อำพล จินดาวัฒนะ หารือการพัฒนากเศรษฐกิจชีวภาพโดยเสนอให้ไทยนำเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากไต้หวัน และเน้นการขยายผลนวัตกรรมเกษตรจากโครงการนำร่องสู่ระดับชาติผ่านการเชื่อมโยงองค์กรทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ โดยเสนอปรับโครงสร้างการวิเคราะห์หน่วยงานวิจัยให้ละเอียดถึงระดับกรมและองค์กรนิติบุคคล เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับบทบาทองค์การมหาชนให้ทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบาย วิชาการ และการปฏิบัติอย่างครบวงจร พร้อมผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างภาครัฐ สถาบันวิชาการ และชุมชน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ วันนี้ดีใจแล้วก็ขออนุญาตชื่นชมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เป็น ๓ ครั้งในการประชุมติดต่อกันที่ท่านได้นำเรื่องที่ได้ผ่านสภาไปแล้วขับเคลื่อนแล้วก็ กลับมาเล่าสู่กันฟังเพื่อจะดูว่าอยู่ถึงไหน แล้วเราจะไปกันอย่างไรนะครับ ก็ขออนุญาตชื่นชม เรื่องเศรษฐกิจ ผมพูดเรื่องเศรษฐกิจอนาคต เรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ ท่านประธานครับ ถ้าลอง เทียบเคียงประเทศไทยของเรากับประเทศไต้หวันผมคิดว่าเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วเราใกล้กันมาก เราไปดูงานเขา เขามาดูงานเรา แต่พอวันนี้พัฒนาไปแล้วเขาไปไกลมากครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เผอิญผมได้มีโอกาสคุยกับผู้เชี่ยวชาญไต้หวัน เราอยากรู้เรื่องไต้หวันเขาก็ยินดีมาคุยที่สภา มาเล่าข้อมูลให้ฟังอันนี้ไม่เป็นทางการ เราก็เห็นความก้าวหน้าเขามากในทุกด้านนะครับ ผมพูดเพื่อจะไม่ได้ทอนกำลังใจ แต่เป็นกำลังใจของคนไทยที่เราจะต้องก้าวให้เร็ว เพราะถ้า ก้าวช้าอยู่เหมือนเดิมเราไม่ทันใคร ๆ เขาเลย ท่านประธานครับ เราจะเห็นว่าทุกวันนี้ธุรกิจ ไต้หวันที่มาอยู่ในประเทศไทยเราเยอะ เป็นเรื่องทั้งการเกษตร เกษตรอุตสาหกรรม และเกษตรชีวภาพ ผมได้มีโอกาสไปสัมพันธ์กับกิจการหนึ่งที่ได้ไปเรียนรู้เขานะครับ เรื่องของการปลูกมะเขือเทศ เมื่อวานนี้ผมก็ได้เก็บมะเขือเทศ แต่ไม่ใช่อันนี้ มะเขือเทศ แบบบ้านเรา แต่ของเขานี่เขาปลูกมะเขือเทศเพื่อจะเอาเมล็ดพันธุ์ไปขาย ซึ่งเขามีมูลค่าเพิ่ม สูงมากครับ เขาทำมานานแล้ว ขณะนี้เขาอยู่ในบ้านเราหลายแห่ง แล้วก็ไปประเทศข้างบ้านเรา เขาใช้เทคโนโลยีเข้ามาแล้วไม่ปลูกเอาปริมาณ แต่เขาปลูกเรื่องของการนำเมล็ดพันธุ์ ไปขายในยุโรป ในประเทศต่าง ๆ ผมอยากจะกราบเรียนว่าอันนี้เป็นตัวอย่างที่เรากำลังทำกันอยู่ ผมคิดว่าทุกคนก็อยากเห็นอันนี้ เราควรจะใช้พื้นที่การผลิตของเรา ความหลากหลาย ทางชีวภาพเราไปสู่เรื่องการทำอะไรที่สร้างมูลค่าเพิ่ม พูดภาษาง่าย ๆ วันนี้ที่เราคุยกันก็คือ ๔.๐ เป็นตัวอย่างชัดเจน
