เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือปัญหาความล้าหลังด้านการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้เร่งแก้ไขเพื่อรองรับยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและไทยแลนด์ 4.0 โดยเสนอให้พัฒนาระบบดิจิทัลเชื่อมโยงร้านโชห่วยในชนบทกับเครือข่ายการค้าออนไลน์และไปรษณีย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร ลดต้นทุนสินค้า และขยายช่องทางการตลาดไปยังลูกค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หมายเลข ๑๑๐ นะครับ ขอเป็นการให้ข้อมูลเล็กน้อย ก่อนอื่นต้องขอชื่นชม คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะในช่วง ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เสนอ ในเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งในช่วงแรกก็เสนอเรื่องเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมีผลสำคัญต่อเรื่อง ของความเข้มแข็งของชุมชนหรือของประชาชนที่เป็นฐานรากทั่วไป ครั้งนี้ท่านได้เสนอ เรื่องเศรษฐกิจเชิงกระแสใหม่ ซึ่งจะเป็นแนวโน้มของอนาคต ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างมาก ทางรัฐบาลก็มีการพูดถึงตรงนี้อย่างมากมายนะครับ ท่านได้พูดถึงหลายเรื่อง ในเรื่องของความคืบหน้า ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็คงเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นเรื่องใหม่ในระบบราชการ จะมีปัญหาเรื่องความเป็นเจ้าภาพก็ดี เรื่องของใครจะเป็นคนรับผิดชอบก็ดี เนื้องานใหม่ควรจะไปอย่างไร แล้วหลายเรื่องผมคิดว่า ก็คงทำให้มีความชัดเจนถ้า ป.ย.ป. ได้ทำเรื่องนี้ชัดเจนขึ้นอย่างที่ท่านประธานพูด ผมคิดว่า ในปี ๒๕๖๐ คงจะเห็นความคืบหน้าของงานตรงนี้ได้ค่อนข้างมากเพราะว่านี่เป็นทิศทางใหญ่ ผมมีข้อมูลเพียง ๒ เรื่อง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและอาจจะสะท้อนถึง สิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนะครับ จริง ๆ ความสำเร็จในเรื่องของรัฐบาลดิจิทัลก็ดี เรื่องของ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็ดี บางทีอาจจะไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราเสนอไปเพียงอย่างเดียว อาจจะมีปัจจัยรอบข้างอย่างอื่นซึ่งมีผลงานที่ทำให้ของเราอาจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ได้ เมื่อ ๒-๓ วันนี้ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่เป็นข้อมูลบางส่วนซึ่งผมคิดว่าเป็นประโยชน์ ซึ่งจะเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหนผมคิดว่าก็คงต้องไปดูอีกทีหนึ่งถ้าเป็นข้อเท็จจริงอย่างมาก ก็มีส่วนสำคัญเหมือนกัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการสัมมนาในเรื่องของการเป็น ๕ จี (5G) ของประเทศไทย ก็มีผู้แทนซึ่งคิดว่าเป็นส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทางดีแทค (DTAC) ก็ดี ทางสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศก็ดี หรือหัวเหว่ย (Huawei) ก็ดี เขามีการพูดถึง ประเทศไทยในการพัฒนาตรงนี้ ซึ่งผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ถ้าข้อมูลนี้ เป็นข้อมูลจริงเราก็คงจะต้องมานั่งพิจารณาทบทวนหรือว่าแก้ไขตรงนี้ได้อย่างไร ก็มองว่า ในขณะนี้ทั้ง ๒-๓ ท่านพูดโดยรวม ๆ ว่าประเทศไทยใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน ๓ จี (3G) ค่อนข้างนานกว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เราใช้เวลาถึง ๑๐ ปีในการเปลี่ยนผ่านตรงนี้ ซึ่งก็รู้ว่าตอนนี้เรากำลังเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand ๔.๐) ก็ดี แต่การเปลี่ยนผ่านของเรา แต่ละระยะจะใช้เวลาค่อนข้างนาน อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอันหนึ่ง และใน ๓ ปีข้างหน้า เขาได้มีการพูดถึงว่าประเทศข้าง ๆ เราไม่ว่าจะเป็นเมียนมา หรือกัมพูชา การจัดการ คลื่นความถี่ของเขาในรอบ ๓ ปี ในรอบถึงปี ๒๐๒๐ เกินกว่ามาตรฐานของไอทียู (ITU) คือสหภาพโทรคมนาคมรอบประเทศไปอย่างมาก ของเมียนมาก็ดี ของกัมพูชาก็ดี มีการจัดเตรียมคลื่นความถี่ถึง ๑,๓๔๐-๑,๙๖๐ เมกะเฮิรตซ์ ในขณะที่ของไทยเองขณะนี้ เรามีเพียง ๓๒๐ เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการของเทคโนโลยีที่มี ความเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเป็นอย่างนี้จะเป็นปัญหา ถ้าเราพัฒนาเป็น ๔.๐ หรือ ๕.๐ ก็ดี ความต้องการใช้ข้อมูลหรือความต้องการเครื่องมือโปรแกรมต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมีความจำเป็น มากขึ้น ถ้าการจัดการคลื่นความถี่ของเราไม่สามารถจัดการได้พอกับปริมาณความต้องการ ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นปัญหา การที่เราสร้างดิจิทัลขึ้นมาอาจจะเป็นอุปสรรคอย่างมาก อันนี้ ก็เป็นข้อมูลอันหนึ่งที่ผมคิดว่าถ้าข้อมูลตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงก็คงมีผลต่อการที่เราจะเสนอ ตรงนี้ต่อไป
อีกอันหนึ่งก็เป็นบทความที่เขาเขียนเรื่องประเทศจีน อันนี้ก็น่าสนใจ ถ้าดิจิทัลของเรามีการพัฒนาแล้วสัมพันธ์กับประชาชนมีส่วนรู้ว่าได้ประโยชน์ผมคิดว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญ เขาก็หยิบยกในประเทศจีนขึ้นมาว่าบริษัทของจีนร่วมมือกับ ไปรษณีย์จีนและจัดการในเรื่องของการขายสินค้า ก็หวังว่าประเทศจีนคงจะเหมือนกับ ประเทศเรา ร้านโชห่วยในชนบทกำลังจะตาย ดังนั้นถ้าวิธีการคือจัดทำเว็บไซต์ (Web Site) นี้ ขึ้นมาและมีความเชื่อมโยงกันระหว่างทางร้านโชห่วยที่อยู่ในชนบท ไปรษณีย์ และลูกค้า ถ้าสามารถดำเนินการตรงนี้ได้ พอดำเนินการสั่งซื้อต่าง ๆ เหล่านี้โดยผ่านไปรษณีย์ขนส่งขึ้นมา มีการเจริญเติบโตมากในจีน และเขาบอกว่าธุรกิจไปรษณีย์ของจีนที่หันมาทำตรงนี้ ได้มีการเจริญเติบโตในปีที่แล้วถึง ๔๕๐ เปอร์เซ็นต์ สามารถทำมูลค่าได้หลายแสนล้านหยวน ตรงนี้ก็คือสิ่งที่มีความสำคัญมากในการขายสินค้าจากร้านโชห่วย การส่งสินค้าผ่านทาง เว็บไซต์ (Web Site) ต่าง ๆ เหล่านี้ลูกค้าก็สั่งซื้อมา ไปรษณีย์เป็นคนรับส่งถึงที่ ตรงนี้ถ้าเขา วางแผนว่าในประเทศจีนมีทั้งหมด ๗๐๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ถ้าสามารถเพิ่มร้านแบบนี้ได้ ๑ ร้าน ต่อ ๑ หมู่บ้าน แล้วในเขตเมืองเพิ่มอีกสัก ๒๐-๓๐ ร้านครอบคลุมประเทศจีน จะมีสินค้า จำนวนมากจากชนบทวางขายทางอินเทอร์เน็ตพวกนี้และจะมีการซื้อขายต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นอันหนึ่งก็คือเขาเทียบราคาขึ้นมาดูว่าราคาในการซื้อขายแบบเดิมประมาณ ๖ หยวน สมมุติต่อ ๑ ชิ้น ชาวไร่ได้แค่ ๑.๕ หยวน ที่เหลือก็เป็นของธุรกิจ เป็นของนายทุน ประเทศต่าง ๆ เข้าไป พอเขาใช้วิธีการแบบนี้ขึ้นมาสินค้าที่ซื้อขาย ๖ หยวนราคาแค่ ๔.๕ หยวนเอง แต่ชาวไร่ได้ถึง ๓ หยวน ๑.๕ หยวนเป็นของไปรษณีย์ แสดงว่าผู้บริโภค สามารถจะได้สินค้าที่ถูกลง ชาวไร่ได้เงินมากขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ ก็เดินไปได้ อันนี้ผมคิดว่าก็เป็น ตัวอย่างว่าถ้าทำแบบนี้ดิจิทัลเราสามารถที่จะรับหรือว่าเสิร์ฟความต้องการของคนได้จริง ๆ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเพียงข้อสังเกตที่ผมได้อ่านมาแล้วก็เห็นวาระนี้ขึ้นมาพอดี ก็คิดว่าคำว่าดิจิทัล ที่เราจะพัฒนาไปถ้าเราสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างครอบคลุมถึงความต้องการใช้ ขณะเดียวกันสามารถที่จะทำให้สัมผัสได้กับประชาชนโดยตรงผมว่าเราสามารถดำเนินการได้ อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็คงเห็นชอบด้วยตามที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอแนวทาง การพัฒนาขึ้นมา ขอบคุณครับ