วิวัฒน์ แจงผลักดันปฏิรูปการศึกษาต่อเนื่อง ผ่าน 10 แผน ร่างกฎหมาย 2 ฉบับ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ เมษายน ๒๕๖๐

วิวัฒน์ ศัลยกำธร ชี้แจงความคืบหน้าการปฏิรูปการศึกษาผ่านแผน 15 ด้าน พร้อมเสนอร่างกฎหมายและกองทุนเพื่อส่งเสริมการศึกษาตั้งแต่ก่อนเกิด ร่วมกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามหลักการรัฐธรรมนูญ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ งานด้านการศึกษา กรรมาธิการได้นำเสนอแผนไว้ทั้งหมด ๑๑ แผนด้วยกัน แล้วก็ได้นำเสนอ ผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้วทั้งหมด ๑๐ แผน แล้วก็ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ผ่านรัฐบาล ไปที่กระทรวงศึกษาธิการ กรรมาธิการได้ตั้งคณะกรรมการร่วม ได้ทำงานร่วมกับกระทรวง ศึกษาธิการมาโดยตลอด ที่จริงกราบเรียนที่ประชุมว่าเราได้ทำงานต่อเนื่องมาจาก สปช. สปช. ก็มีการทำงาน ร่วมกันมา ตัวผมเองทำงานร่วมมาตั้งแต่ สปช. และมีคณะกรรมการร่วมกันมาโดยตลอด นอกจาก ๑๐ เรื่อง ๑๐ แผนที่เสนอไปแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่ทำงานร่วมกันและเสนอตรงไปอีก ทั้งหมด ๑๕ เรื่องด้วยกัน แล้วก็ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปลี่ยนรัฐมนตรีมาแล้ว ๓ ท่าน ได้ออกมาตรา ๔๔ เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง มีตั้ง กสจ. ขึ้นหลายท่าน คงทราบความเป็นไปมาโดยตลอด แต่ที่สำคัญที่สุด เราได้เสนอพระราชบัญญัติ ผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้ว ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่ง หลายท่านในที่ประชุมนี้ได้กรุณาอภิปราย เป็นกำลังใจกับกรรมาธิการเราเป็นอย่างสูง ท่านเรียกพระราชบัญญัติว่าด้วยการศึกษา ที่เราเสนอไปว่าธรรมนูญการศึกษา และหลายท่านก็ได้กรุณาชื่นชมและให้กำลังใจ ผมกราบเรียนที่ประชุมอย่างนี้ครับว่า การปฏิรูปการศึกษานั้นต้องใช้เวลา เราปลูกต้นไม้แก่น ใช้เวลา ๕ ปี ๗ ปี เช่นยางกว่าจะกรีดได้ก็ต้อง ๗ ปี การปลูกคนคงต้องใช้เวลามากกว่านั้น ๑๐ ปี ๒๐ ปี คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญท่านได้กรุณาทำงานร่วมกับเราแล้วก็เข้าใจ เรื่องนี้เป็นอย่างดีว่าเป็นเรื่องระยะยาว ท่านก็ได้กรุณาเขียนรัฐธรรมนูญไว้เป็นที่สอดคล้อง และเป็นที่พึงพอใจของพวกเราชาวกรรมาธิการการศึกษา ที่ผมเคยกราบเรียนไปว่าอาจจะ ไม่ได้ดังใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราได้ดังใจเราประมาณ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ในรัฐธรรมนูญ ระบุไว้ชัดเจนว่าการศึกษาทั้งปวงทุกระดับชั้นต้องมุ่งพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีวินัย และภูมิใจ ในชาติ นี่เป็นเรื่องที่ ๑ และเชี่ยวชาญตามความถนัดของตน เป็นเรื่องที่ ๒ และสุดท้าย ไม่ว่าจะดี หรือไม่ว่าจะเก่ง แต่ว่าสุดท้ายต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติเป็นที่สุด ประเทศของเราจะมั่นคงได้หรือไม่ ประเทศของเราจะมี ความมั่งคั่ง ซึ่งในที่นี้ผมกราบเรียนย้ำหลายครั้งว่า คำว่า มั่งคั่ง ในความหมายของพวกเรานั้น หมายถึงพอเพียง แบ่งปัน แต่ว่าก็ต้องแข่งขันได้เช่นกัน