ธรรมศักดิ์ ชี้ดิจิทัลช่วยลดปัญหาเด็กพิการ-หนุนรวมพลังทางวัฒนธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ เมษายน ๒๕๖๐

ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ เห็นด้วยกับรายงานด้านการศึกษาและเสนอให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยป้องกันปัญหาพันธุกรรม พร้อมเรียกร้องการปฏิรูประบบดูแลเด็กตั้งแต่ก่อนคลอดถึงวัยก่อนเข้าเรียนอย่างเร่งด่วน โดยเน้นบทบาทของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญที่กำหนดหน้าที่รัฐในการพัฒนาเด็กและเยาวชน

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์

ขอบพระคุณท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างสูงครับ กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ที่จริงก็เป็นข้าราชการบำนาญเก่าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อสักครู่มีหนุ่มสาว เข้ามานั่งฟังก็อยากจะพูดโยงอยู่เหมือนกัน ทีนี้พอประเด็นที่ท่านสุรินทร์ได้กล่าวไปนะครับ ผมก็อยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ว่าเห็นด้วยกับการนำเสนอการรายงานฉบับนี้ของคณะกรรมาธิการ ด้านการศึกษาโดยท่าน พลอากาศเอก วัธน และทีมงานนะครับ สิ่งที่เป็นประเด็นทักท้วง เมื่อสักครู่ทั้ง ๒ ท่านก็เป็นสมาชิกสภา สปท. ที่ผมทำงานร่วมอยู่ด้วยในเรื่องของคนพิการ อยากจะเรียนอย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่นี้วาระก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องของดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ผมอยากจะรายงานว่ามีรายงานทางวิชาการจากประเทศที่อยู่ไกลมากเลย เราเคยไปดับลินหรือไปไอร์แลนด์กัน เรามองย้อนไปสูงอีกนิดหนึ่ง ประเทศไอร์แลนด์ ที่มีพลังงานธรรมชาติความร้อนเยอะ ประเทศนี้ประชากรแค่ ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่เขาทำอย่างไรทราบไหมครับ ประเด็นที่ท่านสุรินทร์ทักท้วงหรือถูกทักท้วงเมื่อสักครู่นี้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ มันยังไม่เกิดเลยครับ เราต้องยอมรับความจริงไว้หน่อยหนึ่งว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่อินโดไชน่า เป็นการผสมผสานตั้งแต่อาหรับถึงตะวันออก ตะวันตก ผ่านมาเป็นพันปี แต่ในยุคสัก ๒๐๐ ปีที่ผ่านมาการเคลื่อนย้ายประชากรกลุ่มหนึ่ง จากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่มาที่ประเทศไทยเยอะมาก เราจะต้องไม่ปฏิเสธว่าพันธุกรรม ของเรา อย่างตัวผมก็แน่นอนต้องมีเชื้อสายคนจีน แซ่อะไรไม่ทราบนะครับ เราต้องยอมรับ ความจริงว่าเทคโนโลยีดิจิทัลปัจจุบันจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ครับ ปัญหาของเด็กพิการ ๑๐ ล้านคนที่ท่านวิวัฒน์กล่าวไว้จะลดลงไปอย่างเยอะแยะเลย ท่านทราบไหมครับว่า ขออภัยถ้าหากจะกล่าวอย่างนี้ว่าเรามีการใช้ภาษาไทยกันอย่างดี เรามีการเปลี่ยนนามสกุลกัน มามากพอสมควร โดยไม่ได้บอกลูกหลานเลยว่ามาจากแซ่โน้น แซ่นี้ แซ่นั้น แม้แต่ผมเอง ก็รับพระราชทานนามสกุลมาใหม่ด้วยความปลื้มปิติ แต่คนอื่นล่ะครับ คนอื่นที่เขาเปลี่ยน จากแซ่จากอะไรมาเขาเปลี่ยนเพราะพริ้งไปหมดเลยนะครับ ประเด็นอย่างนี้ท่านครับ คือพันธุกรรมของคน ๒๓ คู่เป็นพ่อแม่ ครึ่งหนึ่งเป็นตัวผม เรามีลูกไปก็รับของเราไป เศษ ๑ ส่วน ๔ อะไรก็แล้วแต่จากคุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่า ไปเรื่อย ๆ เลยนะครับ ลูกกลุ่มนี้ ถ้าหากว่าเขาไปแต่งงาน หรือหนุ่มสาวข้างบน เมื่อสักครู่ถ้าเขาไม่รู้จักกันเขาจะแต่งงานกัน แล้วลูกก็จะออกมาไม่สมบูรณ์ นี่คือหลักพันธุกรรมทางวิชาการง่าย ๆ ไอร์แลนด์ทำอย่างไร ทราบไหมครับ เขาใช้วิธีการอย่างนี้ครับ โทรศัพท์มือถือจะมีโปรแกรมดิจิทัลอยู่ พอผมเข้าไป นั่งผับ (Pub) นั่งบาร์ หรือจีบสาวสักคนหนึ่งเครื่องจะเตือนเลยว่านี่ญาติกัน คนข้าง นี่จีบไม่ได้ คบหาสมาคมไม่ได้เพราะว่าลูกจะออกมามีลักษณะที่จะไม่ดีในอนาคตที่คาดหวังได้ อันนี้เป็นระบบดิจิทัลที่อยากจะนำเสนอว่าการป้องกันปัญหาเหล่านี้สามารถทำได้จาก เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ เรื่องที่ผมอยากจะขออภิปรายเพิ่มเติมก็คือ ๑. ผมเห็นด้วยกับ การนำเสนอของคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะที่ท่านอาจารย์ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา ได้นำเสนอในหลักการเรื่องการขับเคลื่อน แต่ประเด็นที่ขับเคลื่อนนั้นผมก็ได้รายงานนำเสนอ ในที่อื่นไว้บ้างแล้ว เนื่องจากเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ด้วย ผมมีอย่างนี้ครับ ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่จะออกมาในเดือนเมษายนนี้ มาตรา ๕๔ วรรคสี่ ซึ่งท่านประธานวิวัฒน์ก็ได้เกริ่นอยู่บ้างแล้ว คนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ พัฒนาตนตามศักยภาพ และมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ชุมชน และประเทศชาติ เป็นวรรคที่สำคัญมาก แต่การรับผิดชอบตรงนี้นะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๕๔ อยู่ในหมวดหน้าที่แห่งรัฐ ซึ่งผมทราบจากนักกฎหมายว่าเป็นเรื่องที่ราษฎร หรือประชาชนไทยสามารถฟ้องรัฐได้ ถ้ารัฐไม่สามารถดำเนินการดูแลเด็กตั้งแต่ก่อนที่จะคลอดออกมา ๙ เดือน แล้วก็มาเป็น เด็กทารก ๒-๓ ปี จนกระทั่งจะเข้าประถม ๑ อายุ ๖ ขวบ ช่วงนี้ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ในฐานะที่เป็นบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยทำหลักสูตรกันมามาก เป็นคณบดี บัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาด้วย แล้วเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย รำไพพรรณี อย่างนี้ครับ เราก็รู้ว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นอย่างไร จากกระบวนการที่ผม จึงอยากจะนำเสนอคณะกรรมาธิการว่าเป็นไปได้ไหมในช่วงที่รัฐธรรมนูญออกมาปุ๊บแล้วเป็น หน้าที่แห่งรัฐ ศูนย์เด็กเล็กโดยกระทรวงทั้ง ๓-๔ กระทรวงรับผิดชอบอยู่พร้อมไหม ผมว่าไม่พร้อม แต่หลักสูตรที่มีอยู่เช่นหลักสูตรปฐมวัยมันปฐมแค่ ป. ๑ หรือถัดไปอีก ๓ ปีเป็นอนุบาล ลดลงไปจากนั้น ๑ ปี ๒ ขวบ ๓ ขวบ มันไม่มีหลักสูตร ผมอยากจะเสนอว่าเป็นไปได้ไหม การปฏิรูปเร่งด่วน ข้อเสนอเร่งด่วน กำชับกำชาให้มหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรประถมศึกษา หรือหลักสูตรเด็กเล็กอะไรทั้งหลายปรับหลักสูตร ปรับวิชาเรียนให้เตรียมพร้อมเพื่อสอน คนกลุ่มนี้ลงไปอยู่ในชุมชนต่าง ๆ หรือนำกลับเข้ามาอบรม ให้บุคลากรที่ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ พี่เลี้ยง ครูพี่เลี้ยง หรือผู้เลี้ยงเด็กตามศูนย์ชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศได้รับทราบว่ามีเนื้อหาวิชา เหล่านี้ขึ้นไว้ในอินเทอร์เน็ต (Internet) ให้เขารู้ว่าเด็กรุ่นใหม่ เด็กที่คลอดออกมาต้องได้รับ การดูแลจากพี่เลี้ยงที่รู้บริบทของเด็ก ๐ ขวบจนกระทั่ง ๓ ขวบก่อนเข้าอนุบาล เพราะฉะนั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่าข้อเสนอทั้งหมดของคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นข้อเสนอที่ดี หลายข้อเลยเห็นด้วย แต่ช่วงเร่งด่วนนี้ทั้ง ๓-๔ กระทรวงอาจจะยังไม่พร้อม แต่ถ้าให้เร่งรัด ก็คือทำหลักสูตรที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรด้านนี้ให้พร้อมไว้ก่อนในช่วงนี้จะเป็นพระคุณ อย่างสูงครับ ขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