ปีติพงศ์ ชูเศรษฐกิจชีวภาพ เสนอเชื่อมข้อมูล-ตั้งศูนย์กลางขับเคลื่อน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ เมษายน ๒๕๖๐

ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ชี้แจงความก้าวหน้าและอุปสรรคของข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ภายใต้กรอบเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 โดยเน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษรรมชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเศรษฐกิจชีวภาพที่มีศักยภาพสูงแต่ยังขาดการบูรณาการนโยบายและข้อมูลอย่างเป็นระบบ จึงเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลาง ฐานข้อมูลจากชุมชน และการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเชื่อมโยงองค์กร สนับสนุนการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ผม นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สปท. ลำดับที่ ๙๙ ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ ใคร่ขอเรียนชี้แจง ความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค และสิ่งที่เราจะนำเสนอหลังจากเรื่องของเราได้ผ่าน ความเห็นชอบของ สปท. ไปแล้วเมื่อประมาณ ๑ ปีที่ผ่านมา ผมอยากจะถอยกลับไป เพื่อที่จะฟื้นฟูความจำของท่านสักเล็กน้อย

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในสไลด์ (Slide) แรก เป็นเรื่องที่เราได้พูดย้ำมาหลายหนแล้วคำว่า ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) จะประกอบด้วย หลัก ๒ ประการ ก็คือ หลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งก็เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ส่วนอีกหลักหนึ่งก็คือการขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม ซึ่งก็เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน กับฉบับร่าง ซึ่งก็คงจะออกมาใช้ในเวลาอันไม่ยาวนานนี้ นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก็เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนทราบอยู่แล้ว แต่ในส่วนของ เศรษฐกิจกระแสใหม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจที่ท่านประธานสถิตย์ได้เป็นผู้ดูแล มาตลอด มีความคาดหวังว่าการจะใช้พลังทางเศรษฐกิจ ๓ ประเภท เป็นพลังซึ่งนำความคิด นวัตกรรม และสิ่งใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งผมได้รับโอกาสให้ชี้แจง ไปเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว เศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งผมจะชี้แจงให้ท่านสมาชิกได้ทราบในวันนี้ และเศรษฐกิจดิจิทัลซึ่งจะขอให้อาจารย์ทวีศักดิ์เป็นคนชี้แจงนะครับ เป็นโกรทเอนจิน (Growth Engine) หรือเป็นเครื่องมือในการที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจ ของเราไปถึง ๔.๐ ให้จงได้ วิธีอธิบายของเราอาจจะแตกต่างกับรัฐบาลนิดหน่อย เพราะว่า เราพยายามที่จะให้ผู้คนได้มองเห็นว่าเศรษฐกิจข้างหน้าคือ ๔.๐ หน้าตาจะประกอบด้วย อะไรบ้าง เราพยายามจะชี้ว่าเรื่องเก่าที่ดำเนินอยู่ก็ดำเนินไป แต่เรื่องใหม่ที่เราอยากจะเห็น ก็คือเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเศรษฐกิจที่เราใช้กระดาษน้อย เป็นเศรษฐกิจที่รัฐบาลเป็น รัฐบาลเปิดแล้วก็เชื่อมโยง เป็นเศรษฐกิจที่จะผลักดันประเทศของเราเข้าสู่ยุคดิจิทัลให้ได้ เราจะมองเห็นภาพว่าหน้าตา ๕ ปี ๑๐ ปี ๑๕ ปี ๒๐ ปี หน้าตาเป็นอย่างไร เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็เป็นส่วนที่พยายามจะสร้างให้มูลค่าเพิ่มของสินค้าที่มีอยู่เดิมจากความสร้างสรรค์ ของคนไทยในเรื่องของวัฒนธรรม เช่น เอาวัฒนธรรมไปผูกกับการท่องเที่ยว เอาแนวความคิดสร้างสรรค์ไปออกแบบสินค้าและบริการให้เหมาะสมกับการท่องเที่ยว และได้เงินตกมาอยู่ในมือของคนไทยมากยิ่งขึ้น มีการขยายขอบเขตวัฒนธรรมของเรา เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี และอื่น ๆ ไปยังเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เคยทำกับเรามาแล้ว ในขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญมากอีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเศรษฐกิจชีวภาพอาจจะได้รับความสนใจน้อยที่สุด แต่ผมเรียนยืนยันท่านสมาชิกว่าเศรษฐกิจชีวภาพเป็นพลังที่ขับเคลื่อนซึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้ ไม่ด้อยกว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเลย ในสไลด์ (Slide) ต่อไป ผมอยากจะอธิบายเพียงสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่าเศรษฐกิจชีวภาพก็คือการใช้สิ่งมีชีวิตให้เป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจง่าย ๆ แค่นั้นเอง ซึ่งสิ่งมีชีวิตเราก็ต้องคำนึงถึง ๒ เรื่อง

