สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ เมษายน ๒๕๖๐

ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา เสนอแนวคิดเรื่องการจัดการศึกษาปฐมวัย โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบดูแลเด็กตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป และให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของครูผู้สอนปฐมวัยที่จะต้องจบตรงกับการสอน และมีความสามารถในการสอนเด็กปฐมวัยให้พัฒนาการสมวัย

นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิกลำดับที่ ๑๑๑ กระผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ แล้วก็ขอชื่นชมในเรื่อง ของการปฏิรูปด้านการศึกษา การจัดการปฏิรูปและดูแลพัฒนาการศึกษาปฐมวัยให้มีมาตรฐาน และเอกภาพ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมนั้นเคยเป็นประธานคณะกรรมการสถานศึกษา เคยเป็นผู้บริหารท้องถิ่น เพราะฉะนั้นก็เคยดูแลศูนย์เด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเห็นว่าตรงนี้ยังมีความสำคัญในการที่จะดูแลศูนย์เด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานครับ กระผมขออภิปรายแนวทางการปฏิรูปและดูแลการพัฒนาการจัดการศึกษา ปฐมวัยให้มีคุณภาพได้อย่างไร

ประเด็นที่ ๑ การจัดการปฐมวัย เป้าหมายหลักของการพัฒนาก็คงจะไม่พ้น ๔ ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา เพื่อเตรียมการเลื่อนชั้น ไปสู่ประถมศึกษาอย่างมีคุณภาพ การส่งต่อนักเรียนจากปฐมวัยไปสู่ประถมศึกษานั้น จะให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในระดับปฐมวัยจะต้องกำหนดในหลักสูตร เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนรู้เรื่องพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นด้านคณิตศาสตร์ ด้านภาษาไทย และด้านวิชาอื่น ๆ ด้วยครับ

ประเด็นที่ ๒ การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคตตามรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กำหนดให้การศึกษาปฐมวัยเป็นการศึกษาภาคบังคับ ภาครัฐจะต้องเตรียมครูปฐมวัยให้เพียงพอกับการเปิดปฐมวัยเต็มพื้นที่ ไม่ว่าจะจัดโดยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ สพฐ. ปัจจุบันปัญหาครูที่จบไม่ตรงวิชาเอกมีจำนวนเยอะมาก ไม่ว่า ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ สพฐ. สืบเนื่องมาจากความคิดของบุคคลส่วนใหญ่มองว่า ปฐมวัยใคร ๆ ก็สอนได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสอนแบบไม่มีเป้าหมาย ครูไม่มีวุฒิภาวะ ที่จะสอนได้ แต่จะสอนอย่างไรให้เด็กปฐมวัยพัฒนาการสมวัย สนุก มีความสุข มีคุณภาพ ท่านประธานที่เคารพครับ การจัดการปฐมวัยภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญ กำหนดเป็นการศึกษา ภาคบังคับ เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้วครับ แต่ทั้งนี้รัฐจะต้องเตรียมครู หลักสูตร วัสดุอุปกรณ์ ให้เพียงพอและเหมาะสม ท่านประธานครับ การขยายประถมศึกษาโดยไม่เตรียมความพร้อม อย่างเป็นระบบ การปรับแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็จะทำให้เกิดปมปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะ เรื่องครูที่ไม่จบปฐมวัยมาสอน ครูที่จะสอนเด็กปฐมวัยได้ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ครู รู้เรื่องศาสตร์ของปฐมวัย โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนในทุกระดับ จึงสมควร อย่างยิ่งครับท่านประธานที่ต้องอาศัยครูที่จบตรงกับการสอนเด็กปฐมวัยมาจัดการเรียนการสอน เพราะจะรู้ธรรมชาติของเด็กเป็นอย่างดี

ประเด็นข้อสังเกตครับท่านประธาน การจัดการศึกษาปฐมวัยหากรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้ หน่วยงานใดที่เหมาะสมในการรับผิดชอบในการจัดการศึกษาปฐมวัย ท่านประธานครับ จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีศูนย์เด็กเล็กอยู่หลายพันแห่ง แล้วก็มีความพร้อมพอสมควร เพียงแต่รัฐอาจจะต้องสนับสนุนงบประมาณลงไปในส่วนนั้น หรือจะให้ สพฐ. เป็นผู้จัด ข้อดีครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้ดูแลการศึกษาของ ศูนย์เด็กเล็กจะมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลเด็ก ๒ ปี ๓ ปี ตั้งแต่ ๓ ปีลงมา ก็เห็นว่าเหมาะสม เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งครับ เพราะฉะนั้นก็จะดูแลพ่อแม่พี่น้อง ดูแลเด็กที่เข้ามาศูนย์เด็กเล็กได้อย่างมีคุณภาพ เพราะท้องถิ่นมีงบประมาณและต้องเอาใจพี่น้องประชาชน จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดเด็กตั้งแต่ ๓ ปีลงมา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ตรงนี้ก็ขอฝากทางกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานไป ในกรณีที่ให้ สพฐ. จัดมันก็มีส่วนดีครับ ประเด็นแรก เด็กได้เรียน ต่อเนื่อง ก็ให้จัดหลังจาก ๓ ปีขึ้นไปในระดับของอนุบาลเพื่อต่อยอดไปยังประถมศึกษา ส่วนนี้นะครับท่านประธาน ก็จะทำให้เด็กต่อเนื่องและต่อยอด ไม่ต้องเปลี่ยนโรงเรียน ก็จะทำให้เด็กไม่งอแงแล้วก็ได้รับประโยชน์สูงสุดตามความประสงค์ของการศึกษา ข้อดีอีกข้อหนึ่งท่านประธานครับ ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กมีมากมาย ก็สามารถที่จะทำให้ โรงเรียนเล็ก ๆ เหล่านี้กลายเป็นโรงเรียนขนาดกลาง ส่วนนี้ก็มีความเหมาะสมสำหรับที่จะจัด การศึกษาไปยัง สพฐ. ระดับตั้งแต่ ๓ ปีขึ้นไป คืออนุบาลไปสู่ประถมศึกษา กระผมขอชื่นชม แล้วก็ขอสนับสนุนกรรมาธิการที่ได้เสนอเกี่ยวกับการศึกษาเข้ามายังสภาแห่งนี้ กระผม ขอเห็นชอบตั้งแต่ ณ วันนี้เลยครับ ขอบคุณครับ