สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ เมษายน ๒๕๖๐

เลิศรัตน์ รัตนวานิช เสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และเสนอแนะการจัดทำศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องที่สำคัญ แล้วก็ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมนะครับ ฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ ผมเอง ก็มีความชื่นชมแล้วก็ภาคภูมิใจแทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีท่านสถิตย์เป็นประธาน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่ได้ทำเรื่องที่สำคัญ ๆ ของบ้านเมืองหลาย ๆ เรื่อง แล้วก็โดนใจทั้งรัฐบาล โดนใจทั้งพวกเรา ได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน วาระปฏิรูป ๒๗ วาระหลายเรื่อง แล้วก็เป็นเรื่องที่จะนำประเทศไปสู่การพัฒนา ต่อยอด ไปตามทั้งยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ทั้งการปฏิรูปประเทศ ในวันนี้เรามาพูดกัน ๒ เรื่อง ที่ท่านกรรมาธิการได้ทำไว้ เศรษฐกิจอนาคต คือในด้านชีวภาพกับด้านดิจิทัล ด้านชีวภาพ มีบางท่านได้พูดไปค่อนข้างละเอียดแล้ว ผมก็ขออนุญาตพูดเรื่องดิจิทัลสักเล็กน้อยนะครับ ก็คงจะไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากเท่ากับท่านผู้ชี้แจงหรือทางกรรมาธิการ แต่บังเอิญว่าใน ๒ วัน ๓ วันนี้ รวมทั้งเมื่อเช้านี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็เลยอยากจะ นำมาเรียนเสนอ ผมคิดว่าการนำเสนอของท่านกรรมาธิการในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ก็ค่อนข้างจะเป็นขั้นเป็นตอน ผมก็เลยมาดูในเรื่องข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปภายใน ๑ ปี ซึ่งท่านได้ให้ไว้ ๔ ข้อ จะขออภิปรายจากประเด็นตรงนี้ก็จะชัดเจนขึ้น แล้วก็ด้วยเวลาที่มีอยู่ ไม่มากนัก

ประเด็นแรก คือการจัดทำศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่กำกับการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ อันนี้ก็เป็นการดำเนินการ ในส่วนของภาครัฐด้วยกันเอง ซึ่งภาครัฐนี้เมื่อสักครู่นี้ผมคุยกับท่านเลขาธิการ ก.พ. เรามีข้าราชการอยู่เกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ก.พ. รับผิดชอบอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ คน เพราะว่า แยกไปเป็นข้าราชการครู ข้าราชการทหารต่าง ๆ ก็จะมีหลายความรับผิดชอบ หลายองค์กร

ประเด็นที่ ๒ คือการจัดทำแผนการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เพื่อหน่วยงานรัฐ ที่เป็นเจ้าของข้อมูลต้องเตรียมข้อมูลในการเปิดเผยผ่านช่องทางดิจิทัล ตรงนี้คือลักษณะของโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) การเปิดเผยข้อมูล ภาครัฐที่เราพูดกันมาเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว ตอนเราพูดถึงไอซีที (ICT) ตอนนี้เรามาเป็นดิจิทัล ผมเพียงแต่อยากจะขยายนิดหนึ่งว่าการเปิดเผยข้อมูลถ้าเป็นการเปิดเผยลักษณะ ของการเชื่อมโยงจะเกิดประโยชน์มากขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมไปงานดินเนอร์ทอล์ก (Dinner Talk) ของเอ็มไอทีคลับ (MIT Club) ก็มีโปรเฟสเซอร์ (Professor) จากเอ็มไอที (MIT) มาบรรยาย ชื่อโปรเฟสเซอร์ชมาเลนซี ซึ่งท่านเป็นผู้แต่งหนังสือเรื่องแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) เป็นอดีตคณบดีของสโลนสคูล (Sloan School) ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง ของสหรัฐอเมริกาในด้านเศรษฐกิจ ตอนนี้มาอยู่มาเลเซียเป็นบอร์ด ออฟ กัฟเวอร์เนอร์ (Board of Governor) ของเอเชีย สคูล ออฟ บิซิเนส (Asia School of Business) และที่ท่านประธานของผมบอกว่าประเทศเราจะนำอาเซียน (ASEAN) เว้นสิงคโปร์ ต้องระวังมาเลเซียด้วยครับ โปรเฟสเซอร์ (Professor) คนนี้เก่งมาก ทำเรื่องแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) นี่บางคนไปนึกเรื่องการเดต (Date) การออกเดต (Date) ไบลด์เดต (Blind Date) ไม่ใช่ แมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) ตัวนี้คือการออกแบบแพลตฟอร์ม (Platform) เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มคน ๒ กลุ่มเข้าด้วยกัน กลุ่มคน ๒ กลุ่มซึ่งจะมีผลประโยชน์ ร่วมกัน ตัวอย่างชัดเจน อาลิบาบา (Alibaba) เขาเชื่อมโยงคนที่ผลิตของเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ราย เท่ากับผู้ซื้อทั่วโลกเป็นหลาย ๆ ร้อยล้านรายนะครับ ด้วยแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เขา ออกแบบมาเขาก็สามารถทำให้เกิดการซื้อขายได้ทางด้านอินเทอร์เน็ต (Internet) อีกอันหนึ่ง ที่ชัดเจนที่ตอนนี้เป็นปัญหาใหญ่ แล้วก็เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the Town) คือเรื่องของอูเบอร์ (Uber) แท็กซี่ แค่มีแพลตฟอร์ม (Platform) กลางก็สามารถจะเชื่อมโยง กับคนขับรถที่ไม่ใช่แท็กซี่ในแต่ละประเทศเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ คน กับผู้โดยสารเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ คนที่ต้องการใช้รถแท็กซี่ป้ายดำโดยการแค่เข้าไปในแอปพลิเคชัน (Application) กดปุ๊บ ๆ เดี๋ยวรถมารับแล้วก็จ่ายสตางค์ผ่านทางเครดิตการ์ด (Credit Card) ไปที่ศูนย์กลาง ยังไม่พูดถึงเรื่องการจองโรงแรมเช่น อโกดาบุกกิง (Agoda Booking) ไม่พูดถึงเรื่องเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่เชื่อมโยงคนแต่ละกลุ่มเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมอยากให้เรามองการเปิดเผย ข้อมูลของรัฐเป็นลักษณะของการเชื่อมโยงกลุ่ม เรายกตัวอย่างเรื่องสตาร์ตอัป (Startup) ที่พูดถึง นายกรัฐมนตรีพูดถึงเกือบทุกวันศุกร์ เราก็ต้องเชื่อมโยงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการ จะเข้าสู่ธุรกิจสตาร์ตอัป (Startup) เข้ากับผู้ที่จะให้ทุน ให้เงิน ให้เทคโนโลยี ให้ความรู้ ไม่ว่า จะเป็นเชื่อมโยงระหว่างรัฐต่อเอกชน หรือเอกชนต่อเอกชน หรือ ๓ เส้า ๓ ฝ่าย และยังมี การเชื่อมโยงเช่นพวกเอสเอ็มอี (SMEs) อีกไม่ใช่รัฐแค่ปล่อยข้อมูลไปอย่างเดียว เขาสามารถ กลับเข้ามาทำธุรกรรมกับอีกฝ่ายหนึ่งได้เลย เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงตรงนี้เราต้องเดินไป ให้ไกลถึงขนาดมีแพลตฟอร์ม (Platform) ที่สามารถเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกัน ในลักษณะ ที่ผมใช้คำว่าแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) จึงจะเดินหน้าไปสู้กับเขาได้ อีกหน่อย ก็สามารถจะขายข้าวไม่ต้องมาตั้งอยู่หน้ารัฐสภา ตั้งอยู่หน้าโรงพักแล้วนะครับ เราเชื่อมโยง คน ๒ กลุ่มเข้าด้วยกัน ต้องการซื้อข้าวถุง ข้าวอะไรต่าง ๆ นานาด้วยแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) ด้วยแพลตฟอร์ม (Platform) ตัวนี้ละครับซึ่งรัฐสามารถใช้ได้ และข้อ ๓ ท่านพูดถึงเรื่องการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล ก็ต้องไปดูให้อัป ทู เดต (Up to date) ให้ก้าวหน้า ให้ทันสมัย ไม่ใช่แค่บอกว่าโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) คอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ไม่ใช่แค่บอก ตามข้อ ๕.๔ ว่าพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software) ขึ้นมาเพื่อลดการใช้กระดาษ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็เป็นเรื่องที่ดีถ้าเราลดการใช้กระดาษ สมัยก่อนโรเนียว (Roneo) นะครับ เมื่อสักครู่ ผมเพิ่งมาจากการสัมมนาในหัวข้อเรื่องการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรภาครัฐ ก็จะเป็นประเด็นสุดท้ายที่ผมอภิปราย ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ท่านเป็นประธานก็ได้บรรยายพิเศษประมาณ ๓๐ นาที ก็ตรงกับเรื่องที่เรากำลัง พูดกันอยู่ในห้องนี้เลยที่เรียกว่าเศรษฐกิจดิจิทัลนั่นเอง อันนี้เป็นอีก ๑ เรื่องซึ่งผมอยากจะให้รวมอยู่ในข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปภายใน ๑ ปีด้วย ซึ่งถ้าดูใน ๔ ข้อที่มีอยู่ในเอกสารนี้ยังไม่ครอบคลุมคือการเร่งรัดการพัฒนาบุคลากร เมื่อสักครู่มีเพื่อน สปท. บางท่านพูดถึงการเชื่อมโยงไปสู่ประชาชนทั้ง ๖๕-๖๖ ล้านคน ยังไม่ถึง ๗๐ ล้านคน ประชากรไทยยังไม่ถึง เพราะฉะนั้นการพัฒนาให้บุคลากรภาครัฐ สามารถตามทันในเรื่องของดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อสักครู่เราได้ทำอะไรครับ รัฐบาลได้จัดหน่วยงาน ๓ หน่วย คือ ก.พ. คณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือน คือ สรอ. สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งผมเป็นประธานอยู่ มาร่วมกันทำงานเพื่อพัฒนาบุคลากรภาครัฐ โดยในปีนี้เราจะพัฒนา ๑๕,๐๐๐ คนให้มีความเข้าใจ ให้มีความรู้ ให้มีความสามารถ ในการใช้แอปพลิเคชัน (Application) ในการเข้าถึงดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ได้ ที่ใช้ ๓ ส่วนเพราะว่า ก.พ. ก็จะเป็นผู้กำหนดกรอบในเรื่องคุณวุฒิของการที่จะเติบโต ของคนที่อยู่ในสายงานนี้ ที่ใช้ สรอ. เพราะ สรอ. จะเป็นผู้ฝึกให้การอบรม ผมก็ถามว่า สรอ. สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์จะสามารถฝึกข้าราชการตั้งเป็นแสนเป็นล้านคนได้หรือไม่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีตอบว่าก็จะต้องไปจับมือกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศที่จะสามารถ พัฒนาบุคลากรภาครัฐ อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ที่จะทำหน้าที่จัดทำ กรอบคุณวุฒิหรือเรียกเป็นภาษาง่าย ๆ ว่ามาตรฐานของวิชาชีพ มาตรฐานของการใช้ดิจิทัล เราเรียกว่ากรอบคุณวุฒิวิชาชีพด้านดิจิทัลซึ่งเราได้ทำไว้เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เราจะมา ปรับใช้กับข้าราชการเพื่อให้เหมาะสม ไม่ได้เป็นอะไรที่ซับซ้อนมากเหมือนกับที่เราคาดหวัง กับผู้ที่อยู่ในอาชีพด้านนี้โดยตรง นอกจากนั้นเรายังจะพัฒนาบุคลากรภาคอื่น ๆ ด้วย ถ้าภาครัฐเก่งดิจิทัล แต่ภาคอื่น ๆ ซึ่งมีประชาชน มีนิสิต นักศึกษาอีกมากมายตามไม่ทัน หรือเข้าไม่ถึงก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็ต้องไปด้วยกัน เหมือนตัวอย่างว่าในปีนี้ ๑๕,๐๐๐ คนนั้น เราก็แบ่งไปให้ภาคเอกชน ให้หอการค้า ให้สภาอุตสาหกรรม แล้วก็ให้สถาบันการศึกษา กับข้าราชการใน ๓-๔ กระทรวงหลัก เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ผมก็เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเองก็พยายามขับเคลื่อนในด้านของดิจิทัลอิโคโนมี (Digital Economy) หัวใจที่จะทำให้ตรงนี้พัฒนาไปได้ก็คือการพัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วน ให้เข้าถึง ให้เข้าใจ แล้วก็ให้สามารถใช้ในด้านของดิจิทัลได้ หรือไอซีที (ICT) ก็แล้วแต่ จริง ๆ ดิจิทัลกับไอซีที (ICT) ก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่เราปรับใช้คำพูดให้ครอบคลุมมากขึ้น เพราะดิจิทัลนั้นก็คือกระบวนการของไอซีที (ICT) นั่นเองนะครับ ก็คงจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่าดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเรื่องที่จะทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายของความเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ถ้าขาดดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แล้วไม่มีทางไปที่ ๔.๐ ได้ รวมถึงการพัฒนา ประเทศในด้านอื่น ๆ ที่เป็นเป้าหมาย ๖ ด้านของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ก็ต้องพึ่งพา ก็ต้องอาศัยการเติมเต็มด้วยดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเรื่องของ สิ่งแวดล้อม เรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ก็สนับสนุนที่จะให้รัฐบาลเร่งรัดในการดำเนินตามแผนงาน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้เสนอไปให้รวดเร็วตามที่เราได้เสนอไว้ครับ ขอบพระคุณครับ