แล้วก็จะยั่งยืนถึงลูกถึงหลานได้ ประเทศนี้จะต้องรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ประเทศนี้จะต้องรักษาศิลปะ วัฒนธรรม ศีลธรรม และที่สำคัญที่สุด การศึกษาต้องพัฒนาคนให้เป็นคนสร้างนวัตกรรม ต้องพัฒนา วิทยาศาสตร์ควบคู่กันไป ๑ ในงานที่คณะกรรมาธิการเราเสนอแล้วรัฐบาลก็นำเอาไปปฏิรูป กันอย่างเอาจริงเอาจังก็เรื่องวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดนั้นจะเกิดไม่ได้เลยถ้าเกิดการพัฒนาคน เราทำไม่สำเร็จ ในที่ประชุมนี้ผมยังจำได้แม่น หลายท่านอภิปรายว่าถ้าจะพัฒนาคนให้มี ศักยภาพพร้อมจะอยู่บนโลกของการแข่งขันในยุคใหม่ได้ จำเป็นต้องเตรียมตั้งแต่ยังไม่เป็นแม่ คนที่ต้องการจะเป็นแม่ต้องเตรียมล่วงหน้าอย่างน้อย ๑๘ วัน หมอหลายท่านขึ้นมา ช่วยอภิปราย มีงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่ากว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว แต่ผมกราบเรียน ที่ประชุมว่าบ้านเรายังไม่มีระบบการจัดการศึกษาให้กับเด็กเล็ก มีแต่คำปรารภ มีรายงานวิจัยบอกว่ากว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว การศึกษาต้องจัดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มารดาไปจนถึงเชิงตะกอน ก็มีแต่คำพูด มีแต่ตัวหนังสือ แต่ว่าครั้งนี้ได้ถูกระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญยังระบุไว้ชัดเจนว่าหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน ๖๐ วัน ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้น ๑ ชุด แล้วต้องร่างพระราชบัญญัติกองทุนขึ้นมา เพราะว่าเราจะเพิ่มเงินให้กับกระทรวงศึกษาธิการไปจัดการศึกษาเพิ่มโดยรุกเข้าไปทำงาน ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการจัดอยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับอยู่ อย่างเก่งก็มีอนุบาลอีก ๒ ปีก่อนที่จะเข้ามาสู่ภาคบังคับเท่านั้นเอง ขณะนี้เราก็ ใช้เงินมากเป็นอันดับ ๑ ของประเทศอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะเพิ่มเงินเข้าไปอีกเพื่อจะให้ กระทรวงศึกษาธิการรุกเข้าไปให้การศึกษาตั้งแต่แม่นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เกินกำลัง ทางเศรษฐกิจของบ้านเรา เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องมีกองทุนขึ้น จำเป็นต้องมีคณะกรรมการขึ้น รับผิดชอบ และจำเป็นต้องมีกลไกการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ในรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัด ในพระราชบัญญัติที่เรานำเสนอที่ประชุมก็เขียนไว้เช่นกันว่า รัฐต้องจัดให้มีกลไก ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล หมายถึงรัฐบาลกลาง ท้องถิ่น หมายถึงรัฐบาลท้องถิ่นทุกระดับ และเอกชน คำว่าเอกชน ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญท่านก็ได้กรุณาอธิบายว่า คือภาพกว้าง หมายถึงประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ครอบครัว ชุมชน สังคม แม้แต่วัด แม้แต่ ทุกองค์กรซึ่งไม่ใช่ท้องถิ่นและไม่ใช่รัฐบาลกลาง ก็ถือเป็นคำว่าเอกชนทั้งหมดในความหมาย ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ความสำคัญของการจัดการศึกษาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาก่อนจะ เข้าสู่ระบบโรงเรียนมีความจำเป็นสูงมาก เราได้จัดสัมมนากันหลายครั้งทีเดียว ข้อสรุป ตรงกันว่าเราต้องมีแผนเรื่องนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะแม้จะยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง มีบ้างเช่นการดูแลแม่ ก็จะอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก อยู่กับกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กว่าจะมาถึงโรงเรียนก็สายไปแล้ว ก็จะมีหน่วยงานอื่น มีภาคเอกชนต่าง ๆ หรือแม้แต่ท้องถิ่น ท้องถิ่นมีศูนย์เด็กดูแลอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ผมได้นำคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาเราไปหารือกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย ก็เล่าให้ฟังว่าเขาก็มีตัวอย่างความสำเร็จในการที่จะดูแลเด็กเล็ก แล้วที่สำคัญที่สุด เขารุกเข้าไปดูตั้งแต่แม่เตรียมตั้งท้องเลยครับ กระทรวงมหาดไทยทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ท้องถิ่น มีตัวอย่างทำเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ว่ายังไม่เป็นระบบครับ วันนี้ก็จะมากราบเรียนเสนอที่ประชุมว่า แนวทางในการที่จะปฏิรูปการจัดการศึกษาที่สำคัญที่สุดช่วง ๖ ปี ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ก่อนจะเข้าสู่ระบบโรงเรียนนั้นเราจะทำกันอย่างไร แล้วเราก็จะมาฟังความคิดเห็นจาก ทุก ๆ ท่าน หลังจากนั้นเรื่องนี้จะถูกส่งต่อ เราจะทำเรื่องนี้ต่อกัน และที่กราบเรียนตั้งแต่ต้นว่า หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศเราก็จะมีเวลาทำงานได้อีกประมาณไม่เกิน ๔ เดือน แต่ท่าน สบายใจได้เพราะในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่าจะมีคณะกรรมการขึ้นอีก ๑ ชุด จะต้อง ลุกขึ้นทำหน้าที่นี้ต่ออีก ๒ ปี กฎหมายทุกฉบับประมาณ ๑๕ ฉบับ จะต้องถูกปรับแก้ให้สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญ และทั้งหมดคงทำไม่ได้ทันทีภายใน ๒ ปี เรื่องนี้จะถูกกำหนดเอาไว้ ในยุทธศาสตร์ชาติจะมีการทำงานปฏิรูปเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุดอย่างที่ผม กราบเรียนว่าลำพังกระทรวงศึกษาธิการและอีก ๑๐ กระทรวง รวมเป็น ๑๑ กระทรวง ภาครัฐอย่างเดียวปฏิรูปไม่สำเร็จเพราะว่าอะไร ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ภารกิจหลัก อยู่ที่พ่อแม่ ภารกิจหลักอยู่ที่ชุมชน ถ้าพ่อแม่มีปัญหาเรื่องทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และปัญหาทางเศรษฐกิจเหมือนหลาย ๆ จังหวัด ผมอยากจะยกตัวอย่างจังหวัดสุรินทร์ คลาสสิก (Classic) มาก อย่าว่าแต่ปัญหาตั้งแต่แม่ตั้งท้องเลยครับ เด็กรุ่นหลังเข้าไปสู่ โรงเรียนแล้ว เด็กประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนเรียนต่อไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน แต่เหตุผลสำคัญที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ก็คือปัญหาเศรษฐกิจของแม่ เพราะฉะนั้นเด็ก ๑๐,๐๐๐ คน จังหวัดเดียวนะครับ ถ้า ๑๐ จังหวัด เป็น ๑๐๐,๐๐๐ คนแล้ว แต่ว่าจังหวัดอื่น ก็ไม่ได้เท่ากัน