กษิต เสนอตั้งหน่วยงานกลางดูแลเด็กปฐมวัยแบบเบ็ดเสร็จ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ เมษายน ๒๕๖๐

กษิต ภิรมย์ หารือประเด็นการดูแลเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน ตั้งแต่เด็กในครรภ์ เด็กปกติ ไปจนถึงเด็กพิการ เสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อบูรณาการการดูแลอย่างเป็นระบบ พร้อมผลักดันให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 9,000 แห่งที่ยังไม่ได้มาตรฐานได้รับการยกระดับด้านโครงสร้าง บุคลากร และการฝึกอบรม ภายในหนึ่งปี โดยเน้นความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อกำหนดมาตรฐานกลางและพัฒนาคุณภาพผู้สอนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเรียกร้องให้ปรับวิธีการทำงานของภาครัฐให้ทันต่อความต้องการของประเทศในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นขอเรียนให้ที่ประชุมทราบแล้วโดยเฉพาะ ต่อคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่า เมื่อประมาณสัก ๒ เดือนกว่า ๆ มานี้สถาบันฟิต (FIT) ฟิวเจอร์ อินโนเวทิฟ ไทยแลนด์ อินสทิทิวต์ (Future Innovative Thailand Institute) สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทยของมูลนิธิควง อภัยวงศ์ ได้จัดสัมมนาเต็มวัน เรื่องการดูแลเด็กปฐมวัย ผมอยากจะขอแนะให้ทางกรรมาธิการช่วยติดต่อกับสถาบันฟิต (FIT) ที่มีดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นประธานอำนวยการด้วย อาจจะได้ข้อมูลที่จะ เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการ ต่อไปของคณะกรรมาธิการในเรื่องนี้ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ อ่านเอกสารก็ยังไม่ค่อยได้เห็นคำว่ายูนิเซฟ (UNICEF) หรือว่า ยูเนสโก (UNESCO) หรือว่าเวิลด์ เฮลท์ ออร์แกไนเซชัน (World Health Organization) ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ผมอาจจะอ่านข้ามไปก็ต้องขอประทานโทษด้วย แต่ถ้าเผื่อไม่มี อย่างไรก็ตามผมคิดว่าคณะกรรมาธิการต้องพบปะกับหน่วยงานทั้ง ๓ ซึ่งก็มีสำนักงาน อยู่ตรงถนนพระอาทิตย์ตรงนี้เองใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วดูสิว่าเขามีโครงการ ในระดับสากลแล้วประเทศไทยมีพันธกรณีอย่างไรบ้างในเรื่องการดูแลเด็กในครรภ์แล้วก็ ปฐมวัยนะครับ

อีกประเด็นหนึ่ง คือเอกสารที่จัดมาก็มีข้อมูลพร้อม ครอบคลุมดี แต่ผม สังเกตดูว่ายังขาดจุดเน้นหรือที่เรียกว่าโฟกัสมันอะไรกันแน่ เพื่อจะตรงไปที่เป้าอันแน่ชัดของ การแก้ปัญหา ผมก็อยากจะเรียนถามเป็นอันดับแรกเลยว่าศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ๑๙,๘๒๐ แห่งนั้น ประมาณครึ่งหนึ่งไม่ได้มาตรฐาน ควรจะเป็นภาระหน้าที่ของเราที่ สปท. ร่วมกับรัฐบาล คสช. ในการที่จะเติมศูนย์เหล่านี้ให้เต็ม มีมาตรฐาน มีขีดความสามารถบริบูรณ์ภายใน ระยะเวลา ๑ ปี ได้หรือไม่ ประมาณครึ่งหนึ่งก็ประมาณสักเกือบ ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ แห่ง เติมให้เต็มเป็นศูนย์อันสมบูรณ์ ทั้งในเรื่องของกายภาพคือตัวสถานที่ให้ปลอดโปร่ง โปร่งใส มีห้องน้ำ มีห้องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้สะอาดสะอ้าน แล้วอันที่ ๒ บุคลากรต้องเติมให้เต็มว่าแต่ละศูนย์ควรจะเป็นมินิมัม (Minimum) แมกซิมัม (Maximum) คือจำนวนน้อยที่สุด มากที่สุดเท่าไร บุคลากรจะเป็นจำนวนเท่าไร แล้วในบุคลากรนี้จะมีการฝึกอบรมเพิ่มทักษะของการเป็นผู้สอนเด็กปฐมวัย นั่นก็เรื่องหนึ่ง และอันที่ ๒ จะเป็นเรื่องของสภาวะจิตใจทางด้านจิตแพทย์ ทางด้านสังคมวิทยาต้องเข้ามา