ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างบูรณาการและเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนคลอดจนถึงวัยเข้าเรียน โดยเน้นการร่วมมือของทุกภาคส่วน การพัฒนามาตรฐานคุณภาพ การสนับสนุนครอบครัวและชุมชน รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและยกเลิกการสอบเข้าชั้นอนุบาล เพื่อผลักดันให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นวาระแห่งชาติที่มีการดำเนินการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพในทุกระดับ
เด็กปฐมวัยในที่นี้จะหมายถึงเด็กที่มีอายุ ตั้งแต่ปฏิสนธิถึง ๖ ปีบริบูรณ์ เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนาการ ทางสมอง อุปนิสัย และทักษะสำคัญของชีวิต พัฒนาการทางสมองมีอัตราการพัฒนาสูงสุด ในช่วงแรกเกิดถึง ๖ ปี และเป็นช่วงที่มีระยะอ่อนไหวของการพัฒนาการสมอง มีความไวต่อผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ อย่างมาก เป็นวัยที่สมองมีอัตราการพัฒนาและการเรียนรู้สูงสุด เป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิต ของบุคคลจึงมีผลต่อความมั่นคงสูงสุดของชาติในระยะยาว สถานการณ์ของโลกและสังคม ในศตวรรษใหม่เรียกร้องให้เด็กรุ่นใหม่ต้องมีทักษะศตวรรษที่ ๒๑ ที่ต้องได้รับการฝึกฝน ตั้งแต่ปฐมวัยต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ การพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อรองรับสังคมสูงอายุไทยที่กำลัง เคลื่อนตัวมาอย่างรวดเร็ว เพื่อพร้อมที่จะแบกรับภารกิจดูแลสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบได้ เด็กในวันนี้จะต้องมีความสามารถในการสร้างผลิตผลมากกว่า ๑ เท่าของคนรุ่นพ่อแม่ จากสภาพของปัญหาในช่วงปฐมวัยพบว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้า มีความพิการประเภท ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น พบโรคอ้วนและภาวะการได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งผลกระทบ จากพัฒนาการที่ล่าช้าของเด็กปฐมวัยจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงเด็กและเยาวชนในช่วงต่อไป ทำให้ระดับสติปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กประถมอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และยังพบ ปัญหาอื่น ๆ ในเด็ก เช่น สมาธิสั้น ออทิสติก (Autistic) หรือปัญหาทางด้านอารมณ์ เป็นต้น จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะต้องปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนา และจัดการศึกษาปฐมวัย งานปฐมวัยจะประกอบไปด้วยการอยู่รอดปลอดภัย การปกป้อง คุ้มครอง การเลี้ยงดู การพัฒนา การศึกษา และการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งงานพัฒนา ของเด็กปฐมวัยในปัจจุบันยังไม่เป็นการพัฒนาแบบสหวิทยาการ ที่จะต้องใช้องค์ความรู้ ทางด้านการแพทย์ ทางด้านจิตวิทยาเด็ก ทางด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย ทางด้านประสาท วิทยาศาสตร์ประกอบกันจึงจะสามารถครอบคลุมคุณภาพชีวิตทุกด้านได้อย่างสมดุล ถึงแม้ว่าจะมีองค์กรหลากหลายที่มีบทบาทในการดูแลพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ในส่วนของ ภาครัฐ ประกอบไปด้วย ๔ กระทรวงหลัก ๆ คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวง อื่น ๆ ในส่วนของภาคเอกชน ก็จะประกอบไปด้วยสมาคมวิชาการ สถาบันการเรียนรู้ต่าง ๆ ในภาครัฐที่มิใช่ราชการก็จะมีกองทุนสนับสนุนส่งเสริมต่าง ๆ ในส่วนของภาคประชารัฐ ก็จะมีสมัชชาสุขภาพ ซึ่งนอกจากนั้นก็ยังมีคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็ก และครอบครัว เป็นต้น ๔ กระทรวงหลักที่มีบทบาทพัฒนาเด็กปฐมวัยต่างก็มีภารกิจเฉพาะ ดังเช่นกระทรวงสาธารณสุข ก็จะเน้นในส่วนที่เกี่ยวกับการอยู่รอดปลอดภัย การเลี้ยงดู การพัฒนาและการมีส่วนร่วม ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะเน้นในเรื่องของการศึกษา และการพัฒนา เป็นต้น ขอบข่ายภารกิจของแต่ละกระทรวงครอบคลุมทุกช่วงวัย เช่น การศึกษาทุกมิติของคนทุกวัย สุขภาพทุกมิติของคนทุกวัย งานปฐมวัยจึงไม่ได้เป็นภารกิจหลัก ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง การพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงเป็นไปตามความเชี่ยวชาญของแต่ละ กระทรวงมากกว่าเป็นการพัฒนาที่เอาเด็กปฐมวัยเป็นตัวตั้ง งานปฐมวัยจึงแยกส่วน แบบต่างคนต่างทำ แต่ละหน่วยงานต่างมีตัวชี้วัดและมาตรฐานที่แตกต่างกัน บุคลากรที่มี หน้าที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยของแต่ละกระทรวงก็มีค่อนข้างจำกัด ถึงแม้ว่าจะมีคณะกรรมการ พัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ แต่ก็ยังขาดกลไกในการประสานงาน พัฒนาทางด้านวิชาการ กำกับ ติดตาม และผลักดันการพัฒนาเด็กปฐมวัยของหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง จึงทำให้การบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการปฐมวัยในประเทศไทยยังขาดเอกภาพและประสิทธิภาพ กรรมาธิการจึงขอเสนอแนวทางการปฏิรูปการปฐมวัยโดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกัน อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ เพื่อให้การพัฒนาเด็กเป็นไปอย่างสมดุลตามหลัก วิชาการแบบสหวิทยาการ เพื่อให้ครอบคลุมคุณภาพชีวิตทุกด้านอย่างสมดุล เพื่อให้ ทุกกระทรวงสามารถขับเคลื่อนภารกิจของตนและร่วมมือกันได้ดีอย่างเป็นองค์รวม โดยมีพันธกิจหลักในการสร้างหลักประกันให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการปกป้อง คุ้มครอง ดูแล พัฒนา และจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ต่อเนื่อง ทั่วถึง และเท่าเทียมตามหลักวิชาการ มีระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับชาติ ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน จนถึงครอบครัวให้เป็นเอกภาพ แต่เนื่องจากเวลาที่มีจำกัดและการร่าง กฎหมายปฐมวัยต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ เนื่องด้วยมีภารกิจของหลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการปฐมวัยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียด และต้องการเวลาอย่างมากในการร่างกฎหมายปฐมวัย ทางกรรมาธิการจึงเห็นควรที่จะ นำเสนอเป็นหลักการในการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัยเพื่อใช้ ในการร่างกฎหมายปฐมวัยหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ ในขณะนี้ก็ได้แก่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ (ฉบับที่ ๓) และ พ.ศ. ๒๕๕๓ พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. ๒๕๔๕ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ พระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งหลักการในการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัย ที่นำเสนอจะประกอบไปด้วย ๔ หลักการใหญ่ ๆ ได้แก่ หลักการพื้นฐาน หลักมาตรฐาน คุณภาพ หลักการสร้างและพัฒนาคุณภาพ และหลักการขับเคลื่อนการปฏิรูป
หลักการแรก คือหลักการพื้นฐาน จะประกอบไปด้วยการแบ่งช่วงวัย การพัฒนาเด็กปฐมวัย การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเด็กปฐมวัย การกำหนดหลักการ การพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบสหวิทยาการ การเสริมพลังบทบาทของบิดามารดา ผู้ปกครอง ครอบครัว และสร้างการมีส่วนร่วมความรับผิดชอบของชุมชน สังคม ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ให้มีการระดมความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการพัฒนาเด็กปฐมวัย กำหนดสิทธิ ตามกฎหมายของบุคคลและสถาบันในการจัดการพัฒนาเด็กปฐมวัย
หลักการที่ ๒ คือหลักมาตรฐานคุณภาพ ได้เสนอให้มีหลักการและ มาตรฐานกลางในการพัฒนาเด็กปฐมวัย บุคคลและหน่วยงานทุกภาคส่วนต้องใช้ร่วมกัน ซึ่งเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดแบ่งช่วงวัยของเด็กปฐมวัย แนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในแต่ละช่วงวัย คุณภาพ ทักษะ สมรรถนะ และคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดแก่เด็กปฐมวัย คุณภาพที่พึงประสงค์ซึ่งคาดหวังให้เกิดขึ้นทั้งในสถานบริการอนามัยแม่และเด็ก และสถานพัฒนา เด็กปฐมวัยทุกแห่ง และยังมีการกำหนดหลักการและแนวทางของหลักสูตรแกนกลาง การพัฒนาเด็กปฐมวัยไว้ด้วย
หลักการที่ ๓ คือหลักการสร้างและพัฒนาคุณภาพ ได้เสนอให้มีระบบ การบริหารหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ให้มีการนิเทศ และกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้มีการประกันคุณภาพ ให้มีระบบการจัดหา พัฒนา ธำรงรักษา บุคลากร ให้มีระบบการพัฒนาผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กที่บ้าน ให้มีการจัดทำคู่มือชุดความรู้ สื่อ อุปกรณ์จำเป็นตามหลักวิชาการ ที่ช่วยส่งเสริมสมรรถนะให้กับบุคลากรด้านการพัฒนา เด็กปฐมวัย ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กที่บ้านอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง
หลักการสุดท้ายคือหลักการที่ ๔ ก็คือหลักการขับเคลื่อนการปฏิรูป กำหนด ให้รัฐมีหน้าที่ทำให้เด็กปฐมวัยมีคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี ให้ความรู้ในการเตรียมพร้อม ก่อนตั้งครรภ์ การดูแลทารกในครรภ์ และการพัฒนาเด็กปฐมวัยแก่คู่สมรส ประชากร วัยเจริญพันธุ์ และสาธารณชนทั่วไป ให้ความรู้และส่งเสริมสมรรถนะในการดูแลทารก ในครรภ์แก่หญิงที่ตั้งครรภ์และบุคคลในครอบครัว ให้บริการด้านสาธารณสุขอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึง เท่าเทียม แก่หญิงที่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ จัดให้มีการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหา เด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา หรือเด็กปฐมวัย ที่ไม่มีผู้ดูแล หรือด้อยโอกาส หรือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการการพัฒนาเป็นพิเศษ อย่างทันท่วงที เพื่อที่จะจัดให้เด็กเหล่านี้ได้รับสิทธิและโอกาสในการพัฒนาที่มีคุณภาพ เป็นพิเศษและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งความช่วยเหลืออื่นใดทางการพัฒนา และการศึกษาที่สอดคล้อง เหมาะสมกับความต้องการและความจำเป็น ให้เด็กในช่วงรอยต่อ ระหว่างอนุบาลกับวัยประถมศึกษาได้รับการพัฒนาตามหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัย และได้รับการศึกษาในระดับประถมศึกษาอย่างมีความสุขราบรื่น ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบการพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกภาคส่วนเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับแผนงาน และผลการดำเนินการต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ได้โดยง่าย ให้มีระบบและหน่วยงานในการรับเรื่องร้องเรียนหรือกล่าวโทษเกี่ยวกับความบกพร่อง ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ประการที่ ๒ ให้มีระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่บูรณาการงาน ของหน่วยงานของรัฐและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทุกฝ่าย และทุกระดับ มีการจัดทำ และปรับปรุงโครงสร้าง กลไก ระบบ และวิธีการพัฒนาเด็กปฐมวัยของชาติแบบบูรณาการ มีนโยบายที่เป็นเอกภาพ มีแผนแม่บทในระดับชาติ มีมาตรฐานกลางในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ให้มีกลไกกลางในระดับชาติและระดับจังหวัดที่ทำหน้าที่บริหารการบูรณาการงานพัฒนา เด็กปฐมวัยระหว่างหน่วยงานของทุกภาคส่วน และให้มีกลไกกลางระดับชาติที่ทำหน้าที่ ด้านสารสนเทศและระบบการสื่อสารที่บูรณาการข้อมูลการพัฒนาเด็กปฐมวัยจากทุกภาคส่วน
ในส่วนของวิธีการปฏิรูป ได้เสนอให้รัฐกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมาย ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ชัดเจน กำหนดนิยามของช่วงปฐมวัยที่ครอบคลุมไปถึงการดูแล เด็กในครรภ์ และให้ความสำคัญไปถึงช่วงรอยเชื่อมต่อจากวัยอนุบาลไปถึงช่วงประถมต้น รัฐต้องสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมทั่วไป เกี่ยวกับเป้าหมายและวิธีการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ทั้งเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม รวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองเพื่อระดมทรัพยากรมาร่วมกันสร้างพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย อย่างเข้มแข็ง ควรกำหนดให้หน่วยงานที่มีอยู่เดิมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบ การส่งเสริมดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยโดยบูรณาการกับกระทรวงที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับ เด็กปฐมวัย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมให้เชื่อมโยงกัน โดยกำหนดระยะเวลาในการปฏิรูป
ระยะที่ ๑ จะเป็นการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย ให้สอดคล้องตามหลักการการปฏิรูปการจัดการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัย ที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอ
ระยะที่ ๒ เมื่อกฎหมายที่ปรับปรุงมีผลบังคับใช้ ให้ดำเนินการปรับระบบ กลไกให้เกิดขึ้นจริง
ระยะที่ ๓ กำกับให้ดำเนินการไปตามที่ระบุในกฎหมาย
แหล่งที่มาของงบประมาณ ก็จะประกอบไปด้วยงบประมาณปกติ ของหน่วยงาน และงบกลางในกรณีจำเป็นเร่งด่วน หน่วยงานที่รับผิดชอบได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับ เด็กปฐมวัย นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเร่งด่วน ได้แก่ ให้การปฐมวัยเป็นวาระแห่งชาติ เร่งรณรงค์ สร้างความเข้าใจและสร้างค่านิยมที่ถูกต้องในการดูแลพัฒนาเด็กปฐมวัย เร่งปรับปรุง คุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยใช้การบูรณาการระดับอำเภอภายใต้การกำกับดูแล ของนายอำเภอ ใช้กลไกประชารัฐระดับอำเภอในเรื่องของกายภาพ เช่น เครื่องเล่นสนาม สภาพห้องเรียน เรื่องคุณภาพอาหาร ส่งเสริมให้มีศูนย์เด็กเล็กคุณภาพในทุกชุมชน สร้างเครือข่ายหน่วยงานด้านวิชาการปฐมวัย เช่น อนุบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล สถาบันราชภัฏที่มีสาขาการศึกษาปฐมวัย ให้การสนับสนุน ศูนย์เด็กเล็กในเรื่องการพัฒนาคุณภาพ หลักสูตรสถานศึกษาคุณภาพของผู้ดูแลเด็ก ส่งเสริม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นาน ๖ เดือนให้มีอัตราส่วนสูงขึ้น เน้นการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ด้วยวิธีการที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก ไม่เร่งเรียนเขียนอ่านในวัยอนุบาล ส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมกับพ่อแม่และช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน ส่งเสริม ให้ครอบครัว ชุมชน สังคม ร่วมกันกำหนดมาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยและอันตราย ที่เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่งเสริมให้พ่อแม่และครูเข้าใจและมีทักษะ ในการสร้างวินัยเชิงบวกบนพื้นฐานสัมพันธภาพที่ดี ยกเลิกการสอบเข้าระดับปฐมวัย และสอบเข้าระดับประถมปีที่ ๑ เพราะจะทำให้เด็กเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียน เครียดเด็กที่สอบไม่ได้จะขาดความเชื่อมั่นในตนเองในระยะยาว ส่งผลกระทบต่อระบบ การเรียนในชั้นเรียนอนุบาลที่ต้องส่งเสริมการพัฒนาการสู่การเร่งเรียนเขียนอ่าน หรือการเตรียมตัวเพื่อสอบ และนำมาสู่ระบบการให้เด็กกวดวิชาตั้งแต่ยังเล็ก โดยที่อาจจะใช้วิธีการจับฉลาก หรือสอบ สัมภาษณ์ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเด็ก หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมแทนการให้เด็กเล็กนั่งสอบ ข้อเขียน และสุดท้าย ให้มีกฎหมายว่าด้วยการปฐมวัยแห่งชาติ หรือให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการปฐมวัยให้สอดคล้องกับหลักการปฏิรูปปฐมวัยที่กรรมาธิการนำเสนอ ขอจบการนำเสนอรายงานแต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณค่ะ