เรื่องแรก เนื่องจากเราเป็นประเทศเขตเมืองร้อน มีสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติ เยอะแยะที่เรียกว่าความหลากหลายทางชีวภาพ ขาหนึ่งต้องอนุรักษ์ไว้ให้ได้ ทุกวัน ทุกเวลา ทุกปี ทุกนาที สิ่งมีชีวิตในโลกนี้สูญเสียไปจากการทำลายของธรรมชาติ จากการทำลายของคน อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นก็เป็นภาระของเราที่จะต้องอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตของเราที่เรียกว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้ได้ อีกด้านหนึ่งก็คือการใช้ประโยชน์ การใช้ประโยชน์ เป็นเรื่องที่เรามีความสามารถพอเพียง แต่ว่าติดปัญหาบางประการซึ่งไม่สามารถจะนำ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายมาเปลี่ยนแปลงเป็นอนาคตของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านของ อาหารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแพทย์ เภสัชกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสารสกัด อาหาร ประเภทที่มีประโยชน์แทนวิตามิน เหล่านี้เป็นต้น เรายังใช้ได้น้อยนะครับ แล้วการจำแนก แยกแยะหรือการส่งผ่านรายได้ต่าง ๆ ก็ยังไม่ค่อยเป็นธรรมนักกับชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ผมจะเรียนเพียงเล็กน้อยแล้วก็จำเป็นจะต้องใช้ ภาษาอังกฤษ ต้องขอโทษท่านสมาชิกด้วย สิ่งที่พลิกโลกเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา ถ้าเราสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ เช่นเรื่องการค้นพบ ดีเอ็นเอ (DNA) เดี๋ยวนี้เรารู้จักดีเอ็นเอ (DNA) ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องคริมิโนโลจี (Criminology) หรือว่าอาชญาวิทยา ไปตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ผู้กระทำความผิดต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ดีเอ็นเอ (DNA) เป็นพื้นฐานของการใช้ประโยชน์ในอนาคตอย่างแน่นอน การเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของความรู้ทางด้านจีโนมิกส์ (Genomics) ซึ่งเปลี่ยนโลกไปได้ เพราะเราสามารถ รู้ได้ว่าในที่สุดแล้วร่างกายของเราต้องการยา ต้องการอาหารประเภทไหนจะเปลี่ยนแปลง สิ่งซึ่งเป็นความอ่อนแอให้เป็นความแข็งแรงได้อย่างไร ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ซึ่งนำทั้งดีเอ็นเอ (DNA) จีโนมส์ (Genomes) ต่าง ๆ มาใช้เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น เรื่องอาหาร เรื่องสเต็มเซลล์ (Stem Cell) เรื่องโคลนนิง (Cloning) การแพทย์ และอื่น ๆ อีก จะเกือบทั้งหมด ซึ่งขณะนี้เราน่าจะมีการทบทวนว่าจะดำเนินการไปทางด้านไหน สิ่งเหล่านี้จะมีผลในทางเศรษฐกิจแบบที่เรียกว่าเดสทรักทิฟ (Destructive) หรือว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างแน่นอน และในขณะเดียวกันก็สามารถ ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ให้กับชุมชนถ้าเราบริหารจัดการให้ดี ๆ เป้าประสงค์ของเศรษฐกิจชีวภาพผมคงจะไม่อธิบาย ยาวนัก เพราะว่าเกี่ยวข้องกับทั้งเกษตร อาหารพลังงาน บริการต่าง ๆ เช่น นวดแพทย์แผนไทย สมุนไพร การแพทย์แผนไทยต่าง ๆ เหล่านี้มากมายท่านเองคงจะทราบอยู่แล้ว ผมพยายาม ที่จะใส่ให้ดูว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพกับการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เป็นอย่างไรนะครับ ในแง่ของความมั่นคง เศรษฐกิจชีวภาพจะให้ความมั่นคง ทางด้านอาหาร ด้านสุขภาพ ด้านพลังงาน ความมั่งคั่งก็คือเรื่องของการใช้ทดแทนยา เป็นต้น ภายในประเทศสามารถที่จะแข่งขันสามารถที่จะส่งออกได้ ในส่วนของความยั่งยืน ก็คือการช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากคือในเศรษฐกิจของชุมชนและภาคเกษตรทั่วไป เรื่องการเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติอันเป็นประโยชน์ แล้วก็เรื่องของการใช้ ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นประโยชน์ แล้วก็อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ใช้แล้วหมดไปทุกวัน ๆ อย่างที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ในแง่ขององค์ประกอบในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ ผมก็เห็นว่ามีอยู่ ๓ องค์ประกอบด้วยกัน

องค์ประกอบแรก ก็คือความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งขณะนี้มีคนเก็บ มีคนดูแลมากมายครับ แต่ว่าเวลาจะหาตัวเลขจริงทำได้ลำบากมาก เพราะรัฐบาลของเรา หรือพวกเราไม่เชื่อมโยงกัน เดี๋ยวอาจารย์ทวีศักดิ์จะพูดเรื่องนี้ให้ฟังนิดหน่อยนะครับ

องค์ประกอบที่ ๒ ก็คือเทคโนโลยี ซึ่งเทคโนโลยีนี้ผมได้กล่าวแล้วว่า เทคโนโลยีทางด้านไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) หรือเทคโนโลยีทางชีวภาพ หรือเทคโนโลยีทางด้านอาหาร หรือเรื่องอื่น ๆ เป็นสิ่งซึ่งเรามีความพร้อมอยู่พอสมควร ส่วนที่ขาดหายไปส่วนหนึ่งที่มีความจำเป็นมากที่สุดก็คือเรื่องการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการข้อมูล การบริหารจัดการเทคโนโลยี การบริหารระบบนิเวศ ซึ่งจะทำให้ เกิดเทคโนโลยีที่นำไปใช้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง การบริหารอินเทลเลกชวลพรอเพอร์ตี (Intellectual Property) หรือการบริหารด้านการตลาด ผมอยากจะเรียนว่าทั้ง ๓ ก้อน สิ่งที่อาจจะเข้มแข็งที่สุดในขณะนี้ก็คือตรงกลาง ส่วนที่อ่อนก็คือฝั่งซ้ายและฝั่งขวา สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพในต่างประเทศ ประเทศหลัก ๆ ที่มีความเจริญได้มีหลัก ในการดำเนินงานต่างกันไป ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มากนักแต่เขาหยิบมาจากที่อื่นด้วยวิธีการต่าง ๆ เขาก็จะเน้นเรื่องการใช้นวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในทางเศรษฐกิจ เขาเป็นเจ้าพ่ออยู่แล้วเรื่องยา เรื่องอาหารเสริม เรื่องสารสกัดต่าง ๆ เคมีภัณฑ์ซึ่งมาจากชีวภาพแล้วมาผสมกันก็มี สิ่งเหล่านี้เป็นแนวคิด ของเขาที่จะมองด้านเดียวเป็นส่วนใหญ่ก็คือมองทางด้านของการสร้างเศรษฐกิจจาก ความหลากหลายทางชีวภาพจากสิ่งมีชีวิต อียู (EU) มองทั้ง ๒ ด้าน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เนื่องจากอียู (EU) ส่วนใหญ่ประเทศเมมเบอร์ (Members) เป็นประเทศที่เจริญแล้ว ก็จะเน้นความสำคัญในด้านของการใช้ประโยชน์ ส่วนด้านอนุรักษ์นั้นก็พูดอยู่ในแผนเขาบ้าง เหมือนกัน แต่เนื่องจากความหลากหลายทางชีวภาพของอียู (EU) ในโซน (Zone) ของเขา ไม่มีทางจะเทียบกับความหลากหลายทางชีวภาพในโซน (Zone) ของประเทศของเรา ซึ่งเป็นประเทศเขตร้อนเขาก็พูดเรื่องอนุรักษ์เบาหน่อย ส่วนที่ ๓ ก็คือประเทศเกาหลี ซึ่งอันนี้ ผมยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่าใน ๒๐-๓๐ ปี ที่ผ่านมาเกาหลีใช้เทคโนโลยีที่เน้นสินค้าที่มาจาก สิ่งมีชีวิตที่มีมูลค่าสูง เรื่องเครื่องสำอางต่าง ๆ มีส่วนผสมสิ่งที่มีชีวิตไม่มากก็น้อย เรื่องจินเซง (Ginseng) ซึ่งเขาพัฒนามาตลอดจนเป็นอะไรที่ทั่วโลกรู้หมด ทั้ง ๆ ที่เขามีสิ่งเหล่านี้ไม่มาก ไม่เหมือนเรามีเป็นร้อยเป็นพันรายการ แต่ว่าเขาสามารถชูสินค้าเหล่านี้ตลอด ซัปพลายเชน (Supply Chain) หรือห่วงโซ่อุปทานให้สามารถได้รับการยอมรับ ตั้งแต่ใส่ในอาหาร เป็นสารสกัดจนกระทั่งเป็นยาได้ แต่ในขณะที่ของเราก็ยังมีอยู่ แต่มีไม่มาก

