ชาลี เอียดสกุล หารือปัญหาการขาดมาตรฐานและเอกภาพในการจัดการศึกษาปฐมวัย ตั้งคำถามถึงหน่วยงานรับผิดชอบและตัวชี้วัดความสำเร็จของการปฏิรูป พร้อมแสดงความกังวลต่อข้อเสนอให้นายอำเภอดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กว่าอาจเกิดความซ้อนซ้อน จึงเสนอให้จัดการศึกษาปฐมวัยเป็นหนึ่งเดียวภายใต้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อความชัดเจนและลดความซับซ้อน รวมถึงเรียกร้องให้สนับสนุนโรงเรียนเอกชนอย่างเท่าเทียม โดยเน้นการนิเทศและช่วยเหลือด้านวิชาการอย่างจริงจัง พร้อมเสนอให้กรรมาธิการปรับแนวทางทำงานให้มุ่งเน้นปัญหาเร่งด่วนและเป็นรูปธรรมมากขึ้นแทนโครงการใหญ่ที่อาจไม่เกิดผลจริง
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ กระผม นายชาลี เอียดสกุล สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๓๘ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมขออนุญาตนำเสนออภิปรายในวันนี้ก็คือเรื่องของการพัฒนา และการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยตามที่กรรมาธิการได้นำเสนอนะครับ ผมจับประเด็นได้ว่า ประเด็นที่สำคัญที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอมีประเด็นหลักอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือ มาตรฐาน เรื่องที่ ๒ คือเอกภาพ นั่นก็คือว่าการศึกษาไทยในระดับก่อนประถม ณ วันนี้ ไม่มีเอกภาพแล้วก็ยังไม่ได้มาตรฐานใช่ไหมครับ ถ้าไม่มีปัญหาอย่างนี้เราก็ไม่ต้องคิดปฏิรูปกัน ท่านที่เคารพครับ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมคนหนึ่งเป็นผู้บริหารในโรงเรียนอนุบาลจังหวัด ขอเรียนให้ทราบว่าการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมหรือปฐมวัยนั้นที่จัดกันมาก็อยู่ใน เกณฑ์ดีครับ แล้วหน่วยงานทุกหน่วยงานก็มีความตั้งใจที่จะพัฒนาการศึกษาระดับปฐมวัย แต่ว่า ณ วันนี้บริบทสังคมของประเทศชาติได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากนะครับ เป้าหมายของ การจัดการศึกษาอาจจะไม่เป็นที่พอใจของบางหน่วยบางองค์กร หรือรัฐเองมีภาระหน้าที่ ดูแลไม่ทั่วถึงด้วยเหตุประการต่าง ๆ ซึ่งกระผมจะได้อธิบายในลำดับต่อไปครับ ผมขอเรียน ตรง ๆ ว่าเป้าหมายหลักของการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยเรื่องเดียวคืออะไร คือเตรียมความพร้อม พร้อมที่จะให้เด็กเข้าไปเรียน ป.๑ ๔ ด้าน หลายคนพูดไปแล้ว เมื่อสักครู่ ก็คือด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ แล้วก็สังคม แค่นี้ครับ นี่คือการจัดการศึกษา หลักสูตรก็เขียนไว้ดีครับ แต่ว่าบางสถานศึกษาไปสอนเลยหลักสูตรเพื่อหวังคะแนนนิยมจาก ผู้ปกครอง ทำให้เด็กนั้นก้าวตามไม่ทันในเรื่องของการพัฒนา นี่จุดหนึ่งที่จะต้องแก้ แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อท่านกรรมาธิการก็นำข้อเสนอแนะเพื่อที่จะปฏิรูปการขับเคลื่อน ผมมีประเด็นที่ถามท่านให้ตอบในลำดับต่อไปว่า เมื่อคิดที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านนี้แล้ว อะไรคือตัวชี้วัดครับว่าการศึกษาระดับปฐมวัยจะได้มาตรฐาน ใช้เกณฑ์อะไร เป็นตัววัดภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ซึ่งไม่นานนักนะครับ ประเด็นที่ ๒ การจัดการศึกษา ที่บอกว่าไม่มีเอกภาพ หลายหน่วยงานจัด หลายกระทรวง ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ถามว่าแล้วต่อไปจะให้หน่วยงานไหนจัดเพื่อให้มีเอกภาพและบริหารจัดการได้เป็นที่พออกพอใจ ตามเกณฑ์มาตรฐานนะครับ
ท่านครับ ผมมีความห่วงใยว่าจากเอกสารที่ท่านได้นำเสนอในตารางที่ ๘ หัวข้อเสนอแนะบอกว่าจะเร่งปรับปรุงคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยให้บูรณาการ ระดับอำเภอแล้วให้นายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล ประเด็นนี้ผมมีความห่วงใยนะครับ ด้วยเหตุผลว่าขณะนี้สถานศึกษาที่รับผิดชอบจัดการศึกษาระดับก่อนประถมนั้น มีตั้งแต่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล อบต. อบจ. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ เขามีหน่วยงานต้นสังกัดอยู่แล้ว และหน่วยงานต้นสังกัดเหล่านั้นก็ยังมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ ด้านวิชาการ นั่นก็คือการกำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลเป็นระยะอยู่แล้ว ไม่ว่าของ เขตพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก็มีนะครับ มีกองการศึกษา มีฝ่ายการศึกษา จะให้นายอำเภอไปกำกับดูแลอย่างไร นายอำเภอนั้นกำกับดูแลองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเท่าที่จำเป็นครับ ผมว่าในด้านวิชาการเป็นเรื่องยาก ท่านจะเอาเวลาที่ไหน ไปกำกับดูแล นี่คือข้อห่วงใยนะครับ ขอฝากท่านกรรมาธิการได้ไปทบทวนดูว่าเป็นไปได้หรือไม่
ประเด็นต่อไปครับ หลักของการขับเคลื่อนในข้อที่ ๓ ท่านบอกว่า มีกลไกระดับชาติ ระดับจังหวัด แต่ไม่มีระดับอำเภอ ท่านนำเสนอไม่สอดคล้องกันนะครับ ลองทบทวนดูครับว่าถ้าให้นายอำเภอเป็นผู้กำกับก็น่าจะมีกลไกอยู่ด้วย
ลำดับต่อไป เป็นข้อเสนอแนะจากกระผมนะครับว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยนั้น ควรที่จะมอบให้หน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดรับผิดชอบ ไม่ควรที่จะให้มีหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง หลายองค์กร เพราะอะไรครับ เพราะ ๑. สิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่ได้ประหยัดคน ไม่ได้ประหยัดทรัพยากร แล้วก็การกำกับดูแลยุ่งยาก หลายหน่วยงาน หลายองค์กร แต่ละหน่วยงาน แต่ละองค์กรก็มีสายงานบังคับบัญชาของแต่ละหน่วยงาน อันนี้เป็นเรื่องยาก จึงทำให้ไม่มีเอกภาพครับ ความคิดผมนะครับว่าปฐมวัยนี่รัฐควรกระจาย อำนาจเลย ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับไปดำเนินการ กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบ ระดับประถม มัธยม ให้ชัดเจนอย่างนี้
และอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ โรงเรียนเอกชนมีจุดอ่อนอยู่ว่า ขาดความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ นั่นก็คือด้านวิชาการที่จะลงไปนิเทศ ช่วยเหลือ กำกับ ติดตาม กระผมคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าเขตพื้นที่หรือหน่วยงานใด ก็แล้วแต่ที่สังกัด ที่ยังมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือดูแลโรงเรียนเอกชน ต้องไปช่วยเหลือดูแล อย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ใช่คิดว่าโรงเรียนเอกชนนั้นเป็นโรงเรียน ก็ฝากไว้เป็นลูกคนที่ ๒ อันนี้ก็จะเกิดจุดอ่อนในการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน เพราะฉะนั้นก็ต้องช่วยเหลือ เกื้อกูลกันนะครับ โดยภาพรวมผมมองว่ากรรมาธิการคิดเรื่องไกล คิดใหญ่ คิดกว้าง ผมเป็นห่วงครับว่าจะไม่สำเร็จภายในเวลาอันจำกัด ขอให้คิดเรื่องง่าย ๆ ที่ทำได้ เช่นว่า แผนการศึกษาชาติ เรื่องหลักสูตรไม่ต้องคิดใหม่หรอกครับ เอาประเด็นที่เป็นปัญหาจริง ๆ หยิบยกมาถกกัน มาประสานงานกัน ออกเป็นระเบียบเป็นกฎหมายก็แก้ปัญหาได้ครับ ขอให้ทำในช่วงระยะเวลาที่เป็นไปได้และเกิดประโยชน์อย่างจริงจังดีกว่าสูญเปล่า ขอบพระคุณครับ