ตัวอย่างที่ ๒ เมื่อสักเดือนเศษ ๆ ที่แล้วมาผมโชคดีอีกเหมือนกัน ได้มีโอกาส ฟังศาสตราจารย์ดอกเตอร์ท่านหนึ่ง น่าจะจาก สวทน. ถ้าผมจำไม่ผิด ท่านมาเล่างานให้ฟัง มีการวิจัย ศึกษาในพื้นที่มากมายในเรื่องการส่งเสริมเกษตรที่จะใช้เทคโนโลยีในหลายรูปแบบ มีกรณีความสำเร็จมากมายในพื้นที่ครับ วันนั้นได้มีการคุยกันเพื่อปรึกษาหารือว่าจะขับเคลื่อน ให้เป็นระดับชาติหรือให้กว้างขวางได้อย่างไร นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเรามีองค์กร มีหน่วยงาน ที่สร้างความรู้ วิจัย ทำงานกับคนที่อยู่หัวไร่ปลายนาแล้วก็ประสบความสำเร็จหลายเรื่องครับ แต่จะทำให้มันใหญ่เป็นระดับชาติได้อย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็จะเจอปัญหา เหมือนทางทฤษฎีที่เรารู้กันดี ตอนที่เริ่มต้นเกิดขึ้นอาจจะไม่ยาก จากนั้นก็เป็นโครงการ จะมีวงจร ๗ ขั้นตอน ขั้นตอนที่ ๓ จากโครงการก็เกิดรูปแบบเป็นโพรโตไทป์ (Prototype) อันนี้ก็จะไม่ยาก ขั้นตอนที่ ๔ พอมันดีอยู่แล้วทำให้ยั่งยืนได้อย่างไร ซัสเทนนิง (Sustaining) ขั้นตอนที่ ๕ สำคัญที่สุดเลย สเกลลิง (Scaling) ขยายอย่างไรครับ ผมคิดว่าบ้านเราจะเจอ ปัญหายกระดับตรงนี้ลำบาก แล้วก็จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงต่อยอดยาก มันเป็นอย่างนี้เสมอ จะพบว่าในบ้านเรามีเรื่องดี ๆ เยอะนะครับ ชุมชนเข็มแข็ง เรื่องนั้น เรื่องนี้ รวมทั้งเศรษฐกิจ ฐานชีวภาพนี้ เราเกิดเรื่องเล็กเรื่องน้อยที่เป็นความงามเยอะไปหมด มีองค์กรหน่วยงาน ต่าง ๆ ไปสนับสนุนทำงานกับชาวบ้านแล้วเกิดครับ แต่เรายกระดับขึ้นไปไม่ได้ เราไปไม่ถึง การไปเชื่อมโยงกับโลก ความจริงแล้วก็ขยายทำให้ต่อเนื่องครับ คณะกรรมาธิการและผู้ที่ เกี่ยวข้องพยายามทำเรื่องนี้กันอยู่ ผมเห็นสิ่งที่ท่านนำเสนอแล้วก็เห็นความคืบหน้านี้ เป็นเรื่องที่ดีใจที่เรากำลังจะขับเคลื่อนไป เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมจะไม่แตะทุกเรื่อง แต่อยากกราบเรียนเพื่ออาจจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาข้อเสนอแล้วก็ขับเคลื่อนกันต่อ ข้างหน้านะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้วิ่งมาราธอนไม่สามารถวิ่ง ๑๐๐ เมตรได้ เพราะฉะนั้น จะต้องมีการต่อยอดและทำต่อไปเราก็ช่วยกันครับ ในเอกสารรายงานหน้า ๕ เมื่อสักครู่นี้ ท่านอาจารย์ของผมคืออาจารย์ปีติพงศ์ท่านก็พูดถึงเรื่องความซ้ำซ้อนขององค์กรหน่วยงาน สังเกตนะครับท่านประธานที่เคารพ เวลาเราคุยกันเรื่องอะไรในบ้านเราจะเจอเหมือนกันหมด ทุกเรื่อง ก็คือบอกว่ามีหลายหน่วยงานทำงานซ้ำซ้อนกันอยู่ ไม่ประสานสัมพันธ์กัน ผมพยายามคิดเรื่องนี้จริงหรือเปล่าที่บอกว่าคนไทยทำร่วมกันไม่ได้ มันซ้ำซ้อน มีหลายหน่วย และไม่มีพลัง ผมคิดว่ามีทั้งเรื่องส่วนจริงและไม่จริง เรื่องนี้ก็คล้ายกันมีทั้งทำเสริมทำซ้อนกันอยู่ ผมลองพยายามเปรียบเทียบเรื่องนิ้วมือครับ เรามีองค์กร หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานแบบนิ้วมือ นี่เยอะมาก แล้วนิ้วมือนี้ถ้าจะหยิบจับต้องอะไรสักอย่างหนึ่งมันต้องใช้หลายนิ้วถึงจะจับได้ เพราะฉะนั้นการที่บอกซ้ำซ้อนนี้อาจจะจำเป็น คือมีหน่วยเดียวไม่ได้ ต้องมีหลายหน่วย แต่มันไม่มีมือหรือเปล่าครับ ไม่มีแขนหรือเปล่า ไม่มีระบบประสาทหรือเปล่า แล้วระบบสมอง สั่งการมันไม่เชื่อมกันหรือเปล่า เลยหยิบของอย่างนี้ขึ้นมาไม่ได้ แต่มีคนที่อยากจะหยิบ อยากจะทำ และทำเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่เยอะ เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นทั้งปัญหาและความท้าทาย อยู่ในนั้น และเรามีศักยภาพอยู่แล้ว เรามีองค์กรเยอะมาก เราจะหยิบมันเชื่อมโยงอย่างไร ข้อเสนอของท่านก็ชัดเจน ท่านก็พยายามจะทำมือ ทำแขน ทำให้มีระบบนะครับ ทุกเรื่อง เป็นอย่างนี้หมด เดี๋ยวตอนบ่ายเราคุยเด็กปฐมวัยก็เหมือนกัน ทุกเรื่องที่เราคุยกัน แล้วในที่สุด จะกลับมากรรมการแห่งชาติที่ท่านกษิตได้พูดถึงก็เยอะนะครับ แต่ถ้าไม่มีการเชื่อมโยง มันก็ไปไม่ได้ ผมคิดว่าตรงนี้ในที่สุดจะต้องเชื่อมโยงที่เขาใช้คำว่า รวมพลัง หรือรวมแสงเลเซอร์ ท่านประธานครับ แสงเลเซอร์จริง ๆ เกิดจากแสงเล็กแสงน้อยนะครับ แล้วพอรวมกันเป็น แสงเลเซอร์มันมีพลังมหาศาล ดูเหมือนยุทธศาสตร์การปฏิรูปของบ้านเราก็คือรวมแสงเลเซอร์ แต่ไม่ได้รวมทุกอย่างมาเป็นหนึ่งเดียวแล้วเหลือเจ้าเดียว ยังมีหลายเจ้า หลายคน หลายภาคส่วน แต่จะต้องทำงานสอดประสานแล้วไปด้วยกัน ไม่ใช่แก้ที่กฎหมายอย่างเดียว หรือมีกลไก ระดับชาติ หรือมีองค์กรประสาน แต่ต้องสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยเรา ว่าการทำเหมือนกัน เรื่องเดียวกันแต่คนละมิติ ซ้ำกัน เสริมกันจำเป็นแล้วมาทำงานด้วยกัน ทำอย่างไรที่จะเอื้อประโยชน์ เอื้อบรรยากาศให้เกิดการทำงานด้วยกันเรื่องนั้นก็จะไปได้ ผมไม่คิดว่าคนไทยทำงานร่วมกันไม่ได้ครับ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาอาจจะแยกฝาแยกตัวกัน เมื่อมาทำงานด้วยกันผ่านกระบวนการอะไรก็แล้วแต่คิดว่าทำได้ ผมมองแบบนั้นเพื่อรู้สึกว่า จะเป็นกำลังใจของคนไทยแล้วก็เดินหน้าต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากท่านกรรมาธิการในเอกสารหน้า ๕ ของท่าน ในตารางที่ ๑ นะครับ หน่วยงานวิจัยและนวัตกรรมในประเทศไทย ท่านจับประเด็นทางซ้าย ในตารางเป็นเรื่องภารกิจชีวภาพนะครับ อันนี้ก็มาจากโดยวิเคราะห์ ผมเข้าใจว่าด้วยเวลา จำกัดที่ท่านวิเคราะห์ ผมฝากประเด็นอย่างนี้ครับ คือพอผมดูจากที่ท่านวางไว้ และต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ อันที่ ๑ ไม่ครบครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ วัคซีนมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัชกรรม สถาบันวัคซีนแห่งชาติอะไรต่าง ๆ มีคนทำอยู่ครับ ยาก็เหมือนกัน แต่ที่ท่านทำนี้ก็แน่นอนเวลาเราวิเคราะห์ นักวิชาการ ที่ช่วยท่านวิเคราะห์ก็อาจจะมองได้ไม่ลึก ผมอยากจะเสนอว่าการมองในระดับหน่วยงานนี้ เนื่องจากมากจริง ๆ น่าจะต้องลงไปในระดับ ถ้าคำว่า กระทรวงไม่พอครับ ท่านต้องไป ที่กรมและไปที่องค์กรที่เป็นนิติบุคคล องค์กรนิติบุคคลมีทั้งเอกชน มีทั้งประชาสังคม มีทั้งองค์การมหาชน มีทั้งมหาวิทยาลัย ท่านจะไปจับรวมอยู่ภายใต้คำของกระทรวงใหญ่ ๆ นี่ไม่พอ พลังการวิเคราะห์ไม่เข้มพอก็เลยไม่เห็นพาร์ตเนอร์ (Partner) ครับ มันจะเป็น ตัวใหญ่ ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตารางที่ ๑ ถ้าท่านจะกรุณาคือทำให้ลงลึกได้ มากกว่านี้ ท่านจะเห็นภาคีเครือข่ายองค์กรมากเลยที่จะต้องรวมพลังในการทำเหล่านี้ ผมมองไปที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง สวทช. สวทน. วช. สกว. ๔-๕ หน่วยนี่ก็เยอะแยะเต็มไปแล้ว ไม่มีในตารางเหล่านี้ เขาก็ไม่มีส่วนร่วม เพราะเขาไปอยู่ภายใต้ชื่อคำว่า กระทรวง ใหญ่เกินไปแล้วไม่รู้ว่าหน่วยใด กระทรวงสาธารณสุข ก็เหมือนกันครับ มันหายไปหมดเลย จริง ๆ มีองค์การเภสัชกรรม มีสถาบันวัคซีน มีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีอะไรต่าง ๆ แล้วท่านจะเห็นว่าวัฒนธรรมของเรา แต่ละนิติบุคคลเขาถือว่าเรื่องของเขา ถ้ามีชื่อใหญ่เขาก็ไม่เกี่ยวนะครับ อันนี้ก็ฝากเพื่อเป็น การเติมเต็ม ผมคิดว่าถ้าท่านกรุณาทำอันนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการที่เราจะขับเคลื่อนไปข้างหน้า ใครที่เขาทำ เขาเห็นตัวตน เขาอยู่ในนี้ ก็จะรู้สึกว่า มีความสำคัญในการที่จะขับเคลื่อนกันต่อครับ
ผมขออนุญาตท่านประธานอีกสักเล็กน้อยเพื่อเป็นการช่วยเติมเต็ม ผมไม่ได้เก่งกล้าสามารถกว่าท่าน ที่ท่านทำไว้นี้ดีมากอยู่แล้ว ผมเพียงแต่เติมเต็มและเสริมให้ ชัดเจนขึ้นนะครับ ในส่วนของเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๑๒ ครับ ผมขอเป็นบางอัน ก็แล้วกัน ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๑๒ ที่ท่านเสนอกรรมการขับเคลื่อน ท่านเสนอไว้ ๓ ขา คือภาครัฐ หน่วยงานภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง ท่านรวมไว้ อันนี้เป็นกรณีที่ผมเสนอว่าท่านไม่ควรเอาสถาบันการศึกษามารวมไว้ ถ้ารวมไว้ก็หมายถึง