เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือปัญหาพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่ยังไม่เป็นเอกภาพ พร้อมเสนอให้เน้นพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้าหรือ Executive Function ตั้งแต่วัย 2–6 ขวบ เพื่อเสริมการคิด ควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรม ซึ่งมีความสำคัญมากกว่า IQ และควรได้รับการผลักดันในนโยบายการศึกษาอย่างจริงจัง
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมกรรมาธิการชุดนี้ที่เสนอ ปัญหาที่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในอนาคตของประเทศชาติ ผมได้ดูเอกสารที่ท่านได้ แจกมา มีข้อมูลหลายเรื่องที่ขออนุญาตทบทวนอีกสักนิดนะครับ ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก ๆ เด็กอายุ ๑-๓ ขวบ พัฒนาการไม่สมวัย อันนี้พูดถึงประเทศไทย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ครับ อายุ ๔-๕ ขวบ พัฒนาการไม่สมวัยประมาณ ๔๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วก็พัฒนาการทางภาษาช้า ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ความฉลาดทางอารมณ์ วัยตั้งแต่ ๖-๑๑ ขวบอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ร้อยละ ๔๖ มีปัญหาเรื่องการปรับตัว แล้วก็การควบคุมอารมณ์ แล้วในปี ๒๕๕๙ ที่ได้มี การสำรวจมาแล้ว ไอคิว (IQ) ของ ป. ๑ ต่ำกว่าปกติ ๓๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วเด็ก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ มีสมาธิสั้น มีปัญหาในเรื่องของอารมณ์ การลงทุนในการพัฒนา เด็กปฐมวัยคุ้มค่า ๗ เท่า อันนี้ถือว่าเป็นข้อมูลที่ดีมากนะครับ ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ ขณะนี้เรามีเด็กปฐมวัยอยู่ระหว่าง ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือโรงเรียนประมาณ ๕๒,๐๐๐ แห่ง ที่เป็นเป้าหมายที่เด็กเหล่านี้เข้าไป ปัญหาที่เป็นตัวเลขเมื่อสักครู่เราต้องยอมรับว่าจากข้อสรุปของกรรมาธิการ การพัฒนา เด็กปฐมวัยยังไม่เป็นเอกภาพ และความจริงจังอาจจะมีระดับหนึ่งแต่อาจจะไม่มากนัก ทำให้เกิดเด็กที่ต่ำกว่าภาวะปกติเป็นเกณฑ์ตามตัวเลขที่พูดเมื่อสักครู่ ปัญหาต่อไปนี้คือ จะพัฒนาที่จุดไหนก่อน เราก็พูดในเรื่องของการพัฒนากฎหมายหลักสูตรต่าง ๆ ผมว่าก็ถูกต้อง แต่ขออนุญาตในฐานะประสบการณ์ที่มีอยู่บ้าง ผมเองก็ไม่ใช่เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ว่าเท่าที่ ได้ศึกษาดูทั่วไปจุดสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยจุดเริ่มต้นก็คือเรื่องสมองเป็นหลัก ตรงนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ สมองของเรามีหลายบริบทนะครับ มีทั้งสมองส่วนหน้า ส่วนหลัง ส่วนกลางอะไรก็แล้วแต่นะครับ อันนี้ท่านเคยได้เรียนมาท่านเห็นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เขาคิดว่า มีความสำคัญมากที่สุดคือสมองส่วนหน้า สมองส่วนหน้าเปรียบเสมือนเป็นซีอีโอ (CEO) คือควบคุมการคิด การตัดสินใจ อารมณ์ เพราะฉะนั้นความสามารถของการกระทำ ของมนุษย์ในส่วนต่าง ๆ จะอยู่ที่สมองส่วนหน้าเป็นหลัก สมองส่วนอื่นเป็นตัวประกอบ ตัวสมอง ส่วนหน้าจะมีบทบาทอะไรบ้างตรงนี้จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ จะมีบทบาททั้งในเรื่องของ การควบคุมความคิด ความรู้สึก และการกระทำ ซึ่งจะรวมความไปถึงการรู้จักยับยั้งชั่งใจ การรู้จักไตร่ตรอง การควบคุมอารมณ์ ความยืดหยุ่น ความสามารถในการเรียงลำดับ การวางแผน ความสามารถในการตั้งเป้าหมาย และความสามารถในเรื่องของการควบคุม พฤติกรรมชั่งใจต่าง ๆ ตรงนี้คือสิ่งสำคัญของสมองส่วนหน้า เราได้มีการพบว่าจริง ๆ ถ้ากระบวนการ ทางความคิดเราสามารถควบคุมได้ทั้งหมด เด็กก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรงนี้ในหลักวิชาหนึ่ง ที่เขาเรียกว่าอีเอฟ (EF) ก็คือเอกซ์เซกคิวทิฟฟังก์ชัน (Executive Function) ความสามารถ ในการจัดการหรือการควบคุมสมอง ตรงนี้เป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อสักครู่กรรมาธิการ ได้มีการพูดแล้วว่าช่วงวัยไหนของคนเราจะมีความสามารถในเรื่องของการควบคุม หรือการพัฒนาด้านสมองมากที่สุด เมื่อสักครู่กรรมาธิการได้ตอบไปแล้ว ระยะตั้งแต่ ๓-๖ ขวบ ตรงนี้เป็นจุดที่สำคัญทั้งหมด มีกราฟเส้นอายุอันหนึ่งซึ่งผมไม่ได้ฉาย เส้นนอนมีตั้งแต่ ๑ ขวบ ไปจนถึง ๘๐ กว่าปี ช่วงตั้งเป็นความสามารถของสมองที่มีการจัดการ พบว่าระหว่างช่วง ๑-๖ ขวบ การพัฒนาทางสมองในเรื่องของสมองส่วนหน้าตรงนี้สูงที่สุด เลยกว่า ๖ ขวบไปแล้ว อยู่ในภาวะปกติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาคิดหรือหลายประเทศที่เขาทำตรงนี้ การที่ให้เด็กรู้จัก ในเรื่องความสามารถในสมองส่วนหน้าตั้งแต่วัย ๒-๖ ขวบ หรือส่วนปฐมวัย ตรงนี้จะทำให้ แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ รวมทั้งปัญหายาเสพติด แต่ขณะนี้บ้านเรายังละเลยตรงนี้ เพราะฉะนั้น พอเป็นการจัดการถึงเลย ๖ ขวบขึ้นไปแล้วจะมีความยุ่งยากกันมาก ในเรื่องของอีเอฟ (EF) ซึ่งเป็น ชื่อย่อความสามารถในการจัดการสมอง นักวิชาการทั่วโลกเขาบอกว่าจริง ๆ มีความสำคัญ มากกว่าไอคิว (IQ) เสียอีก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหม่ แต่ในบ้านเราผมคิดว่าอยากจะเสนอเรื่องนี้ ให้กับทางฝ่ายศึกษาปฐมวัยได้มีการรับทราบ การพัฒนาทักษะอีเอฟ (EF) ช่วยประโยชน์ ให้เกิดขึ้น ๙ อย่าง อย่างแรก คือความสามารถในการจดจำ อย่างที่ ๒ คือความสามารถ ในการยั้งคิด การหยุดพฤติกรรม อย่างที่ ๓ คือความสามารถในการยืดหยุ่นทางความคิด อย่างที่ ๔ คือความใส่ใจและการมุ่งความสนใจ อย่างที่ ๕ คือความสามารถในการควบคุม อารมณ์ อย่างที่ ๖ คือการวางแผนและการจัดการ อย่างที่ ๗ คือความสามารถในการประเมินตนเอง อย่างที่ ๘ คือการดำเนินการการริเริ่มความมุ่งมั่นในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ และอย่างที่ ๙ คือการดำเนินการให้เข้าไปสู่จุดมุ่งหมาย ตรงนี้ก็คือการพัฒนา ถ้าการพัฒนา อีเอฟ (EF) ตรงนี้ทำได้ดีจะทำให้เกิดความสามารถในเรื่องความคิด ความจำ ความยับยั้งชั่งใจ การดำเนินการต่าง ๆ เกือบทั้งหมด อันนี้เป็นศาสตร์ที่เขามีการดำเนินการอยู่ แล้วเราก็พบว่า หากการดำเนินการอีเอฟ (EF) บกพร่องจะทำให้เกิดปัญหาหลาย ๆ อย่างที่เกิดพฤติกรรม เบี่ยงเบนขึ้นมากับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องยาเสพติดก็ดี เรื่องการพนันก็ดี เรื่องแอลกอฮอล์ก็ดี เรื่องผลกระทบต่อสิ่งเร้าที่ไม่ดีต่าง ๆ ก็ดี ตรงนี้จะเกิดขึ้นมาถ้าเราไม่สามารถพัฒนาอีเอฟ (EF) ได้อย่างเต็มที่กับเด็กปฐมวัยจะเกิดปัญหาตรงนี้ได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะสามารถ ดำเนินการตรงนี้ได้ดีจะเป็นผลอย่างมากนะครับ อันนี้ผมขออนุญาตเรียนทางกรรมาธิการ ตรงนี้ไว้ ถามว่าประสบการณ์อีเอฟ (EF) มีที่ไหนบ้าง ในฐานะที่ทำงานในด้านยาเสพติดมา ป.ป.ส. ได้เอาหลักการอีเอฟ (EF) มาใช้เมื่อตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ เราวางแผน ๕ ปี เพราะเรามองว่า จุดยืนการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ดีที่สุดคือการป้องกัน แล้วเราก็พบว่าการทำงาน ของสมองมีผลกับการติดยา ในศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่เขาไม่ได้เรียกว่าติดยาเสพติด เขาเรียกว่าเป็นโรคสมองติดยา เพราะฉะนั้นการทำงานของสมองจะมีความสัมพันธ์กับการติดยา อย่างมาก ถ้าเด็กได้มีการพัฒนาอีเอฟ (EF) ได้ดีจะเกิดความยับยั้งชั่งใจแล้วก็มีโอกาส ในเรื่องของการเสพยาเสพติดน้อยลง ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก เราได้ดำเนินการ ตรงนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ถามว่าเราจะเริ่มดำเนินการอย่างไรบ้าง ผมขออนุญาตฝากเป็น ข้อเสนอให้กับกรรมาธิการนะครับ เด็กมีทั้งหมดประมาณเกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน มีศูนย์พัฒนา เด็กเล็กประมาณ ๕๐,๐๐๐ ศูนย์ มีครูประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน เมื่อเรารู้ว่าจะต้องพัฒนา ทางสมองเด็กเป็นอันดับเริ่มต้นอันดับแรกก็คือพัฒนาครู การพัฒนาครูเป็นเรื่องใหญ่มาก ให้ครูได้รู้จักทักษะของอีเอฟ (EF) ไม่ว่าวิธีการสอน การใช้สื่อ การใช้เครื่องมือปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ชุดการสอนต่าง ๆ ที่ให้ เรามีการอบรมครู ก มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘-๒๕๕๙ ครบทั้งหมด ประมาณ ๕๐๐ กว่าคนในทุกจังหวัด ครู ก จะเป็นครูหลักที่จะเข้าไปพัฒนาต่าง ๆ จากการอบรมครู ก ไปทั้ง ๒ ปี เราก็พัฒนาครู ข เอาครู ข มาโรงเรียนละ ๑-๒ คนมาพัฒนา ขณะนี้ครูอีเอฟ (EF) ได้พัฒนาในเรื่องทักษะการป้องกัน ๑๐๐,๐๐๐ คนแล้วตั้งแต่ ปี ๒๕๕๘-๒๕๕๙ และใช้มาจนถึงปี ๒๕๖๐ แล้วเอาเด็กเหล่านี้เข้าไปดำเนินการ ซึ่งมีผลตอบรับ จากการที่เราดูวิชาการสอนก็ดี ดูความสนใจของครูของอะไรต่าง ๆ ก็ดี เขามีความสนใจ ค่อนข้างมาก แล้วก็ไปสอนให้เด็กปฐมวัยซึ่งมีความตื่นตัวอย่างสูง ซึ่งตรงนี้จะมีส่วนสำคัญ อย่างมาก ผมเลยคิดว่าข้อเสนอจากประสบการณ์และจากการที่ได้ฟังกรรมาธิการแล้ว อันที่ ๑ ผมเห็นด้วยที่ท่านเสนอเป็นกฎหมายขึ้นมา อันนั้นก็เป็นหลักประกันอันหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ อันที่ ๒ ที่ผมคิดว่าอยากจะเสนอเพิ่มเติม ซึ่งของกรรมาธิการอาจจะไม่มี ในที่นี้ ทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ เลย เพราะจริง ๆ แล้ว การพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่จำเป็นต้องรอกฎหมาย ถ้าเราสามารถพูดคุยกับกระทรวงต่าง ๆ ได้ ดำเนินการต่อไปได้ ผมว่ากระบวนการพัฒนามันก็ควรจะเริ่มต้นได้โดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกคือส่วนกลาง มีการพัฒนาเนื้อหาเครื่องมือ การอบรมวิทยากรต่าง ๆ แล้วก็ให้อำนาจ ของการดำเนินการไปที่จังหวัดและท้องถิ่นซึ่งเรามีเป้าหมายอยู่แล้วว่าจะต้องพัฒนาครู ต้องปรับปรุงศูนย์อย่างไรบ้าง ถ้ากรรมาธิการได้รวบรวมหรือทำงานกับกระทรวงต่าง ๆ ทำแผนปี ๒๕๖๐ ขึ้นมา ผมคิดว่าการดำเนินการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือว่าการพัฒนา เด็กก่อนวัยเรียนไม่จำเป็นต้องรอกฎหมาย เราสามารถดำเนินการได้เลย ก็ขออนุญาต ฝากเป็นข้อคิดเห็นเสนอแนะเท่านี้ครับ