าระบบหมด เพราะว่าถ้าใครไม่มีแวต (VAT) อีกหน่อยจะขายของไม่ได้ รัฐจะกุมสภาพได้ทั้งหมดว่าเงินภาษีทั้งหมดวิ่งไปไหนบ้าง อย่างไรบ้าง จะเอาเงินบริษัท ไซฟ่อน (Syphon) เอาไปใต้โต๊ะลำบาก เทคโนโลยีดิจิทัลตัวนี้จะคุมได้เลยว่าเงินหายไปไหน จากบัญชี ท่านสามารถมีลูกเล่นได้ว่าสินค้าสิ้นเปลืองอาจจะคืนน้อยหน่อย สินค้าจำเป็นคืนแวต (VAT) มากหน่อย แล้วทำไปทำมาคนที่ไม่เสียแวต (VAT) ผมว่าอีกสัก ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ จะต้องวิ่งเข้าระบบเพราะมันอยู่ไม่ได้ ตัวนี้รัฐจะได้เงินเพิ่มขึ้นแล้วมีประสิทธิภาพ ในการจัดเก็บมากขึ้น เทคโนโลยีดิจิทัลไปไกลมากนะครับ ผมคิดว่าถ้าเราเห็นประโยชน์ ใช้ประโยชน์ก่อน เราได้ประโยชน์ก่อน อย่าไปกลัวมันนะครับ อย่าไปคิดว่ามันจะมาทำให้เรา วุ่นวายยุ่งยาก แต่ที่จริงมนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อให้มันรับใช้เรา อยู่ที่ว่าเราจะฉลาดใช้มัน ขนาดไหน ขอบพระคุณครับ