องค์ประกอบที่ ๓ ในเรื่องของการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทย พวกเราในกรรมาธิการเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยังมีโอกาสอยู่มาก สาเหตุแรกก็เพราะว่าเรามี ความหลากหลายทางชีวภาพสูง เราเป็นอันดับที่ ๘ ของโลกนี้นะครับ เรามีบุคลากรที่มี ความสามารถ มีนักวิจัยทางด้านไลฟ์ไซแอนซ์ (Life Sciences) หรือว่าชีววิทยาศาสตร์ อยู่ประมาณ ๓๑,๓๐๐ คน ซึ่งก็เป็นประมาณ ๑๘-๑๙ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของนักวิจัยทั้งหมด เรามีการเกษตรและชุมชนซึ่งเป็นฐานการผลิตที่เข้มแข็งอยู่ในต่างจังหวัด ในชนบทของเรา เรามีภูมิปัญญาสนับสนุน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าภูมิปัญญาเหล่านี้มักจะไม่ได้ ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเช่นเดียวกับจีนหรืออินเดีย และเราก็ยังมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องบันทึกสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้ได้ นอกจากนั้นแล้วเราก็มีองค์กรสนับสนุนอยู่เยอะ ทั้งในภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน ซึ่งก็ดี แล้วก็ไม่ดีเมื่อมาผูกกับนิสัยของคนไทย ที่ว่าทำงานร่วมกันไม่ค่อยจะสำเร็จ ข้อจำกัดของเรา ข้อแรก ก็คือขาดการกำหนดเป้าหมาย และนโยบายระดับชาติที่มีประสิทธิภาพ อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ มีองค์กรเยอะ ไม่ต่ำกว่า ๓๐ องค์กรที่ดูแลเรื่องพวกนี้ แล้วแผนของแต่ละฝ่ายก็ไม่สามารถที่จะรวมกัน ให้เป็นแผนในระดับชาติได้ เพราะว่าเราไม่มีองค์กรที่บริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ในภาพรวมเลย ผมไม่ได้หมายความว่าต้องการจะรวมทุกสิ่งทุกอย่างมาไว้ที่เดียวกัน เป็นเรื่องเซ็นทรัลไลเซชัน (Centralization) หรือการรวมศูนย์ผมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องมีคนจัดการให้ใคร ถนัดเรื่องอะไรทำเรื่องนั้น

องค์ประกอบสุดท้าย การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบค่อนข้างจะทำยาก ผมได้พยายามทำเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยผมเป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ๑๐ กว่าปีแล้วก็มองเห็นว่าความต่อเนื่องไม่ค่อยมี ระบบแม้แต่เริ่มต้นด้วยข้อมูล ผมเคยทำเรื่องข้อมูล ก็ปรากฏว่าประสิทธิภาพของการจัดการ ข้อมูลยังอยู่ในระดับที่ไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไร บางแห่งไม่ดิจิทัลเลยยังเป็นกระดาษอยู่ บางแห่งก็เป็นเอกซ์เซลไฟล์ (Excel File) บางแห่งก็ดิจิทัลไลฟ์ (Digital Life) กว่าจะปรับระบบได้ กว่าจะจัดคอมพิวเตอร์โพรโตคอล (Computer Protocol) ได้ก็ใช้เวลา ๕ ปีแล้ว ความต่อเนื่องในการส่งข้อมูลเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ใครบริหาร ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องแก้ไขนะครับ ซึ่งข้อเสนอในการปฏิรูปครั้งที่ผ่าน สปท. เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ก็เสนอไป ๓ เรื่อง

เรื่องแรก ก็คือสร้างกลไกกลางโดยการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ซึ่งในขณะนั้นคำว่าแห่งชาติก็ยังพอใช้ได้อยู่ เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่ให้ใช้แล้ว เพราะฉะนั้น การมีคณะกรรมการกลางก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อทำแผน ทำการบริหารจัดการและขับเคลื่อน เศรษฐกิจชีวภาพไปข้างหน้าให้ได้พร้อม ๆ กันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอนุรักษ์ ฝ่ายนวัตกรรม หรือฝ่ายที่ดูแลทางด้านเศรษฐกิจ

เรื่องที่ ๒ เราเห็นว่าเนื่องจากเราเน้นเรื่องการพัฒนาที่ฐานราก ซึ่งก็เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ ในหมวดปฏิรูปด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นการพัฒนาฐานข้อมูลกลาง เป็นฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจด้านชีวภาพของประเทศไทยจึงมีความจำเป็น กล่าวคือต้องจัดระเบียบ ให้ใครสักคนหนึ่งเป็นเจ้าภาพในเบื้องต้น และเรียนย้ำอีกครั้งว่าคนที่เป็นเจ้าภาพไม่ได้ทำ ทุกอย่าง ทุกคนที่ถนัดจะทำอะไรก็ทำไป แต่ว่าการเข้าถึงข้อมูลก็ดี การตรวจสอบข้อมูลก็ดี การกระตุ้นให้มีการเก็บสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ตามความถนัดก็ดี การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจชีวภาพก็ดี จะต้องมีการดำเนินการเริ่มต้นจากฐานข้อมูล และข้อมูล ที่สำคัญที่สุดก็คือข้อมูลข้างล่างก็คือข้อมูลจากชุมชน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เรา เสนอเป็นเรื่องที่ ๒