เพราะฉะนั้นในแต่ละศูนย์นั้นบุคลากรที่มีความสามารถที่จะดูแลในเรื่องของการพัฒนาสมอง แล้วก็จิตใจของเด็กนั้นก็ควรจะค่อนข้างหลากหลาย จะมีการพัฒนาทั้งตัวครู หรือผู้อำนวยการ แล้วก็ผู้ช่วยอย่างไร อีกทั้ง ณ วันนี้ที่ไหนเป็นสถาบันที่จะให้การฝึกอบรม ผลิตบุคลากร ที่จะดูแลเด็กปฐมวัยเหล่านี้ออกมาให้แน่ชัด ควรจะสังกัดที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือควรจะ สังกัดที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือที่กระทรวงสาธารณสุข อันนี้น่าจะตกลงกันให้เป็นที่แน่ชัด แล้วสถาบันกลางอันนี้จะต้องมีมาตรฐานกลาง ปรึกษาหารือ กับยูนิเซฟ (UNICEF) ยูเนสโก (UNESCO) ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ได้หรือไม่ แล้วก็จะขอ ความร่วมมือในการที่จะเอาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาช่วยพัฒนาบุคลากรของเรา ที่จะเป็นครูสอนครูอีกทีได้หรือไม่

อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าคงต้องแยกเด็กปฐมวัยออกมาเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน อันนี้ผมขอเสนอ คือที่อยู่ในครรภ์มารดา ก็เป็นเรื่องที่ว่าแล้วใครจะดูแล หมอประจำตัว คลินิกใกล้บ้าน กระทรวงสาธารณสุข หรือว่า อบจ. อปท. หรือว่าเขตของ กทม. ฝ่ายสาธารณสุข จะต้องดูแลสตรีมีครรภ์เหล่านี้อย่างไร ทั้งในเรื่องโภชนาการ ในเรื่องการดูแลตนเองที่มีเด็ก อยู่ในครรภ์จะต้องทำอย่างไร กินอาหารอย่างไร ควรจะฟังเพลงไหม ควรจะอ่านกลอนไหม เพื่อจะให้เด็กที่อยู่ในครรภ์สามารถที่จะได้ทำอะไร หรือว่าได้ฟังอะไรที่เป็นศิลปวัฒนธรรม กันได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะว่าอยู่ในครรภ์ก็มีความสำคัญ แล้วการแนะแนว อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นกิจจะลักษณะ ตั้งแต่การออกกำลังกาย การดูแลตนเอง เป็นต้น ใครจะทำ อันไหนเป็นหน่วยงานกลาง ส่วนส่วนที่ ๒ เด็กปฐมวัยที่เป็นปกติ สมมุติว่า มี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เด็กปกติ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในศูนย์ ๑๙,๐๐๐ กว่าแห่งเหล่านี้ อันนั้น ผมได้พูดไว้แล้ว คราวนี้เด็กพิการจะทำอย่างไร ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เรียนช้า พิการ ทางด้านกาย พิการทางด้านสมอง เป็นออทิสติก (Autistic) ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย เด็กเหล่านี้ จะคละกับเด็กทั่ว ๆ ไปที่เป็นปกติหรือว่าเราจะมีสถานดูแลเด็กเหล่านี้ต่างหาก แล้วจะให้มี ความทั่วถึงทั่วประเทศอย่างไร เราจะฝึกบุคลากรที่ดูแลเหล่านี้อย่างไร ทั้งที่จะเป็นแพทย์ เป็นผู้ช่วยพยาบาล ผู้ที่จะพัฒนา

อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าเวลาเราจะทำอะไรเราก็มุ่งหวังว่า ๔ กระทรวงหลัก จะประสานกัน มีคณะกรรมการแห่งชาติ ในกรณีนี้ก็กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้วก็อาจจะมีกระทรวงมหาดไทย เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผมขอเสนอให้เป็นข้อคิดต่อที่ประชุมและต่อคณะกรรมาธิการว่า ให้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางอันเดียวที่จะดูแลเด็กปฐมวัย ทั้งในครรภ์ แล้วก็ ๑-๖ ปี รวมทั้งเด็กพิการด้วย เป็นหน่วยงานกลางหน่วยงานเดียว แล้วขอให้โอนอำนาจทางกฎหมาย จากกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาที่หน่วยงานนี้ให้เป็นวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) แล้วก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเยาวชนของชาติซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน เป็นสากลแล้ว ถ้า ๖ ปีแรกไม่ได้รับการอบรมบ่มเพาะแล้วก็ดูแลทางด้านจิตใจ ทางด้านสมอง แล้วก็ทางด้านปากท้องนั้น เราก็จะได้เยาวชนในอนาคตของบ้านเมืองที่โตขึ้นมาไม่ได้คุณภาพ และเราก็จะเป็นประเทศล้าหลัง เราก็จะไม่ไปสู่ ๔.