สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ เมษายน ๒๕๖๐

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล เสนอความคืบหน้าและแผนปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัลและเศรษฐกิจชีวภาพ ตลอดจนการขับเคลื่อนประเทศไทยขึ้นไปในดัชนีสำคัญโลก และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐผ่านช่องทางดิจิทัล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรัฐบาลดิจิทัลและเสนอให้สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เป็นแกนกลางในการดำเนินการนี้

นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ขอเสนอความคืบหน้าและปัญหาของการปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อเนื่องจากเศรษฐกิจชีวภาพที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการปีติพงศ์ได้นำเสนอเมื่อสักครู่ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

เศรษฐกิจดิจิทัล นั้นก็ถือว่า เป็นการปฏิรูปอันหนึ่งซึ่งรัฐบาลนั้นได้มีความคืบหน้าไปค่อนข้างเยอะ ดังที่เราจะได้ รับทราบข่าวคราวว่าได้มีการยุบกระทรวงไอซีที (ICT) แล้วก็ตั้งกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเรื่องดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมในระดับประเทศขึ้นมาแล้ว นอกจากนั้นก็ได้มีพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่ง เรียกว่าพระราชบัญญัติดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยได้มีการกำหนดวิธีการที่จะ ขับเคลื่อนประเทศ แล้วก็ตั้งองค์กรสำหรับสนับสนุนส่งเสริมการขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม แต่ประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้พิจารณาแล้วคิดว่าเป็นหน้าที่ของ สปท. ที่จะต้องมีการปฏิรูป นั่นก็คือประเด็น ส่วนซึ่งเกี่ยวข้องกับภาครัฐ เราจะเห็นได้ว่ามีประเด็นต่าง ๆ ซึ่งภาคเอกชนนั้นเคลื่อนตัวได้ ค่อนข้างรวดเร็วมาก และภาครัฐเองอาจจะกลายเป็นกลุ่มที่เคลื่อนตัวค่อนข้างช้า โดยที่ผม อยากให้ท่านดูตัวอย่างเรื่องคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงจากดิจิทัลว่าการมีคอมพิวเตอร์ การมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การมีระบบเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงที่ทำให้คอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน การมีจอภาพซึ่งมีความชัดเจนสูง มีสีสันสวยงาม แล้วถ้าใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ที่ราคาถูกรวมกันทำให้ทุก ๆ คนในโลกเข้าถึงดิจิทัลเทคโนโลยีได้ในราคาที่ต่ำ ทำให้มีผู้คิดค้นบริการ คิดค้นธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมาค่อนข้างมาก และมีผลถึงทำให้ธุรกิจเดิม ๆ ที่อาจจะตั้งมา ๑๐๐ ปี ๕๐ ปี หรือ ๒๐ ปีนั้นชะงัก หรือเรียกว่าจะต้องปิดกิจการไปเลย อย่างภาพนี้เราก็เห็นได้ว่าเวลาดูหนัง ฟังเพลงในปัจจุบันเราแทบจะไม่เดินไปที่ร้านแผ่นเสียง หรือร้านขายเทปคาสเซ็ต (Tape Cassette) การถ่ายรูปของเราในทุกวันนี้ก็แทบจะไม่มีใคร ไปซื้อฟิล์มเป็นม้วน ๆ มาถ่ายอีกแล้ว แล้วร้านถ่ายรูปก็ใช้เป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด ร้านบริการอัดรูปก็ขอข้อมูลของเราเป็นแบบดิจิทัลแล้วก็ไปพิมพ์ออกมา ด้วยเหตุการณ์ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะเห็นว่ามีของใหญ่ ๆ เข้ามาทุกวัน ๆ ล่าสุดเราก็คงได้ยินว่า สื่อมวลชนต่าง ๆ ก็ปิดตัวกันไปในฐานะที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ แต่จะต้องเปิดตัวขึ้นมาในลักษณะ เป็นดิจิทัลทีวี (Digital TV) หรือเป็นสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ห้างสรรพสินค้าก็เริ่มเปิดหน้าร้าน ทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไม่เช่นนั้นแล้วผู้คนก็ไปซื้อกันผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น สิ่งที่กระทบกับสังคมจะพบได้มาก ตัวอย่างเช่นเราได้ยินเรื่องอูเบอร์ (Uber) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแท็กซี่ในระดับโลก ซึ่งเป็นแค่จัดผู้ใช้บริการพบกับคนขับรถ ซึ่งมีรถ แต่ว่ารถยังว่างงานอยู่ก็สามารถที่จะแบ่งมาใช้เป็นรถโดยสารได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจค่อนข้างแรง อย่างไรก็ดี หลายบริการที่เกิดใหม่มาคาบเกี่ยวกับเรื่องการกำกับดูแลของภาครัฐ บางครั้งก็เกี่ยวข้องกับ การขออนุญาต ตัวอย่างเช่นเรื่องอูเบอร์ (Uber) ถือว่าเป็นการขับรถแท็กซี่โดยที่ผู้ขับรถนั้น อาจจะมีหรือไม่มีใบขับขี่ในลักษณะเป็นรถผู้โดยสาร ดังนั้นหากจะกำกับดูแล เราจะต้องมี การพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ออกมาให้คล้องจองกับสถานการณ์ของโลกอย่างรวดเร็ว ภาพของ ข้อเสนอทางด้านดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) นั้น ก็คือการทำให้เกิดโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) ภาพนี้แสดงถึงคอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ซึ่งเปรียบเทียบระหว่างภาพปัจจุบันกับภาพ อนาคต ในอดีตจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เวลาที่ประชาชนจะไปติดต่อกับภาครัฐ เราปัดภาระ ความรับผิดชอบในการทำสำเนาเอกสารให้ไปอยู่กับประชาชน ทั้ง ๆ ที่เอกสารเหล่านั้น ที่ประชาชนจะนำมาส่งให้กับเราซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐหน่วยหนึ่งอาจจะออกโดยหน่วยงาน ภาครัฐส่วนใหญ่ก็ได้ เพราะฉะนั้นภาระต่าง ๆ เหล่านี้จริง ๆ แล้วเมื่อภาครัฐใช้เงิน งบประมาณแผ่นดินไปจำนวนมาก ใช้ระบบไอที (IT) ระบบคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานตัวเอง มากมาย ก็จำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาตนเอง เพราะประเทศอื่น ๆ นั้นเขาก้าวไปสู่ระดับ ที่ว่าประชาชนสามารถติดต่อกับภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลไม่ต้องใช้กระดาษ ด้วยเหตุผลที่ว่า หลักฐานต่าง ๆ ที่เป็นดิจิทัลมันดีพอเท่ากับหลักฐานกระดาษ และนอกจากนั้นสามารถ เรียกดูทันที ได้ข้อมูลซึ่งทันสมัยที่สุด บัตรประชาชนหมดอายุก็ต้องรู้เดี๋ยวนั้น สำเนาทะเบียน พาณิชย์ที่ไปก๊อบปี้มาก็สามารถรู้ในวินาทีนั้น วันนี้เรายังใช้แบบอนาล็อก (Analog) อยู่ ก็คือให้ผู้ประกวดราคาแนบสำเนาใบทะเบียนการค้าที่ออกโดยกระทรวงพาณิชย์ที่มีอายุ ไม่เกิน ๑๕ วันนั้นต้องเป็นกระดาษ แล้วก็ให้เซ็นรับรอง ภาพต่าง ๆ ก็จะเปลี่ยนไปโดยที่ ประเทศไทยนั้นอยู่ภายใต้การกดดันเรื่องของการชี้วัดเรื่อง อีส ออฟ ดูอิง บิซิเนส (Ease of Doing Business) จากสหประชาชาติ ซึ่งตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นตัวบอกว่าเราสามารถที่จะไปสู่ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้มากแค่ไหน นอกจากคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) แล้ว