เรื่องที่ ๓ ก็เป็นเรื่องของการปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติมนโยบายกฎหมายต่าง ๆ ถ้าเผื่อปราศจากซึ่งข้อ ๑ แล้วการดำเนินการเช่นว่านี้คงไปได้ยากพอสมควร

อย่างไรก็ตามในช่วงผ่านมา ๑ ปี เราก็พยายามผลักดันเรื่องต่าง ๆ ให้พอเป็นไปได้นะครับ ซึ่งในเรื่องแรกทางคณะอนุกรรมาธิการโดยอนุกรรมาธิการทั้งหลาย ที่อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการก็ได้พยายามริเริ่มการจัดทำฐานข้อมูล ทำไปโดยยังไม่มีนโยบาย ที่ชัดเจน ซึ่งก็ประสบปัญหาพอสมควร แม้ว่าเราจะเริ่มจัดทำรายการข้อมูลต่าง ๆ เริ่มรูปแบบ เครือข่ายธนาคารความหลากหลายทางชีวภาพระดับชุมชน แล้วก็เริ่มการจัดทำเรื่องต้นทุน ทางด้านทรัพยากรอยู่บ้าง เราก็คิดว่าการดำเนินการในเรื่องนี้ยังต้องการคนที่มาดูแล ให้เป็นระบบเพื่อส่งผ่านตั้งแต่ต้นน้ำไปกลางน้ำและไปถึงเศรษฐกิจให้ได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะหยุดอยู่ในหน่วยงานซึ่งต่างคนมีความถนัดในแต่ละเรื่อง

เรื่องที่ ๒ ท่านสมาชิกคงจะจำได้ว่านอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจ ๓ ประเภท เราก็ได้เสนอว่าระบบนิเวศและระบบการเงินของเราที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจประเภทนี้ ควรจะทำอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ได้นำเสนอไปแล้ว แล้วก็ผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้ว แต่ว่าบังเอิญ ในช่วงนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการ ป.ย.ป. และกระบวนการอื่น ๆ เพราะฉะนั้น ในส่วนของการบริหารจัดการระบบนิเวศแล้วก็เรื่องของการเงินจึงยังไม่แน่ใจว่าจะไปที่ไหน อย่างไร

เรื่องที่ ๓ คณะอนุกรรมาธิการก็ได้พยายามที่จะรวบรวมประชาคม เพื่อหารือว่าเราจะผลักดันเรื่องอะไรเป็นเรื่องแรก ก็ได้ตกลงกันว่าเราจะสนับสนุน โครงการนำร่องที่เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรให้ได้ เพราะเป็นฐานทางความหลากหลาย ทางชีวภาพซึ่งเรามีอยู่ เรามีองค์ความรู้อยู่ แล้วก็มีการบริหารจัดการทั้งภาคเอกชน และภาครัฐอยู่แล้วเป็นฐาน ก็อยากจะทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราว เมื่อวานซืนนี้เอง ด้วยการนำของท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ได้นำส่วนหนึ่ง ของกรรมาธิการทางด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษาเข้ามาคุยกัน ท่านได้ทำการศึกษา อย่างมากมายเกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ และการใช้ความหลากหลาย ทางชีวภาพ ซึ่งปรากฏว่าหลักการทั่วไปก็ตรงกัน ถ้าเผื่อหลักการเหล่านี้ได้มีการสนับสนุน และผ่านการพิจารณา ในวันนี้อีกครั้งหนึ่ง เราก็คิดว่าความก้าวหน้าในเรื่องนี้น่าจะอยู่ไม่ไกล จากมือพวกเราไปนานนัก

สำหรับข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปในระยะ ๑ ปี เดิมนั้นมีข้อเสนอ ๓ ข้อ ตอนนี้เรามีข้อเสนอเพิ่มอีก ๒ ข้อ เป็น ๕ ข้อ เนื่องจากข้อ ๔ และข้อ ๕ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ระบบนิเวศและการไฟแนนซ์ (Finance) หรือการจัดการเรื่องการเงิน ซึ่งเราไม่ทราบว่าอนาคต ของข้อเสนอของเราเรื่องเหล่านี้จะไปถึงแค่ไหน จึงนำมารวมไว้กับเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ เพราะว่าส่วนหนึ่งการจัดการระบบนิเวศและการเงินจะเป็นส่วนซึ่งผลักดันเศรษฐกิจชีวภาพ ให้ก้าวหน้าไปให้ได้นะครับ