เพราะฉะนั้นเด็กเรียนต่อไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน เพราะฉะนั้น เรื่องเด็กเล็กจึงถูกจัดไว้เป็นลำดับความสำคัญอันดับที่ ๑ ผมขออนุญาตจะสรุปสั้น ๆ ว่าเราจัดลำดับความสำคัญคร่าว ๆ เป็น ๔ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มเด็กเล็ก อย่างที่ กราบเรียนว่าการลงทุนกับเด็กเล็กให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนทุกช่วงวัย งานวิจัยยืนยันว่า ๗ เท่าตัว งานวิจัยบางชิ้นบอกว่า ๑๐ เท่าตัวควรลงทุนกับเด็กเล็กมากกว่า ที่จะรอให้ไปเข้าสู่ระบบโรงเรียน เพราะฉะนั้นการลงทุนกับเด็กเล็กจึงเป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด เข้ามาสู่วัยเรียนแล้ว คือเด็กเล็กอยู่ในครรภ์มารดาจนก่อนเข้าภาคบังคับ ตัวเลขคร่าว ๆ เด็กเกิดปีละ ๗๔๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ละปีไม่เท่ากัน ๖ ปีก็ตีเสียว่าตัวเลข ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ เข้ามาสู่ระบบโรงเรียนจนถึงจบปริญญาอีกประมาณ ๑๒.๙ ล้านคน แล้ววัยที่ทำงานอาจจะเรียนต่อไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายประการตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี ไปจนถึง ๖๐ ปี วัยทำงานตัวเลขหยาบ ๆ ประมาณ ๓๘ ล้านคน ๓๘ ล้านคนนี้เป็นกลุ่ม ที่จะมีปัญหาในอนาคตเนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วบนโลกนี้ จะทำให้ คนจำนวนมากต้องตกงาน กลุ่มนี้เราก็นำเสนอว่าต้องมีระบบที่เรียกว่าทวิภาคีหรือพหุภาคี ต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับให้เขามีงานใหม่ นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่มากถ้าคนตกงานจำนวนมาก ที่จริงมีการตกงานแล้วชัดเจน บริษัทใหญ่ ๆ ปลดคนที่หนึ่งเป็นพันคนด้วยเทคโนโลยี สมัยใหม่ หลายคนยืนยันว่าเทคโนโลยีพลังงานน้ำมัน เช่น รถยนต์ เป็นต้น หรือแม้แต่ เรื่องการพิมพ์ปิดกิจการไปแล้ว หลาย ๆ กิจการบนโลกยุคใหม่นี้จะเปลี่ยน เพราะฉะนั้น คนจะตกงานจำนวนมาก ถ้าเราไม่ได้จัดระบบการศึกษาเพื่อรองรับให้คนเปลี่ยนงาน สังคมจะโกลาหล อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญอันดับที่ ๒ และอันดับที่ ๓ เราจะเป็นสังคมผู้สูงวัย ซึ่ง ๑๐ ล้านคนอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นถึง ๒๐ ล้านคน ถ้าเราไม่ได้จัดระบบการศึกษาให้ดี พัฒนาคนให้ดี ผู้สูงวัยเหล่านี้จะกลายเป็นคนพิการ แล้วสังคมยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากนัก ถ้าเราปล่อยให้ผู้สูงวัยไม่ได้รับการพัฒนาให้กลับมารับใช้สังคมใหม่ หรือดูแลสุขภาพให้ดี เขาจะกลายเป็นคนพิการ ติดรถเข็น ติดเตียง ก็จะเป็นปัญหาหนักยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ ในระบบโรงเรียนทั้งหมดนี้ก็เป็นภาพงานที่ได้นำเสนอที่ประชุมนี้ไปแล้ว ผมขออนุญาต เอากลับมาทบทวนนิดหนึ่ง แต่วันนี้อยากจะเรียนขอความเห็นท่านและขอรับคำชี้แนะ จากทุก ๆ ท่านเรื่องการปฏิรูปเด็กเล็กก่อนที่จะถึงระบบภาคบังคับ อยากจะขอเรียนเชิญ พลอากาศเอก วัธน มณีนัย ท่านเป็นรองประธาน และท่านเป็นประธานอนุกรรมาธิการ ดูแลเรื่องนี้ครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