๐ หรือจะออกจากที่เรียกว่ามิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ได้ เพราะว่าบุคลากรของเราจะไม่ได้ระดับ เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมาดูกันในภาพรวม แล้วก็จัดลำดับความสำคัญ แล้วก็ตั้งเป้า ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนะครับ ที่ผมพูดมาตลอดเวลา การทำงานกันในลักษณะตั้งโดยมุ่งหวังว่าเป็นคณะกรรมการแล้วเรื่องจะดีขึ้น ผมก็อยู่ใน แวดวงราชการ อยู่ในการเมืองมาร่วม ๔๐ ปี ผมไม่เห็นด้วยนะครับ แล้วในการที่จะเป็น อธิบดี เป็นทูต หรือจะเป็นรัฐมนตรี โดยตลอดมาผมรับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่ของผม โดยการเรียกประชุมแล้วก็ขับเคลื่อน ต้องรับผิดชอบโดยตัวบุคคล โดยตัวปลัดกระทรวง โดยตัวอธิบดี โดยตัวรัฐมนตรีเป็นสำคัญ มีประเด็นปัญหาอะไรจากการตัดสินใจมีจุดสุดท้าย คือคณะรัฐมนตรีครับ ไม่ค่อยมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมีคณะกรรมการเป็นการถาวร ออกกฎหมายใหม่ระหว่างตัวรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงกับคณะรัฐมนตรี ไม่อย่างนั้นจะมี คณะรัฐมนตรีทำไม ถ้าเผื่อเราจะต้องมาตั้งคณะกรรมการแล้วก็มีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่ตลอดเวลา เราบริหารราชการแบบนี้มา ๘๐ ปี และคงจะไป ไม่ค่อยได้ จะต้องไอเดนทิไฟ (Identify) นะครับ เจาะไปเลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปฐมวัย เด็กในครรภ์ และเด็ก ๑-๖ ปี ใครในรัฐบาล คสช. รับผิดชอบ ผมว่าวิธีการทำงานอันนี้ จะสะดวกแล้วก็คล่องตัวกว่า แล้วก็ให้มีหน่วยงานกลางในการที่จะรองรับ ไม่อย่างนั้น ประชุมกันทีไรหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะส่งข้าราชการระดับซี ๔ ซี ๕ มาเพื่อมานั่งฟัง ตัวปลัดกระทรวงหรือรัฐมนตรีคนนั้นที่เป็นประธานพูดอะไรแล้วก็กลับไปรายงาน แต่ไม่สามารถที่จะร่วมตัดสินใจได้ แล้วในระบบราชการมีผู้ใหญ่นั่งอยู่คนหนึ่ง ข้าราชการ ชั้นผู้น้อยทั้งหลายก็เป็นใบ้หมด มันไม่มีประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ในการทำงานคิดนอกกรอบ เพื่อเราจะได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง ของประเทศไทยในศตวรรษ ๒๑ อันนี้ที่เราจะต้องเป็นประเทศที่พัฒนาให้ได้ และถ้าเผื่อเรา ยังแก้เรื่องเด็ก เรื่องการศึกษาไม่ได้ เราก็ไปไม่ได้ เหมือนกับเราก็มาทำงานหลอกตนเองกันอยู่ เราจะต้องหาสูตรสำเร็จในการที่จะทำงานแล้วก็ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ได้อย่างรวดเร็วนะครับ ผมขอย้ำ ๑๙,๐๐๐ กว่าแห่งเอาให้เป็นมาตรฐานโลกสากลหรือประเทศไทยที่ชั้น ๑ กันเสียก่อน มีบุคลากรเพียงพอ ผมต้องการตัวเลข จะกี่หมื่นกี่แสนคน และที่มีอยู่แล้วจะเพิ่มทักษะเขา ฝึกอบรมภายใน ๓ เดือน ๕ เดือนได้หรือไม่ แล้วก็ต้องมีสมุดคู่มือให้กับเขาในเรื่องโภชนาการ และในเรื่องของการดูแลเด็กเพื่อจะกล่อมเกลาให้เขามีสติปัญญา ให้เป็นนักคิด เป็นนักสร้างสรรค์ ให้กล้าคิดกล้าทำ มีครีเอทิวิตี (Creativity) ไม่อย่างนั้นเราก็ไปในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้ ถ้าเผื่ออยู่กันด้วยไม้เรียวหรือการดุ หรือว่าครูที่จะมาสอน มาดูแลนั้นไม่ค่อยมีสติปัญญา เพียงพอที่จะสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ของเราได้ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน