กษิต หารือพัฒนาเทคโนโลยี-เชื่อมวิจัยกับเศรษฐกิจ-ผลักดันบุคลากรดิจิทัล

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ เมษายน ๒๕๖๐

กษิต ภิรมย์ หารือการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและการขาดความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ดิจิทัลจากต่างประเทศ เรียกร้องให้ชี้แจงบทบาทศูนย์ไบโอเทค เชื่อมโยงงานวิจัยกับเป้าหมายเศรษฐกิจ และผลักดันการเจรจากับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างเปิดเผยเพื่อสร้างระบบอีรัฐบาลดิจิทัลที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และไร้การทุจริต พร้อมเน้นย้ำการพัฒนาบุคลากรไทยในระบบการศึกษาเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเรียกร้องการยกระดับครู-อาจารย์และเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ขอเริ่มที่เรื่องเทคโนโลยีชีวภาพก่อนนะครับ ไบโอเทค (Biotech) ทุกครั้ง ผมค่อนข้างจะแปลกใจครับท่านประธานว่าเราจะมีการอภิปรายชี้แจงข้อมูลกันในสิ่งที่ อยากจะให้เดินไปข้างหน้าสู่อนาคต แต่เรามักจะไม่ได้มานั่งพินิจพิจารณาสิ่งที่มีอยู่ แล้วผม ก็ได้เวียนถามขอร้องหลายคณะกรรมาธิการก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ขออีกครั้งหนึ่งได้ไหมว่า เมื่อเราพูดกันเรื่องไบโอเทค (Biotech) ผมอยากจะฟังทางฝ่ายคณะกรรมาธิการชี้แจงว่า มีประเด็นปัญหาอะไรที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีศูนย์เฉพาะทาง ๔-๕ ศูนย์ด้วยกัน โดยเฉพาะศูนย์ไบโอเทค (Biotech) เขาทำอะไรกันอยู่ครับ เอางบประมาณภาษี ของราษฎรไปทำอะไรเราถึงต้องกลับมาพูดเรื่องไบโอเทค (Biotech) ใน สปท. อีกครั้งหนึ่ง ต้องไปดูเรื่องของการปฏิรูปปรับปรุงกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและบรรดาศูนย์ เฉพาะทางหรือไม่ อย่างไร นั่นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ การโยงใยงบประมาณของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับงบของสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และงบของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ แล้วก็บรรดางบของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งมีงบวิจัยอยู่ว่าจะมีการประสานร่วมมือกันในการที่จะขับเคลื่อนการค้นคว้าและวิจัย ในเรื่องต่าง ๆ ของประเทศไทยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยเฉพาะทางด้าน ไบโอเทค (Biotech) ซึ่งน่าจะเป็นหัวใจการขับเคลื่อนงานทางด้านวิทยาศาสตร์ของไทย เพราะความที่เรามีความหลากหลายทางชีวภาพทางด้านไดเวอร์ซิตี (Diversity) มากมาย มหาศาล เป็นประเทศชั้นนำของโลกที่เรามีพืชต่าง ๆ มากมายที่สามารถจะนำมาค้นคว้า วิจัย พัฒนาได้ อันที่ ๑ ส่วนอันที่ ๒ บนกระดานได้พูดถึง ๓ ประเทศด้วยกัน คือ ๑. สหรัฐอเมริกา แล้วก็กลุ่มประเทศของสหภาพยุโรป ๒๘ ประเทศ แล้วก็ประเทศที่ ๓ คือเกาหลีใต้ ส่วนของ เกาหลีใต้นั้นน่าสนใจที่เขาบอกว่าอยากจะทำ ๒ เรื่องด้วยกัน คือทางด้านคอสเมติก (Cosmetic) เครื่องสำอาง แล้วก็ทางด้านสมุนไพร แล้วทำไมเราที่นี่โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจถึงไม่ตั้งเป็นตุ๊กตาแบบเกาหลีใต้ แล้วจะได้โยงไปกับในเรื่องของการค้นคว้า วิจัย และพัฒนาทางด้านไบโอเทค (Biotech) ก็ขอย้อนกลับไปว่าในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา หลายรัฐบาลก็บอกว่าเราจะเป็นครัวโลก เป็น คิตเชน ออฟ เดอะ เวิลด์ (Kitchen of the World) หรือจะเป็นศูนย์กลางทางด้านอาหาร ฟู้ดเทคโนโลยี (Food Technology) กับเเมเนจเมนต์ (Management) ต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็บอกว่าเราอยากจะเป็นศูนย์กลางทางด้านการแพทย์เมดิคัลฮับ (Medical Hub) ของการรักษาพยาบาลอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราก็อยากจะเป็นเลิศในเรื่องของ ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ความเป็นอยู่ที่ดี เข้ากับสิ่งแวดล้อม สุขภาพดี รวมทั้งความสวยงามด้วย จากสมุนไพร จากคอสเมติก (Cosmetic) ทั้งหลาย แล้วอีกอันหนึ่งที่เป็นประเด็นปัญหามาก แล้วเราก็ได้พูดในสภานี้หลายครั้งก็เรื่องของพลังงานทดแทนและหมุนเวียน ถ้าเผื่อเรามี ๔ เรื่อง อาหาร การแพทย์ ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) หรือการท่องเที่ยวและพลังงาน ผมก็ขอถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ทำไมเราไม่โยงเรื่องไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) มากับ ๔ เป้าหมายหลักของประเทศไทยแทบจะทุกรัฐบาลก็มาพูด เหมือนกันนะครับ ถ้าเผื่อตราบใดที่ไม่โยงแล้วเราก็ไปสาละวนกับเรื่องของคณะกรรมการ ระดับชาติ เราไปยุ่งกับเรื่องขององค์กรต่าง ๆ มากมาย ทั้ง ๆ ที่เรามีกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเคียงข้าง มีกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าเผื่อประสานงานกันไม่ได้ ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการมาใหม่หรอกครับ ก็ต้องไปที่ คสช. ไปที่ ครม. ทำไมเราถึง ประสานงานกันไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็เสียเวลามากมาย แล้วผมก็พูดหลายครั้ง จนเพื่อนสมาชิกเบื่อไม่ว่าเราจะทำอะไร ตั้งคณะกรรมการแห่งชาติแล้วเราก็มุ่งหวัง คาดหวัง เพ้อฝันว่าจะทำให้เกิดการประสานงานได้ มันไม่ใช่ครับ มันเป็นเรื่องการรับผิดชอบสำคัญ ของผู้ที่เป็นรัฐมนตรี ตราบใดที่รัฐมนตรียังทำงานไม่เต็มเป้าก็จะมีประเด็นปัญหาของ การประสานงาน หลาย ๆ อย่างไม่ต้องมีกฎหมาย มันอยู่ที่ความริเริ่ม เรียกประชุม อย่างสม่ำเสมอกับทุกหน่วยงาน มีข้อยุติอย่างไรก็ส่งไปที่ ครม. เป็นมติ ครม. มันก็เคลื่อนได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการมากสำนักงานมาก ระหว่างตัวรัฐมนตรี หรือกระทรวงนั้น ๆ กับคณะรัฐมนตรี ก็ขอแนะเรื่องวิธีการทำงานและบริหารราชการ สักนิดหนึ่ง ในส่วนไบโอเทค (Biotech) ผมขอพูดแค่นี้

คราวนี้มาที่ดิจิทัล ผมไม่เป็นห่วงเรื่องจะสร้างองค์กรอะไรกันมา ในเมื่อ มีสำนักงานรัฐบาลทางด้านดิจิทัลแล้วพัฒนาให้ได้สิครับ ทำงานให้เต็มภาคภูมิ แล้วจะ ประสานกับทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับทางกระทรวงสื่อสารได้อย่างไร นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็ว่ากันไปเป็นเรื่องการปรับปรุงการประสานงานของผู้หลักผู้ใหญ่ ๓-๔ หน่วยงานนี้ โดยมี ครม. เป็นตัวที่จะช่วยขับเคลื่อนและให้มติ อันนั้นก็ว่าไปในเรื่องของ โครงสร้างและองค์กรการบริหารจัดการ แต่ที่ผมสนใจมากและน่าจะเป็นงานของ คณะกรรมาธิการ หรือของ สปท. ใน ๑ ปีของการขับเคลื่อนการปฏิรูปของรัฐบาล คสช. ก็คือว่าเครื่องมือเครื่องใช้เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งหมดนี้ เราจะต้องซื้อจากต่างประเทศ แล้วเราก็มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสของการจัดซื้อจัดจ้าง ถึงแม้ว่าเราจะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างออกมาแล้วก็ไม่ได้มีการคัดค้าน มีฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่อยากให้กฎหมายเข้ามาเพราะยังอยากจะใช้หลักดุลยพินิจจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยวิธีพิเศษอะไรต่าง ๆ หรือจะทำด้วยวิธีจีทูจี (G to G) ก็จะนำไปสู่การโกงกินชาติบ้านเมือง มันมีลู่ทางต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่เป็นไร แต่ระหว่างนี้เรามีเวลา ๑๒ เดือนที่จะทำงานให้กับ ประเทศชาติ ให้กับ คสช. ป.