ผมก็ใคร่จะขอพูดถึงเรื่องโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ ดาต้า (Open Government Data) ข้อมูลต่าง ๆ ของภาครัฐ จริง ๆ แล้วประมาณสัก ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นข้อมูลเชิงธุรกรรม หากว่าตัดส่วนที่เกี่ยวข้องกับส่วนบุคคลออกไปให้หมด สามารถที่จะเผยแพร่และนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนธุรกิจ วางแผนงบประมาณ วางแผนด้านต่าง ๆ ของประเทศได้มาก และลำพังภาครัฐก็ไม่ได้มีนักวิเคราะห์ที่เยอะขนาดนั้น แล้วก็ไม่ได้เป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ เพราะฉะนั้นหลายประเทศจึงได้ผลักดันสิ่งที่เรียกว่าโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความโปร่งใส เพื่อทำให้ประชาชน มีส่วนช่วยในการร่วมตรวจสอบงานของภาครัฐและข้อมูลต่าง ๆ ที่มีประโยชน์นั้นสามารถ สร้างนวัตกรรมและบริการใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ ประเทศไทยเหล่านั้นก็ได้เริ่มมีการรวบรวม ให้เกิดมีการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐเกิดขึ้นบ้างแล้ว ซึ่งผมใคร่จะขอนำเสนอในโอกาสต่อไป ในภาพนี้เราก็เห็นว่ามี ๒ ตัวอย่าง เช่น เรื่องการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของภาครัฐซึ่งเป็น ผลงานของกรมบัญชีกลางและสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นระบบที่เรียกว่าภาษีไปไหน อีกอันหนึ่งที่น่าจะเป็นที่ต้องการค่อนข้างมากก็คือเรื่องการตรวจสอบที่ดิน เพราะเรากำลัง พูดถึงโฉนดที่ดินหรือว่าพื้นที่ทับซ้อนระหว่างเขตของกรมที่ดิน หรือว่ากรมอุทยาน หรือว่า กรมป่าไม้ เพราะบ่อยครั้งเราจะมีปัญหาสอบถามว่าที่ดินแปลงนี้ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย ข้อมูลและคำตอบอยู่ในหน่วยงานภาครัฐอย่างน้อย ๓ หน่วยงาน แต่ไม่มีใครสามารถชี้ขาด ภายในวินาทีนั้นว่าขณะนั้นถูกหรือผิดกฎหมาย ประโยชน์ของดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) มีมากมาย โดยสรุปก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงปลอดภัย ในการทำงานของภาครัฐ แต่ที่สำคัญคือทำให้ประชาชนนั้นได้รับความสะดวก ภาพที่ปรากฏ ในสไลด์ (Slide) นี้ ตัวที่เป็นกากบาทนั้น หมายถึงภาวะที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งเราลงทุนไปค่อนข้างเยอะแล้วหาก ได้มีการจัดการ ต่อให้เป็นโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) จุดอ่อนต่าง ๆ เหล่านี้จะหายไป สิ่งที่เราจะได้ก็คือความสะดวกของ ประชาชน เวลาของประชาชนที่หายไปเขาจะได้ไปทำมาหากินได้ ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับอีส ออฟ ดูอิง บิซิเนส (Ease of Doing Business) ของประเทศไทยก็จะดีขึ้น แต่ที่ได้มากไปกว่านั้น ก็คือการประสบปัญหาเรื่องการทุจริตในประเทศไทยนั้นสามารถที่จะสร้างความโปร่งใส และให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพราะการเปิดเผยข้อมูล นอกจากนั้นหากดำเนินการได้จนเกิด ความสะดวกแก่ประชาชนและธุรกิจแล้ว เราก็จะเป็นจุดที่สร้างแรงจูงใจและความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุนต่างประเทศที่จะมาลงทุนในประเทศไทย และทั้งหมดนี้ก็ถือว่าเป็นการสนับสนุน การดำเนินงานตามแผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ผมขอเสนอความคาดหวังของการปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัลในระยะ ๑ ปีประมาณ ๕ ประเด็น

ข้อ ๑ การทำงานของภาครัฐเป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยหน่วยงานต่าง ๆ จำนวนมากแต่ยังไม่มีหน่วยงานใดที่จะทำหน้าที่อำนวยการ และสนับสนุนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องกำหนดให้มีหน่วยงาน รับผิดชอบหลักเกิดขึ้น

ข้อ ๒ ออกแบบกลไกการขับเคลื่อนและผลักดันการปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัล อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ประโยชน์จากการลงทุนทางด้านไอที (IT) ที่เราลงทุนไปมากมาย มหาศาลจนถึงทุกวันนี้บริหารจัดการให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ข้อ ๓ วิธีการที่สามารถทำได้ก็คือการผลักดันให้มีแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ระยะ ๕ ปี ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมานั้นสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ได้นำเสนอผ่าน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าสู่คณะรัฐมนตรีและได้รับความเห็นชอบไป เรียบร้อยแล้ว

ข้อ ๔ ควรจะต้องมีการสร้างศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ เพื่อควบคุมดูแลการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน ทั้งนี้ หน่วยงาน ภาครัฐยังเป็นผู้รับผิดชอบในการเก็บข้อมูลแต่ละเรื่อง ๆ ตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง อย่างเดิมแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อ ๕ ก็คือว่ามีการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐในการใช้ช่องทางดิจิทัล ทำให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ และผู้ที่มีความคิดทางด้านนวัตกรรมโดยเฉพาะสตาร์ตอัป (Startup) ใหม่ ๆ พวกที่ทำเรื่องนวัตกรรมทั้งหลายสามารถพัฒนาเป็นแอปพลิเคชัน (Application) ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมได้

ภาพถัดไปก็เป็นภาพให้เห็นว่าในระยะ ๕ ปีนั้นประเทศไทยมีโอกาสที่จะ ยกระดับการจัดอันดับสำคัญ ๆ ของโลกขึ้นได้ประมาณ ๑๐ อันดับ หากได้ดำเนินการ ตามแผน ตัวอย่างเช่น เรื่องดัชนีคอร์รัปชัน ซีพีไอ (Corruption CPI) ดัชนีโอเพนดาต้า (Open Data) ดัชนีเน็ตเวิร์กเรดิเนส (Network Readiness) แล้วก็ดัชนีเรื่องอีพาร์ทิซิเพชัน (e-Participation) ของสหประชาชาติ โดยแผนขับเคลื่อนนั้นก็ทำเป็นขั้นตอนไป ขั้นตอน พื้นฐาน ก็คือการใช้โครงข่ายข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือ การเชื่อมต่อหน่วยงานภาครัฐด้วยกันให้ข้อมูลไหลไปไหลมาได้ และต่อมาคือการเปิดเผยข้อมูล ของภาครัฐให้มากขึ้น และผลที่ได้ก็คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคสังคม ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดแอปพลิเคชัน (Application) ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา เศรษฐกิจ

สำหรับประเด็นหัวข้อหลักที่ได้ผ่านการพิจารณาไปแล้วก็คือ

๒.๑ การเร่งรัดโครงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อสร้าง บริการที่ลดสำเนากระดาษในกลุ่มแรก ๆ ภาพนี้ยกตัวอย่างให้ท่านเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐ ที่ดูแลเรื่องทะเบียนราษฎร์ ทะเบียนบ้าน คือกรมการปกครอง มีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องทะเบียน ที่ดินก็คือกรมที่ดิน แล้วก็ซ้อนหลังกรมที่ดินจะมีสี่เหลี่ยมอีก ๒ อันก็คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับที่ดินเหมือนกัน อย่างเช่น กรมอุทยาน กรมป่าไม้ เป็นต้น ซึ่งทะเบียนเหล่านี้จำเป็นที่ จะต้องมาทำงานร่วมกัน เรามีหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ที่ดูแลเรื่องทะเบียนนิติบุคคล เราจะต้องดูแลเรื่องแผน ที่ หน่วยงานดูแลเรื่องข้อมูลถนน และต่อมาก็ยังมีเรื่องของข้อมูลรายได้ประชาชน ประชาชนคนไทยที่มีความยากจน ก็รวบรวมข้อมูลอยู่ จะมีศูนย์ข้อมูลเหล่านี้เยอะมาก แต่สิ่งที่ขาดก็คือโครงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเองให้สามารถ ใช้กันระหว่างภาครัฐได้

๒.๒ ให้มีการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐทางดิจิทัล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ๆ เลยทั้งหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานเอกชนสำหรับวางแผน ทางธุรกิจ วางแผนทางด้านการตลาดของประเทศ วางแผนทำให้ประชาชนได้รับการบริการ ที่สะดวก รวดเร็ว

๒.๓ ให้มีการผลักดันการตรากฎหมายว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล ทั้ง ๓ ข้อนี้ เป็นประเด็นที่เราได้ผ่านการพิจารณาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเมื่อ ๑ ปีที่ผ่านมา

สำหรับสิ่งซึ่งดำเนินการไปแล้วก็คือ โครงการที่ ๑ การประกาศโครงการ สมาร์ต ไอดี การ์ด (Smart ID Card) เพื่อเชื่อมต่อฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ลดสำเนา การใช้กระดาษและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมการปกครอง ก็ถือว่า เป็นตัวอย่างที่ดีที่เปิดเชื่อมต่อให้กับหน่วยงานภาครัฐหลาย ๆ หน่วยงาน นอกจากนั้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็ได้จัดสรรงบประมาณบางส่วนให้สำนักงานรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ได้นำร่องบริการการเชื่อมต่อหน่วยงานภาครัฐ เสริมการจัดซื้อเครื่อง อ่านบัตรสมาร์ตการ์ด (Smart Card) บัตรประชาชน เพื่อจะลดการทำสำเนา

โครงการที่ ๒ คือโครงการบิซพอร์ทัล (Biz Portal) เพื่อจัดการวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) สำหรับอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจตั้งแต่เปิดกิจการ จนปิดกิจการ โครงการนี้เป็นการเชื่อมต่อหลายหน่วยงาน เพราะหากว่าจะเปิดกิจการเพียง ๑ เรื่องนั้นจะต้องจดทะเบียนมูลค่าเพิ่ม ขึ้นทะเบียนนายจ้าง ลูกจ้าง แล้วก็ขอไฟฟ้า ขอประปา ขออะไรทั้งหลาย ก็สามารถที่จะดำเนินการผ่านระบบบิซพอร์ทัล (Biz Portal) เพียงจุดเดียว

โครงการที่ ๓ ก็คือโครงการโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ ดาต้า (Open Government Data) ซึ่งได้เริ่มไปแล้ว สิ่งที่สำคัญก็คือการให้ความรู้กับหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดว่า การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐนั้นเกิดประโยชน์อย่างไร แล้วมีตัวอย่างที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ ระบบภาษีไปไหน ซึ่งเป็นแอปพลิเคชัน (Application) ตัวอย่างในการนำข้อมูลเปิดเผย ภาครัฐมาแสดงผลให้ประชาชนตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

โครงการที่ ๔ ก็คือยกร่างกฎหมายรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งได้ดำเนินการยกร่างขึ้นมา ระดับหนึ่งแล้ว ผมใคร่ขอขอบคุณคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรภาครัฐภายใต้คณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่กรุณารับร่าง ไปช่วยปรับปรุง พิจารณาจนกระทั่งเกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว

สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาของการขับเคลื่อน เรื่องดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) ก็ประมาณสัก ๔ หัวข้อนะครับ อันแรก ก็คือเราพบว่าจริง ๆ แล้วยังไม่มีอะไรไปบังคับหรือจูงใจให้หน่วยงานต่าง ๆ อยากจะปรับปรุง เชื่อมต่อ หรือเปิดเผยข้อมูล สาเหตุอันหนึ่งที่ถูกใช้อ้างกันเยอะและเป็นจริงด้วยก็คือเรื่อง กฎหมาย กฎ ระเบียบ วิธีปฏิบัติการภายในหน่วยงานของภาครัฐเองก็ไม่เอื้อในการจัดทำ บริการแบบเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานอื่น ๒ ข้อนี้รวมกันอาจจำเป็นที่จะต้องมีการพิจารณา ออกคำสั่ง หรือมีการร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาเพื่อจะเคลียร์ (Clear) ปัญหาของการไม่เชื่อมต่อ เรามีปัญหาเรื่องขาดความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่อยากจะเปิดเผยข้อมูล แล้วอันที่ ๔ ก็คือจากที่รายงานเรื่องดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) ของเราเข้าไปที่ วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ซึ่งได้มีการมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัลนั้นก็ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนโดย สปท. นั้นก็คิดว่าอาจจะสามารถช่วยเร่งรัดให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นเคลื่อนไปข้างหน้าได้

สำหรับข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปภายใน ๑ ปี ก็จะมีเรื่องอย่างที่เรียนไปสักครู่ แล้วว่า ควรจะต้องเร่งจัดการสร้างศูนย์การแลกเปลี่ยนข้อมูลของภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่กำกับ การแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐ ศูนย์นี้ไม่ต้องมีตัวตนเพราะว่าเชื่อมต่อผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่สำคัญก็คือการกำหนดกติกาทางด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล การควบคุมการเข้าถึงและการทำสารบัญของการเข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ย้อนหลังหากมี การสอบ

การจัดทำแผนการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้มีการเปิดเผย ตามช่องทางดิจิทัลเป็นลำดับจากสิ่งที่มีประโยชน์มากที่สุดให้กับประชาชน

การเร่งรัดการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล แล้วก็ควรจะจัดให้มี บริการซอฟต์แวร์ (Software) กลางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐแบบ พร้อมหน้าพร้อมตาไปด้วยกัน ก็คือระบบอีอาร์พี (ERP) หรือว่าระบบสนับสนุนการบริหาร องค์กรด้านทรัพยากร แล้วก็ด้านเอกสาร หรือสมาร์ตอินทราเน็ต (Smart Intranet) เพื่อลดการใช้กระดาษ

ต่อไปจะเป็นภาพที่ให้เห็นว่าการที่ ป.ย.ป. จัดตั้งกลุ่มที่เรียกว่าขับเคลื่อน เศรษฐกิจอนาคต สำหรับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนั้น เราจะมีเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล ภาพนี้เป็นการย่อความ ให้เห็นว่าแต่ละอันจะต้องทำเรื่องมาตรการอะไร กลไกอะไร แผนงานอะไร แล้วก็จะต้อง ตรากฎหมายอะไร และข้างล่างสุดก็คือประเด็นที่ท่านประธานปีติพงศ์ได้พูดถึงก็คือ ระบบนิเวศเพื่อรองรับเศรษฐกิจอนาคต เรื่องของเงินทุนที่เกี่ยวข้องที่จะทำให้เกิดขึ้นได้

และท้ายสุดก็คงจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการของภาครัฐ ก็คือการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งขณะนี้มีพระราชบัญญัติออกมาแล้ว ประเด็นที่ควรจะต้องคำนึงถึง เศรษฐกิจอนาคตก็คือเรื่องการพิจารณานโยบายเปิดเผยข้อมูล นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างของ รัฐที่เรียกว่าออฟเซตโพลิซี (Offset Policy) โดยกำหนดส่วนเพิ่มในสัญญาให้ผู้ที่มาลงทุน ในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐนั้นร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมไทยแล้วก็ทำเงื่อนไขให้มี การผลิตชิ้นส่วนในประเทศ จ้างบุคลากรในประเทศในระยะยาว ผู้ที่เสนอเงื่อนไขออฟเซต โปรแกรม (Offset Program) ที่ดีที่สุดต่อภาครัฐก็จะเป็นผู้ได้รับการพิจารณาในลำดับต้น ๆ เพื่อดำเนินการ

โดยสรุป ภาพที่กระผมได้เรียนเสนอมาทั้งหมดว่า ๑ ปีต่อไปข้างหน้าควรที่จะ ผลักดันเรื่องดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวข้อโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปของรัฐบาลก็คือพีเอ็มดียู (PMDU) โดยอาจจะ ผลักดันในหัวข้อ นิว อีโคโนมี เดลิเวอรี ยูนิต (New Economy Delivery Unit) ทั้งนี้อาจจะ มีหน่วยงานประสานงานกลางแล้วก็มีหัวข้อเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการหลาย ๆ หัวข้อตามที่ ประสงค์ เพราะฉะนั้นโดยสรุป การดำเนินการที่สำคัญที่สุดก็คือการกำหนดวิธีการจัดการ กลไกต่าง ๆ ที่เกื้อหนุนให้หน่วยงานภาครัฐเชื่อมต่อข้อมูลเข้าด้วยกันแล้วก็เปิดเผยข้อมูล ทั้งนี้จำเป็นจะต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็จะต้องมีการบริหารจัดการเทคโนโลยี หน่วยงานกลางที่ทำเรื่องประเด็นแบบนี้อยู่แล้วก็คือสำนักงาน ก.พ.ร. หน่วยงานที่ทำ เทคโนโลยีให้กับภาครัฐในปัจจุบันก็คือสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ๒ หน่วยงานนี้น่าที่จะ เป็นแกนกลางที่จะฟาซิลิเทต (Facilitate) เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานภาครัฐ ทุกหน่วยงานที่จะเชื่อมต่อเข้าด้วยกันแล้วก็สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน และทำให้เกิด ความคล่องตัวทางธุรกิจต่อไปครับ ขอบคุณครับ