ข้อ ๑ ก็คือเรายังเห็นว่าการจัดการการขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการ ยังมีความสำคัญ ถ้ารัฐบาลไม่ทำเราคงมีปัญหาเยอะมากเหมือนกันในอนาคต และเนื่องจาก ความเปลี่ยนแปลงที่ได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกเรื่องเกี่ยวกับ ความเชื่อมโยงระหว่าง สปท. กับรัฐบาล เราจึงเสนอว่าควรจะยกระดับคณะกรรมการนี้ ขึ้นเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะมาดูว่าแผนเป็นอย่างไร กฎหมายจะต้องแก้ไข เพิ่มเติมหรือไม่ เพราะว่ามีกฎหมายซึ่งมีความขัดแย้งเยอะมาก เช่นกฎหมายทางด้านจีเอ็มโอ (GMOs) เป็นต้น หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับเอทิกส์ (Ethics) หรือว่าจรรยาบรรณต่าง ๆ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและท่านสมาชิกได้กรุณาให้ความเห็นไว้เป็นอันมาก ในคราวที่แล้ว เพราะฉะนั้นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีจึงเป็นสิ่งซึ่งเราให้ความสำคัญ เป็นอันดับแรก

ข้อ ๒ เนื่องจากเราได้พยายามทำไป ๑ ปี หรือกว่านั้นแล้ว เราคิดว่าโครงการ ที่จะดูแลข้อมูลเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ หรือเรียกว่าธนาคารความหลากหลาย ทางชีวภาพ คงต้องยกระดับให้เป็นโครงการใหญ่ ถ้า ๑ ปีได้เงิน ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท สงสัยเราคงไปไม่ถึงไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เพราะว่าฐานข้อมูลไม่มี ขณะนี้ต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับเรื่องฐานข้อมูลมากเพราะว่ามีการแย่งชิงพันธุกรรม มีการลักลอบ ใช้พันธุกรรมจากประเทศหนึ่งไปใช้ในประเทศหนึ่ง มีการจดทะเบียนพันธุกรรม ซึ่งประเทศที่จด ไม่มีแหล่งพันธุกรรมเหล่านั้น ซึ่งอันนี้เราคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการเก็บรักษาข้อมูล ทางด้านนี้ เราคิดว่าเดิมนั้นจะมีการเก็บข้อมูลเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่เราคิดว่าเรื่องกฎหมายก็มีความสำคัญ เพราะอย่างที่ผมกราบเรียนท่านสมาชิกว่าเรื่องของ การจดทะเบียนสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ จีไอ (GI) และอื่น ๆ เราต้องปรับให้ทันและต้องมีข้อมูล ไม่อย่างนั้นเราเวอริไฟ (Verify) หรือว่าดูแลเรื่องพวกนี้ไม่ได้เลย ฉะนั้นในส่วนนี้เราจึงเห็นว่า ควรจะมี ๓ กลไกหลัก ๆ ก็คือ กลไกแรก หรือตัวข้อมูลเอง กลไกที่ ๒ ก็คือให้มีธนาคาร เพื่อที่จะดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ และกลไกที่ ๓ ในเรื่องเดียวกัน ก็คือทำให้ชุมชน มีธนาคารชีวภาพของตัวเอง ท่านที่เคารพคงทราบแล้วว่าชุมชนมีหลายชุมชนที่ใช้ความสามารถ ในความคิดของตัวเอง ความสามารถของความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อสร้างและผลิตชุมชน เพื่อสร้างผลงานให้กับชุมชนในทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นฐานข้อมูลในชุมชนมีความสำคัญ อย่างยิ่งยวดและต้องเริ่มทำให้ได้

ข้อ ๓ ก็คือเพื่ออนุวัตให้เป็นไปตามข้อ ๒ เราก็อยากจะขอแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายในระดับพระราชกฤษฎีกาก็คือไม่ต้องเข้าสภา เพื่อให้หน่วยงาน ๑-๒ หน่วยรับดูแล ความรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ได้ ซึ่งได้แก่สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ และสำนักงานที่จะประเมินเรื่องของมูลค่าความหลากหลายทางชีวภาพ

ข้อ ๔ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ เพราะว่าเป็นเรื่องที่มาจากข้อเสนอเกี่ยวกับนิเวศ และการเงิน ก็คือเราเห็นว่ารัฐบาลน่าจะกำหนดนวัตกรรมที่เราต้องการใช้ ผมอยากเรียนว่า นวัตกรรมอาจจะมีอยู่สัก ๓ ประเภทหลัก ๆ อันหนึ่ง ก็คือเป็นอันที่เป็นเนชันนัลอินเทอเรสต์ (National Interest) หรือความจำเป็นสำหรับประเทศ ซึ่งนวัตกรรมพวกนี้จะใช้เวลาค่อนข้าง จะนานแล้วก็กระบวนการยาวนานมาก ๒. ก็คือนวัตกรรมที่มีผลในทางเศรษฐกิจ อันนี้ไม่ต้อง เป็นห่วงเขาหรอก เพราะว่าพ่อค้าพ่อขาย นักอุตสาหกรรมก็จะเอาไปใช้ ประเภทที่ ๓ คือนวัตกรรมซึ่งจะลดความเหลื่อมล้ำ กล่าวคือนวัตกรรมทางด้านการเกษตรและนวัตกรรม ของชุมชน ผมเห็นว่าในส่วนที่เป็นนวัตกรรมซึ่งเป็นเนชันนัลอินเทอเรสต์ (National Interest) หรือความจำเป็นของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยารักษาโรค พลังงาน ความมั่นคง ทางอาหาร เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องกำหนด เพราะเหตุว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้ใช้เวลานานมาก เช่นวัคซีนอาจารย์ทวีศักดิ์เคยดูใช้เวลาเกือบ ๒๐ ปี ทั้ง ๆ ที่เรามีการค้นคว้าเสร็จแล้ว กว่าจะไปถึงที่สัตว์ กว่าจะไปทดลองที่คน กว่าจะผลิตเป็นอุตสาหกรรมเราใช้เงินเป็น พัน ๆ ล้านบาท ระบบการส่งเสริมขณะนี้ ผมคิดว่ามีแค่ ๒ ทางเพราะว่าเราไม่มีบริษัทใหญ่ ๆ ที่จะทำงานเรื่องนี้ ก็คือการสนับสนุนรัฐบาลหรือการใช้ระบบพีพีพี (PPPs) กับอุตสาหกรรม ประเภทนี้ ก็คือความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน

ข้อสุดท้าย ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ทันที กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิก ขณะนี้เราใช้เงินประมาณปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะเกษตรพวกเดียวนะครับ เพื่อสนับสนุนการผลิต สนับสนุนการทำปุ๋ย สนับสนุนการผลิตอะไรต่าง ๆ แต่ถ้าเราสามารถ ที่จะปรับเปลี่ยนงบประมาณปีหนึ่งสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไปสนับสนุนนวัตกรรมทางการผลิต ผมคิดว่าเป็นการเริ่มต้นที่จะทำให้ความหมายของ ๔.๐ เป็นไปได้ในทางความเป็นจริง กล่าวคือเอานวัตกรรมเบื้องต้น การผลิตเบื้องต้น ความคิดเบื้องต้น มาใช้เพื่อการผลิตให้ได้ แทนที่จะไปซับซิไดซ์ (Subsidize) การผลิตอย่างอื่น ๆ นี่ยกตัวอย่างเฉพาะเกษตรนะครับ ก็จะมีกระทรวงมหาดไทยที่ไปดูเรื่องโอทอป (OTOP) และอื่น ๆ อีกเยอะแยะเกือบจะ ทุกกระทรวง ทบวง กรม ถ้า ๑๐ เปอร์เซ็นต์สามารถมาใช้เพื่อนวัตกรรม เพื่อวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความหลากหลาย ทางชีวภาพให้เป็นประโยชน์ ผมคิดว่าเราทำได้ทันทีนะครับ

อันนี้ก็เป็นข้อเสนอ ๔ ข้อซึ่งในสไลด์ (Slide) นี้ก็จะอธิบายสั้น ๆ เพิ่มเติม นิดหนึ่งว่าการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนอยากจะให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ก็ได้ที่รับผิดชอบ ขณะนี้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องนี้มี ๔ รองนายกรัฐมนตรี มีส่วนราชการ ประมาณ ๖-๗ กระทรวงที่ทำอยู่ ท่านคงทราบดีนะครับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กระทรวงมหาดไทย และอื่น ๆ อีกเยอะแยะ ซึ่งกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ อันนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ สำหรับอำนาจหน้าที่ท่านก็คงทราบอยู่แล้ว ก็คือเรื่องการจัดทำแผน เรื่องการกำกับดูแล เป็นต้น

ข้อเสนอที่ ๒ ก็คือให้มีฐานข้อมูลกลาง ซึ่งอันนี้กระผมได้พูดรายละเอียดไปแล้ว เรื่องการจัดทำบัญชี เรื่องการจัดทำฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องธนาคาร ความหลากหลาย ทางชีวภาพ และที่สำคัญแล้วเข้ามาใหม่ก็คือการจัดทำต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งอันนี้พูดกันมาตั้งแต่สมัยผมยังหนุ่ม ๆ ที่เรียกว่า กรีนแอ็กเคาต์ (Green Account) แต่ก็ยังไม่เกิดสักที สมมุติเราสร้างเขื่อนหนึ่งแห่งเราไม่ได้คิดหรอกว่าจะทำให้เกิด ความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพมากน้อยแค่ไหน ไม่มีตัวเลข บางคนก็พูดลอย ๆ โอ๊ยป่าเยอะแยะไปหมด มันจริงหรือเปล่า หรือว่าที่เราประสบปัญหากันอยู่ขณะนี้คือ โรงไฟฟ้าหรือว่าอื่น ๆ ไม่มีอะไรที่จะมาใช้เป็นหลักฐานเลย องค์กรนี้จะเป็นองค์กรที่มาช่วยดู ว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แม้แต่ค่าใช้จ่ายซึ่งทั่วโลกเขาคิดกันแล้ว เช่นคาร์บอน ซิงเกิล ปรินต์ (Carbon Single Print) ต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่สามารถที่ทำได้