ย.ป. ผมก็อยากจะถามว่าเราโดย สปท. หรือโดยคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนี้จะเริ่มเจรจากับบริษัทซัปพลายเออร์ (Supplier) กี่บริษัทในเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) เอาในเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) เสียก่อน เป็นกี่บริษัทจากประเทศญี่ปุ่น จากประเทศเกาหลีใต้ จากประเทศจีน จากประเทศแคนาดา จากประเทศในสหภาพยุโรป กับประเทศสหรัฐอเมริกา หรือจากประเทศแคนาดา ผมว่า เราต้องมาวางสิ่งเหล่านี้บนโต๊ะเสียก่อนว่าจะใช้เครื่องมือของใคร นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ อันที่ ๒ เราจะเจรจากับบริษัทคอนซัลแทนต์ (Consultant) หรือบริษัทที่เขาจะให้มีบริการ แบบนี้ จะเป็นกูเกิล (Google) หรือจะเป็นแอปเปิล (Apple) อะไรต่าง ๆ ว่าเราจะใช้โปรแกรมของใครในการที่จะวางทั้งระบบอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) ของประเทศไทยที่จะครอบคลุมทุกองค์การ ทุกหน่วยงานของประเทศ ไม่ใช่ว่า กระทรวงการต่างประเทศก็ใช้ระบบหนึ่ง ศุลกากรใช้ระบบหนึ่ง สำนักทะเบียนราษฎร์ ใช้อีกระบบหนึ่ง กทม. ใช้อีกระบบหนึ่ง แล้วมันก็สับสน ส่อไปซึ่งการทุจริต แล้วการที่จะ รักษาองค์กรของตนเองที่เขาเรียกว่าเทิร์ฟ (Turf) ไม่อยากให้คนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะจะได้มีเบี้ยบ้ายรายทาง มันบ่งบอกไปในทิศทางของการทุจริตทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อเราอยู่ที่ สปท. แล้วเราจะปฏิรูปประเทศ เราต้องมาดูในเรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ ตั้งแต่ต้นเพื่อให้การคัดเลือกบริษัทที่จะทำให้ทั้งระบบของประเทศนั้นมีความโปร่งใส เชื่อมโยงและไม่มีความลักลั่นระหว่างหน่วยงาน อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็มาดูการเจรจา เรื่องการวางระบบ เพราะเราไม่มีผู้ชำนาญการในประเทศไทยเพียงพอที่จะมาวางระบบ ทั้งประเทศด้วยตนเอง เราต้องมีที่ปรึกษาจากต่างประเทศหรือว่าจากหน่วยงานระหว่างประเทศ ที่เราเป็นสมาชิกอยู่เช่นอินเตอร์เนชันนัล เทเลคอมมูนิเคชัน ยูเนียน (International Telecommunication Union) ไอทียู (ITU) ที่นครเจนีวาซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์การ สหประชาชาติ

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่เป็นเรื่องสำคัญ แล้วใครจะพัฒนาบุคลากรของไทยเรา ที่โรงเรียนโดยกระทรวงศึกษาธิการมีครูหรือเปล่า ที่โรงเรียนอาชีวะมีครูหรือเปล่า ที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เรามีอาจารย์เพียงพอหรือไม่ เราจะพัฒนาคุณครูแล้วก็อาจารย์เหล่านี้ อย่างไรเพื่อเตรียมบุคลากรของเรา ทั้งที่จะเป็นผู้ใช้ แล้วก็เป็นผู้ให้บริการ แล้วก็เป็นผู้วางแผน ต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าเผื่อเราจะเป็น ๔.๐ ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ทั้งประเทศ พลเมืองไทย ๗๐ ล้านคนต้องมีองค์ความรู้ครับ ไม่อย่างนั้นเราก็จะพูดกันในเรื่องภาพสวย อย่างเดียวลอยอยู่ในอากาศ ไม่โยงกับมหาวิทยาลัย ไม่โยงกับหน่วยงานค้นคว้า ไม่ได้พูดกับ ซัปพลายเออร์ (Supplier) ทางภาคเอกชน แล้วก็ไม่ได้เตรียมบุคลากร ก็จะเป็นการทำงาน ที่ค่อนข้างจะลอยอยู่ในอากาศ เราต้องโยงมาสู่ภาคพื้นดินให้ได้ แล้วก็ทำงานกัน อย่างจริง ๆ จัง ๆ อันนี้ก็ขอย้ำมาครับท่านประธาน ขอขอบคุณมากครับ