พอพล สนับสนุนการศึกษาปฐมวัยตามธรรมชาติ ชี้พัฒนาเต็มรอบด้วยแอ็กทิฟเลิร์นนิง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ เมษายน ๒๕๖๐

พอพล มณีรินทร์ หารือประเด็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่ก่อนคลอดถึงวัยก่อนเรียน โดยเน้นความรับผิดชอบร่วมของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้ส่งเสริมการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็กโดยไม่เร่งสอนอ่านเขียนในวัยอนุบาล และผลักดันการปฏิรูประบบการศึกษาปฐมวัยให้สมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ผ่านการเรียนรู้แบบแอ็กทิฟเลิร์นนิงที่เน้นการคิดวิเคราะห์และสร้างความรู้อย่างยั่งยืน แทนการท่องจำที่สะท้อนความล้มเหลวของระบบเดิม

พลเอก พอพล มณีรินทร์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ ผมขออนุญาตชื่นชมต่อ คณะทำงานในครั้งนี้นะครับ โดยเฉพาะท่านประธานวิวัฒน์ ท่าน พลอากาศเอก วัธน และท่านอาจารย์ปิยะธิดา สิ่งที่ท่านอาจารย์เรียนว่าเรามีความภาคภูมิใจในกรณี ที่เราได้ให้ความสำคัญของการศึกษาในระบบการศึกษาปฐมวัย ทั้งในเรื่องการเตรียม ความพร้อมต่าง ๆ จากสิ่งที่ท่านได้กรุณากำหนดไว้ ๒ ประเด็น คือเรื่องการมีมาตรฐาน แล้วก็การมีเอกภาพ ตรงนี้ผมขออนุญาตที่จะสนับสนุนเต็มที่ โดยเฉพาะข้อเสนอเร่งด่วน ของท่านในเรื่องการไม่เร่งเรียนเขียนอ่านในวัยอนุบาล แล้วก็เน้นการเรียนรู้สำหรับ เด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ตามธรรมชาติ ตรงนี้เดี๋ยวผมจะขออนุญาตอภิปราย เพิ่มเติมนะครับ

ในเรื่องของเอกภาพ ผมต้องขอขอบคุณกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบัน ที่ท่านบอกว่าทารกในครรภ์มารดา ปัจจุบันนี้เราได้รับการดูแลจากกระทรวงสาธารณสุข เป็นอย่างดี ปัจจุบันนี้ผมเชื่อว่าเมื่อมีการตั้งครรภ์คุณพ่อก็จะต้องพาคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ไปปรึกษาหรือไปฝากครรภ์ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าถ้าเรากำหนดความเป็นเอกภาพให้กับ กระทรวงสาธารณสุขต้องดูแลตรงนี้ ซึ่งปัจจุบันดูแลดีอยู่แล้วนะครับ ว่าในการที่จะต้อง ให้ความรู้ ความเข้าใจในการที่จะดูแลทารกในครรภ์มารดา อันนี้คือความเป็นเอกภาพครับ ส่วนเด็กเล็ก ๑-๓ ขวบก็ตาม หรือวัยอนุบาล ๓ ขวบถึงก่อน ๖ ขวบก็ตาม ตรงนี้ก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ ไม่ว่าจะเป็น อปท. หรือโรงเรียนเอกชนที่ดูศูนย์เด็กเล็ก หรือโรงเรียนอนุบาลของรัฐบาลก็ตาม หรืออนุบาลของเอกชนก็ตาม ส่วนในกรณีที่ท่านเขียนไว้ว่า ๖ ปีบริบูรณ์ถึงก่อน ๘ ปี ช่วงรอยต่อ ตรงนี้จริง ๆ แล้วปัจจุบันนี้ผู้ที่เรียนอนุบาลก็จะเข้ารับ การศึกษาในโรงเรียนชั้น ป. ๑ ตั้งแต่ประมาณ ๖ ขวบ จริง ๆ แล้วบอกว่า ๗ ขวบ นั่นก็คือ ในกรณีที่คนไม่เรียนผ่านอนุบาล แต่ถ้าคนเรียนผ่านอนุบาลจะเรียนในช่วงระหว่าง ๖ ขวบ หรือ ๖ ขวบครึ่งประมาณนั้น เพราะฉะนั้นช่วงนี้ก็อาจจะมีผู้ที่ดูแลอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น ความเป็นเอกภาพในหน่วยรับผิดชอบผมว่าก็เป็นอีกข้อคิดหนึ่งที่ท่านคงต้องไปทำในรายละเอียด ให้ชัดเจน แล้วท่านได้เอ่ยถึงนามหน่วยกระทรวงที่รับผิดชอบอยู่แล้วนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องมาตรฐานและคุณภาพ เนื่องจากความอ่อนแอและต้อง ยอมรับว่าปัญหาของสังคมประการหนึ่งมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อเด็กปฐมวัยก็คือความอ่อนแอ ของสถาบันครอบครัวที่มีหน้าที่อบรมเลี้ยงดูเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม จึงเป็นเหตุให้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทั้งเด็กในปัจจุบันและอนาคต คือไม่มีความพร้อม ที่จะศึกษาต่อในชั้นต่อ ๆ ไป เพราะฉะนั้นสถาบันครอบครัวเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลทำความเข้าใจนะครับ ในอดีตเมื่อประมาณปี ๒๕๔๑ กระทรวงศึกษาธิการได้ทำหลักสูตรการศึกษาก่อนประถมศึกษาขึ้นแล้วก็ประกาศใช้ เพื่อทำความรู้กับผู้ปกครอง กับสถานศึกษาทั้งเอกชนและรัฐบาล ต่อมาเมื่อประมาณปี ๒๕๔๖ ได้มีการทำหลักสูตรเรียกว่าหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สมัยก่อนใช้คำว่าก่อนประถมศึกษา พอมาปี ๒๕๔๖ ใช้คำว่าหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ซึ่งปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ ตรงนี้ในรายละเอียด มีอยู่อย่างชัดเจนว่าผู้ปกครอง พ่อแม่ต้องทำอะไร โรงเรียนเอกชนทำอะไร โรงเรียนรัฐบาลทำอะไร แล้วในแต่ละช่วงชั้นทำอะไร จากการดังกล่าวนี้ผมก็ใคร่ที่จะให้ข้อพิจารณาเพิ่มเติมว่า ในส่วนที่ท่านได้เสนอมาคือเรื่องว่าเน้นการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยด้วยวิธีการที่สอดคล้อง กับการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก แล้วไม่เร่งเรียนเขียนอ่านในวัยอนุบาล ๒ ข้อนี้กระผม เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยขออนุญาตที่จะนำสไลด์ (Slide) มาประกอบการพิจารณานะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ขอเชิญสไลด์ (Slide) ในแผ่นที่ ๒ เลยครับ จะเห็นได้ว่าในการพัฒนาหรือการเตรียมความพร้อมของเด็กนั้น เราจะต้องเตรียมความพร้อม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม อย่างสมดุล ตรงนี้เพื่อที่จะเป็นรากฐานสำคัญ ในการใช้ชีวิตต่อไปตามจอภาพนะครับ เชิญต่อไปครับ เช่นกันในการที่จะพัฒนาเด็กเล็ก หรือเด็กปฐมวัยนั้นเราจะต้องมีการลงมือปฏิบัติจริงโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เด็กจะนำ ข้อมูลไปสร้างเครือข่ายในสมองและส่งผลให้เกิดการเชื่อมต่อและระบบการทำงานของสมองที่ดี เด็กจะเรียนรู้ได้ไว มีพฤติกรรมที่ดีและแสดงออกอย่างเหมาะสม ตรงนี้จริง ๆ แล้วก็ต้องมีครู ที่จบประถมศึกษาก็ดี จบอนุบาลศึกษาก็ดี หรือจบการสอนปฐมวัย จะเป็นคนที่เข้าใจ ในบริบทนี้เป็นอย่างดีนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ จริง ๆ แล้วปัจจุบันนี้สมาคม โรงเรียนอนุบาลทั่วประเทศได้มีการไหวตัวในเรื่องนี้ แล้วก็ได้มีการจัดอบรมโดยการนำ การเรียนการสอน คือในอดีตนั้นเราค่อนข้างที่จะใช้การเรียนการสอนที่ให้อ่านออกเขียนได้ โดยเร็ว จริง ๆ แล้วตรงนั้นผิด เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องมีการทำความเข้าใจกับครูผู้สอน กับผู้ปกครอง จึงขออนุญาตที่จะสนับสนุนข้อเสนอของอนุกรรมาธิการนะครับ ในส่วนของ การจัดการศึกษาปฐมวัยเพื่อให้มีมาตรฐานและเอกภาพนั้นผมเห็นด้วยกับคณะทำงาน ทุกประการ ผมใคร่ขออนุญาตที่จะใช้เวทีตรงนี้พูดถึงการสอบโอเน็ต (O-NET) ที่ผ่านมา ท่านจะเห็นว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์มีการสอบโอเน็ต (O-NET) แล้วก็มีผลโอเน็ต (O-NET) ออกมานั้นไม่ค่อยดีเลย ตรงนี้ผมอยากขออนุญาตที่จะนำสไลด์ (Slide) ของผู้ที่กล่าวไว้ เป็นชาวต่างประเทศอยู่ ๒ ท่าน ท่านแรกก็คือในสไลด์ (Slide) ที่ ๕ คือท่านริชาร์ด วิลเลียมส์ ท่านไปโพสต์ (Post) ข้อความ ของคนที่มาว่าความ โดยสรุปก็คือเขากล่าวถึงว่าความล้มเหลวของการศึกษาในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลกที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพของเด็กเท่าที่ควร เขากล่าวหาว่าโรงเรียนเป็นฆาตกร ที่ฆ่าความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ทำลายเอกลักษณ์ เหยียดหยามทางความคิด คือระบบ ที่ล้าหลัง ที่ล้าสมัย ที่หมดอายุแล้ว นี่คือท่านหนึ่ง คือท่านริชาร์ด วิลเลียมส์ ได้พูดไว้ ท่านเป็นศิลปินเพลงแร็ป (Rap) ท่านต่อไปครับ ท่านเป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษา ในสิงคโปร์ ท่านจะบอกว่าผลสอบที่เกิดขึ้นนั้นผู้ปกครองมักจะกังวล เพราะฉะนั้นเขาก็เลย ส่งสารไปถึงผู้ปกครองว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานอาจจะใช้เวลา เกินสักนิดหนึ่ง ต่อไปท่านสุจิตต์ ในสไลด์ (Slide) ที่ ๙ ท่านสุจิตต์เป็นนักเขียนรางวัล ศรีบูรพา ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ท่านพูดว่าครูบาอาจารย์สอนให้เด็กนักเรียนศึกษา อยู่ในโอวาท ท่องจำคำสอนและจำคำตอบสำเร็จรูป โดยกีดกันและปิดกั้นการซักถาม และถกเถียง อันนี้คือสิ่งที่ท่านอาจารย์สุจิตต์ศิลปินได้พูดไว้ เช่นกันครับ ท่านเพชร เหมือนพันธุ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิ เขต ๓ และเขต ๑ ท่านก็พูดไว้ว่า การศึกษาในปัจจุบันนั้นค่อนข้างที่จะล้มเหลวโดยเฉพาะการสอบ โดยใช้การสอบแบบกา ก ข ค ง ต่าง ๆ ท่านบอกว่าหยาบเกินไป ซึ่งน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ผมจะนำไปสู่ว่าจะแก้ไขโอเน็ต (O-NET) อย่างไร ซึ่งอาจจะขอเวลาตรงนี้นิดหนึ่ง ต่อไปถึง กระทรวงศึกษาธิการในสไลด์ (Slide) ที่ ๑๗ ท่านรัฐมนตรีก็ได้คิดว่าการที่จะแก้ไขทำให้ ปัญหาการสอบโอเน็ต (O-NET) สูงขึ้นนั้นก็คงต้องสอนด้วยการสอนแบบแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) คือสอนให้คิด วิเคราะห์ จึงกำหนดนโยบายออกมา สไลด์ (Slide) ที่ ๑๗ เป็นวาระเร่งด่วนจุดเน้นเชิงนโยบายของท่านรัฐมนตรีที่ประกาศไว้ ในสไลด์ ตรงสีเหลือง ด้านล่างคือสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าการแก้ไขปัญหาโอเน็ต (O-NET) นั้นต้องแก้ไข ที่วิธีการสอนของครูครับ ถ้าเกิดไม่สามารถแก้ไขวิธีการสอนของครูให้เด็กคิดวิเคราะห์ได้ เด็กก็จะไม่สามารถทำข้อสอบโอเน็ต (O-NET) ได้ซึ่งเป็นข้อสอบสากล สไลด์ (Slide) สุดท้าย สไลด์ (Slide) ที่ ๑๙ ที่เป็นรูปสามเหลี่ยม อันนี้เป็นเลิร์นนิงพีระมิด (Learning Pyramid) อยากจะเรียนกับท่านสมาชิกว่าจริง ๆ แล้วการสอน ขออนุญาต ขออภัยท่านประธานนิดหนึ่ง จากพาสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) ขึ้นไปด้านบน ลูกศรชี้ไปด้านบน นี่คือสิ่งที่ เมืองไทยใช้อยู่ เมื่อสอนเช่นนั้นแล้วจะเหลือความรู้และเหลือสิ่งที่จะประพฤติปฏิบัติหรือใช้ ในชีวิตประจำวันได้น้อยมาก โดยเฉพาะการฟังเลกเชอร์ (Lecture) นั้น เมื่อฟังเลกเชอร์ (Lecture) จบแล้ว สอบเสร็จแล้วจะเหลือความรู้ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนถ้าสอน แบบแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) คือมีการอภิปรายกลุ่ม เรียนรู้โดยตรง ลงมือปฏิบัติ สอนผู้อื่น นำเสนอ วิจัย ค้นคว้า จะมีความรู้ตั้งแต่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ลงมาถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ชี้ให้เห็นว่าตรงนี้เป็นสามเหลี่ยมพีระมิดที่ทั่วโลกเขาใช้กันอยู่ ตรงนี้เองก็เป็นสิ่งที่ผมจะ นำเรียนว่า ในการแก้ไขปัญหาการสอบโอเน็ต (O-NET) นั้น ซึ่งทุกคนวิตกกังวลว่าคุณภาพ การศึกษาไทยต่ำ จริง ๆ แล้วนี้การเรียนในอดีตหรือการเรียนท่องจำ หรือการเรียนแบบ พาสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) นั้นไม่ได้ผิดครับ แต่ว่าไม่สามารถที่จะสร้างคนให้อยู่ใน ศตวรรษที่ ๒๑ ได้ คือคิดเป็น ทำงานเป็นทีม แก้ปัญหาได้ เพราะฉะนั้นการเรียนในห้องเรียน ต่อไปนี้ จากการที่ท่าน ผอ. เพชรก็ดี ท่านอาจารย์สุจิตต์ก็ดี หรือหลาย ๆ ท่านกล่าวมา หรือประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์หรือสิงคโปร์ก็ใช้การเรียนการสอนด้วยคำถาม ใช้การเรียนการสอนด้วยกิจกรรม เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าประเด็นที่เพื่อนสมาชิก กังวลว่าทำอย่างไรผลการศึกษาหรือผลการสอบโอเน็ต (O-NET) จะสูงขึ้น จะต้องแก้ ด้วยการสอนด้วยวิธีใหม่ครับ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาได้เคยเสนอผ่านสภาไปแล้ว ครั้งหนึ่ง ผมขออนุญาตขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