อำพล จินดาวัฒนะ หารือถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยในฐานะการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เสนอให้มีหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ พร้อมสนับสนุนการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และพัฒนาการเด็กอย่างเหมาะสม พร้อมแสดงความห่วงใยต่อทิศทางนโยบายที่เน้นความเร็วและการแข่งขันตั้งแต่วัยเยาว์
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ มีเรื่องเล่ากันว่ามีโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เปิดวันแรก ลูกก็มาเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาล กลับบ้านเย็นนั้นก็ถามคุณพ่อคุณแม่ที่โต๊ะอาหารว่า คุณพ่อคุณแม่ หนูมาจากไหนคะ พ่อแม่ได้ยินก็ตกใจ ไปโรงเรียนอนุบาลวันแรกกลับมา ถามยาก และจะอธิบายอย่างไรว่ามาจากไหน ก็บอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพ่อกับแม่จะอธิบาย ก็แล้วกัน คืนนั้นพ่อแม่ก็อ่านตำรา เปิดเว็บไซต์ (Web Site) ดูนะครับว่าจะสอนเด็ก ๓ ขวบ ว่ามาจากไหนจะสอนอย่างไร อธิบายอย่างไรเด็กถึงจะเข้าใจ ก็นานนะครับ ค้นคว้าตำรา เช้าตื่นมาลูกจะไปโรงเรียนอนุบาลวันที่ ๒ ก็มานั่งโต๊ะอาหาร ก็ยังไม่รู้จะอธิบายอย่างไรอยู่ดี ยาก คำถามว่าหนูมาจากไหน เผอิญพ่อแม่ก็หันไปเห็นที่นอกหน้าต่าง มีนกเขาคู่หนึ่งมาเกาะ อยู่ที่ต้นไม้ ก็เลยได้คิดบอกว่านั่นอย่างไรลูก นกเขา ๒ ตัวเมื่อก่อนเขาก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน นกเขาเขารักกันก็มาอยู่ด้วยกัน ตอนหลังก็ออกไข่ กกไข่ออกมาเป็นลูกนกเขา เมื่อก่อนพ่อแม่ ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เรารักกันก็มาจนมีหนูนี่ละ เด็กอนุบาลก็หน้านิ่วคิ้วขมวดนะครับ โอ้โฮทำไม พ่อแม่อธิบายยากจัง แล้ววันนี้หนูจะไปตอบครูได้อย่างไร เมื่อวานนี้ครูเขาถามเพื่อนหนูว่า หนูมาจากไหน เพื่อนหนูเขาตอบง่ายนิดเดียวว่ามาจากอยุธยา ไม่มีอะไรครับ เล่าเพื่อ จะคลายเครียด เผอิญเมื่อสักครู่นี้มีการถอน ไม่ถอนกันด้วยนะครับ วันนี้เราอภิปรายมา ตั้งแต่เช้าไม่ได้พักการประชุม ผมขึ้นตรงนี้เพื่อจะบอกว่าบางทีผู้หลักผู้ใหญ่เราคิดเยอะ เด็ก ๆ การเรียนรู้ของเขามันง่าย เมื่อสักครู่ท่านเพื่อนสมาชิกอภิปรายก็ชัดเจนนะครับ เด็ก ๆ เขาก็เป็นโลกของเขา เราก็เคยผ่านมาแล้ว แต่พอเราเป็นผู้ใหญ่บางทีเราก็ลืมไป จริง ๆ แล้วก็ง่ายนิดเดียว เรื่องเล็ก ๆ นะครับ เรื่องของเด็กปฐมวัย ผมพูดสั้น ๆ คำว่า เด็กเล็กก็แล้วกันนะครับ มันมีนิยามอยู่แล้ว เห็นด้วยทุกอย่าง ข้อมูลวิชาการทั่วโลก ก็ชัดเจนนะครับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง การลงทุนเพื่อเด็กเล็กก็คือการลงทุนเพื่ออนาคต ของประเทศ อันนี้ไม่มีใครสงสัยแล้วครับ ผมจะขออนุญาตกราบเรียน ตอนนี้ไม่ได้เล่า เป็นเรื่องเป็นราวอย่างเมื่อสักครู่นี้แล้วนะครับ เนื้อหาสาระ ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือ ต้องกราบขอบพระคุณทางอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการ ได้กรุณาเชิญผมไปร่วมคุยอยู่ ๑-๒ ครั้งในเรื่องนี้เพื่อจะพิจารณาเรื่องกลไกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องดูแบบองค์รวม ช่วงวัยหนึ่งของเด็กซึ่งมีอยู่หลายเรื่องด้วยกันควรที่จะมีกลไกอย่างไร เมื่อสักครู่ผมได้ยิน ท่านกษิตอภิปราย ผมคิดว่าท่านเชียร์อย่างมากเรื่องกลไกกลางที่จะเชื่อม ซึ่งอันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากเรากำลังมองเด็กเล็กซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ที่จะมีชีวิต ตั้งแต่ก่อนอยู่ในครรภ์มารดาคลอดมาและเป็นเด็กเล็ก และโตจนถึงสูงวัย แล้วก็จากไป เป็นช่วงหนึ่งของชีวิต ให้ความสำคัญแบบนี้ก็คือเป็นองค์รวมในช่วงหนึ่งของชีวิต ผมคิดว่า สำคัญอย่างยิ่ง ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อผมได้ไปร่วมให้คำปรึกษา ก็ทำให้ ผมได้ศึกษา เรียนรู้ แล้วก็คิดว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นอย่างไร ท่านได้เขียนไว้ในรายงาน ของท่านนี่ดีครับ เป็นชาร์ต (Chart) ที่อยู่ในหน้า ๑๒ ท่านสรุปรวบยอดไว้เรื่องหลักการ อะไรต่าง ๆ ดีหมดเลย แล้วท่านก็พูดไว้ในข้อเสนอการปฏิรูปข้อ ๕ เมื่อสักครู่นี้ ท่านกรรมาธิการได้รายงานไปแล้ว ที่จะให้รัฐกำหนดหน่วยงานที่มีอยู่เดิมทำหน้าที่เป็น หน่วยงานกลาง ผมทราบดีว่าท่านลำบากใจว่าจะทำอย่างไรดี กล้าที่จะเสนอหน่วยไหนไหม ท่านยังไม่กล้า แต่ท่านเสนอหลักการเรียบร้อย และท่านเสนอว่าให้เป็นหน่วยงานเดิม ผมก็ทราบดีว่าท่านก็กังวลในการเสนอหน่วยงานใหม่ เพราะที่ผ่าน ๆ มาเวลาเสนอหน่วยงานใหม่ก็มักจะมีปัญหาเรื่องว่าหน่วยงานเราเยอะแล้ว ก็อาจจะเป็นหน่วยงานเดิม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ที่ท่านเสนอหน่วยงานเดิมก็ถือว่าอนุรักษ์พอสมควร แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเนื่องจากเมื่อเราจะดูแบบองค์รวม เราจะทำอย่างไร ผมกราบเรียนว่าถ้าเรามองเรื่องเด็กเล็กก็มีอยู่ ๓ มุมใหญ่ ๆ มุมหนึ่งคือภาครัฐ ซึ่งก็หมายถึงรัฐบาลส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรม แล้วก็ลงไปถึงภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งก็มีองค์กรหลักอยู่ เมื่อสักครู่นี้ท่านเพื่อนสมาชิกก็อภิปรายไปแล้วชัดเจน ท่านกรรมาธิการ ก็พูดชัดเจน มีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พม. ดูเรื่องพัฒนาการ กระทรวงสาธารณสุขดูเรื่องสุขภาพทั้งหมดเลย กระทรวงศึกษาธิการดูเรื่องการเรียน และการศึกษา ผมย้ำว่าการเรียนรู้และการศึกษานะครับ แต่แนวโน้มกระทรวงศึกษาธิการ เวลาจัดไปแล้วจะเป็นการศึกษามากกว่าการเรียนรู้ แล้วก็มีกระทรวงมหาดไทยและกระทรวง อื่น ๆ ดูแลเรื่องปฏิบัติการ ที่เราพูดถึงศูนย์เด็กเล็กหรืออะไรต่าง ๆ ก็ตาม รวมทั้งท้องถิ่นด้วย ผมคิดว่ามี ๔ กลุ่มใหญ่ที่อยู่ในภาครัฐ อีกภาคส่วนหนึ่งก็คือภาคเอกชน ผมไม่ลงรายละเอียด และอีกภาคส่วนหนึ่งคือชุมชนและสังคมแน่นอน ซึ่งท่านก็เขียนไว้ชัดเจน ครอบครัวก็ดี องค์กร ชุมชนก็ดี องค์กรทางสังคมก็ดี สำคัญมากกับกรณีที่จะช่วยกันดูแลเด็กเล็กไม่ใช่แค่ระบบ การศึกษาแล้ว ผมคิดว่าท่านพัฒนาข้อเสนอนี้มาอยู่ในกรรมาธิการด้านการศึกษาก็จริง แต่ท่านมีใจที่มองเห็นชัดกว่านั้น ท่านไม่ได้พยายามจะย้ำว่าเรื่องนี้คือเรื่องการศึกษา แต่บังเอิญ โครงสร้างการทำงานของเรามาจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา แต่ท่านเสนอแล้วมันไกลกว่าเรื่องการศึกษา ซึ่งดีครับ เพราะเรากำลังจะดูเด็กเล็ก แบบองค์รวม มี ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ ที่ผมกราบเรียนแล้ว แล้วมีอีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้องอยู่ใน ทุกอณูคือวิชาการครับ กลุ่มวิชาการก็สำคัญมาก สถาบันการศึกษาก็ดี สถาบันวิชาการ ต่าง ๆ อย่างประเทศของเรา เรามีสถาบันเด็กผมจำชื่อเต็มเขาไม่ได้ แต่มีสถาบันนี้อยู่ใน มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งก็ทำเรื่องเด็กเล็กไว้เยอะมาก เพราะฉะนั้นเรามีต้นทุนเรื่ององค์กร อยู่ในสังคม ในขณะเดียวกันทั้งหมดนี้เรารู้ว่าจะขับเคลื่อนไปได้ต้องการพลังทางนโยบาย ซึ่งหมายถึงการออกกฎหมายใหม่ แก้กฎหมายเก่า ปรับปรุงกฎหมาย และสร้างกลไกก็คือ กลไกทางนโยบาย ผมพูดองค์ประกอบตรงนี้เพื่อจะกราบเรียนว่าในที่สุดต้องมีการตัดสินใจว่า ใครจะเป็นกลไกหลัก แต่ในคำว่ากลไกหลักผมเข้าใจว่าเป็นกลไกประสานนโยบาย และขับเคลื่อนเรื่องนี้ ไม่ใช่กลไกปฏิบัติ กลไกปฏิบัติก็ยังจะอยู่ในภาคราชการ ๔ ขาที่ผมว่านั้น เพราะเขามีหน้าที่ของเขาโดยตรง เขาทำกับทุกกลุ่มเป้าหมาย แต่กลุ่มเด็กจะต้องทำร่วมกัน เรียนรู้และไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น พม. สธ. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคชุมชนท้องถิ่นก็ทำด้วยกัน แต่ดูเหมือนเราขาดตัวเชื่อม ซึ่งก็ตรงกับที่ เพื่อนสมาชิกผู้ใหญ่ของเราคือท่านกษิตได้พูดถึงว่าจะต้องมีกลไกกลางที่จะขับเคลื่อนนโยบาย ประสานนโยบาย แต่ไม่ได้นำมาปฏิบัติเองทั้งหมดทำไม่ได้หรอกครับ ปฏิบัติจะต้องอยู่ใน หลายภาคส่วนและดำเนินการ ผมเลยกราบเรียนตรงนี้ว่าขึ้นอยู่กับสุดท้ายเรามองกลไก ที่จะประสานนโยบายนี้ ต้องการอำนาจ หรือต้องการปัญญา ถ้าเป็นกลไกที่ต้องอาศัย ปัญญาสูงก็คือใช้ปัญญาในการขับเคลื่อนนโยบายและใช้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบาย กลไกนี้ไม่ต้องเป็นกลไกอำนาจ และไม่ใช่เป็นกลไกปฏิบัติการเองในเรื่องเด็กเล็ก แต่จะเป็น กลไกประสานนโยบายโดยใช้ปัญญาคือความรู้เป็นฐาน และสร้างความร่วมมือ ๓ ภาคส่วน ที่ผมเรียนแล้ว ภาครัฐจากรัฐบาลกลางลงไปถึงท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคสังคม ผมคิดว่า กลไกนี้เมื่อท่านเสนอเป็นกลไกเดิมที่มีอยู่ ผมก็ฝากไว้เพียงแต่ว่าถ้าท่านเสนอไว้อย่างนี้ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจำเป็นต้องมีกลไกใหม่ หรือเอากลไกเดิมก็ได้ครับ ปรับปรุงให้เหมาะสม กับหน้าที่นี้ ยกตัวอย่าง ถ้าคิดว่าขับเคลื่อนนโยบาย ประสานนโยบายต้องใช้พลังปัญญามาก จะใช้กลไกสถาบันวิชาการที่เขามีมาปรับปรุงแต่งตัวแต่งหน้าตา จะเป็นกฎหมายหรือเป็นอะไร ก็แล้วแต่ เพราะว่ามหาวิทยาลัยเองก็มีกฎหมายเฉพาะ ถ้ามีหน้าที่ให้เขาแล้วกำหนดให้ชัด ให้เขาประสาน นโยบาย ให้เขาประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนอยู่บนฐานวิชาการ อันนี้ก็สามารถทำได้ เป็นกลไกเดิมแต่ปรับปรุงใหม่ ไม่จำเป็นต้องไปเสนอกลไกใหม่ซึ่งก็ถูกต่อต้านถูกอะไรมากมาย แล้วกลไกนี้ไม่ไปแย่งคนอื่นทำงาน ก็ไม่ไปเหยียบเท้ากระทรวง ทบวง กรม และภาคส่วนอื่น ๆ ก็คือสรุปตรงนี้ผมคิดว่าสำคัญที่สุดแล้ว เรื่องนี้หัวใจอยู่ตรงนี้เลย ไม่ใช่อยู่ตรงกลไก คณะกรรมการแห่งชาติ แต่อยู่ตรงหน่วยที่จะประสานตรงนี้ครับ แต่ถ้าไปอยู่ที่ พม. เป็นส่วนราชการ อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขก็เป็นส่วนราชการ อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะเราจะไปเน้นเรื่องการศึกษา การเรียน การสอน การเรียนรู้ ก็จะทำให้ เรื่องปฐมวัยนี้แคบ เรื่องเด็กเล็กแคบเหลือในเสี้ยวเดียว แต่เขาจะต้องมีบทบาท มีส่วนร่วม อย่างสำคัญในเรื่องนี้นะครับ สรุปก็คือเห็นด้วยว่ากลไกคือหัวใจครับ นำกลไกเดิมมาพัฒนา ท่านกรรมาธิการอาจจะสามารถไปปรับปรุงข้อเสนอที่ก่อนจะถึงมือรัฐบาล ผมว่าอาจจะต้อง ชี้ไป ๑ ๒ ๓ อาจจะเป็นทางเลือกให้ได้ไหมว่าถ้าจะเอาตรงนี้ไปพัฒนา ด้วยเหตุผลอะไร อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่า ถ้าเน้นว่าหน่วยงานนี้ประสานนโยบาย ขับเคลื่อนนโยบาย ไม่ทำเอง เน้นวิชาการ ก็น่าจะไปดูว่าหน่วยไหนทำอันนี้อยู่แล้วปรับปรุงอย่างไร จะไป ปรับปรุงกฎหมายอย่างไรที่มีอยู่ให้สอดคล้องแล้วเดินไปได้ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ถ้าท่านตัดสินใจไปอยู่ในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ผมเกรงเหลือเกินว่าจะทำให้มีข้อจำกัด กับกระทรวงอื่น ๆ ที่จะมาเป็นตัวร่วมในการทำงานขับเคลื่อนนะครับ ท่านประธานครับ นี่คือประเด็นหัวใจ
ผมขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียวครับ เล็กน้อย เนื่องจากเลยเวลาไปแล้ว ข้อเสนอด่วนของท่าน ๖.๒ มีทั้งหมด ๖.๒.๑ และ ๖.๒.๒ มี ๗ ข้อ ดีเหลือเกินครับ ผมแตะนิดเดียวครับ เรื่องนมแม่ ๖ เดือน อยากจะกราบเรียนว่าเรื่องนี้ท่านเสนอไว้ดีมาก แล้วคงจะต้องมีมาตรการในการผลักดันส่งเสริม ขณะนี้กำลังมีการทำ พ.ร.บ. นมแม่ เราถูกค้านอย่างหนักจากฝ่ายธุรกิจนมผสม และนักวิชาการบางส่วนที่ไม่รู้เพราะอะไร จริง ๆ แล้วการส่งเสริมให้กินนมแม่นานที่สุดนี้คือคุณค่าอย่างยิ่งกับการให้ความสำคัญ กับเด็กเล็กครับ ประเด็นที่ ๒ พูดไปแล้วหลายท่านคือการเขียนอ่านตั้งแต่เด็ก เมืองไทย เรามีปัญหาเรื่องคิดว่าจะต้องให้คนเรียนหนังสือ เขียนหนังสือ เรียนหนังสือเร็วเกินไป และเราก็ติดเรื่องการเรียน การสอน การเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ เรากำลังไปทำร้ายเด็กเล็ก เพราะฉะนั้นที่ท่านเสนอไว้ในข้อ ๓ ดีมาก แต่ผมก็เป็นห่วงว่าในความเป็นจริงจะทำได้อย่างไร เพราะตัวระบบใหญ่รองรับเด็กเล็กที่เขียนเก่ง อ่านเก่งไปสู่การเรียนในชั้นต่อ ๆ ไปจนถึง ระดับอุดมศึกษา พ่อแม่เขาจะยอมได้อย่างไรถ้าเกิดไปเรียนหนังสือแล้วไม่ได้เรียนหนังสือ ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าเด็กเล็กไม่ควรจะเรียนหนังสือ โดยเฉพาะพอไปเชื่อมกับข้อ ๗ ของท่าน เด็กปฐมวัยไม่ต้องสอบเข้า ไม่ต้องส่งเสริมการประกวดประขัน อันนี้กลายเป็นวัฒนธรรม กลายเป็นระบบที่บ้านเราทำอย่างนี้เอาไว้เป็นขั้นต่อ ๆ ไป เรากำลังจะต้านสิ่งเหล่านี้ ที่ไม่สมควร ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพียงแต่ว่ายากเหลือเกินถ้าเรามีโอกาสทำงานเรื่องนี้ ขับเคลื่อนเรื่องนี้ ผมคิดว่าน่าจะลงลึกต่อไปถึงมาตรการที่จะดำเนินการ เพราะว่าถ้าเรา เสนออย่างนี้ การเกิดขึ้นจริงเกิดขึ้นได้ยากจริง ๆ ผมเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการที่ได้เสนอไว้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