สถาบันการศึกษาที่เป็นภาครัฐเท่านั้น หน่วยงานภาครัฐน่าจะเป็นกลุ่มหนึ่ง สถาบันวิชาการ น่าจะแยกเขาออกมาเพราะมีทั้งรัฐและเอกชน แล้วภาคเอกชนนี่เห็นด้วยครับ ภาคประชาชน คำนี้กว้างไป น่าจะเป็นภาคองค์กรชุมชน เขาเรียกว่าองค์กรภาคประชาชน อันนี้ก็เป็น ลักษณะการให้ข้อคิดเห็นเพียงไม่มากนักนะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ท่านแบ่งกลุ่มไว้อยู่ที่ตรงใช้คำว่าเป้าประสงค์ของ เศรษฐกิจชีวภาพ ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๔ ผมขออนุญาตย้อนกลับมานิดหนึ่ง ท่านแตกไว้ข้างล่างที่เป็นผังจำนวนมาก ในจำนวนถ้ามากนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ เสียทั้งหมด ๖ เรื่อง เภสัชกรรม การแพทย์ นวดไทย ภูมิปัญญานี่ก็รวมอยู่ด้วย สมุนไพร การแพทย์แผนไทย ผมคิดว่าแตกเยอะไป ท่านสามารถรวมว่านวดไทย สมุนไพร การแพทย์แผนไทยมาได้ แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือเรื่องสุขภาพและความงาม เพราะพอไปดู ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๗ ของท่านนี่ท่านจะพัฒนา ๓ ด้าน อันที่ ๓ คือพัฒนา นวัตกรรมโดยเน้นสินค้ามูลค่าสูง เช่น เครื่องสำอาง ยาสมุนไพร การแตกไม่เหมือนกัน บางอันแตกละเอียดไป บางอันแตกไม่ละเอียด ท่านแบ่งเป็นเครื่องสำอาง ยาสมุนไพร แต่พอท่านแตกในเศรษฐกิจชีวภาพ ไปเรื่องสมุนไพร การแพทย์แผนไทย นวดไทย จริง ๆ นวดไทย การแพทย์แผนไทยเรื่องเดียวกัน แต่เรื่องเครื่องสำอาง เรื่องสุขภาพไม่มี ฝากนักวิชาการทีมท่านดูให้คอนซิสเทนซี (Consistency) ให้สัมพันธ์กันนิดหนึ่งจะได้มีพลัง และชัดเจนครับ อันนี้เป็นเรื่องของคอมเมนต์ (Comment) ในรายละเอียดนะครับ
เรื่องของข้อเสนอก็ดีนะครับ เมื่อสักครู่ผมฟังท่านเสนอแล้ว สรุปด้วย มีการขับเคลื่อนไปบ้างแล้ว ขณะนี้สรุปเสนอเคลื่อนอยู่อีก ๔ เรื่อง ผมขอแตะเรื่องเดียว คือเรื่องเกี่ยวกับปรับองค์กรสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ พอดีองค์กรนี้ ไม่มีชื่อย่อภาษาไทย เป็นองค์การมหาชน ผมกราบเรียนว่าผมเพิ่งรู้จักองค์กรนี้ตอนมาทำงาน ในสภานี้เหมือนกัน แสดงว่าเรามีองค์กรเยอะแล้วทำ ชื่อตรงมากเลยนะครับของท่าน เป็นองค์การมหาชน ท่านกำลังพยายามปรับบทบาทหน้าที่โดยที่ไปปรับกฤษฎีกาเพื่อให้ ทำหน้าที่ที่มีพลังมากขึ้น เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และผมคิดว่าการทำอันนี้จะไม่มีแรงเสียดทานมาก จาก ก.พ.ร. หรือใครต่อใคร เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าเวลาเราคิดเรื่ององค์กรเราจะถูกแย้งว่า องค์กรเยอะแล้ว แต่อันนี้ท่านมีอยู่แล้ว ท่านพยายามจะปรับบทบาทหน้าที่ทั้งในเนื้อรายงาน และตรงนี้ท่านก็เขียนเอาไว้ ผมดูเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๑๘ ท่านเขียนบทบาทหน้าที่ อันนี้เอาไว้ แล้วพอผมกลับไปดูสิ่งที่แนบท้ายรายงานของท่านท่านมีเรื่องของการพัฒนา ธนาคาร ข้อมูล มีเรื่องของการพัฒนาสมุนไพรนะครับ ท่านใช้ชื่อว่าโครงการสมุนไพรไทย สู่เศรษฐกิจชีวภาพ หน่วยงานของท่านคือหน่วยนี้เป็นคนทำ ตรงนี้ละครับทำให้ผมเห็นว่า เมื่อไปดูเนื้องานที่ท่านทำอยู่ทำเล็กไปครับ ทำระดับโครงการเท่านั้นท่านกำลังจะปรับตัว มาทำระดับผู้ประสานคือทำหน้าที่เป็นมือเป็นแขนในการจะทำเรื่องนี้ผมคิดว่าถูกเลยครับ อยากให้เสนอแล้วให้คุยกับรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเห็นเรื่องนี้จะง่าย ก็คือสิ่งที่มีอยู่แล้วเราปรับระดับ ขึ้นมาทำหน้าที่มือ แขน ไม่เป็นหน้าที่ถึงขนาดสมองมาสั่งการ เพราะรัฐบาลเขามีอยู่แล้ว เราก็เอาไปเชื่อมโยง ผมเสนอว่าสิ่งที่ท่านยกร่างไว้อยากจะขอความกรุณาตรวจสอบหน้าที่ นิดหนึ่ง อยากจะเสนอให้ท่านมีหน้าที่ ๕ ประการ ไม่รู้ว่าผมหวังมากไปไหมครับ ๑. เมื่อท่านจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานทุกฝ่ายที่ผมว่าแล้ว หน่วยงานรัฐลงไปถึงระดับกรมให้ได้ และหน่วยงานที่อิสระด้วย ๒. หน่วยงานวิชาการ ทั้งรัฐและเอกชนทำเยอะนะครับ มีคนทำเยอะ อันที่ ๓ ภาคธุรกิจ อันที่ ๔ ภาคสังคม ผมเห็นมีเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เก็บเมล็ดพันธุ์ก็มากมายครับ เครือข่าย ชุมชนเข้มแข็งเขากำลังดูแลเรื่องขยายพันธุ์ข้าวก็มากมาย ไม่ใช่อยู่ในกระทรวงเกษตร และสหกรณ์อย่างเดียว เหล่านี้จะรวมพลังอย่างไร ผมเสนอว่าน่าจะมีหน้าที่ ๕ ประการ เป็นไปได้ไหม ๑. ประสานนโยบาย รวมทั้งเสนอในการปรับกฎหมาย โครงสร้าง และระบบ ต่าง ๆ ใช้คำว่า ประสาน เพราะถ้าท่านจะทำนโยบาย ติดทันที เพราะมีการวิเคราะห์ไว้แล้วว่า องค์การมหาชนเขาห้ามทำนโยบาย ถ้าเป็นองค์กรนโยบายเขาต้องเป็นราชการ เพราะฉะนั้น เราทำหน้าที่ประสานได้ครับ ๒. ประสานพัฒนาวิชาการและข้อมูล อันนี้ท่านก็วางแล้ว ๓. หน้าที่ประสานการปฏิบัติของทุกภาคส่วน ท่านจะทำหน้าที่สานมืออย่างที่ว่านะครับ สานพลังรวมแสงเลเซอร์ ๔. ประสานการสนับสนุนส่งเสริม เพราะจะต้องมีการสนับสนุน ส่งเสริมผู้คน และองค์กรต่าง ๆ เยอะแยะเลย ๕. สร้างความร่วมมือทางสังคม สื่อสาร กับสังคม ก็ขออนุญาตกราบเรียนเพื่ออาจจะเป็นประโยชน์บ้างในการที่จะทำกลไกที่เกิดขึ้นนี้ ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีให้ชัด แล้วกลไกนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมประสาน รวมแสงเลเซอร์มาขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งสังคมไทยมีต้นทุน มีศักยภาพสูงมากในการจะต่อยอด เรื่องนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