ข้อเสนอที่ ๓ ก็เป็นสไลด์ (Slide) ที่เกี่ยวกับเรื่องของการทำงานในรูปแบบ ต่าง ๆ ผมขอดูเรื่องโครงสร้างการทำงานธนาคารหลากหลายทางชีวภาพนิดหนึ่ง จริง ๆ แล้ว อยากจะเรียนว่าต้องใช้ภาษาอังกฤษนิดหนึ่ง เพราะว่าการเก็บข้อมูลหรือว่าการเก็บตัว ความหลากหลายทางชีวภาพ ก็มีหลายรูปแบบ เรื่องข้อมูลก็เรื่องข้อมูลไป แต่เรื่องการเก็บ ตัวออร์แกนิซึม (Organism) จริง ๆ ก็มีหลายประเภท เช่น เป็นประเภทออร์แกนิซึมแบงก์ (Organism Bank) ซึ่งเก็บในป่า ในต้นกำเนิดของมันเอง หรือเอามาเพาะที่ไหนก็ได้ จะมีในลักษณะที่เป็นซี้ดแบงก์ (Seed Bank) ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่วนใหญ่ เป็นคนทำคือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพื่อใช้ในทางประโยชน์ จะมียีน (Gene) และดีเอ็นเอแบงก์ (DNA Bank) ซึ่งเป็นพวกที่เก็บสารพันธุกรรม มีเซลล์แบงก์ (Cell Bank) เช่นแอนิมัลเซลล์ (Animal Cell) หรือเซลล์ของสัตว์ต่าง ๆ ที่เก็บไว้ มีทิชชูแบงก์ (Tissue Bank) เห็นเพาะไว้ ในขวดแล้วเอาไปใช้เพื่อการเกษตร อย่างนี้เป็นต้น แต่ที่สำคัญที่สุดที่อยากจะให้มีก็คือ คอมมูนิตีแบงก์ (Community Bank) เพราะว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้ชุมชนได้ประโยชน์ จากเรื่องนี้โดยตรง

ข้อเสนอที่ ๔ ก็มีรายละเอียดในสไลด์ (Slide) แล้วก็ในเอกสารของท่าน เกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมเรื่องการแก้กฎหมาย การสร้างสิ่งที่เรียกว่า สถาบันเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะดูแลเรื่องการคำนวณมูลค่าของความหลากหลาย ทางชีวภาพต่าง ๆ และในที่สุดแล้วก็มีตัวอย่างให้ท่านดูว่าเฉพาะข้อมูลที่เราได้จากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เองการสนับสนุนการผลิตมีจำนวนมาก ถ้าเราสามารถดึงเงินส่วนหนึ่งมาทำ เรื่องนวัตกรรมจากความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ

โดยสรุปเราก็ยังยืนยัน ๓ ข้อแรกก็คือ ข้อ ๑ ต้องมีคณะกรรมการ และขอเสนอ เพิ่มเติมว่าให้เป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ข้อ ๒ ควรจะยกระดับเรื่องของการเก็บข้อมูล และการเก็บสารพันธุกรรมต่าง ๆ โดยเน้นในเรื่องของชุมชนให้มากที่สุดเพื่อที่จะช่วยกัน ลดแก็ป (Gap) หรือว่าความแตกต่างระหว่างรายได้ให้ได้ ข้อ ๓ ก็คือมีการทำแผนแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้อง ซึ่งกฎหมายเหล่านั้นก็เป็นกฎหมาย ของฝ่ายบริหารเท่านั้นเอง และข้อ ๔ ข้อ ๕ เพิ่มเติมขึ้นมาก็เป็นระบบไฟแนนซิง (Financing) ซึ่งอันแรก ต้องจำแนกระหว่างสิ่งที่เป็นเนชันนัลอินเทอเรสต์ (National Interest) ความจำเป็นของชาติ บิซิเนสอินเทอเรสต์ (Business Interest) ความจำเป็นของธุรกิจ และการสร้างกระบวนการที่จะลดความเหลื่อมล้ำ และอันที่ ๒ ผมเห็นว่าแอ็กชัน (Action) ควรจะทำได้ทันที ก็คือตัดเงินส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเงินสนับสนุนการผลิตของหน่วยราชการต่าง ๆ เอามาใช้เพื่อการสนับสนุนนวัตกรรมในชนบท ขอขอบคุณท่านประธานครับ ขออนุญาต ให้อาจารย์ทวีศักดิ์ได้พูดต่อในเรื่องดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy)