สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐

(นำยสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์)

ประธำนกรรมำธิกำรขับเคลื่อนกำรปฏิรูปประเทศ

ด้ำนเศรษฐกิจ เพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๕ ท่าน คือ ๑. ท่านพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ๒. ท่านประทวน สุทธิอำนวยเดช ๓. ท่านขจร วีระใจ ๔. ท่านธเนศ วรศรัณย์ ๕. ท่านพิมพ์ชนก วรวัฒนนนท์ สำหรับรายชื่อ ผู้ที่เสนอและชี้แจง มีดังนี้ ๑. ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ๒. ท่านกลินท์ สารสิน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ รองประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านอุตสาหกรรมและบริการ คนที่หนึ่ง ท่านเป็นประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ๓. ท่านประทวน สุทธิอำนวยเดช สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ ๔. ท่านธเนศ วรศรัณย์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านอุตสาหกรรมและบริการ ท่านเป็นกรรมการบริหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รองประธานกรรมการการท่องเที่ยวและบริการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิโครงการวิจัยอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและบริการ ๕. ท่านพิมพ์ชนก วรวัฒนนนท์ เป็นที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ ดังกล่าว ขอเรียนเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๕๓ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ ขอนำเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูปการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยว ทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน เมื่อปี ๑๙๘๗ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนา และสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ ได้ประกาศวาระสำคัญของคณะกรรมาธิการชุดนั้น โดยได้ประกาศเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการพัฒนาที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในปี ๒๐๑๕ ได้มีการกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ๑๗ เป้าหมาย เพื่อให้สมาชิกประเทศทั่วโลกได้นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ภายใต้ หลักการของการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งและสอดคล้องกับบริบท ของประเทศไทยก็คือการขจัดความยากจน ขจัดความเหลื่อมล้ำ ภายใต้บริบทนี้ บทบาท การท่องเที่ยวของประเทศจนถึงปัจจุบันได้มีสัดส่วนอยู่ในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ถึงร้อยละ ๑๐ การท่องเที่ยวเริ่มมีความสำคัญขึ้นมาตามลำดับในฐานะของการนำรายได้ เข้าสู่ประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งในฐานะของการส่งออก แต่ในที่นี้คือการส่งออกบริการ เมื่อมีการนำเงินตราเข้ามาในประเทศจากการท่องเที่ยวจึงเรียกว่าเป็นการส่งออกบริการ ซึ่งเข้ามาทดแทนหรือเข้ามาเสริมการส่งออกทางด้านสินค้า ซึ่งมีปัญหามากขึ้นทุกวัน อันเนื่องมาจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกทั้งมวล ความเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่นำเข้าสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทยเริ่มลดน้อยถอยลงไป บทบาทของการส่งออกทางด้านบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกทางด้านการท่องเที่ยว ซึ่งมีบทบาทมากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกบริการทั้งหมดย่อมมีความสำคัญต่อการพัฒนา ของประเทศ แต่ทำอย่างไรให้การมีบทบาทสำคัญของประเทศเช่นนี้เป็นบทบาทที่กระจาย ลงไปอย่างทั่วถึง เป็นการท่องเที่ยวที่มิใช่เป็นเพียงตัวเลขในภาพรวมว่ามีสัดส่วนร้อยละ ๑๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ไม่ใช่มีเพียงตัวเลขของภาพรวมว่าดุลบริการ ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ทำอย่างไรให้ตัวเลขในภาพรวมนี้ ได้ส่งผลไปยังระดับล่าง ได้ส่งผลในการแก้ไขปัญหาความยากจน ได้ส่งผลในการลดปัญหา ความเหลื่อมล้ำ จึงเป็นที่มาของการนำเสนอ เรื่อง การปฏิรูปการมีส่วนร่วม ด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่าอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นการท่องเที่ยวที่นำไปซึ่งความเจริญ และรายได้อย่างทั่วถึง การนำเสนอในเรื่องนี้จึงถือว่าเป็นการปฏิรูปที่สำคัญ ทางด้านเศรษฐกิจ เพราะว่านอกจากจะเป็นการนำเสนอในเรื่องของการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ แล้วได้ส่งผลถึงภาพรวมในการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมขออนุญาตท่านประธานที่เคารพ ได้อนุญาตให้คุณกลินท์ สารสิน เป็นผู้นำเสนอรายงานในเรื่องนี้ต่อไปครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านกลินท์ สารสิน

นายกลินท์ สารสิน กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ผม กลินท์ สารสิน สปท. หมายเลข ๔ เรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน วันนี้จะมาเสนอ เรื่อง การปฏิรูปการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเรื่องการท่องเที่ยวนั้น การพัฒนาการท่องเที่ยวเราดูเรื่องเป้าประสงค์ ๓ เรื่องด้วยกัน

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

เรื่องแรก คือการบูรณาการ ด้านการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ดำเนินงาน เรื่องที่ ๒ คือการมีส่วนร่วม ของชุมชนและประชาชนอย่างทั่วถึงเพื่อกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ เรื่องที่ ๓ คือการเสริมสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ๓ เรื่องที่เป็นเป้าประสงค์ของการพัฒนา การท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ มีอนุกรรมาธิการด้านอุตสาหกรรมและบริการ เราก็ได้ทำ ๓ เรื่องด้วยกัน ที่ผ่านมา ๒ เรื่อง เสนอไปแล้ว

เรื่องที่ ๑ เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบ และบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เสนอไปแล้ว ก็ได้มีการติดตาม ตอนนี้ส่วนใหญ่ได้มีการปรับปรุงใช้งานเรียบร้อยแล้ว

เรื่องที่ ๒ เรื่อง การปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง ตอนนี้ ก็อยู่ระหว่างการปรับปรุงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่ ๓ เรื่อง การปฏิรูปการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืน หรือภาษาอังกฤษว่าอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) อยากถามว่า อินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) คืออะไร อินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) คือการการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยว หรือเรียกว่าร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแบ่งปัน ทั้งผู้ที่ เกี่ยวข้องโดยตรงและเกี่ยวข้องทางอ้อม อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะเสนอในวันนี้ วันนี้อธิบายง่าย ๆ คือมีอยู่ ๓ วงด้วยกัน ผู้ที่ร่วมระดับแรกคือวงใน เรียกว่าแวลูเชน (Value Chain) โดยตรง ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว วงที่ ๒ คือคนที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการท่องเที่ยว วงที่ ๓ คือคนที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว จะทางลบทางบวกเดี๋ยวจะขออธิบาย ตามรายละเอียด วงแรกคือการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรง จะเป็นทางด้านบริษัทท่องเที่ยว โรงแรม บริษัททัวร์ท่องเที่ยว ชุมชน ร้านค้า ร้านอาหาร บริการ สถานบันเทิงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อันนี้โดยตรงที่เกี่ยวข้องกับ การท่องเที่ยว หรือเรียกว่าทัวร์ริซึม แวลู เชน (Tourism Value Chain) การท่องเที่ยว หน้าถัดไปเป็นกลุ่มที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการท่องเที่ยว ยกตัวอย่างถ้าโรงแรมดี ก็แสดงว่าคนก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น ผู้รับเหมาก่อสร้างก็มีงานเพิ่มมากขึ้น คนขายวัสดุก่อสร้าง ก็สามารถขายได้ คนมีงานเพิ่มมากขึ้น ส่วนร้านอาหารถ้าขายได้ดีก็แสดงว่าพวกหมูเห็ดเป็ดไก่ หรือผัก ผลไม้ต่าง ๆ ก็ขายได้ด้วย แสดงว่าเกษตรกรสามารถปลูกแล้วขายได้ด้วย ส่วนภาครัฐนั้นผู้ที่ออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ จะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุขก็ตาม ทางด้านกระทรวงคมนาคม หรือ กทม. ก็เกี่ยวข้อง อันนี้เป็นตัวที่ออกกฎหมายมาสนับสนุน เรื่องการท่องเที่ยว อันนี้คือวงที่ ๒ ส่วนวงที่ ๓ คือการมีส่วนร่วมที่อยู่นอกแวลูเชน (Value Chain) การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว บางท่านก็บอกว่าผมไม่ได้อยู่ใน การท่องเที่ยว ไม่เห็นเกี่ยวเลย จริง ๆ แล้วเกี่ยวทุกคน ทุกคนเป็นคนไทยเกี่ยวทุกคน เพราะว่าต่างชาติตอนนี้ที่มาบ้านเราเขาอยากมาดูคนไทย อยากมากินอาหารไทย อยากมาดูนิสัยใจคอคนไทย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็จะเกี่ยวข้องทั้งหมดเลย ยกตัวอย่าง บ้าน ที่อยู่อาศัย หรือชุมชน ประชาชนทั่วไป ที่มีนักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวก็สามารถบริการได้ ยกตัวอย่างนักท่องเที่ยว เดินตามถนนเขาหลงทาง ผมสังเกตหลายครั้งแล้วคนไทยหลายคนก็ช่วยไปแนะนำว่า ทางไหนทางถูกจะต้องไป บางคนอาจจะไม่ทราบภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ก็พยายามที่จะชี้ทางให้ อันนี้ก็มีส่วนร่วม บางทีบางท่านอาจจะไม่รู้สึกว่ามีส่วนร่วม ด้านการท่องเที่ยวก็เลยบอกว่าไม่สนใจ บางทีบางอย่างมันจำเป็น ยกตัวอย่าง เรื่องความสะอาดของถนน ท้องถนนต่าง ๆ พวกนี้ก็เหมือนกันเป็นหน้าที่ของทุกคน เวลาทำความสะอาดคนก็เห็นว่าบ้านเมืองสะอาดก็อยากมาเที่ยวบ้านเรามากขึ้น ให้ดูตัวอย่างหน้าถัดไป คนที่อยู่นอกแวลูเชน (Value Chain) ของการท่องเที่ยวที่ได้รับ ผลกระทบ อันนี้จะเป็นตัวอย่างที่อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม หลายท่านคงได้ไปเที่ยวแล้วไปดูหิ่งห้อยว่าเป็นอย่างไร คนก็ไปดูตอนกลางคืนมีเรือหางยาว ไปมากเข้า ๆ ชาวบ้านในท้องถิ่นก็บอกว่าไม่ได้ผลประโยชน์เลย ขณะเดียวกันเขาได้รับ ผลกระทบคือเสียงดัง วันดีคืนดีชาวบ้านก็ตัดต้นลำพูทิ้งทำให้ไม่มีหิ่งห้อย กลับกลายเป็น ในอัมพวาบางส่วนมีการกระทบเรื่องการท่องเที่ยว อันนี้เป็นส่วนที่ต้องช่วยกันดูว่าทำอย่างไร กระจายรายได้ด้วยไหม ทำอย่างไรให้มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกส่วนหนึ่งข้างล่างก็เป็นการยิ้มสยาม ทุกคนก็สามารถยิ้มได้ เวลานักท่องเที่ยวมาบ้านเราถามอะไรบางอย่างไม่รู้ก็จะยิ้มอย่างเดียว คนไทยมีนิสัยชอบยิ้ม เป็นเจ้าบ้านที่ดี วัฒนธรรมไทยซึ่งการบริการจากใจเป็นจุดขาย ของประเทศไทย อันนี้ก็เป็นจุดที่เราบอกไว้ แต่ถามว่าการมีส่วนร่วมทางการท่องเที่ยว สำคัญอย่างไร ด้านอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) สำคัญอย่างไร

เรื่องแรก การกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ อันนี้เป็นจุดที่เราบอกว่า การแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเรากระจายไม่ทั่วถึงก็จะเกิดปัญหา ตัดต้นลำพูเช่นนี้ การเติบโตต้องไปพร้อมกัน การยกระดับคุณภาพชีวิต การกระจายรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

เรื่องที่ ๒ สร้างความแตกต่างอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เราเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีวัฒนธรรมไทย สร้างความแตกต่างได้ ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศก็พยายาม เลียนแบบบ้านเรา ก็คงลำบากเพราะบ้านเราบริการด้วยใจ สร้างความแตกต่าง

เรื่องที่ ๓ เรื่องการสร้างความยั่งยืนเป็นเรื่องที่สำคัญ เราสร้างความเข้าใจได้ไหม ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในบ้านเรา ทั้งตนเอง ทั้งชุมชน แล้วก็คนที่เกี่ยวข้อง ทำอย่างไรให้ดูแลและพัฒนาการท่องเที่ยวในท้องถิ่นของเราให้เติบโตอย่างยั่งยืน อันนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง คือพวกเราหลายท่านก็ชอบรับประทานอาหาร อาหารบ้านเรา อร่อยมาก ๆ โดยได้มีการแรงกิง (Ranking) อันดับ ๑ ของโลก ซีเอ็นเอ็น (CNN) บอกว่าบ้านเรา สตรีตฟู้ด (Street Food) มาอันดับ ๑ ของโลก คนต่างชาติก็ยังมากิน ยกตัวอย่าง ผัดไทยประตูผีก็มารับประทานกัน กลางคืนไปดูชาวต่างชาติมายืนรอคิวเยอะมาก อันนี้คือสตรีตฟู้ด (Street Food) บ้านเรา ต่างชาติเห็นว่าเรารับประทานก็มารับประทานบ้าง อันนี้ก็เกี่ยวข้อง วิถีเป็นอย่างไร อันนี้ให้ดูว่าหลังจากนั้นก็มีการจัดระเบียบ ทางด้าน กทม. ได้มี การจัดระเบียบมาตรฐานให้ความสะอาดเป็นอย่างไร ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย การทิ้งขยะต่าง ๆ ให้ดูดีด้วย ก็เป็นการเอาผู้เกี่ยวข้องมาดูให้มีมาตรฐานสูงขึ้น อันนี้อยู่ในส่วนอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ต่อมาที่เราบอกว่าจะทำอย่างไร วิธีการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยว จะทำอย่างไรดี ของอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) เรื่องแรก คือต้องร่วมคิด ผ่านการพูดคุยหรือร่วมกันประชุม ขอความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นหรือประชาพิจารณ์ ร่วมกันทำ ร่วมกันดำเนินการแต่ละขั้นตอนต่าง ๆ ต้องร่วมกันตัดสินใจนำสู่เป้าหมายโดยรวม

อีกเรื่องหนึ่งเรื่องสุดท้าย สำคัญมาก ๆ คือร่วมแบ่งปัน กระจายผลประโยชน์ ไปสู่ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ทุกภาคส่วน ๓ เรื่องด้วยกัน คือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแบ่งปัน อันนี้คือวิธีการมีส่วนร่วม ผมก็ไปดูในหนังสือของต่างประเทศเขาก็มีเหมือนกันเกี่ยวกับ เรื่องอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) หนังสือชื่อเดสทิเนชัน มูชวล เบเนฟิต อะ ไกด์ ทู อินคลูซิฟ บิซิเนส อิน ทัวร์ริซึม (Destination : Mutual Benefit - A Guide to Inclusive Business in Tourism) อันนี้ก็เหมือนกัน คอนเซปต์ (Concept) คล้าย ๆ กัน บอกว่าทุกคน มีส่วนร่วมในเรื่องสำคัญตอนนี้

ปัจจัยแห่งความสำเร็จคืออะไร ปัจจัยสำเร็จคือว่าตอนนี้มีหลายคนจำนวนมาก ที่เกี่ยวข้องด้านอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) การมีส่วนร่วม ทำอย่างไรเราจะมี หน่วยงานกลางได้ไหมหรือว่าองค์กรกลางต่าง ๆ มาช่วยดูแล เซตมาตรฐานทำให้ดีได้ไหม ทำให้มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น มี ๓ ระดับด้วยกัน

ระดับแรก คือ ระดับนโยบาย คือดูแลนโยบายด้วยการส่งเสริมให้เกิดมีส่วนร่วม ทุกระดับ ทั้งวิธีการแบบพุช (Push) และพูล (Pull) พุช (Push) คือ มีการแนะนำ การชี้นำ หรืออาจจะมีการบังคับด้วยกฎหมาย ส่วนวิธี พูล (Pull) คือการส่งเสริมให้มีการมีส่วนร่วม แบบยินดีทำเอง อาจจะมีมาตรการจูงใจหรือลดหย่อนภาษีก็เป็นไปได้

ระดับที่ ๒ ระดับพื้นที่ หรือคลัสเตอร์ (Cluster) จังหวัดต่าง ๆ พวกนี้ รูปแบบการเชื่อมโยงแต่ละพื้นที่ก็มีความแตกต่างกัน ทำงานร่วมกัน ผู้มีส่วนร่วมต่าง ๆ ในพื้นที่ทำงานรูปแบบประชารัฐ คือ รัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจ ในเรื่องสำคัญ

ระดับที่ ๓ คือระดับท้องถิ่นและชุมชน การรวมกลุ่มในระดับต่าง ๆ เพื่อบริหารจัดการให้ไปในแนวทางเดียวกันเป็นเรื่องสำคัญ

สรุปเรื่องปัจจัยแห่งความสำเร็จก็มีอยู่ ๓ เลเวล (Level) ด้วยกัน ระดับที่ ๑ คือระดับนโยบาย ระดับที่ ๒ คือระดับคลัสเตอร์ (Cluster) พื้นที่ท้องถิ่น ระดับที่ ๓ คือระดับชุมชน ให้ดูตัวอย่าง อันนี้ที่ประเทศอินเดีย แคชเมียร์ ผมเพิ่งไปเมื่อ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา ภูเขาหิมาลัยมีชาวบ้าน มีม้าให้ขี่เยอะแยะเลย มีสโนว์โมบิล (Snowmobile) ด้วย แต่ต่างคนต่างมาแย่งนักท่องเที่ยว ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความปลอดภัย ไม่มีระเบียบเลย ให้ดูว่าอันนี้คืออินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) แต่ในขณะเดียวกันไม่มีการจัดระดับ ไม่มีการจัดระเบียบ ไม่มีมาตรฐาน ให้ดูข้างล่างมีอีกรูปแบบหนึ่ง อันนี้ก็คือการฟื้น ข้าวหอมนครชัยศรี ซึ่งมีคนท้องถิ่นบอกว่าจริง ๆ เมื่อก่อนนครชัยศรีมีข้าวพันธุ์ดีมาก ๆ ทนน้ำ ใช้ปุ๋ยน้อย วันดีคืนดีหายไป มีในกลุ่มชาวบ้านบอกว่ามารวมตัวกันทำไม มีนักวิชาการ ผู้ประกอบการ เครือข่ายชาวนา ทุกคนในจังหวัดนครปฐมมาช่วยกันดูแลเป็นอย่างไร ก็ออกขึ้นมา กลับกลายเป็นเอาพันธุ์เดิมกลับมา ตอนนี้ก็เป็นที่แพร่หลายในจังหวัดนครปฐม ภายใต้โครงการ เรียกว่าสามพรานโมเดล เป็นอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism)

อีกเรื่องหนึ่งให้ดู อันนี้ประเทศญี่ปุ่นเขาก็ทำเรียกว่าโรดไซด์สเตชัน (Roadside Station) อันนี้ที่ญี่ปุ่นมีทั้งหมดประมาณ ๑,๐๕๐ แห่ง ครอบคลุมไป ๔๗ จังหวัดทั่วญี่ปุ่น อันนี้เขาทำอย่างไร โรดไซด์สเตชัน (Roadside Station) คือเขาร่วมกันทำ มีร้านค้า ร้านอาหาร ห้องน้ำที่สะอาด มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ที่จอดรถ มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว แล้วก็มีสินค้าท้องถิ่นมาขายด้วย เขาเริ่มแล้วและเป็นที่นิยมมาก ๆ จนกลายเป็นจุดท่องเที่ยว ทุกคนต้องมาแวะที่จุด โรดไซด์สเตชัน (Roadside Station) มาท่องเที่ยวโดยเฉพาะ

ข้อเสนอการปฏิรูป เรื่องแรก คือทำอย่างไร เริ่มสตรักเจอร์ (Structure) ก่อน โครงสร้างก่อน ทำอย่างไรโครงสร้างเพื่อสนับสนุน มีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นจริง ทั้งระดับนโยบาย พื้นที่คลัสเตอร์ (Cluster) จังหวัด หรือว่าระดับท้องถิ่นชุมชน ซึ่งในสตรักเจอร์ (Structure) ก็จะมาสอดคล้องและเพิ่มความรู้หรือโนว์เลดจ์ (Knowledge) ความรู้ เพื่อพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือให้มีส่วนร่วม ขณะเดียวกันเกี่ยวกับเรื่องการสร้างจิตสำนึก หรือว่าไมนด์เซต (Mindset) ความเข้าใจ การทำด้วยใจ การมีส่วนร่วมในการท่องเที่ยว อันนี้สรุปคร่าว ๆ คือว่าเรื่องการสตรักเจอร์ (Structure) มีสตรักเจอร์ (Structure) แล้วจะเป็นการให้ความรู้และเปลี่ยนจิตสำนึกคนด้วย

เรื่องโครงสร้างนั้นทำอย่างไร ต้องมีผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ มีการประสานงานและถ่ายทอดข้อมูลระหว่างทุกภาคส่วน เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับผู้มีส่วนร่วมในทุกระดับ

ระดับแรก ระดับนโยบายนั้นอยากจะมอบหมายให้ทางด้านคณะกรรมการนโยบาย ท่องเที่ยวแห่งชาติ ททช. ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีอยู่แล้ว ประกอบด้วยหลาย ๆ หน่วยงานที่ดูแล นโยบายอยู่แล้ว ก็มีการเพิ่ม เป็นไปได้ไหมขอให้เพิ่มเรื่องนี้ด้วย ทั้งพุช (Push) และพูล (Pull) คือการแนะนำ การบังคับ หรือชี้นำต่าง ๆ ส่วนระดับพูล (Pull) คือส่งเสริมให้คนมีส่วนร่วม ยินดีทำเอง โดยอาจจะมีมาตรการจูงใจต่าง ๆ ส่วนเรื่องสตรักเจอร์ (Structure) เมื่อสักครู่นี้ พูดถึงระดับพื้นที่ คลัสเตอร์ (Cluster) ของจังหวัด อันนี้จะมอบหมายให้คณะกรรมการ พัฒนาท่องเที่ยวประจำเขตพัฒนาการท่องเที่ยวแต่ละคลัสเตอร์ (Cluster) ท่องเที่ยว คณะนี้มีอยู่แล้ว ก็ขอให้มอบอันนี้เป็นงานเสริมอีกเรื่องหนึ่ง และสำนักงานท่องเที่ยวจังหวัด เป็นผู้ดูแลแนวทางเรื่องนี้ การเชื่อมโยงต่าง ๆ เรื่องสร้างความแตกต่าง การมีส่วนร่วม แต่ละท้องถิ่น การประสานงานแบบประชารัฐ ประสานงานแล้วก็ถ่ายทอดข้อมูล สร้างความเข้าใจระหว่างทุกภาคส่วน ส่วนระดับท้องถิ่นและชุมชนนั้น สนับสนุน ให้แต่ละท้องถิ่นดำเนินการรวมกลุ่มร่วมกันตามความเหมาะสม จะเป็นสหกรณ์ จะเป็นสมาคม จะเป็นชมรมต่าง ๆ ชุมชนต่าง ๆ ชุมนุมต่าง ๆ หรือกลุ่มต่าง ๆ โดยมีคณะกรรมการระดับจังหวัดเป็นผู้สนับสนุนการขับเคลื่อนเพื่อร่วมกันวางแผน และบริหารจัดกลุ่มให้เกิดการมีส่วนร่วม

เรื่องความรู้ การให้ความรู้เป็นเรื่องสำคัญ การพัฒนาเครือข่ายความรู้ การเชื่อมโยงกันให้เข้มแข็งมากขึ้น การพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวให้เหมาะสม ให้มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนด้วย โดยมีการจัดอบรม พัฒนาบุคลากร ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ แรงงาน ชุมชน ท้องถิ่น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การมีส่วนร่วมทุกระดับ มีเวทีพูดจาพบปะกัน การสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา และมีช่องทางที่เหมาะสมสื่อสารกัน การใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) ในการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ และการสื่อสารแบบออนไลน์ (Online) การพัฒนามาตรฐาน เช่น การบริการ ความปลอดภัย ความสะอาด การดูแลรักษา และความรู้เกี่ยวกับเรื่องอัตลักษณ์ท้องถิ่น เรื่องการนำนวัตกรรม มาปรับให้มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างความแตกต่าง และมีมูลค่าเพิ่ม

เรื่องการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นประวัติเรื่องราว วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่นเพื่อมาต่อยอด โดยให้มีองค์กรเข้ามาร่วมในการบริหารจัดการซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ หน้าถัดมาจะเป็นตัวอย่างที่ประเทศอังกฤษ จะมีปราสาท มีบ้านเก่า ๆ มีสวนหลายแห่ง ที่สวยมากแต่ไม่มีเงินดูแลรักษา ที่เขาทำเรียกว่าเนชันนัลทรัสต์ (National Trust) เป็นองค์กรมาดูเกี่ยวกับเรื่องฮิสทอริคัลเพลซ (Historical Places) ก็คือเป็นโบราณสถานต่าง ๆ เป็นองค์กรเพื่อการอนุรักษ์ในประเทศอังกฤษ ที่ทำการอนุรักษ์และปกป้องสถานที่โบราณ อันทรงคุณค่าต่าง ๆ เช่น บ้านสวนโบราณ สถานที่ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ตอนนี้เขาดูแลอยู่ ทั้งหมด ๓๕๐ สถานที่ อันนี้ก็เป็นจุดที่น่าสนใจ รายได้จากค่าสมาชิก ค่าเข้าชมต่าง ๆ ขายของที่ระลึก หรือร้านอาหาร ก็มาจุนเจือในการดูแลรักษาสถานที่พวกนี้ อันนี้ก็เป็น ตัวอย่างให้ดู

เรื่องไมนด์เซต (Mindset) การสร้างความเข้าใจทำด้วยใจนี้ทำอย่างไร ให้คนบายอิน (By in) โดยทำการรณรงค์สร้างจิตสำนึกในทุกระดับ ช่วยกันดูแลสอดส่อง เป็นหูเป็นตา รักษาความสะอาด ความปลอดภัย รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมไทย ดูแลนักท่องเที่ยว ให้บริการด้วยใจในฐานะเจ้าบ้านที่ดี รับผิดชอบต่อชุมชน สำนึกรักบ้านเกิด ด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ในทุกกิจกรรม แนะนำทางออกให้กับภาครัฐในการแก้ไขปัญหา และการพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นกลุ่มผู้มีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมควรจะสร้างจิตสำนึกตั้งแต่บริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ รวมถึงตัวนักท่องเที่ยวเองด้วย ส่วนในกลุ่มที่อยู่นอกแวลูเชน (Value Chain) การท่องเที่ยว ต้องรณรงค์สร้างจิตสำนึกสำหรับกลุ่มนี้ โดยเฉพาะเรื่องฐานะเจ้าบ้านที่ดี พวกเราทุกคนในทีนี้ก็เป็นเจ้าบ้านที่ดี ช่วยสร้างบรรยากาศ สร้างความประทับใจให้กับ นักท่องเที่ยวที่มาเยือน สร้างความแตกต่างให้ความเป็นไทย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ อันนี้เป็นกลุ่มที่มีพลังสำคัญมากในการขับเคลื่อน ถือว่าเป็นเชนจ์เอเจนต์ (Change Agent) ก็ว่าได้

โดยสรุปคือผู้ที่จะดูแลเรื่องนี้ก็ขอเสนอกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย กทม. อยากให้ได้ประมาณ ๖ เดือน ซึ่งทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือเป็นนโยบาย เป็นโพลิซีเบส (Policy based) ส่วนกระทรวงมหาดไทยก็ดี หรือว่า กทม. ก็ดี ถือว่าเป็นแอเรียเบส (Area based) ที่ต้องช่วยกัน เป้าหมายคือมีส่วนร่วมทุกระดับ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็คือเรื่องสตรักเจอร์ (Structure) ทำอย่างไร ๑. ระดับนโยบาย ให้คณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ ๒. ระดับพื้นที่และคลัสเตอร์ (Cluster) คณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวประจำเขตพัฒนาการท่องเที่ยว และสำนักงานท่องเที่ยว จังหวัดร่วมกันทำงานแบบประชารัฐ ๓. ระดับท้องถิ่นและชุมชน ก็รวมกลุ่มกัน ตามความเหมาะสมภายใต้การสนับสนุนของจังหวัด เรื่องไมนด์เซต (Mindset) เรื่องโนว์เลดจ์ (Knowledge) ต่าง ๆ เมื่อสักครู่นี้บอกว่าเรื่องความรู้และการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม เรื่องสุดท้ายคือเรื่องไมนด์เซต (Mindset) การสร้างจิตสำนึก การเข้าใจ ทำด้วยใจ การมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยว โดยสรุปสุดท้ายเป้าหมายคือทุกคน มีส่วนร่วม การเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ซ้ายสุด บอกว่าร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแบ่งปัน การท่องเที่ยวเป็นเรื่องของเราทุกคน หลังจาก อินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) การมีส่วนร่วมของการท่องเที่ยวแล้ว ก็จะทำให้เกิด อินคลูซิฟอีโคโนมี (Inclusive Economy) ก็คือการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ มีความเป็นธรรม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ถ้าเสร็จแล้วก็จะเกิด ซัสเทเนเบิลดีเวลอปเมนต์ (Sustainable Development) ก็คือประเทศไทยเติบโตได้ อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ขอบคุณมากครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาท่านละ ไม่เกิน ๑๐ นาที สำหรับท่านแรกขอเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคมนาคม ขอเชิญครับ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการ ต่อเรื่องการปฏิรูปการมีส่วนร่วมทางการด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืน หรืออินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ผมเรียนว่าดูจากเอกสาร ประกอบแล้วผมขอสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งต่อรายงานชิ้นนี้ และต่อแนวคิดที่จะปฏิรูปตรงนี้ เพราะเนื่องจากปัจจุบันนี้รายได้ที่เข้าประเทศจริง ๆ แล้วเหมือนเรากำลังกินบุญเก่า อาจจะเป็นบรรพบุรุษเรามาตั้งอยู่ตรงนี้ เป็นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการท่องเที่ยวทางด้าน ภาคเกษตรของเราซึ่งเป็นสารัตถะสำคัญ อาชีพหลักของเราขณะนี้อาจจะมีปัญหา กระทบกระเทือนอยู่ค่อนข้างมากเพราะว่ากว้างขวางออกไป ขณะเดียวกันการท่องเที่ยว จะเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามความเข้าใจต่อเรื่องนี้เดิมเราคิดว่าภาคเกษตร จะมีนัยสำคัญ ดังนั้นการทำความเข้าใจต่อเรื่องการท่องเที่ยวซึ่งเหมือนกับอยู่ข้างหลัง แล้วอยู่ ๆ ก็แซงหน้าขึ้นมาตอนนี้ต้องทำความเข้าใจกันในหลายมิติมาก ดังนั้นการที่ ท่านเสนอขึ้นมาในคราวนี้ผมเห็นว่าเป็นการมองภาพรวมที่สำคัญมาก ไมนด์เซต (Mindset) ที่ท่านพูดถึงคราวนี้เป็นไมนด์เซต (Mindset) ของประเทศเสียด้วยซ้ำ เราจะได้เข้าใจว่า ควรจะอยู่กับเรื่องนี้อย่างไร เพราะเรื่องนี้มากไปก็มีปัญหา ลักษณะของบางประเทศอย่างสเปนอยู่ได้ด้วยการท่องเที่ยวแท้ ๆ ของเราเราอยู่ได้หลายแบบ ทำให้บางทีเหมือนการท่องเที่ยวเป็นขนตา เรามองไม่เห็น อยู่ตรงหน้าเรา ดังนั้นการหันมามอง ช่วงนี้ท่านส่องกระจกให้เรามองได้เห็นชัดขึ้น ผมถือว่าเป็นเรื่องดีมาก อย่างไรก็ตามผมเอง ก็อยากจะร่วมแชร์ ร่วมให้ความเห็น เห็นด้วยในหลักการแล้ว แต่ในส่วนการปฏิบัติในฐานะที่ พอมีประสบการณ์อยู่บ้างในการมอง การบริหารจัดการและในเชิงนโยบายตรงนี้อาจจะ ขอเสนอความเห็นเพื่อสนับสนุน แต่หวังว่าจะเป็นข้อพิจารณาไป เอกสารที่ท่านเสนอมาเป็น เอกสารข้อเสนอที่กระชับ เข้าใจได้ง่าย กราฟฟิก (Graphic) ที่ทำก็ถือเป็นเรื่องดี ครอบคลุมทั้งหมดต่อเรื่องที่ท่านนำเสนอขึ้นมา แต่เนื่องจากเนื้อหาอาจจะเป็นปัญหา เรื่องเวลาของท่าน มันสั้นแล้วรายละเอียดไม่ได้บรรจุเข้ามา ตรงนี้จะเป็นปัญหาอยู่บ้าง เลยขาดเนื้อหาที่อธิบายในส่วนที่ควรดำเนินการ คือในส่วนนโยบายหลักการชัดเจน แต่บางที ต้องอธิบายหรือสาธยายในรายละเอียดลงไปด้วย ตรงนี้ดูเหมือนว่าจะขาดไปอยู่บ้าง แต่ผมก็เข้าใจปัญหาเรื่องเวลา ในส่วนของเป้าหมายควรมีการบรรจุเนื้อหาที่จำเป็นให้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในส่วนที่เสนอมาเป็นแนวทางที่ท่านประสงค์จะนำเสนออยู่แล้ว โดยเน้น การมีส่วนร่วมที่สำคัญ ทำให้เห็นได้ว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ชุมชนตรงนี้ดูก็ชัด ชุมชน คนในท้องถิ่น หรือชาวบ้านที่เป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวจะได้รับรายได้ ท่านอธิบายชัด ประโยชน์ในแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เป็นแนวทางที่อยากจะให้เพิ่มตรงนี้ส่วนนี้สักหน่อย จะได้มีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก ผมเห็นว่าการดำเนินการเรื่องท่องเที่ยวยังเกิดปัญหา จะช่วยละลายความขัดแย้งในหลายกรณีที่มีอยู่เหมือนกัน เช่น เราอยากจะให้ขึ้นไปเที่ยว ภูกระดึง แล้วก็มีการทำกระเช้าให้คนได้ขึ้นไปได้บ้างก็มีความขัดแย้งในหลายแห่ง เกิดจากอะไร เกิดจากความไม่เข้าใจร่วมกันที่ถ่องแท้ ดังนั้นในการพยายามอธิบาย โดยใช้หลักของผลกระทบ ให้เห็นว่ามีผลกระทบอยู่แล้ว แต่ว่าผลที่ได้มากกว่าแค่ไหน เพียงใด อย่างไร ใครถูกกระทบบ้าง ตรงนี้เองจะเป็นข้อมูลที่ทุกคนรู้ว่าตัวเองรู้ตรงจุดไหน ของอินคลูซิฟ (Inclusive) ตรงนี้ ก็จะช่วยได้มาก ไม่อย่างนั้นจะเกิดความขัดแย้งขึ้น แล้วความขัดแย้งตัวนี้เองที่ส่งผลกระทบ ท่านเสนอเรื่องแคชเมียร์มา เสนอญี่ปุ่นมาเป็นหลัก สังคมไทยของเราจะมีความหลากหลายอยู่มาก การอธิบาย การทำความเข้าใจโดยรายละเอียด ถ้าเป็นการเทศน์ก็คือเทศน์แบบมีรายละเอียดครบ อุปมาอุปไมย เป็นนัยสำคัญที่จะต้อง เพิ่มเติมในความเห็น ดังนั้นขอเสนอความเห็นในเรื่องเชิงรายละเอียดตรงนี้ รายละเอียด เรื่องโครงสร้างผมเห็นว่าควรเสนอให้รัฐดำเนินการที่มีรูปแบบของรายละเอียดที่มีกำหนด ในหน่วยงานระดับนโยบายด้วย อย่างการกำหนดนโยบายท่านเสนอว่าคณะกรรมการ ท่องเที่ยวแห่งชาติ ททช. จะต้องกำหนดนโยบายในเรื่องการมีส่วนร่วมต่าง ๆ อย่างไร อยากจะให้กำหนดไปเลย คือตอนนี้เราชี้ไปที่ ททช. แต่ว่าอยากให้คณะกรรมการชี้ไปเลยว่า ให้ ททช. ชี้อะไร คือเราบอกให้คุณทำบางทีก็จะชี้ไปในทิศที่เราไม่ได้มองภาพรวมไว้ เพราะว่าอย่างที่ท่านเสนอนี้ท่านมองไปไม่ใช่งานของ ททช. อย่างเดียว ททช. ก็เป็นเหมือนกับผู้มีส่วนสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) ในเรื่องการได้รับผลมาจากการท่องเที่ยว แต่จริง ๆ แล้วเวลาท่านมอง ท่านมองอินคลูซิฟ (Inclusive) คือมองทั้งระดับ ดังนั้นจะชี้ให้ ททช. ทำอย่างไรก็ชี้ไปเสียเลยว่าในการกำหนดนโยบาย ใช่ ให้ ททช. ทำ แต่ว่าส่งเสริมอย่างไร สนับสนุนอย่างไร ส่งเสริมการดำเนินการอย่างไร งบประมาณในการสนับสนุนจะกำหนด อย่างไร สนับสนุนการลงทุนหรือจะใช้มาตรการทางภาษีก็ชี้ให้ชัดเลย จะได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จบครบถ้วนเป็นกระบวนความไปเสียเลยนะครับ ในการจัดทำข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์จะเห็นว่า ควรวิเคราะห์ในภาพรวมทั้งประเทศ คือการท่องเที่ยวที่ท่านทำอยู่ขณะนี้ว่าดำเนินการ ไปกำหนดไว้ระดับต่ำ อย่างคลัสเตอร์ (Cluster) จังหวัด พื้นที่ท้องถิ่นขณะนี้เรามีแผนจังหวัด แล้วสังเกตว่าแผนของจังหวัด อบจ. อบต. ต่าง ๆ ก็จะทำเรื่องท่องเที่ยวทั้งนั้น แต่ว่า คุณอยู่ในคลัสเตอร์ (Cluster) ตรงไหน เป็นพื้นที่ภูเขาไหม พื้นที่ทะเล พื้นที่ท่องเที่ยว ทางฝั่งอันดามันไหมหรือทางฝั่ง ทุกอย่างมีลักษณะไม่เหมือนกันหมดในเชิงองค์รวม ดังนั้น การทำวิเคราะห์ในเรื่องข้อมูลผมเห็นว่าเกี่ยวกับเรื่องอาชีพจะมีอย่างไรบ้าง ต้องชี้พอสมควร จะเป็นประโยชน์ทำให้รวบรัดเวลาลงได้มากถ้าเป็นหน่วยงานกลาง ไม่อย่างนั้นแต่ละคลัสเตอร์ (Cluster) เขาจะสนใจแต่เรื่องของตัวเอง แต่การมองภาพรวม ท่านมองเห็นอยู่แล้ว มองตั้งแต่อินคลูซิฟ (Inclusive) มายาวในทางกว้างอยู่แล้ว เกี่ยวกับเรื่องการปกป้องประโยชน์ของคนท้องถิ่น ตรงส่วนนี้ลักษณะการสร้างกฎ ที่ผมกำลังพูด ลงรายละเอียดอาจจะนำเสนอไปว่าการสร้างกฎ ระเบียบในเรื่องใดบ้าง การใช้มัคคุเทศก์ท้องถิ่น อาจจะจำเป็น ไม่อย่างนั้นคนจากข้างนอกไปเขาไม่มีส่วนเขาก็ไม่อยากจะร่วมมือ ความภูมิใจมี รายได้ไม่มี การมีส่วนร่วมจะมีนัยสำคัญ การใช้ระบบการเดินทางของท้องถิ่นหรือการใช้ท้องถิ่น บริการด้านใด ซึ่งหน่วยงานที่ดำเนินการจะต้องรวบรวมข้อมูลให้ครอบคลุมในทุก ๆ ทาง แหล่งท่องเที่ยวและการกำหนดนโยบายเพื่อริเริ่มดำเนินการในพื้นที่นำร่องก่อน แล้วก็ลักษณะของโมเดล (Model) อันนี้เอาไปจับตรงอื่น ๆ ผมเห็นว่าจะได้ง่าย เพราะว่า เรื่องนี้มันทำร่วมมือกันหลายคน การร่วมมือถ้าเราไม่แบ่งว่าใครทำตรงไหน เดี๋ยวจะมีคนมาถามว่า กระทะอยู่ตรงไหน อย่างไร ก็ให้ชัดว่ากระทะอยู่ตรงนี้จะได้ร่วมมือกันเหมือนงานวัด ก็จะเป็นตัวช่วยทำให้เร็ว ด้านความรู้ ควรเสนอให้รัฐกำหนดเป็นแนวทางปฏิรูป กำหนด แผนท่องเที่ยวในภูมิสังคมต่าง ๆ กัน การดำเนินการแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล บางทีเรา อาจจะไปใช้จนกระทั่งกระทบกระเทือนปะการังไปเสียหมด มีลักษณะในการดูแลต่างกัน อย่างเช่นภูฏานเข้าไปกำหนดจำนวนเพื่อจะรักษาสิ่งแวดล้อมของเขาไว้ ปรากฏว่าไม่ใช่ ได้น้อยกลายเป็นได้มาก สิ่งเหล่านี้เองที่จะต้องมีการดำเนินการขึ้น เพื่อรักษาความสมบูรณ์ ทางธรรมชาติ เพราะตรงนี้บางทีรีเคลม (Reclaim) ไม่ได้ การรักษาไว้ตรงนี้จะเป็นเรื่องนี้ การเที่ยวในโบราณสถานทางวัฒนธรรมก็เป็นหน่วยราชการดูแล การท่องเที่ยวในพื้นที่ภูเขาสูง ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ลักษณะเป็นเทรล (Trail) เป็นลักษณะการท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นการกำหนดวิธีการ แนวทางปฏิบัติ แผนปฏิบัติสำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ ตามพื้นที่ของตน ตามสถานะหรือภูมิสังคม ภูมิประเทศของตนจะมีความสำคัญ ดังนั้นคือไม่ใช่ เราลงไปเสียเองหมด แต่ว่าวางกรอบเอาไว้ให้ลึกกว่านี้จะได้เร็วขึ้น จะเป็นประโยชน์ขึ้น เป็นอย่างมาก ด้านความเข้าใจสุดท้าย ควรให้รัฐกำหนดนโยบายและแผนการดำเนินการ เพื่อสร้างความเข้าใจ ปลูกจิตสำนึก คือการท่องเที่ยวที่ใต้คนเหนือก็ต้องมีส่วน มีความภูมิใจด้วยว่าการท่องเที่ยวที่ใต้ดี เหมือนกับว่าทุกคนมีส่วนร่วมไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ในอินคลูซิฟ (Inclusive) ก็มีความรู้สึกที่ดี มีความรู้สึกร่วม แม้ว่าจะอยู่ไกลในฐานะที่เป็น คนไทยด้วยกันก็รู้สึกดีต่อสิ่งนี้ สิ่งนี้จะเป็นเหมือนน้ำใจที่เคยมีว่าเรายิ้มสยาม ผมเคยสงสัย ที่เขาบอกว่าการบินไทยนั่งแล้วมีบางอย่างที่คนมองไม่เห็น ผมได้มีโอกาสเดินทาง ไปต่างประเทศผมสังเกตว่าฝรั่งนอนอยู่ในสายการบินไทย โฮสเตส (Hostess) ของเรา มีความรู้สึกที่ดีแบบสยาม นอกจากยิ้มสยามแล้ว ผมสังเกตเวลาเขาจะเอาผ้าห่มมาคลุมให้แขก แม้แต่ผู้โดยสารเป็นฝรั่งหลับ เวลาเขาเอื้อมไปเปิดลิ้นชักข้างบน เหมือนมือจะตกท้องช้างนิดหนึ่ง คือเหมือนให้ความเคารพ เหมือนเราเอื้อมมือข้ามหัวคน ลักษณะแบบไทยจะมีลักษณะ ซิมพาที (Sympathy) หรือว่ามีความถ่อมตน สิ่งเหล่านี้มันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ แล้วก็เป็น ลักษณะของหลาย ๆ อย่าง มีคนพูดอย่างมาร์ลอน แบรนโด เคยบอกว่ามาประเทศไทย เขารู้ว่าต่างจากที่อื่น คนไทยไม่รู้ว่าเขาเป็นดารา แต่คนไทยจะมีลักษณะที่เหมือนจะยืน แล้วก็มองด้วยความชื่นชม สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้คนต่างชาติเขาจะรู้สึกดีต่อคนไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้นความรู้สึกความเข้าใจต่อเรื่องการท่องเที่ยว สิ่งที่เราต้องพึ่งพาว่ารายได้เท่าไร เป็นอย่างไร ทุกคนมีส่วนร่วมทั้งหมด ทำให้ความเป็นไทยมันจะโอบอุ้ม ทำให้เขามาแล้วมาอีก มันมีบางอย่างดึงมาก คนต่างชาติไม่เข้าใจ คุณไม่ต้องเข้าใจก็ได้คุณมาเถอะ แต่ว่าคนไทย ต้องเข้าใจว่าเรามีอะไรที่ดึงดูดเขามา ตรงนี้เราเองต้องเข้าใจเขาแค่มา สุดท้ายก็เลยอยากจะ เรียนว่าสิ่งที่ท่านทำมาผมเองเคยมีส่วนอยู่บ้าง ผมคิดว่านักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่จะต้องแยก ก็คือว่าเขามาจากอังกฤษมานั่งเฟิสต์คลาส (First Class) ค่าโดยสารเป็นแสนกว่าบาท ซึ่งเขานั่งอีโคโนมี (Economy) มาก็ได้ทำไมเขามา เพราะเขามีฐานะ พอมาเขาก็ไปโรงแรม ๕ ดาว ก็อาจจะไปโรงแรมโอเรียนเต็ลหรือไปที่ไหน ที่เป็นโรงแรมชั้นหนึ่ง ก็เพราะว่าเขามีฐานะเขารวย สมัยหนึ่งผมก็เคยพยายามจะจัดรถบัส (Bus) ว่ารถบัส (Bus) ที่เราให้เขาต้อง ๕ ดาวด้วย มีคน ๒ คน รถใช้ยูดี (UD) แล้วคนขับ แทบจะใส่ถุงมือ เพราะว่าในเมื่อเฟิสต์คลาส (First Class) ก็ต้องเฟิสต์คลาส (First Class) หมด เมื่อวานนี้ได้ให้ความเห็นต่อเรื่องรถแท็กซี่ว่าขณะนี้เรามีปัญหาเรื่องอูเบอร์ (Uber) ท่านประธานก็คงทราบว่าทางกรมการขนส่งทางบกขณะนี้กำลังทำคล้าย ๆ ซูเปอร์ (Super) แล้ว วีไอพี (VIP) หรือเป็นลักษณะให้เป็นชั้นหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ถ้าเก็บได้เราเก็บทุกมิติ พวกแบ็กแพ็กเกอร์ (Backpacker) ก็เรียกว่าใช่ ก็อยากจะเรียนว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านเสนอ ผมเข้าใจเรื่องเวลาที่มีจำกัด ถ้าลงรายละเอียดตามที่ผมได้กล่าวแล้วจะเป็น ประโยชน์มาก ไม่ต้องไปคิด เพราะท่านมองภาพรวมอยู่แล้ว คนที่เขามองจับภาพเป็นส่วน ๆ จะได้ง่ายในการเอาไปทำก็ยินดีสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านนิกร จำนง ต่อไปขอเชิญท่านอำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการ การปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน ขอเชิญครับ

นายอำพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการและผู้เกี่ยวข้อง ดีใจครับที่ได้เห็นรายงานฉบับนี้ จริง ๆ ผมได้เรียน กับท่านประธานกรรมาธิการว่าอ่านหมดแล้ว ดูแล้วก็รู้สึกว่าพึงพอใจดีมากเลย ผมก็ชมท่าน ผมก็บอกแล้วว่าจะไม่พูดวันนี้ ท่านบอกว่าถ้ามีโอกาสแสดงความเห็นด้วยก็จะดี ก็ช่วยกันครับ ผมคิดว่ามีคนที่เขากล่าวว่าทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว ผมคิดว่าจริงครับ ผมอ่านรายงานฉบับนี้ผมดีใจที่เห็นทิศทางที่ท่านตั้งไว้ในเรื่องการปฏิรูปเรื่องที่เรากำลังคุยกันนี้ การมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน ทิศทางนั้นชัดเจน เป็นทิศทาง ที่งดงาม น่าจะเป็นทิศทางที่พึงประสงค์ ความเร็วจะตามมาก็เป็นเรื่องที่ชื่นชม ผมคิดว่า พวกเราเป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไปว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ในวันนี้และในวันข้างหน้าผู้คน จะเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้นและมากขึ้นอย่างที่เราก็คิดไม่ถึง การขยายสนามบิน ขยายเส้นทางการคมนาคมนั้นตามไม่ทันเลย ทั้งโลกเป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด วันสองวัน ก็ไปอยู่ที่โน่น วันสองวันก็มาอยู่ที่นี่ การเดินทางนั้นมากมาย ผู้คนที่ไม่เคยมีโอกาส ไปท่องเที่ยวก็มีโอกาสมากมาย อันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน เรื่องนี้สำคัญมาก เรื่องการส่งออกก็ดี การผลิตทำอุตสาหกรรมก็ดี เกษตรกรรมก็ดีนั่นก็จะเป็นรองไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คือจุดแข็งของประเทศ ไม่ใช่ของประเทศเราประเทศเดียว ประเทศอื่น ก็เป็นจุดแข็งของเขา เพราะแต่ละประเทศย่อมไม่เหมือนกัน มีความแตกต่างหลากหลายมาก แต่ประเทศไทยนั้นเราก็มีจุดแข็งอย่างมากมายถ้าพูดถึงการท่องเที่ยว ท่านประธานกรรมาธิการ พูดไว้เมื่อสักครู่เป็นการส่งออก ผมคิดว่าเห็นด้วย เรากำลังจะส่งออกความเป็นไทย ส่งออกทรัพยากร ส่งออกวัฒนธรรม แต่เป็นการส่งออกที่เราไม่เสียอะไรถ้าเรามีระบบนโยบาย และการจัดการที่ดี เราไม่ต้องยกอะไรไปให้ใคร แต่เราเชื้อเชิญเขาเข้ามา นั่นก็คือการส่งออก ความเป็นไทย เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายวันนี้ก็ชัดเจน ไม่ใช่แค่เรื่องของวิถีวัฒนธรรม แต่เป็นวิถีที่อยู่ในความเป็นไทย ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมมากมาย ล้วนเป็นสิ่งที่ นำมาใช้ในกิจการการท่องเที่ยวได้ทั้งสิ้น มนุษย์เรามีความกระหายใคร่รู้ อะไรที่เราไม่คุ้นเคย เราก็อยากรู้ เหมือนกับเราไปที่อื่น เราก็อยากรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้ มนุษย์มีพลัง การเรียนรู้สูงมาก ในขณะเดียวกันที่เขามาเที่ยวบ้านเรานั้นเราก็คงจะต้องมองเลย กับการที่มาเที่ยวแบบปกติ มาเป็นกลุ่มก้อน มาในการท่องเที่ยวแบบเดิม โลกข้างหน้ากำลัง จะมีการท่องเที่ยวแบบที่เปลี่ยนไปมาก ผมได้มีโอกาสไปภาคเหนือบ่อย ๆ ผมเห็น วิถีการท่องเที่ยวที่เราเห็นประเทศเพื่อนบ้านเราขนาดยักษ์เลยคือประเทศจีนที่มาเที่ยว เดิมเขาก็จะมาเที่ยวเป็นกลุ่มก้อนเยอะ ๆ มากับทัวร์ (Tour) เดี๋ยวนี้ก็ยังเยอะ แต่วันนี้ เราจะเห็นนักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวเองเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปหาอาหารรับประทานเอง เข้าไปในที่ต่าง ๆ มากขึ้น ผมคิดว่านี่คือกลุ่มใหญ่มากนะครับ นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยว แบบเฉพาะเจาะจงจัดการตัวเอง ประสานเอง ดำเนินการเอง เราอาจจะต้องคิดถึงท่องเที่ยว แบบนี้ไม่ใช่แค่มีการจัดการที่มีไกด์ (Guide) มีระบบการท่องเที่ยวเท่านั้น อันนั้นก็สำคัญ ทำให้เราได้การจัดการและเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่เขาเรียกว่าได้กำไรมาก แต่มีคนบอกว่ากำไร มาก กำไรไม่มาก แต่ถ้ากำไรน้อย กำไรไม่น้อย เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องมองการส่งเสริม การท่องเที่ยวในทิศทางที่ส่งเสริมคนอีกจำนวนมากที่ไปท่องเที่ยวอาจจะไม่ใช่คนร่ำรวย แล้วก็มีการจัดการ แต่เขาลงไปไกล ลงไปลึก ลงไปเกี่ยวข้องกับวิถี วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ถ้าการท่องเที่ยวข้างบนดี ไม่ดีจะอยู่ในเชน (Chain) กลุ่มที่ ๑ คืออยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หรือกลุ่มที่ ๒ ที่เกี่ยวข้อง แต่พอท่านเขียนไว้ในกลุ่มที่ ๓ นักท่องเที่ยวจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง การจัดการก็จะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งคือเข้าไปในระดับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น มีเรื่องมากมาย เรื่องการดำเนินการของศาสตร์พระราชาในการพัฒนาประเทศ ในการพัฒนาชุมชน อันนี้ก็เรื่องของการท่องเที่ยวได้ทั้งหมดเลย ผมเคยไปเห็น โรงพยาบาลหมูหลุม ที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ อยู่บนเขาสูงมากก็น่าสนใจ โรงพยาบาลหมูหลุม ก็เที่ยวได้ เรามีสิ่งท่องเที่ยวได้อีกเยอะแยะมากมายก่ายกอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านตั้งลำไว้ ผมคิดว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง และท่านก็จับเรื่องของอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ๓ ระดับที่ท่านวางไว้ผมเห็นด้วยอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านใส่ระดับที่ ๓ ไว้คือระดับ เรื่องชุมชนท้องถิ่น ผมคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเน้นความสำคัญของเรื่องชุมชนท้องถิ่น โดยเรื่องนี้ก็คือเรื่องศาสตร์พระราชาที่ท่านใช้อยู่ ไม่ว่าเรื่องไมนด์เซต (Mindset) นี่ก็เรื่องศาสตร์พระราชาระเบิดจากข้างใน คิดถึงเรื่องนี้ด้วย และชุมชนท้องถิ่นเริ่มจาก ข้างล่างขึ้นมาจะมีความยั่งยืน จะมีความมั่นคงและกระจาย เราได้ด้วยการแบ่งปันกัน ที่ท่านเขียนไว้อันนี้งดงามมาก ไม่ใช่หวังตัวเลขใหญ่ ๆ แล้วมีคนได้จำนวนไม่มาก แต่อันนี้ ท่านกำลังคิดว่าคนจะได้โดยทั่วไป แล้วก็ข้างล่างจะมาด้วย ทำไมผมถึงเน้นย้ำเรื่องชุมชน ผมคิดว่านี่คือหัวใจของการปฏิรูปประเทศ ท่านย้ำไว้ด้วยเรื่องนี้ท่านทำเพื่อความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำก็ต้องมุ่งไปที่ชุมชน เพราะฉะนั้นนโยบายและทิศทางที่ท่านมีโครงสร้าง มีความรู้ มีไมนด์เซต (Mindset) ผมอยากจะให้มุ่งไปสู่การเสริมสร้างให้ชุมชนเข้มแข็ง ทำอย่างไรให้เกิดการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนอย่างจริงจัง เราจะมีนักจัดการการท่องเที่ยวชุมชน ได้ไหม ท่านได้กรุณาพูดถึงเนชันนัลทรัสต์ (National Trust) ที่ประเทศอังกฤษ อันนี้คือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ขนาดใหญ่มาก คือมันเป็นเรื่อง คลาสสิคัลโมเดล (Classical Model) ของโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ในอังกฤษเลย เขาดำเนินการโดยไม่ใช่รัฐ เป็นเอกชนที่ไม่แสวงกำไรก็คือวิสาหกิจชุมชน เรากำลังส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เราส่งเสริมเรื่องนี้ให้เกิดกับการท่องเที่ยวในฐานรากได้ไหม ให้ผู้คนรวมตัวกันจัดการการท่องเที่ยวเป็นแล้วก็เริ่มจากข้างล่าง ข้างนอกเข้าไปช่วย ผมคิดว่าจะเป็นหัวใจสำคัญทีเดียว ผมได้เคยกล่าวในสภาแห่งนี้ยกตัวอย่างเรื่องชิราคาวาโกะ ที่ญี่ปุ่น เป็นที่ที่ทั่วโลกรู้จัก หมู่บ้านนี้ละครับ โอกาสที่จะมีคนเข้าไปเที่ยวจำนวนมาก ทุกอย่างเป็นวิถีธรรมชาติหมดเลย ชุมชนอยู่อย่างสงบเรียบง่าย แต่การจัดการนั้นเราสามารถ จองที่พักผ่านเว็บไซต์ (Web site) ของเขาแล้วเขาจะจัดการว่าเราจะไปอยู่บ้านไหน บ้านไหนเต็มหรือไม่เต็ม การจัดการทั้งหมดเราไปเรียนรู้วิถีชุมชนของเขา กินอาหาร แบบดั้งเดิมของเขาเลย คุณลุงคุณป้าเป็นคนบริหารจัดการที่ผมเคยเรียนครับ พูดภาษาอังกฤษ ไม่ได้สักคำหนึ่งแต่บริหารจัดการได้ อุปกรณ์การทำอาหารมีทั้งเครื่องที่เป็นไฮเทคโนโลยี (High Technology) และเป็นแบบปิ้งแบบยังจุดไฟเผาถ่านอยู่ เพราะฉะนั้นทุกอย่าง เขาได้ผสมผสานแล้วข้างนอกเข้าไปช่วยข้างใน ข้างในเป็นคนจัดการ ตรงนี้ของเรา ชุมชนท้องถิ่นอาจจะยังขาดการไปหนุนการจัดการเหล่านี้ ผมได้กล่าวถึงบ้านจำรุง ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เขามีเฟซบุ๊ก (Facebook) วันสองวันนี้ผมก็เพิ่งดู มีพี่น้อง จากเชียงรายก็ไป พอมาระยองก็ไปพักที่โฮมสเตย์ (Home Stay) ในหมู่บ้านนี้เขาประกาศตัว เป็นมหาวิทยาลัยบ้านนอก มีการเรียนรู้วิถีชุมชน มีเรื่องผลไม้ เรื่องอาหารทะเล เรื่องที่พัก ราคาถูก มีการจัดการตนเอง ผมได้กล่าวถึงที่เราไปเรื่องของการท่องเที่ยวชุมชน เคยยกตัวอย่าง เช่น บ้านแม่กำปอง หรือที่ปาย หรือที่หลีเป๊ะ เราทำแล้วข้างนอกเอาไปทำทั้งนั้นเลย ข้างในไม่ได้อะไรเลยก็แปรสภาพไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราจะคิดว่ายั่งยืน ทิศทาง การท่องเที่ยวอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ผมคิดว่าต้องไปหนุนเสริม ความเข้มแข็งของชุมชน ถ้าความเข้มแข็งของชุมชนจัดการการท่องเที่ยวของตัวเองได้ ความสะอาดก็จะมา การรักษาสิ่งแวดล้อมก็จะมา ความปลอดภัยก็จะมา เพราะเป็นเรื่องที่ เขาจะต้องดูแลกันเอง ทรัพยากรธรรมชาติก็มา อะไรต่าง ๆ ตามมา สินค้าที่เขาผลิตได้ ก็มีโอกาสขายได้ มีโอกาสที่จะมีตลาดจากการท่องเที่ยว ถ้าเราจับตรงนี้หมายความว่า อาจจะต้องเริ่มจากล่าง นโยบายและการสนับสนุนลงไปข้างล่าง ธุรกิจการท่องเที่ยวข้างบนนี้ ผมคิดว่าหนุนเขาอีกไม่มากเขาไปของเขาได้ แต่ข้างล่างที่เราพูดกันถ้ามุ่งส่งเสริมกัน อย่างจริงจังก็จะเกิดขึ้น

สุดท้าย ผมอยากจะยกตัวอย่าง เช่น ชาวเลที่หาดราไวย์มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ถูกฟ้องร้องขับไล่ตรงชายหาดราไวย์ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งแผ่นดินที่นั่นทุกตารางนิ้วแพงเหลือเกิน มีโฉนดของเอกชนออกไปเรียบร้อย ฟ้องขับไล่ เผอิญล่าสุดนี้ศาลก็ยกฟ้องไม่ให้ขับไล่ ชาวราไวย์ออกไป เพราะบอกว่าอยู่มาดั้งเดิมแล้ว มีการพิสูจน์กันทุกอย่างแล้ว เราเคยนำ ประเด็นนี้เข้ามาสู่สภา ล่าสุดนี้ผมต้องขออภัยกล่าวถึงท่าน พลเอก ปราการ ชลยุทธ ซึ่งท่านอยู่ในคณะกรรมาธิการด้วยกัน อดีตแม่ทัพภาค ๔ ท่านลงไปเยี่ยมล่าสุด ท่านก็บอกว่า ชาวเลตรงนั้นยังอยู่เหมือนเดิมเลย อยู่ในสลัม (Slum) สภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตแย่เหมือนเดิม แม้แต่ศาลได้ยกฟ้องขับไล่ไปแล้ว แต่ตรงนั้นถ้าท่านไปเยี่ยม ท่านจะพบว่ามีอาหารทะเลสด ๆ ขายจำนวนมาก คนที่ไปขายคือคนข้างนอก นักท่องเที่ยว มหาศาลวันหนึ่งเป็นพัน ๆ คนลงไปเที่ยวตรงนั้น แต่ชุมชนชาวเลที่นั่นไม่ได้ประโยชน์เลย หรือได้ประโยชน์น้อยมาก ถ้าเราจะทำอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรม กรณีแบบนี้ต้องพลิกกลับมาให้ได้ทำให้ชุมชนชาวเลที่นั่น เขาได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว เพราะวิถีเขาอยู่กับประมงพื้นบ้านอยู่แล้ว เขาอาจจะ ขาดความรู้ ขาดแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน ขาดโอกาส แต่คนอื่นได้หยิบฉวยจากการท่องเที่ยว ซึ่งมีคนไปเที่ยวเรียบร้อยแล้ว ถ้าไปเที่ยวท่านจะไม่รู้เลยว่าร้านไหนขายอาหารทะเลของชาวเล มีอยู่ ๑-๒ ร้านเท่านั้น ขายน้อยมาก สินค้าเขามีน้อยมาก แต่สินค้าที่คนนอกเอาไปขายนั้น มีทั้งลอบสเตอร์ (Lobster) มีทั้งอะไรสารพัดแพง ๆ ทั้งนั้น คนก็ไปอุดหนุน เงินออกไป ข้างนอกหมด แต่ชุมชนนั้นไม่ได้อะไร คนเล็กคนน้อยเป็นกลุ่มที่เขาควรจะได้ด้วยจาก การท่องเที่ยวเขาไม่ได้อะไรเลย ผมคิดว่าถ้าเราทำเรื่องนี้ ทิศทางที่ท่านตั้งไว้ดีมากเลย แล้วเราทำให้เกิดเป็นรูปธรรมในจุดเล็ก ๆ ที่เป็นจุลภาคจะขยายเติบโตขึ้น ก็จะแก้ ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมให้ดีขึ้น อันนี้ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าชื่นชม แล้วก็สนับสนุนรายงานนี้ ส่วนเรื่องรายละเอียด เรื่องการดำเนินการนั้นก็แน่นอน ภาครัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องไปทำ แต่ผมอยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าอยากจะให้เน้นเรื่องคอมไบน์เบส (Combined Base) จริง ๆ ครับ จากข้างล่างขึ้นมา ระเบิดจากข้างในหนุนเสริมเขา ให้โอกาสเขาในการดูแลจัดการการท่องเที่ยว แล้วก็เชื่อมกับข้างบน ทุกอย่างก็จะดีขึ้น การส่งออก ความเป็นไทย โดยให้เพื่อนต่างประเทศ พลโลกได้มาเที่ยวบ้านเรา แล้วก็เรียนรู้ แล้วก็มีความสุขกลับไป เราก็อยู่ได้อย่างมีความสุข แบ่งปันกัน ได้ประโยชน์ร่วมกัน การท่องเที่ยว การพัฒนาของเราก็จะมีความยั่งยืน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณคุณหมออำพลนะครับ ท่านต่อไปขอเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูปการมีส่วนร่วม ด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน เรื่องนี้ถ้าเราดูเอกสารที่กรรมาธิการนำเสนอ ก็จะมีไม่กี่แผ่น ใช้เวลาอ่านไม่กี่นาที ก็จะทราบถึงที่มาที่ไปของข้อเสนอในการปฏิรูป ถึงแม้จะมีเนื้อหาไม่มากเป็นเรื่องสั้น ๆ แต่เอกสารฉบับนี้พูดถึงรายได้ที่เข้าสู่ประเทศถึงร้อยละ ๑๐ ของจีดีพี (GDP) หรือ ๒ ล้านล้านบาท อันนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศในด้านเศรษฐกิจ ในด้านชีวิต ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผมก็เห็นด้วยกับที่ท่านกรรมาธิการได้กล่าวว่า เกี่ยวข้องกับทุกชีวิตในบ้านเรา ทางกรรมาธิการได้ใช้ชื่อว่า อินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) พูดถึง ๓ เรื่องหลัก ๆ คือเรื่องสตรักเจอร์ (Structure) เรื่องโนว์เลดจ์ (Knowledge) แล้วก็ เรื่องของไมนด์เซต (Mindset) ซึ่งทั้ง ๓ เรื่องก็มีความสำคัญ ได้ขยายความไว้อาจจะยังไม่ลง ในรายละเอียดลึกซึ้งเท่าที่ควร แต่ก็ได้วางโครงสร้าง เช่น ในส่วนของสตรักเจอร์ (Structure) พูดถึงเรื่องของการที่ควรจะมีกรรมการในระดับต่าง ๆ เพื่อมาพิจารณาทั้งระดับนโยบาย ระดับพื้นที่ ระดับคลัสเตอร์ (Cluster) ต่าง ๆ ผมอยากจะเสริมตรงนี้สักนิดหนึ่งว่า เรื่องการท่องเที่ยวถ้าจะให้ยั่งยืนได้ก็ต้องมองไปข้างหน้า ต้องมองไปไกล เราจะขายบุญเก่า กินตลอดไป โดยอาศัยแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดมาแล้วเป็นสิบเป็นร้อยปี วัฒนธรรมที่เกิดมา เป็นร้อยเป็นพันปี เราจะอาศัยสถานที่ท่องเที่ยวเท่าที่มีอยู่วันนี้เพื่อจะให้นักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวใน ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้ามันไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะเพิ่มเติม ถ้ามีคำว่า คอนสตรักชัน (Construction) การก่อสร้างอยู่ แต่ท่านยังขยายน้อยมาก ผมเป็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง เดินทางต่างประเทศปีหนึ่งเกินกว่า ๑๐ หน วันที่ไปที่เมืองต้าเหลียน ของจีนทางตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งเมืองมีแต่สิ่งประดิษฐ์ทั้งสิ้น เราขับรถเล่นในสวน ซึ่งมีหอย มีปู มีปลาขนาดมหึมาเขาสร้างขึ้นไว้ในสวน ลงไปที่ชายทะเลเป็นลานคอนกรีต สุดลูกหูลูกตา คนเดินเป็นหมื่น ๆ คน มีอนุสาวรีย์ต่าง ๆ แหล่งท่องเที่ยวในหลาย ๆ เมือง ทั่วโลกเกิดจากการสร้างขึ้นของมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นจุดท่องเที่ยวเพิ่มเติมขึ้น นักท่องเที่ยวที่กลับมาประเทศไทย ถ้าเราไปสัมภาษณ์เราจะเห็นว่าบางคนมาหลายครั้งต่อปี บางคนมาทุกปีอย่างพวกทาง สแกนดิเนเวียก็จะมาอยู่แถวพังงา ภูเก็ต ปีละเดือน ๒ เดือน เป็นพวกลองสเตย์ (Long Stay) แล้วมาทุกปี เขาชื่นชม เขาประทับใจในหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งเดี๋ยวผมจะกล่าวเพิ่มเติม ฉะนั้นจึงควรจะมีกรรมการระดับชาติ ระดับพื้นที่ที่จะมองว่าเราจะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มเติม พัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวเดิมที่มีอยู่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างไร ซึ่งในจุดของ การปรับปรุงทางกรรมาธิการก็ได้ยกตัวอย่างไว้หลายประเด็นสมัยที่เรานำแพนด้าเข้ามา ตอนที่ผมเป็นประธานกรรมการโรงงานสวนสัตว์ เมื่อปี ๒๕๔๖ เชียงใหม่มีนักท่องเที่ยว ปีหนึ่งไม่ถึงล้านคน มีคนเข้าไปเที่ยวในสวนสัตว์เชียงใหม่ปีหนึ่งแค่ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน ปัจจุบันนี้มีคนเข้าไปเที่ยวในสวนสัตว์เชียงใหม่ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน เชียงใหม่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนไปเพิ่มมากขึ้นเป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คนแล้ว ฉะนั้นก็จะเห็นว่าแค่แพนด้า แค่สวนพันธุ์ไม้โลกที่ถูกสร้างขึ้นในเชียงใหม่ก็เป็นสิ่งที่เพิ่ม จุดท่องเที่ยวให้กับจังหวัดเชียงใหม่ ที่ภูเก็ตนักท่องเที่ยวจำนวนมากไปเที่ยวภูเก็ตแฟนตาซี เพราะนอกจากป่า นอกจากทะเลแล้ว ก็จะต้องมีอะไรที่ให้เขาได้ไปท่องเที่ยว เราต้องดู วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมงนะครับ ไม่ใช่จะให้นักท่องเที่ยวไปนอนตั้งแต่ทุ่ม ๒ ทุ่ม เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ก็ต้องมีคนคิด มีคนลงทุน จะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนก็แล้วแต่ก็ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันสร้าง ผมทราบมาว่าตอนนี้ทางเมืองคุนหมิงมาติดต่อซาฟารีเวิลด์ให้ไปช่วยสร้าง ภูเก็ตแฟนตาซีที่เมืองคุนหมิง เห็นไหมครับ ก็เพื่อเป็นการเนรมิตให้มีแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วคือ ๑ ปีพอดีผมไปเซี่ยงไฮ้ หลังจากดิสนีย์แลนด์ที่เซี่ยงไฮ้เปิดได้เพียง ไม่ถึง ๑ เดือน เขาลงทุนเป็นแสนล้านบาทเพื่อเพิ่มแหล่งท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นการเพิ่ม แหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ญี่ปุ่น จีน เขาจะเก่งมาก และเขาก็จะเดินหน้า ไปตลอด ในการที่จะเพิ่มเติมสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราควรจะมีกรรมการ มีคนมาช่วยดูทั้งระดับพื้นที่ว่า เราจะเอาบ้านโบราณมาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างไร เราจะสร้างสตอรี (Story) อย่างไร จีนสร้างสตอรี (Story) เก่งมากหลอกเราไปนั่งดูโชว์ ๒-๓ ชั่วโมงพูดถึงหมาจิ้งจอก พูดถึง นางฟ้า พูดถึงอะไรต่ออะไร แล้วเราก็กลับมาด้วยความชื่นชม ไปดูสตอรี (Story) เหล่านั้น ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้สตอรี (Story) ในบ้านเราก็มีเยอะแยะไปหมดใช่ไหม เพียงแต่เราจะทำอย่างไร ให้สิ่งเหล่านั้นนำมาขายให้กับนักท่องเที่ยวได้ ประเด็นในเรื่องของโนว์เลจด์ (Knowledge) เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ถ้าเราลงไปที่สนามบินในประเทศอื่น ๆ เราจะเห็นอะไรรู้ไหมครับ เราจะเห็นโบรชัวร์ (Brochure) วางเต็มไปหมดเลย เราจะหยิบของเมืองไหน ของด้านไหน ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาโลคัล (Local) มีหมด เขาไม่ประหยัดกับสิ่งเหล่านี้ ใครอยากจะได้ก็หยิบไป แต่บ้านเราผมคิดว่าการลงทุนในสิ่งเหล่านี้ยังมองเป็นเรื่องของ ต้องใช้เงิน ต้องพิมพ์แผนที่ของพื้นที่ต่าง ๆ บูธ (Booth) แนะนำนักท่องเที่ยวทั้งในเรื่องของ สถานที่ท่องเที่ยว ในเรื่องของการให้ข้อมูลการเดินทางในทุกประเทศที่เขาส่งเสริม แหล่งท่องเที่ยวเขาจะมี เราสามารถเดินเข้าไปหามีเจ้าหน้าที่ที่เขาจะให้ข้อมูลเรา ให้แผนที่กับเรา หรืออาจจะมีแผนที่อยู่ข้าง ๆ บูธ (Booth) เลย เขาก็ออกมาชี้ให้เราดู บ้านเราก็ไม่ค่อยมี ทุกคนก็ต้องช่วยตัวเอง เราจึงเห็นนักท่องเที่ยวอย่างที่ท่านกลินท์พูดว่าเดินอยู่ตามถนน คนไทยก็เข้าไปช่วยชี้โบ๊ชี้เบ๊รู้บ้างไม่รู้บ้างจะไปโน่นไปนี่อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ เราก็สามารถจะเพิ่มเติมและพัฒนาได้เพื่อให้ความรู้กับประชาชนและความรู้กับนักท่องเที่ยว ที่เขาจะไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ

อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของไมนด์เซต (Mindset) ผมว่ามีความสำคัญยิ่ง ไมนด์เซต (Mindset) ของคนไทยเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาเมืองไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมไปอยู่แถวริมสระน้ำเห็นนักท่องเที่ยวเดินมาเขาก็โผไปกอดกับเจ้าหน้าที่บริการ ของภัตตาคารหรือของสระน้ำทักทายกันอย่างสนิทสนม ก็เพราะว่าความมีจิตใจที่ดูแล นักท่องเที่ยวอย่างที่เราเรียกว่าเฟรนด์ลีแอตติจูด (Friendly Attitude) คือด้วยจิตใจ ที่เป็นมิตรเหมือนกับคนรู้จักกัน อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งคนชาติอื่นจะมีน้อยมาก เราต้องยกเครดิต ให้กับฝ่ายบริการเจ้าหน้าที่ของคนไทยเลย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เป็นจุดขายที่ดีอย่างยิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาพักโรงแรมที่เขาเคยพัก กลับไปเที่ยว สถานที่ที่เขาเคยท่องเที่ยว ไปนั่งเรือกับคนแจวเรือหรือคนขับเรือที่เขาเคยรู้จัก เพราะอันนี้ เป็นไมนด์เซต (Mindest) ที่มีความสำคัญยิ่ง กับไมนด์เซต (Mindset) ในด้านของการที่จะพัฒนา ให้คนไทยซึ่งอาจจะยังให้ความสำคัญน้อยในเรื่องของกรีนทัวร์ริซึม (Green Tourism) คือการท่องเที่ยวสีเขียว การท่องเที่ยวแบบเชิงอนุรักษ์ ทั้งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งอนุรักษ์ ในเรื่องของการใช้พลังงาน อนุรักษ์ในเรื่องของการทิ้งขยะ เราก็ควรจะได้ส่งเสริมควบคู่ไปด้วย เราพูดกันเรื่องปลูกฝังวินัยของคนไทยในเรื่องการแยกขยะ แหล่งท่องเที่ยวจะเป็นตัวอย่างที่ดี ที่เราจะสามารถจัดถังขยะประเภทต่าง ๆ ผมไปโรงแรมในกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ก็มีหลายโรงแรม แล้วที่ในแต่ละพื้นที่ในแต่ละห้องเขาจัดถังขยะไว้ว่าอันนี้สำหรับไปรีไซเคิล (Recycle) ต่อ อันนี้สำหรับเป็นถังขยะแบบที่จะไปทำลายเลย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะ สอดแทรกปลูกฝังให้กับคนไทย แล้วก็เป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมที่ดีที่ทำให้ชาวต่างชาติ มีความรู้สึกว่าคนไทยหรือประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ ซึ่งต้องถือว่าเป็นวาระ ของโลกเลยในเรื่องของการดูแลธรรมชาติ ในเรื่องของการใช้หรือการอนุรักษ์พลังงาน อย่างรู้คุณค่าของพลังงาน ก็ขอสนับสนุนว่าถึงแม้จะเป็นรายงานที่สั้น ๆ แต่เป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญยิ่ง และถ้าได้มีการขยายเพิ่มเติมให้ครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น มีความชัดเจนขึ้น ผมว่าก็จะเป็นส่วนที่นำไปผลักดันให้การท่องเที่ยวของเรามีความยั่งยืน แล้วในอนาคตไม่ใช่เฉพาะวันนี้ อีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีเราก็จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ก็เช่นเดียวกับที่รัฐบาลอย่างอีอีซี (EEC) ก็เป็นตัวที่จะมากระตุ้นให้เราสามารถพัฒนาเศรษฐกิจ ในอนาคต ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมองไปข้างหน้าในเรื่องของการพัฒนาเพิ่มเติมแหล่งท่องเที่ยว สร้างเครือข่ายของการสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างที่ทางกรรมาธิการได้นำเสนอ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ต่อไปขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขอเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องกราบเรียนว่าตามข้อเสนอ ในรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูป การมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน ต้องกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ผมอยากให้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญของชาติ ของประเทศ อยากให้เป็นวาระแห่งชาติ ที่จะหยิบยกเรื่องนี้มาเพื่อที่จะขับเคลื่อนในเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งจะมีผลดีต่อเนื่อง ไปสู่เศรษฐกิจที่ดี ทำให้ประชาชนมีงานทำและมีรายได้มากขึ้นอีกด้วย เพราะผมถือว่า สิ่งที่กรรมาธิการเสนอนี้เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ ที่ไม่ใช่แค่กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาจะมาดำเนินการเท่านั้น จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง หรือถ้าว่าแล้ว ทุกกระทรวง ทบวง กรม ถ้าสนับสนุนงานการท่องเที่ยว ก็จะก่อให้เกิดการขับเคลื่อน และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง ต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่รายงานมานี้ ผมขออนุญาตเสนอความเห็นเพิ่มเติมในเรื่องการสนับสนุนงานการท่องเที่ยว ก็จะเป็น ส่วนสำคัญในการช่วยให้มีการสร้างและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติและประชาชน อย่างกว้างขวาง สิ่งสำคัญก็คือต้องมีวัตถุดิบในการที่จะเป็นตัวเชื่อมโยงที่ก่อให้เกิดการท่องเที่ยว ซึ่งจริง ๆ แล้วมีหลายอย่างหลายประการ ผมขออนุญาตยกให้เห็นเพื่อเป็นรูปธรรม ก็คือ ให้มีการจัดกิจกรรมหรือมหกรรมให้ยิ่งใหญ่ในเรื่องของกีฬา ให้มีการจัดแข่งขันกีฬา และสร้างการท่องเที่ยวให้เป็นมหกรรมใหญ่ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน กีฬาที่สามารถจัดแข่ง เป็นมหกรรมหรือเทศกาลได้ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน เทนนิส ปิงปอง ตะกร้อ กอล์ฟ หมากรุก แข่งเรือ กีฬาแข่งว่าว เด็ก ๆ เคยได้เห็นแถวสนามหลวงหรือหลาย ๆ ที่ จัดแข่งเป็นกีฬาว่าว มีว่าวจุฬา มีว่าวปักเป้า อย่างนี้ควรจะต้องจัดให้กว้างขวางทั่วถึง นอกจากนั้นก็ยังมีบิลเลียด หรือกีฬาอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถจะจัดแข่งขันได้ตั้งแต่ ระดับท้องถิ่นมายังระดับจังหวัด โดยในระดับจังหวัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแม่งาน เอาผู้ชนะระดับจังหวัดมาแข่งหาผู้ชนะระดับภาค เอาผู้ชนะระดับจังหวัดหรือระดับภาค มาแข่งชิงแชมป์ชนะเลิศระดับประเทศ โดยอาจให้มีการชิงถ้วยรางวัลของนายกรัฐมนตรี หรือจัดรางวัลที่เหมาะสมให้แก่ผู้ชนะเลิศ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันสนับสนุน ให้องค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนช่วยกันจัดงานกีฬาดังกล่าวทุกครั้งในแต่ละพื้นที่ หรือในแต่ละจังหวัดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว การจัดแข่งขันกีฬาแต่ละประเภทให้จัดตาม ช่วงเวลาหรือเทศกาลที่กำหนด แต่ให้ทำทั่วประเทศอย่างกว้างขวางอย่างต่อเนื่อง ก็จะเกิดกิจกรรมการค้าขาย ร้านอาหาร แท็กซี่ รถรับส่ง ขายเสื้อผ้า สิ่งของอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งคนรับจ้างรับฝากรถก็ยังสามารถที่จะมีรายได้ ก็จะเป็นแหล่งหรือสถานที่ท่องเที่ยว ไปทั่วประเทศ แล้วก็จะเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ อันจะทำให้เศรษฐกิจของ ประชาชนมีการหมุนเวียนดีขึ้น ประชาชนจำนวนมากก็จะมีงานทำเพิ่มขึ้น และประชาชน จำนวนมากก็จะมีรายได้มากขึ้นเช่นกัน สิ่งสำคัญอีกประการก็คือทำให้สุขภาพของประชาชน ดีขึ้น รวมทั้งให้มีตารางการจัดแข่งขันกีฬาทุกประเภททั่วประเทศดังกล่าวทางจอโทรทัศน์ ช่องดิจิทัลช่องใดช่องหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ มีมากมายเป็นหลายร้อยช่องอยู่แล้ว จัดสักช่องหนึ่ง ให้มีโปรแกรมกีฬาและการท่องเที่ยวต่อเนื่อง ๒๔ ชั่วโมง อันจะเป็นการโฆษณาเชิญชวน และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปและคนต่างประเทศได้ทราบ เพื่อจะได้มาเที่ยว มาชมมหกรรมกีฬาดังกล่าวในประเทศไทย จะทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งหรือสถานที่ ท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่หรือแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ก็จะสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากขึ้น อีกส่วนหนึ่งด้วย เศรษฐกิจของประชาชนคนไทยก็จะดีขึ้น ประชาชนทั่วไปก็จะมี ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ก็จะเกิดการกระตุ้นและขับเคลื่อนให้ดีตามขึ้นมา อีกด้วย ตามรายงานดังกล่าว สิ่งที่กรรมาธิการเสนอเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่ดีในหน้า ๙ ข้อ ๓ ไมนด์เซต (Mindset) ที่จะสร้างความเข้าใจและทำด้วยใจ โดยทำการรณรงค์ สร้างจิตสำนึกทุกระดับ สิ่งสำคัญคืออันนี้ครับ สร้างจิตสำนึกรับผิดชอบในการมีส่วนร่วม ด้านการท่องเที่ยว ประชาชนที่จะสนับสนุนในด้านการท่องเที่ยวบางครั้งต้องปลูกฝังให้เขา รับผิดชอบร่วมกันในสังคมเดียวกัน ผมเคยไปเห็นบางประเทศที่มีคนไปท่องเที่ยวเยอะ แต่ปรากฏว่าคนที่ขับรถทัวร์ไม่รับผิดชอบ จอดรถก็สตาร์ต (Start) เครื่องไว้ จอดรถในที่ ห้ามจอดก็มี ประชาชนในประเทศนั้นคนที่มีอายุมาก ๆ เลย เขาเดินไปบอกคนขับรถว่า จอดรถต้องดับเครื่อง จอดรถตรงนี้ในที่ห้ามจอดก็บอกเขา แต่ถ้ามาพูดในประเทศไทยได้ไหม โดนคนขับรถสวนเอาง่าย ๆ นี่คือขาดความรับผิดชอบ ถ้าเราสามารถสร้างในเรื่องเหล่านี้ได้ ประชาชนก็จะมีส่วนร่วมในการที่จะก่อให้เกิดสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าจะท่องเที่ยวกันได้ดี ในประเทศเกาหลี ตำรวจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเขาก็ไม่แต่งชุดตำรวจ เขาจะแต่งเป็น ชุดกีฬา ใช้สเกตวิ่งไปดูนักท่องเที่ยว ก็สร้างบรรยากาศ ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวก็ปล่อยให้มี รูปลักษณะของการควบคุมการรักษาความปลอดภัยที่เสียบรรยากาศทั้ง ๆ ที่เป็นประโยชน์ แต่เราสามารถจะปรับสถานการณ์เหล่านี้ให้สอดคล้องกันได้ นอกจากนั้น ตามรายงานหน้า ๑๐ ยกตัวอย่าง จะมีสตรีตฟู้ด (Street Food) ก็คือถนนที่เป็นร้านขายอาหาร สิ่งที่เรา เห็นชัดเจนก็คือเยาวราช นี่ยกตัวอย่าง จริง ๆ มีเยอะหลายที่ทั่วประเทศ ตรงนี้เป็นสถานที่ ที่คนไปท่องเที่ยวกันมานาน แต่การจัดระบบระเบียบไม่สามารถจะหาเจ้าภาพที่รับผิดชอบได้ เพราะว่าสถานที่ตรงนั้นส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ถนนบางส่วนก็ขึ้นอยู่กับ ตำรวจจราจร ในยุคก่อน ๆ ใครจะค้าขายเป็นถนนขายอาหาร ถ้าหากว่าไปขายอาหาร บนทางเท้าต้องจ่ายเงินให้เทศกิจ ถ้าหากว่าล้ำมาที่ถนนไปจ่ายให้กับจราจร ในยุคนี้ยังดีครับ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาจาก สปท. พลตำรวจเอก อัศวิน เท่าที่ดู ท่านก็พยายามที่จะแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามถ้ารายงานฉบับนี้ เป็นตัวอย่างที่จะทำให้ถนนคนเดินสามารถเกิดการท่องเที่ยวได้ ก็จะเป็นตัวอย่างให้จังหวัด อื่น ๆ และพื้นที่อื่น ๆ อีกมากในการที่จะได้ประโยชน์ในเรื่องเหล่านี้ นอกจากนั้นการจัด ที่ท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญครับท่านประธาน ยกตัวอย่าง แม่น้ำเจ้าพระยา เรามีแม่น้ำ เจ้าพระยาที่สวยงาม ๒ ฟากทางแม่น้ำเจ้าพระยาจากสะพานพุทธมาพระราม ๗ แทนที่เรา จะติดไฟให้สวยงามแล้วก็เป็นที่ท่องเที่ยวทางเรือ ทางน้ำในเมือง ก็ยังขาดคนที่จะทำในเรื่อง เหล่านี้ อันนี้เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนี้ถือได้ว่าเป็นรายงานที่ดีแล้วก็ จุดประกาย ถ้ารัฐบาลเองจะกรุณานำไปเป็นวาระแห่งชาติให้ทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง ทบวง กรม รับผิดชอบ ร่วมมือกันในการที่จะทำให้การท่องเที่ยว ซึ่งผมหมายรวมถึงกีฬาด้วย หรือจะกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย ก็จะเกิดสิ่งที่ประชาชนพูดกันมากในยุคปัจจุบันคือเรื่องเศรษฐกิจ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ สามารถทำให้คนมีงานทำได้ สามารถทำให้คนมีรายได้ เพียงแต่ ขาดเจ้าภาพที่จะมาทำในเรื่องเหล่านี้ ถ้ารายงานฉบับนี้ได้รายงานแล้วเป็นประโยชน์ ก็น่าจะ นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ขอบคุณกรรมาธิการ และในการนำเสนอแนวความเห็นของผมนี้ ถ้าจะกรุณาก็แนบความเห็นไปพร้อมกับรายงานนี้เพื่อที่จะเสนอให้รัฐบาลได้พิจารณา ต่อไปด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณท่านเสรีครับ ต่อไปขอเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ขอเชิญครับ

คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธานสภา ท่านกรรมาธิการ และสมาชิกทุกท่าน แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกหมายเลข ๑๐๔ คงเป็นครั้งแรกที่พูดนอกเหนือจากเรื่องงานที่ทำ ความจริงเป็นประสบการณ์ที่ใช้สืบจากศพ มาสืบจากวัฒนธรรมตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ แล้ว ในเรื่องแรก ก็คงจะขออนุญาตยกตัวอย่างเพื่อจะ สนับสนุนความคิดโครงการนโยบายนี้ และเรื่องที่ ๒ ก็จะเป็นการสรุปประเด็นที่ได้ทำมา แล้วเจอปัญหา

เรื่องแรก จากการที่ทำงานภาคใต้เราก็เริ่มโครงการติดตามหลวงปู่ทวดค่ะ หลวงปู่ทวดเป็นพระที่คนไทยนับถือมากที่สุด เป็นพระที่คนมาเลเซีย คนสิงคโปร์มากราบ มากที่สุด เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้มาที่วัดช้างไห้ก็เลยเกิดการตาม เราก็พบว่ารกของท่านฝังที่ สำนักสงฆ์ต้นเลียบ ท่านถูกแม่เลี้ยงไว้ที่นาเปล แล้วมาบวชเป็นเณรที่วัดดีหลวง จากนั้น ก็เดินทางมาบวชพระที่วัดท่าแพ จังหวัดนครศรีธรรมราช เหยียบลงน้ำทะเลจืดที่เกาะนุ้ย จากนั้นขึ้นมากรุงเทพมหานคร เหล่านี้เป็นเส้นทางของท่านซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าถ้าเราทำ โครงการสิ่งที่ติดคืออะไร ในปี ๒๕๕๕ ได้เริ่มต้นคิดอยากจะตามรอยหลวงปู่ทวดทั้งหมด ก็เลยคิดเริ่มต้นจากการที่จะสร้างวัด คือหมายความว่าซื้อที่เปลี่ยนจากสำนักสงฆ์เป็นวัด จริง ๆ คนไทยน่าจะได้ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อสมัยที่ท่านเป็น ผบ.ทบ. ท่านเป็น ต้นบุญในการสนับสนุนให้มีการซื้อที่นี้ได้ และวันนี้เป็นวัดแล้ว แต่ประเด็นปัญหาคือ อยู่หลายจังหวัด และอยู่ในหลายภาคส่วน มีปัญหาในการที่จะทำโครงการภาพใหญ่ นี่เป็น เรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ จะคล้าย ๆ กัน คือจากการตามรอยหลวงปู่ทวดเราก็ไปเจอที่ นครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราชเป็นเมืองที่น่าสนใจในเชิงวัฒนธรรม คือมีทุกอย่างเลย แต่ถ้าเราย้อนรอยประวัติศาสตร์ไป เริ่มต้นตั้งแต่อาณาจักรศรีวิชัย แต่ไม่ได้อยู่เฉพาะที่พระธาตุ ในยุคสมัยอาณาจักรศรีวิชัยแสดงว่าพระธาตุที่วัดมหาธาตุมีพลังมาก มีเจ้าหญิงเดินทางมา แล้วเจ้าหญิงนั้นชื่อสุพัตรา พอมาถึงปรากฏว่าเขาทำพิธีไปแล้ว ก็เลยเอาสิ่งที่มีค่าทั้งหลาย ไปไว้ที่วัดนางตรา มันคือคนละอำเภอ นอกจากนั้นนครศรีธรรมราชยังมีอีกหลายเรื่อง มีทั้งวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นคีรีวง หรืออะไรหลาย ๆ อย่าง เป็นจุดที่ควรจะพัฒนาอย่างยิ่ง เพียงแต่ว่ามีหลายมิติ มีทั้งวัด มีทั้งสิ่งท่องเที่ยว มีทั้งอาหาร มีร้านอาหารที่เป็นอาหารธรรมชาติ ที่น่าสนใจมากก็คือเรือนผักกูด อย่างนี้เป็นต้น เรื่องที่ ๓ ก็เป็นโครงการล่าสุดคือ ที่อุบลราชธานี สืบเนื่องจากไปตามเรื่องของเหรียญที่มีพระบูรพาจารย์ ๕ องค์ ก็เลยทำให้ เราได้ทราบว่าบูรพาจารย์ ๕ องค์เป็น ๕ อรหันต์ของไทย ซึ่ง ๑ ในนั้นคือที่คนไทยนับถือ มากที่สุดคือหลวงปู่มั่น ปรากฏว่าพอตามรอยไปก็พบว่าพระบูรพาจารย์ทั้ง ๕ ท่าน ฝึกกรรมฐานในวัดบูรพา สิมหรืออุโบสถได้พังลงจนกระทั่งเหลือแค่ฐาน บูรณะได้ยากมาก ก็เลยคิดทำโครงการ ซึ่งโครงการจะทำผ้าป่าในวันที่ ๒๒ กรกฎาคมนี้ ประเด็นปัญหา คืออะไร พอคิดจะทำ งบประมาณไม่ได้เอาของรัฐค่ะ สิ่งที่ติดก็คือทั้งเรื่องของสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติทั้งเรื่องของกรมศิลปากร เพราะมันขึ้นทะเบียน จะต้องมีการออกแบบ มีอันโน้นอันนี้ ซึ่งประเด็นปัญหาก็จะไปสรุปในตอนขั้น ๒ แต่ว่าก็เป็นสิ่งที่น่าจะสร้าง เป็นโครงการอย่างที่ท่านได้ทำโครงการเรื่องนี้ขึ้นมา

เรื่องที่ ๔ เป็นโครงการที่สำเร็จแล้วก็คือสงขลานครใน หรือเมืองเก่า สงขลานครในเป็นเมืองที่มีสตรีตอาร์ต (Street Art) และมีสตรีตฟู้ด (Street Food) ที่เราอาจจะมีต้นแบบมาจากปีนัง แต่เราทำได้สวยกว่าเยอะเลย ณ วันนี้ ถามว่าทำไมสำเร็จ นายกในพื้นที่ซึ่งเขาสามารถรักษาแล้วก็กระตุ้นให้เกิดการรักษาวัฒนธรรมเดิม มีไก่ทอดเทพา แต่มาอยู่ที่หาดใหญ่ มาอยู่ที่สงขลา ส่วนไก่ทอดไปอยู่ที่อื่นในทั้งประเทศ ก็เป็นจุดขาย ที่น่าสนใจใช่ไหมคะ

เรื่องที่ ๕ เป็นตัวอย่างที่อยากให้เห็นซึ่งก็จะไปตรงกับท่านเลิศรัตน์ก็คือ ช่างชุ่ยค่ะ ช่างชุ่ยนั้นถูกคิดขึ้นโดยคุณสมชัย ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ (Brand) เสื้อ รวม ๆ คือ เขาเอาพื้นที่มาพัฒนาบนธีม (Theme) ที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีค่า เขาจึงเอาของที่ช่างทำชุ่ย ๆ หรือทิ้งไปแล้วเอามาประกอบกัน แล้วใส่ไอเดีย (Idea) สร้างสรรค์ เอาเด็กรุ่นใหม่ เอาทุกคน ที่มีไอเดีย (Idea) เข้าไป เป็นสิ่งที่เห็นว่าเป็นโครงการที่เติมเต็มในโครงการเหล่านี้

เพราะฉะนั้นจาก ๕ ตัวอย่าง อยากจะสรุปเป็นประเด็นฝากท่านกรรมาธิการ

เรื่องแรก ทำอย่างไรจะไม่เป็นการผูกขาด กระจุกตัวที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงวัฒนธรรมเรื่องเดียว อาจจะไปแตะกับเรื่องของมหาดไทย

เรื่องที่ ๒ คือเกิดการบูรณาการ ซึ่งเรื่องนี้พอพูดแล้วก็น่าจะยากที่สุด เกิดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งในพื้นที่ ยกตัวอย่าง วัดบูรพา ก็จะต้องให้ ศิลปากรในพื้นที่ ที่ดูแลเรื่องโบราณสถานในพื้นที่ติดต่อเข้ามาที่กรุงเทพมหานคร กว่าจะกลับไปกลับมาอะไรประมาณนี้ หรือแม้แต่มีหลาย ๆ สถานที่สำคัญใน กทม. ที่ กทม. อยากทำก็ติด ทำอย่างไรจะให้มองในเชิงบูรณาการเพื่อให้เกิดผลงาน

เรื่องที่ ๓ ก็คือนโยบายการมีส่วนร่วม ถ้าเรายึดติดระบบเดิม ถ้าจะให้ กรมศิลปากรบูรณะก็ต้องเป็นงบรัฐบาล สิมก็เลยพังไปจนถึงฐานแล้ว แต่ถ้าการมีส่วนร่วมนั้น ให้ภาคประชาชน ให้ภาคเอกชน ให้ท้องถิ่นได้มีส่วนร่วม ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างของกรณี ช่างชุ่ยที่ยกให้ฟัง ก็จะทำให้โครงการเหล่านี้สำเร็จ

เรื่องที่ ๔ ที่อยากจะเสนอ พอดีอ่านดูแล้วท่านไม่ได้มีข้อเสนอเรื่องการแก้ ข้อขัดข้องในเชิงระเบียบและกฎหมาย ระเบียบต่าง ๆ ที่มีเอาไว้กลายเป็นว่าเป็นตัวทำให้ การทำงานยากมาก เราไม่ต้องดูตัวอย่างอันนี้เราดูตัวอย่างที่เป็นข่าวเมื่อคืนก็คือที่ต้นไม้ อนุรักษ์ล้มไปทับบ้าน ๓ เดือนเอาออกไม่ได้เพราะติดข้อระเบียบอะไรก็ไม่รู้ซึ่งตลกมากเลย เพราะฉะนั้นโครงการเหล่านี้จะต้องไม่ติดขัดที่เรื่องระเบียบต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการ ทั้งหมด

เรื่องที่ ๕ ที่สุดแล้วต้องพ่วงไปยังเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ หรือมหาวิทยาลัย ทั้งหลายที่จะต้องมุ่งเน้นสร้างให้เด็กมี ๒ อย่างเพิ่มขึ้น คือความคิดสร้างสรรค์ในทางที่ถูก กับอีกอันหนึ่งคือแบรนดิง (Branding) ซึ่งแบรนดิง (Branding) เป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะว่าเราไปทิ้งไว้ในคณะนิเทศศาสตร์ หรือจะมองไม่ออกว่าคณะนิเทศศาสตร์ไม่ได้มีเฉพาะ เรื่องการแสดง แต่แบรนดิง (Branding) คือการหาสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เป็นสิ่งที่จำเป็น อยากจะเสนอเป็น ๒ ท่อน ก็คือ ตัวอย่างกรณีที่เป็นภาพสะท้อนของโครงการเหล่านี้ และประเด็นปัญหา สุดท้ายยืนยันว่าโครงการนี้ดีมาก ถ้าไม่สามารถปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมได้ก็จะไปอยู่กับปฏิรูปอันนี้แทน ขอบพระคุณค่ะ

ขอบคุณคุณหญิงพรทิพย์นะครับ นึกว่าจะเสนอการท่องเที่ยวเชิงศพ ต่อไปขอเชิญ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมกราบ ขอบคุณท่านมากครับ เพื่อนสมาชิก พี่ ๆ สมาชิกที่รักทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ รายงานการปฏิรูปการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืนของท่านสั้น ต้องถือว่าสั้นมาก ๆ เลยเท่าที่มีเอกสารปรากฏในที่ประชุมแห่งนี้ แต่สาระสำคัญเพียบต้องขอชื่นชม แล้วก็มีการนำเสนอสิ่งที่ใหม่ ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ผมเห็นด้วยกับท่านทุกประการ เพียงแต่ผมอยากจะนำเสนอว่าท่านกรรมาธิการรวมทั้ง ท่านประธานก็คงจะเคยไปเที่ยวต่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะไปต่างประเทศ ท่านก็จะมีความรู้สึกว่าปลอดภัยไหม ถ้าเจ็บป่วยจะไปหาหมอที่ไหน มนุษย์กลัวตายที่สุด รวมทั้งผมด้วย คำถามว่าผมอยากให้ท่านเพิ่มในเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ๑. ถ้าเขาป่วยนอกจาก ๑๖๙๙ แล้วสักกี่นาทีถ้าเขาฮาร์ตแอตแทก (Heart Attack) หรือสโตรก (Stroke) อะไรจะถึงมือหมอในทุกที่ ยิ่งชาวต่างประเทศกลัวที่สุด ๒. เขามี อินชัวรันซ์ (Insurance) มาแล้วในโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน เข้าใจไหมบัตรอินชัวรันซ์ (Insurance) เป็นอย่างไร ไม่รักษา ต้องเอาเงินสด นี่ก็เป็นเรื่องที่ขอให้ท่านไปลองคิดดูว่า ใช่หรือไม่ บัดนี้อย่างไรก็ตามศูนย์นเรนทร ๑๖๙๙ ของกระทรวงสาธารณสุขทำงานได้ผลดีมาก ต้องขอชื่นชม แต่ว่าอยากจะให้ครบวงจรในเรื่องของสิ่งเหล่านี้ สถานที่ท่องเที่ยวท่านก็คง จะติกันแล้วต้องสะอาด ป้ายต่าง ๆ ต้องเป็นระเบียบ และสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือ เราไปต่างประเทศเรามักจะหาห้องน้ำยาก ต้อง ๑ เหรียญ ๑ ยูโร ของเราเกือบจะฟรี แต่ไม่เปิดหรือเปิดก็ไม่สะอาด ท่านครับ เราไปต่างจังหวัดกันมาเราก็จะมีความรู้สึกอย่างนี้ใช่ไหม วัดวาอารามก็เช่นเดียวกัน ขอเลยไปหน่อยนะครับ ขออภัยท่านเจ้าคุณรวมทั้งพระทั้งหลาย เวลาเรี่ยไรสร้างบางแห่งเป็นสิบเป็นร้อยห้องแต่ปิดหมด พอคนไปเที่ยวไม่รู้จะเข้าห้องน้ำ ตรงไหน เก็บเงินก็ไม่ว่าอะไร นี่เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมมองว่าเล่มนี้ดี แต่ต้องคำนึงถึง ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ว่าเขาต้องการอะไร

เรื่องต่อไป อยากจะเรียนว่าถ้าใครไปเที่ยวจังหวัดน่าน ในอำเภอเมือง จังหวัดน่าน มีวัดเกือบจะ ๑๐๐ วัด และสวย ๆ มาก เทศบาลเขาจัดรถนั่งเปิดประทุนเที่ยว อันนั้น ก็เป็นความคิดที่ดี แต่สิ่งที่ดีไปกว่านั้นก็คือตามวัดวาอารามต่าง ๆ เขาใช้นักศึกษามาเป็น คนอธิบาย แต่งตัวเรียบร้อยพูดแจ้ว แจ้ว แจ้ว แล้วก็อธิบาย จริง ๆ ไปทดสอบดูแล้วก็ใช่เลย แม่นตรงว่าเขามีความรู้ เด็กนักเรียนนะครับ เฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์จะมี วันธรรมดาอื่น ๆ ไม่มี แต่ว่าเป็นการจัดที่ดี ถ้าเราจัดอย่างนี้เรื่อย ๆ ให้โรงเรียน วัด อบต. ทั้งหลายที่มีแหล่งท่องเที่ยว ไม่จำเป็นต้องวัดอย่างเดียว สถานที่เที่ยวอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน ถ้าร่วมมือกันผมคิดว่ากิจกรรม การท่องเที่ยวของประเทศไทยจะไปได้โลด ผมกลับมาพูดเรื่องสตรีตฟู้ด (Street Food) เสียหน่อยในเล่มของท่าน วันนี้เราไม่เคยพูดกันถึงเรื่องว่า ข้อที่ ๑ นอกจากสะอาด รับประทานแล้วไม่ท้องเสียถามว่ามันน่าชม น่าดูไหม โดยเฉพาะผมอยากจะบอกว่าโรคติดต่อ จากตะเกียบ จากช้อน จากจานนี่ก็เยอะ เช่นเฮพาไตติสบี (Hepatitis B) เป็นเบื้องต้นของ การเป็นโรคตับแข็ง ในทุกที่ที่มีสตรีตฟู้ด (Street Food) ของท่านโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ในเมืองใหญ่ท่านขอให้เจ้าหน้าที่อนามัยไปตรวจสอบได้ไหม ไม่ใช่ตั้งแต่เริ่มต้นเปิดร้าน ตอนใกล้พลบค่ำหกโมงเย็นจนถึงปิด ๖ ทุ่มใช้ถังเดียวเลย ล้างอยู่อย่างนั้นครับ ตรงนี้ต้องมี บริการของเทศบาลหรือเมืองต่าง ๆ มีก๊อกน้ำเฉพาะเหมือนกับในต่างประเทศเวลามีรถบ้าน ไปจอดที่ไหนก็มีน้ำ มีไฟฟ้าบริการ ถ้าอย่างนี้จะเสริมให้สตรีตฟู้ด (Street Food) ของเรา อีกหน่อยมิชลินจะต้องมาให้ดาว ตอนนี้ให้ไม่ได้ ผมยังไปดูไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามผมไม่เอ่ยชื่อ ก็ยังไม่ค่อยกระชับเท่าไรในเรื่องของความสะอาด ความสะอาดในเรื่องถ้วยชาม เรื่องความสะอาด ของอาหาร แน่นอนพิสูจน์ได้ไม่มีใครรับประทานสตรีตฟู้ด (Street Food) แล้วท้องเสียเลย เพราะเขาทำวันต่อวัน สด ใหม่ สะอาด ราคาถูก ไม่มีที่ไหน มีในประเทศไทยเท่านั้น ในโลกนี้ก็ต้องขอชื่นชม

เรื่องต่อไป ผมอยากจะกลับไปเรียนว่าสถานที่ท่องเที่ยวมีเยอะแยะเลย ผมขออนุญาตแนะนำท่านสักที่หนึ่ง เมื่อสักครู่อาจารย์หมอทั้งหลาย ก็แนะนำไปแล้ว ที่สระบุรีมีพระพุทธบาท สมัยก่อนนี้ใครอยากจะขึ้นสวรรค์ต้องไปด้วยเกวียนนะครับ ก็ไปไหว้พระพุทธบาท ท่านเลยไปเขื่อนป่าสัก ไปชมเขื่อน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านทรงมีพระราชดำริไว้ที่เขื่อนนี้ มีพระพุทธรูปตั้งตระหง่านอยู่องค์หนึ่ง เพิ่งสร้างเมื่อปี ๒๕๔๙ โดยพระสำราญ ธัมมธุโร อาจารย์กล้วยท่านอยู่ขอนแก่น ชาวบ้าน เรียกว่าหลวงปู่ใหญ่ป่าสัก ถ้าเราทำการโฆษณาให้ครบวงจร ถ้า ๑ วันไปที่พระพุทธบาท ๒. มาน้ำตก ๗ ชั้น ๓ ชั้นหรืออะไรก็ตามแล้วก็ไปจบที่เขื่อนป่าสักไปนั่งดูปลาแล้วก็ รับประทานอาหาร อย่างนี้เป็นต้น ทั้งหมดทั้งสิ้นที่ผมกราบเรียนท่านก็คือว่าในเรื่อง ความปลอดภัย ความสะอาด รวมทั้งถ้าเขาเจ็บป่วยแล้วต้องบอก อธิบายว่าถ้าเจ็บป่วยแล้ว ไปเข้าที่ไหน เด็กเล็กในพื้นที่ต้องบอกว่านอกจากมีสถานที่สะอาด ปลอดภัย อาหารดีแล้ว เรื่องทางการแพทย์เราเป็นเลิศในเอเชีย ผมคิดว่าถ้าเราโฆษณาอย่างนี้เรื่องการปฏิรูป มีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวทั้งระบบเพื่อความยั่งยืนก็จะก้าวหน้าอย่างยิ่ง เพราะการเจ็บป่วย ของมนุษย์ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ แต่ถ้าบวกกันไปด้วยเป็นระบบบูรณาการอย่างศัพท์ใหม่ ก็จะทำให้บ้านเมืองของเราไปได้สวย ไปได้ถึง ๔.๐ แน่นอน ก็กราบเรียนท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านสุรินทร์นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ที่ปรึกษา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายต่อพงศ์ เสลานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิก และท่านกรรมาธิการครับ กระผม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๕๙ ผมต้องลุกขึ้นมาพูดเรื่องนี้ก็เพราะผมคิดว่า เรื่องการท่องเที่ยวเป็นสิ่งพื้นฐานในความต้องการอันหนึ่งของมนุษย์ ผมเชื่อว่าแน่นอน คนเราต้องมีการศึกษา ต้องมีงานทำ ในอีกมุมหนึ่งของชีวิตทุกคนก็อยากจะมีความสุข ความบันเทิง แล้วการท่องเที่ยวก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความสุข หรือว่าสร้างประสบการณ์ ให้กับชีวิต ผมต้องเรียนว่า ในภาพรวมผมขอสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ขอชื่นชมด้วยว่าท่านได้หยิบยก เรื่องสำคัญมีพลังที่จะสร้างความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงสังคม คำว่าอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ที่ท่านใช้คำว่า การมีส่วนร่วม หรือการสร้างความร่วมมือต่าง ๆ ผมคิดว่าในมิติหนึ่งก็คือมีส่วนร่วมในฐานะเป็นผู้ที่ให้บริการหรือเป็นผู้ที่คอยดูแลนักท่องเที่ยว แต่ในอีกมิติหนึ่งก็คือมีส่วนร่วมในฐานะที่เป็นนักท่องเที่ยวด้วย เราคงไม่คิดที่จะรองรับ นักท่องเที่ยวต่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว เราคงจะต้องคิดให้คนไทยได้เที่ยวเมืองไทย อย่างมีความสุขเช่นเดียวกับที่ชาวต่างประเทศได้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย เพราะฉะนั้นแล้ว จุดประสงค์ที่ผมจะได้เรียนต่อท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการก็คือว่าจะทำอย่างไร ให้การมีส่วนร่วมในการท่องเที่ยว ในฐานะที่เป็นนักท่องเที่ยวเมืองไทย คนไทยหรือว่า ชาวต่างประเทศที่จะมาเที่ยวเมืองไทย เขาสามารถที่จะเข้ามาเที่ยวได้อย่างมีความสุข มีความประทับใจและยินดีที่จะกลับมาใหม่ รวมไปถึงจะไปเชิญชวนหรือชวนเชิญพรรคพวก เพื่อนฝูง ญาติมิตรของเขามาเที่ยวเมืองไทย ผมเรียนว่าในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งเข้าใจว่าท่านกรรมาธิการก็คงจะใช้เป็นหลักการที่นำมาเป็น สาระในการเขียนตัวรายงาน ผมว่าคำว่าอินคลูซิฟ (Inclusive) หรือจะแปลเป็นไทยว่า การมีส่วนร่วมหรือการบูรณาการ เป็นกระแสของสังคมในปัจจุบัน คำว่าอินคลูซิฟ (Inclusive) โดยนัยก็คือว่าสังคมรวมกันเป็นหนึ่ง มีความสุข มีความทุกข์ ใช้ชีวิตร่วมกัน ความสำคัญ ที่ท่านรัฐมนตรีหรือหลายฝ่ายพูดกันก็คือว่าลีฟ โน วัน บีไฮนด์ (Leave no one behind) ไม่มีใครถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง ที่ผมกำลังเรียนว่าไม่มีใครถูกทิ้งอยู่ข้างหลังผมกำลังพูดถึง ประชากรกลุ่มใหญ่ของสังคมที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มคนพิการ เป็นที่ตระหนักและเป็นที่ยอมรับว่าสังคมเราอีกไม่กี่ปีก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในเชิงอายุของประชากร รวมไปถึงในเชิงสิ่งก่อสร้างหรือว่าสถาปัตยกรรมอะไรต่าง ๆ ก็สูงอายุไปด้วย ถ้าเรามองว่าชีวิตคนเราเมื่อเดินไปถึงจุดที่สูงอายุแล้วความต้องการก็มี ไม่มากมายหรอกครับ สุขภาพแน่นอน สิ่งที่ต้องการต่อมาก็คือความรื่นเริงบันเทิง หรือว่า การได้ใช้เวลาบั้นปลายชีวิตในการสัญจรหรือทัศนศึกษาไปยังที่ต่าง ๆ แต่อยากจะ กราบเรียนว่าในความเป็นจริงถ้าผู้สูงอายุไม่สามารถที่จะใช้อุปกรณ์หรือไม่สามารถที่จะใช้ เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แล้ว ก็ไปไม่ถึงเป้าหมายนั้นได้ สุดท้ายการท่องเที่ยวก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากนำเสนอก็คือว่าปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้คนเหล่านั้น แล้วก็รวมถึงคนพิการด้วย ได้ใช้บริการของสถานที่ท่องเที่ยวอย่างมีความสุข อย่างมีคุณค่า อย่างมีประสบการณ์ที่ดี ผมอยากเรียนท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการว่าท่านได้กรุณาเพิ่มปัจจัยในเรื่องเกี่ยวกับ การเข้าถึงสภาพแวดล้อมและบริการต่าง ๆ เข้าไปในตัวรายงานนี้ด้วย ผมเรียนว่าการเข้าถึงที่ว่า ก็หมายถึงทั้งในเชิงกายภาพที่มาจากการออกแบบ อย่างเช่นห้องน้ำ อย่างเช่น โครงการระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ที่กำลังจะก่อสร้างกันเยอะแยะมากมาย ถ้าเราไม่มีปัจจัย หรือไม่มีตัวแปรในเรื่องเกี่ยวกับการคำนึงถึงการเข้าถึง สุดท้ายสิ่งที่สร้างมา ขออนุญาต ยกตัวอย่างก็อาจจะเหมือนบีทีเอส (BTS) ที่มีคนพิการหรือมีใครไปเรียกร้องไม่รู้จักจบสิ้น เพื่อที่จะทำให้เราสามารถเข้าไปใช้บริการได้ นอกจากโครงสร้างพื้นฐานที่คำนึงถึงเรื่อง เกี่ยวกับออกแบบหรือยูนิเวอร์ซัลดีไซน์ (Universal Design) เป็นสำคัญ ต่อมาก็คือ ในเรื่องเกี่ยวกับเซอร์วิส (Service) หรือตัวบริการ ผมเองก็มีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยว แล้วก็ไปทำงานทั้งในประเทศแล้วก็ต่างประเทศ ก็พบว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นความแตกต่างมาก ระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับบ้านเราก็คือความเอาใจใส่ ในการให้บริการข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวต่อตัวนักท่องเที่ยว ผมเคยไปพิพิธภัณฑ์ ที่ฮิโรชิมาก็บอกเขาว่าเป็นคนตาบอดแล้วก็เป็นคนไทยเขาก็เอาหูฟังมาให้ฟังเป็นคำบรรยาย ภาษาไทยแล้วก็บอกว่าคุณเดินตามเส้นไกด์ไลน์ (Guideline) นี้ พอเดินครบรอบคุณก็จะออกมา ได้ความรู้ไปถึงจุดไหนก็ทำอักษรเบรลล์ในจุดนั้นได้ คือสามารถเดินทางไปด้วยตัวเองได้ แต่แน่นอนก็มีเพื่อนร่วมทางคอยอธิบาย อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การเอาใจใส่ในการที่จะ บริการข้อมูลหรือว่าทำให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลอันนี้ต้องเป็นสิ่งสำคัญและเป็นสิ่งที่ ทำให้เกิดสตอรี (Story) เพราะว่าสิ่งที่เป็นกายภาพที่จับต้องได้ไม่ได้เล่าเรื่องราวนอกจาก จะมีคนไปทำให้เขารู้ว่าเบื้องหลังเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นตัวข้อมูลข่าวสารของสถานที่ ท่องเที่ยวก็เป็นปัจจัยสำคัญ เป็นสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจแล้วก็อยากให้อยู่ ในรูปแบบที่คำนึงถึงการเข้าถึงของคนทุกคน ท้ายสุดก็คือเรื่องเกี่ยวกับคน หรือที่ท่านเรียกว่า จะเป็นไมนด์เซต (Mindset) หรือเรียกว่าเป็นโนว์เลดจ์ (Knowledge) ก็แล้วแต่ ผมเรียนว่า การปรับตัวที่จะทำให้สิ่งปลูกสร้างหรือข้อมูลต่าง ๆ ทางกายภาพ ทางข้อมูลข่าวสาร ของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ อยู่ในรูปแบบที่เเอ็กเซส (Access) หรือว่าเข้าถึงได้อาจจะใช้เวลา แต่ในสากลที่ทำกันแล้วก็เป็นที่รู้กันก็คือต้องใช้คนเข้ามาช่วย เพราะฉะนั้นในเรื่องความรู้ หรือไมนด์เซต (Mindset) นอกจากที่จะพูดถึงความรู้ของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ หรือว่า ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลนักท่องเที่ยวก็แล้วแต่ ผมอยากให้เติมความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับ การให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีความจำเป็นหรือความต้องการพิเศษด้วย เรียนว่าในอดีตเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะคนพิการ แต่ในอนาคตเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นเรื่องของ คนทุกคนในสังคม สังคมที่สูงอายุก็จะมีผู้สูงอายุและคนพิการมากขึ้น ถึงแม้ทางกายภาพต่าง ๆ จะปรับตัวไม่ทัน แต่ว่าถ้าผู้ที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นผู้ให้บริการเขามีความรู้ผมเชื่อว่า ก็จะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่อยู่บนเงื่อนไข อะไรก็แล้วแต่ได้อย่างเต็มที่ และผมเรียนทิ้งท้ายไว้อย่างนี้ว่า จริงครับ นักท่องเที่ยว มาเที่ยวเมืองไทยเขาอยากมาอีก เขามาตอนเขาหนุ่ม และเขาก็อยากจะมาตอนเขาแก่ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สร้าง ไม่ปรับสังคมให้รองรับกับคนต่าง ๆ นั้นได้ท้ายที่สุดเขาก็จะไปเที่ยว ในสถานที่หรือในเมืองที่เขาสามารถจะเข้าถึง ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั้นได้อย่างมีความสุข ผมอยากให้คนไทยเที่ยวไทย และคนทั้งโลกมาเที่ยว เมืองไทย ผมขอฝากท่านกรรมาธิการว่าสิ่งที่ท่านกำลังนำเสนอนี้ในทัศนะผมคิดว่า มีพลัง แล้วก็มีอำนาจในการโน้มน้าว แล้วก็สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทยอย่างสูง อยากให้เติมปัจจัยในเรื่องการเข้าถึงอยู่ในรายงานของท่านด้วย ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนหนึ่ง

ขอบคุณท่านต่อพงษ์ เสลานนท์ ต่อไปขอเชิญท่านธานินทร์ ผะเอม อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เชิญครับ

นายธานินทร์ ผะเอม 🔗

เรียนท่านประธานสภา ผม ธานินทร์ ผะเอม หมายเลข ๗๔ ก่อนอื่นก็ต้องชื่นชมกับรายงานชุดนี้อินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ผมติดตามงานของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจมาโดยตลอด ฉบับที่ ๑ อาจจะไม่สมบูรณ์ แต่ผมก็เชียร์นะครับ ฉบับที่ ๒ ในสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ที่บอกว่าดำเนินการไปแล้วผมก็เชียร์ แต่ผมคิดว่าเปเปอร์ (Paper) นี้ถ้าทำให้ชัดเพื่อให้ขับเคลื่อนจะมีความหมายมาก เพราะปัจจุบัน ผมเชื่อว่าตัวเลขของปี ๒๕๕๙ การท่องเที่ยวซึ่งแวลูเชน (Value Chain) ยาวมากประมาณสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) มีความหมายมาก ถ้าเราทำกลไกนี้ให้ดีจะช่วยเรื่องกระจาย แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ำ แต่ตรงนี้ระบบที่เราจะไปสเตรงเทน (Strengthen) งานในพื้นที่ ที่เป็นแอเรียเบส (Area based) ที่ สปท. ก็พยายามทำงานทางด้านนี้มา อันหนึ่งที่ผมคิดว่า งานตรงนี้มีความหมายเพราะว่าเรากำลังปรับเรื่องท่องเที่ยว แล้วเราไม่สามารถจะสแตนด์อโลน (Stand-alone) ได้ เราต้องพูดถึงแผนจังหวัด แผนอำเภอที่เราพยายามทำให้กลไกตรงนี้ ปรากฏ เพราะว่าสิ่งที่ท่านเขียนไว้แล้วในตัวรายงานก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ผมจะขออนุญาต ท่านประธานเสนอใน ๓ ประเด็น ล้อไปกับแผนการปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการนำเสนอ

ประการแรก เป็นเรื่องของสตรักเจอร์ (Structure) ตรงนี้ผมอยากให้ไปเน้น แผนจังหวัดกับแผนอำเภอรวมเข้ามา เพราะกลไกและกระบวนการตรงนี้คือถ้าแผนอำเภอ กรองมา แผนจังหวัดก็ไปสรุปยอดมา ตัวงบประมาณที่จะลงไปในระดับจังหวัดก็จะมี ความสำคัญมาก แต่ที่สำคัญมากที่สุดก็คือบทบาทของท้องถิ่น ชุมชน เราปฏิเสธท้องถิ่น ไม่ได้หรอกครับ แล้วโอนเนอร์ชิป (Ownership) กับความยั่งยืนจะอยู่ในประเด็นนี้ แล้วข้อสำคัญเขามีงบประมาณ เขาต้องใช้งบประมาณเขาอย่างระมัดระวังและตรงจุด ตรงประเด็น อันนั้นประเด็นที่ ๑ เรื่องที่เราต้องเชื่อมต่อกับกลไกในพื้นที่ทั้งจังหวัด อำเภอ ท้องถิ่น และชุมชน อันนี้ผมพูดในสถานะปัจจุบันว่าเรายังยึดจังหวัดเป็นหน่วยงานที่จะลิงก์ (Link) ระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นถ้าเขาไม่มีโอนเนอร์ชิป (Ownership) จะยั่งยืนยาก แล้วเขาจะเป็นตัวที่จะช่วยกระจายรายได้ของท่องเที่ยว ซึ่งโดยธรรมชาติก็มี แนวโน้มเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ปล่อยให้มีอะไรไปบิดเบือน

ประการที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องโนว์เลดจ์ (Knowledge) ผมว่าส่วนกลาง โดยเฉพาะสภาวิจัยแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ทำงานวิจัยดี ๆ ไว้เยอะ โดยเฉพาะการใช้พาร์ทิซิเพโทรี แอ็กชัน รีเสิร์ช (Participatory Action Research) หรือที่เราเรียกว่าพาร์ (PAR) หมายถึงเป็นวิจัยที่วิจัยไปแล้วก็แอ็บซอร์บ (Absorb) ความรู้ ของนักวิจัยท้องถิ่นซึ่งเขาก็เอาไปใช้ประโยชน์ในหลาย ๆ ที่ ผมยกตัวอย่างอันหนึ่งก็คือ เรื่องของน้ำพุร้อนซึ่งทางจังหวัดกระบี่ทำอยู่ แล้วเขาก็ตั้งเครือข่ายระดับชาติ ตอนนี้ ทางเหนือก็กำลังขยับ เราจะเห็นว่าตรงนี้คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีก็จะเป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่นเอง เป็นผู้ประกอบการ ซึ่งผมต้องชื่นชมนะครับ ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นพี่เลี้ยง เพราะว่าเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอะไรที่ต้องดูแล เราจะพบว่ามีข่าวว่าข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ ผมรู้สึกว่าเป็นอัยการลงไปแช่บ่อน้ำร้อน โดยที่ไม่ได้มีใครแนะนำหรือว่า ท่านมองข้ามตรงนี้ไป ปรากฏว่าท่านช็อกคาอ่าง จริง ๆ จะมีบ่อในระดับของมันตั้งแต่ ๒๐ องศาไปเรื่อย ๆ จนถึง ๔๐ องศา ตรงนี้จะเห็นว่ามีทั้งเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานในด้านสุขภาพ ประเด็นผมไม่ได้บอกว่าให้เอางบประมาณไปใส่ให้กับวิจัย มุ่งเป้าในส่วนกลางเยอะ ๆ แต่เพียงอย่างเดียว แต่การทำงานของอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ต้องไปโยงกับหน่วยงานวิจัยในพื้นที่ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ที่เรามีอยู่เยอะ แล้วตรงนี้องค์ความรู้ที่ตกผลึกจะตอบโจทย์ที่เป็นการแก้ไขปัญหาและพัฒนา ศักยภาพในพื้นที่ท้องถิ่นและชุมชนได้ดี ส่วนกลางก็อาจจะสนับสนุนงบประมาณ เพราะว่า สิ่งที่เราทำโปรแกรมบัดเจตติง (Program Budgeting) ไว้ผมคิดว่าดีมากที่รัฐบาลชุดนี้ ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗

ประการสุดท้าย เรื่องของไมนด์เซต (Mindset) อันนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับ เรื่องหน่วยงานโดยตรง แต่ตรงนี้จะเป็นตัวอ็อบสตรักต์ (Obstruct) เราจะพบว่าไม่ได้ไปด้วยกัน ในขณะที่เราโพซิชันนิง (Positioning) เรื่องท่องเที่ยวเอาไว้ แล้วบอกว่าแวลูเชน (Value Chain) ของมันลงไปในพื้นที่ ช่วยในเรื่องการกระจายรายได้ แต่ตรงนี้อุปสรรคอันหนึ่งก็คือวิธีคิด และความเข้าใจ ถ้าเอาหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ตกตั้งแต่เข้าใจนะครับ เพราะว่าเวลา สตง. ไปตรวจ จริง ๆ หน้าที่ของท่านเหมือนกับ เปาบุ้นจิ้น พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี แต่ตรงนี้ท่านจะพิชิตคนพาลก็ว่ากันไป แต่ท่านไป อ็อบสตรักต์ (Obstruct) ไปขัดขวางการทำหน้าที่ของท้องถิ่น ทั้งที่กฎหมายเปิดโอกาสให้เขา ทำเรื่องท่องเที่ยวแล้วเขามีทรัพยากรที่ไปใส่แต่ สตง. บอกว่าผิด อันนี้เริ่มตั้งแต่แรกว่า ไม่ต้องพูดถึงคำว่าเข้าถึง พอคำว่าเข้าใจมันตกแล้วก็ตกหมด ตรงนี้ผมเข้าใจว่าเราต้องส่ง เมสเซจ (Message) ผมว่าถ้าเราจะปรับโครงสร้างหรือปฏิรูป เราไม่เริ่มที่กลไกแล้วก็เริ่มที่ ตัวทรัพยากรมนุษย์ผมว่าการปฏิรูปก็ไม่ได้ไปไหน ผมก็ขออนุญาต ๓ ประเด็นสั้น ๆ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านธานินทร์นะครับ ยังเหลืออีก ๔ ท่าน ทั้งหมด ๑๒ ท่าน ขอเชิญ ท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ขอเชิญครับ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ โดยหลักการแล้วการเสนอ ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่เกี่ยวข้องเรื่องของการปฏิรูปการมีส่วนร่วมด้านการส่งเสริม การท่องเที่ยวทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน โดยหลักการแล้วก็เห็นด้วยครับท่านประธาน ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ได้พูดถึงว่ารายได้ของประเทศเรานั้นจีดีพี (GDP) จากการท่องเที่ยวถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยิ่งให้เห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวว่า เราจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวนั้นมีความเจริญ เพื่อนำมาสู่รายได้กระจายไปสู่ประชาชน ทั่วไปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นปัญหาทางสังคมของเราที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องของการท่องเที่ยวนั้นพื้นที่หลักซึ่งมีประชาชนในพื้นที่ เป็นเจ้าของพื้นที่ เพราะฉะนั้นที่หยิบยกเอาเรื่องของการมีส่วนร่วมโดยเอาประชาชน เป็นตัวตั้งซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าการท่องเที่ยวไปจับมีที่ไหน ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์หรือไม่มีส่วนร่วมในการคิดตกลงใจอื่น ๆ ก็แล้วแต่ ก็ยังแต่จะก่อให้เกิดความเสียหาย ชาวบ้านก็ไม่ได้อะไร ถ้าจะได้ก็คนมาจากที่อื่นได้ไป เพราะสิ่งที่เราต้องการก็คือว่าทำอย่างไรการท่องเที่ยวให้เกิดการกระจายให้ทั่วถึง โดยทั่วไป เป็นการส่วนรวม ท่านประธานครับ ผมคิดว่านอกจากพื้นที่ซึ่งเป็นตัวตั้งในการที่จะต้อง กระจายรายได้ลดความเหลื่อมล้ำไปแล้ว อีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพื้นที่ก็คือ หน่วยราชการ เพราะหน่วยราชการก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์จากงบประมาณ การท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทุกส่วนราชการจะต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของ การส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยดูทั้งภารกิจโดยตรงหรือโดยอ้อมก็สุดแล้วแต่ว่าจะมีส่วน ส่งเสริม สนับสนุน เกื้อกูลต่อการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ผมอยากจะยกตัวอย่าง ถามว่าขณะนี้ประเทศไทยเราเรื่องของการคมนาคม เรื่องของ การท่องเที่ยวขยายตัวมากขึ้น หน่วยงานไหนบ้างที่บริการประชาชนเป็นส่วนรวมมากที่สุด ในเรื่องของการท่องเที่ยว ในเรื่องของการเดินทาง ถ้าจะถามผม ผมคิดว่าน่าจะเป็น การรถไฟ วัน ๆ ขนคนเยอะแยะมากมายจากกรุงเทพฯ ไปเหนือ ไปอีสาน ไปทางใต้ บ้านผมบ่อยครั้งผมนั่งรถไฟ เพราะระยะหลังนี้นั่งเครื่องบินทำท่าจะไปไม่รอดเพราะว่า ความดันเวลานั่งเครื่องนาน ๆ ลงมาแล้วทรงตัวไม่อยู่ มันเอนไปโอนมา ผมนั่งบนรถไฟ ผมเคยไปเชียงใหม่ก็หลายชั่วโมง ระยะทางก็หลายร้อยกิโลเมตร แล้วบ่อยครั้งนั่งรถไฟ จากหัวลำโพงไปยะลาซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม แต่ถ้าหากว่าไปถึงสุไหงโก-ลก ก็ใช้เวลาประมาณ ๑๘ ชั่วโมงท่านประธานครับ แต่ละเที่ยวคนเยอะคนเต็ม แล้วเส้นทางที่ผ่านก็ไม่ใช่ผ่านเฉพาะ ขอบเส้นทางรถไฟ ผ่านจังหวัดต่าง ๆ รวมไปตลอดจนถึงทางใต้ก็ผ่านจังหวัดของท่านประธานด้วย คือเพชรบุรี เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่การรถไฟจะต้องมีส่วนสนับสนุน ส่งเสริม ในเรื่องของการท่องเที่ยว ใช้เวลาที่ชาวบ้านนั่งแช่อยู่บนรถไฟเป็นชั่วโมง ๆ ๑๘ ชั่วโมง จากกรุงเทพฯ ไปสุไหงโก-ลก จากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ก็ค่อนวัน ได้แต่นั่งดูโดยไม่มีเสียงอะไร ผมเคยเห็นทางไลน์ (Line) รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียไปรัสเซียก็มีการโฆษณาพูดถึง การท่องเที่ยว ๒ ข้างทางบรรยายอย่างดี เพราะฉะนั้นอันนี้อาจจะเป็นตัวอย่างที่เราจะหยิบยก ขึ้นมาพูดว่าแล้วการรถไฟก็เป็นของรัฐบาล ทำอย่างไรให้คนที่นั่งอยู่บนรถไฟจะเป็นแขก ไทย จีน หรือใครก็แล้วแต่ที่อาศัยเส้นทางบนรถไฟ ไม่ใช่แต่คอยเก็บค่าตั๋วอย่างเดียว น่าจะไม่พอเสียแล้ว ในเมื่อการท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญ ก็อาศัยเวลาที่นั่งอยู่บนรถไฟ ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ๒ ข้างทาง ไปถึงจังหวัดของท่านประธานก็ต้องพูดว่า ในจังหวัดของท่านประธานมีอะไรดีที่ควรแก่การหยิบยกขึ้นมาส่งเสริม หรือชี้นำในเรื่องของ การจัดให้มีการท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น ใครไปใครมาก็แล้วแต่ วันดีคืนดีก็มาเที่ยว มาดู มาชม มาเอาประโยชน์จากที่ท่องเที่ยว ผ่านปัตตานีหลวงพ่อทวดว่าอย่างไรครับ อย่างที่คุณหมอพรทิพย์ได้พูดเมื่อสักครู่นี้ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเยอะแยะมากมายไม่ใช่เฉพาะ ๒ ข้างทางที่รถไฟผ่าน ลึกเข้าไปข้างในอีก อย่างเช่นผ่านยะลา เบตงของจังหวัดยะลาว่าอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการรถไฟนั้นจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องส่งเสริมไม่เฉพาะ แต่เก็บค่าตั๋ว ไม่ใช่เฉพาะแต่เรื่องของการดูแลความสะอาดในเขตรถไฟ ต้องดูว่า ๒ ข้างทาง ที่รถไฟผ่านที่ผู้โดยสารใช้เวลากินนอนอยู่บนรถไฟเป็นชั่วโมง ๆ เกือบเต็มวัน ๒๔ ชั่วโมง อย่างเช่นที่เมื่อสักครู่นี้ผมยกตัวอย่างจากกรุงเทพฯ ไปสุไหงโก-ลก ๑,๑๔๔ กิโลเมตร ๑๘ ชั่วโมง คนที่นั่งบนรถไฟจะได้ประโยชน์อะไรเรื่องของทรัพยากรใน ๒ ข้างทางที่ควรแก่ การรับรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยด้วยกัน ผมว่าอีกเยอะที่ไม่รู้เรื่องว่า ๒ ข้างทางที่ผ่านไป เขาควรแก่การรู้เรื่องอะไรบ้าง นครศรีธรรมราชมีอะไร พัทลุงมีอะไร สงขลามีอะไร เวียนไปตลอดจนถึงจังหวัดต่าง ๆ จากทางภาคกลางไปทางเหนือ ไปอีสาน ซึ่งเป็นเรื่องของ ศิลปวัฒนธรรม ในเรื่องของทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผลผลิตทางด้านเกษตรอีกเยอะแยะ มากมายที่พูดแล้วใครก็อยากไปดูไปชม ไปร่วมกันหาความสุขในพื้นที่ที่มีทรัพยากรที่เกี่ยวข้องด้านต่าง ๆ ขึ้นมากมายเหลือล้น เพราะฉะนั้นในประการที่ ๑ ผมคิดว่าหน่วยงานราชการทุกหน่วยจะต้องกลับมาทบทวนว่า เราเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับจีดีพี (GDP) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของการท่องเที่ยวนั้นจะช่วยส่งเสริม สนับสนุนทั้งทางตรงหรือทางอ้อมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ให้เจริญมากขึ้น อย่างไร นั่นเป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าเรื่องศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลทำให้เกิดรายได้ เรื่องของการท่องเที่ยวเยอะครับ เรากินจากของเก่ามาเยอะแล้ว ซึ่งศิลปวัฒนธรรมนี้เป็น ของเก่าเยอะ แต่ขณะนี้มีเรื่องของการประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมของไทยเราให้เป็นของใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้นน่าดู ยกตัวอย่าง ผมไม่ทราบว่าท่านประธานชอบดูมวยหรือเปล่า ผมชอบครับ เพราะว่าตอนเล็ก ๆ ผมก็ชอบมวยช่วยหิ้วกระเป๋าอะไรต่าง ๆ ไปเป็นพี่เลี้ยงนักมวย ผมชอบเรื่องมวยครับ เดี๋ยวนี้มวยไทยก็ทำท่าจะปรับไปจากแบบเก่า ของเดิมชก ๕ ยก ก่อนชกเป่าปี่ตีกลองก็มีการไหว้ครูกันในท่ารูปแบบต่าง ๆ หนุมานถวายแหวนบ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง พรหม ๔ หน้าบ้าง ดูแล้วน่าชื่นชม น่ารัก เพราะเป็นการชี้ให้เห็นว่า ศิลปวัฒนธรรมของไทยเราแม้แต่การต่อสู้ จะฆ่า จะยิง จะชกกันยังจะต้องมีการไหว้ครู ท่ารำที่สวย หนุมานถวายแหวน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในรูปแบบต่าง ๆ ขณะนี้ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาปรับ ไม่เพียงแต่เฉพาะให้คนไทยได้ดูได้เห็นเท่านั้นเอง ยังทำเพื่อเอาใจ คนต่างชาติมาดูมวยวันเสาร์ วันอาทิตย์เดี๋ยวนี้มวย ๒ เวที โดยเฉพาะมวย ๓ ยก เห็นไหมครับ ท่านประธาน เมื่อก่อนแค่ ๕ ยก ยกแรกก็ถีบ ๆ เตะ ๆ กันนิดหน่อยแล้วก็ไปเร่งเอายก ๓ ยก ๔ ส่วนยก ๕ ถ้าคะแนนขาดก็รำกันบนเวที กรรมการขี้เกลียดจะห้ามเพราะถือว่า คะแนนขาดก็ปล่อยกันไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้น กลายเป็นมวย ๓ ยก มวยไทยครับ ซึ่งไม่ใช่ชกเฉพาะมวยไทย ต่างประเทศแห่กันจัดเวทีแล้วก็มีค่ายมวย คนไทยเราไปเป็น ครูมวยสอนในต่างประเทศถ้าหากว่าพวกเราได้ดูตามทีวี (TV) ก็จะเห็นว่าคนนั้นไปเป็น ครูมวยสอนที่ประเทศโน้นประเทศนี้ ฝรั่งเศส เยอรมนีเยอะครับ เดี๋ยวนี้หากินกับการเป็น ครูบาอาจารย์มวยไทย แต่สิ่งที่มาชกมวยไทยบ้านเราในขณะนี้ที่เอาคนต่างชาติมาเป็น ตัวตั้ง ชก ๓ ยกก็น่าเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของนักมวย หมายความว่ายกแรกจนถึงยกสุดท้าย ไม่มีคำว่าผ่อนกัน เป็นที่น่าเบื่อหน่าย ไม่ใช่น่าเบื่อหน่ายครับ ช้าสักหน่อยก็ไม่ได้ กรรมการ ก็เร่งชกอยู่เรื่อย ตั้งแต่ต้นยก ๑ จนถึงยก ๓ ลุยกันเลือดอาบอะไรอุตลุด แต่สิ่งที่เป็นข้อห่วงใย สำหรับผมนอกจากสุขภาพนักมวยหลังจากชกไปแล้วพออายุอานามแก่ขึ้นไปแล้วจะทำอะไรกิน อันนั้นผมคิดว่าผู้เกี่ยวข้องน่าจะต้องเอาไปคิดว่าค่าตอบแทนของนักมวยที่อายุมากแล้ว ในฐานะที่ผู้รักษาศิลปวัฒนธรรมไทยควรจะได้รับอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงอยู่นิดหนึ่ง ก็คือนักมวยระยะหลังหรือ ๓ ยกนี้เพื่อเอาใจคนต่างประเทศดู การแสดงออกถึงศิลปะร่ายรำ ไหว้ครูนี้หายไปไม่มี ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะจัดให้มี ก่อนชกหรือกลางคันก็ได้จัดให้มีคู่พิเศษ มีหน้าที่ร่ายรำแบบมวยไทย ศิลปะชกมวยไทยต้องมีการไหว้ครูเพื่อสืบทอด เพื่อแสดงออก ให้ชาวต่างชาติได้มาเห็นว่ามวยไทยเรานี้ไม่ใช่ขึ้นไปชกอย่างที่ท่านเห็นในขณะนั้นไม่ได้ ต้องมีการไหว้ครูในท่าทางรูปแบบต่าง ๆ เป็นการประชาสัมพันธ์ให้ต่างชาติได้เห็นว่า มวยเรานั้นไม่ใช่อย่างที่เห็นกันอยู่แบบ ๓ ยก แต่เรามีการแสดงถึงศิลปะการต่อสู้ก่อนชกจริง บนเวที ๓ ยก กี่ยกก็แล้วแต่ ต้องมีการไหว้ครูเพื่อแสดงให้เห็นถึงการชกมวยไทยหรืออะไร ก็แล้วแต่ การแสดงถึงความเคารพต่อคุณครูผู้มีพระคุณนั้นจะต้องทำ นี่เป็นมรดกทางปัญญา ของคนไทยแล้วครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านกิตตินะครับ ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ หัวข้อของเรื่องหรือว่าคำที่สำคัญที่สุดคือการมีส่วนร่วม แล้วก็ ใช้ภาษาอังกฤษคำว่าอินคลูซิฟเนส (Inclusiveness) แต่ไม่ได้ขยายความว่าแล้วแกนของ การมีส่วนร่วมนั้นคือใคร ใครเป็นแกน เพราะฉะนั้นการใช้คำว่าอินคลูซิฟเนส (Inclusiveness) โดยไม่รู้ว่าผู้รับผิดชอบเบอร์ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ควรจะเป็นใคร ผมก็อยากจะขอเสนอท่านประธาน ผ่านไปที่กรรมาธิการว่าให้มีแนวทางคิดอีกแนวทางได้ไหมครับ แอปโพรช (Approach) แล้ว ผมแบ่งออกมาเป็น ๓-๔ หัวข้อย่อยด้วยกัน อันที่ ๑ คือใครเป็นเจ้าของ โอนเนอร์ชิป (Ownership) อันที่ ๒ คือใครมีส่วนได้ส่วนเสียบ้าง สเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) อันที่ ๓ ในสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) นั้นใครรับผิดชอบในเรื่องอะไร ผมใช้คำว่าเรสเปกทิฟโรลส์ (Respective roles) ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อันที่ ๔ คือการบริหารจัดการ แมเนจเมนต์สตรักเจอร์ (Management Structure) ต้องเรื่องนี้ก่อน ถ้าเผื่อท่านไม่รับอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ผมไม่สามารถ ที่จะเห็นด้วยกับเอกสารนี้หรือรายงานนี้ได้หรือการที่จะดำเนินการต่อไป เพราะว่าอ่านไปแล้ว ข้างในไม่ค่อยจะชัด

ประเด็นที่ ๑ โอนเนอร์ชิป (Ownership) ใครเป็นเจ้าของ ก็พูดง่าย ๆ มี ๓ ระดับ คือ ณ หมู่บ้าน แล้วตรงนั้นมีคณะกรรมการหมู่บ้านถูกต้องตามกฎหมาย มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วเคียงข้างก็จะมี อบต. พร้อมด้วยงบประมาณ ๒๐-๓๐ ล้านบาท ต่อ อบต. ขึ้นมาอีกระดับหนึ่งคือระดับเทศบาล จะเป็นเทศบาลเมืองหรือเทศบาลตำบล แล้วก็มาระดับจังหวัด ซึ่งรวมทั้งอำเภอประมาณ ๕-๑๕ อำเภอต่อจังหวัด ก็มีความเป็น โอนเนอร์ชิป (Ownership) หรือเป็นเจ้าของ ณ หมู่บ้าน ตำบล ที่เทศบาลแล้วก็ที่จังหวัด หรือว่าในภาพรวมก็แล้วกันว่าจังหวัดต้องเป็นเจ้าของคนในจังหวัด แต่ละจังหวัดต้องเป็น เจ้าของพื้นที่ แล้วความเป็นเจ้าของนั้นเป็นเจ้าของอะไร ป่า ทะเลสาบ ภูเขา แม่น้ำลำคลอง โบราณสถาน หรือจะเป็นหาดทะเลก็ได้ ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต หัตถกรรม การร้องรำ ทำเพลง ศิลปะ งานประเพณีทั้งหลาย เขาเป็นเจ้าของทั้งหมด เมื่อเขาเป็นเจ้าของทั้งหมดแล้ว ในจังหวัด แล้วก็ไล่ลงมาจนถึงเทศบาลไปจนถึงตำบล เขาก็ต้องเป็นผู้กำหนดเสียก่อนว่า เขาอยากจะให้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรมอะไรต่าง ๆ เพื่อวิถีชีวิต ที่จะยั่งยืน เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนนั้นอย่างไร พอถามว่าในระดับจังหวัดมีใครเป็นใหญ่ ก็จะมี ๒ คนด้วยกันก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดกับนายก อบจ. แล้วท่านทั้ง ๒ ก็ต้องลงไปข้างล่าง ไปที่เทศบาล ไปที่ตำบล และไปที่หมู่บ้านว่าทั้งจังหวัดนั้นอยากจะส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างไร เป็นสำคัญ แล้วการมีส่วนร่วมของคนในจังหวัดโดยเฉพาะคณะกรรมการหมู่บ้าน ที่ประชุม ของผู้ใหญ่บ้านและกำนันต่าง ๆ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือแล้วคนอื่นที่เข้ามาออเทอร์สเต๊กโฮลเดอร์ (Other Stakeholder) เจ้าของโรงแรม ร้านค้า ผู้ประกอบการต่าง ๆ บริษัททัวร์ (Tour) บริษัทรถยนต์ แม้กระทั่ง สถานีรถไฟ คนที่อยู่ตรงนั้น สถานีรถบัส (Bus) ท่าอากาศยาน มักจะเป็นคนข้างนอกจังหวัด คนนอกท้องถิ่นเข้ามาทำงาน

-๒๙/๑ ความผูกพันต่อจังหวัดต่อพื้นที่อาจจะไม่มีเพราะต้องการที่จะมาหากำไรโพรฟิตเมกกิง (Profit-making) อย่างเดียว จะทำให้บุคคลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีจิตใจผูกพันต่อจังหวัดนั้น ๆ หรือว่าท้องถิ่นในจังหวัดนั้น ๆ อย่างไร อันนี้เป็นเรื่อง ที่สำคัญ เพราะเราก็ทราบว่ามีการบ่นกัน จะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นที่จังหวัดสุโขทัย ที่เกาะสมุย ที่จังหวัดภูเก็ต ว่าคนนอกได้เข้ามาทำลายประเพณี วัฒนธรรมชุมชน มากอบโกย แล้วแถมยังจะมาเป็นมาเฟีย (Mafia) แล้วก็เป็นผู้มีอิทธิพลครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างด้วย เพราะว่าความผูกพันต่อพื้นที่ต่อท้องถิ่นนั้นไม่มี พูดถึงสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) มีใครต้องแจงมาให้ชัด

ประเด็นที่ ๓ ก็คือแล้วจะรับผิดชอบอย่างไร ก็แน่นอนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย อบต. ต้องเอางบประมาณส่วนหนึ่งมา ในเรื่องของการอนุรักษ์พื้นที่ได้ไหม รวมทั้งเทศบาลด้วย แล้วก็ในระดับจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัด จะประสานกับสำนักงานท่องเที่ยว สำนักงานวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการอะไร เพื่อจะเอางบทั้งส่วนกลางมาสมทบกับงบของจังหวัดผ่านทาง อบจ. ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วก็ในเรื่องอะไร จะเป็นเรื่องในโนว์เลดจ์ (Knowledge) ที่ทางกรรมาธิการได้พูดเรื่อง องค์ความรู้ เรื่องไมนด์เซต (Mindset) ทัศนคติอันนี้ก็ว่ากันไป แล้วจะใช้ประโยชน์จาก สื่อวิทยุท้องถิ่น วิทยุชุมชน โทรทัศน์อย่างไรในการที่จะให้ความรู้ เสริมสร้างความรัก แล้วก็หวงแหนกัน อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ

ประเด็นที่ ๔ แล้วจะบริหารจัดการกันอย่างไรในระดับจังหวัด ในระดับเทศบาล แล้วก็ในระดับตำบล แต่ว่าต้องเอาเจ้าของพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นประธานจะเป็น นายอำเภอไม่ได้ ประธานจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่ควร จะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณต่าง ๆ ได้ไหม เป็นคณะกรรมการในระดับต่าง ๆ แล้วก็ทำงานคู่ขนานกับผู้ที่มีตำแหน่งกำนันก็ดี นายกเทศมนตรี นายก อบต. นายก อบจ. ร่วมกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีการบริหาร จัดการประชาชนผู้เป็นเจ้าของ ไม่ใช่แค่มีส่วนร่วม จะต้องเป็นผู้ที่ร่วมตัดสินใจด้วย ในทิศทางการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังว่าจะเน้นทางเรื่องไหน อย่างไร จัดงบประมาณ ของจังหวัดอย่างไร ผมได้เคยพูดไว้โดยเฉลี่ยประมาณ ๓,๐๐๐-๗,๐๐๐ ล้านบาท ต่าง ๆ เหล่านี้ นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งในแง่ของพื้นที่ส่วนอันที่ ๒ ก็มีแม่น้ำ มีทะเลสาบ ในทะเลสาบอาจจะจำกัด อยู่ในจังหวัด แต่ถ้าเป็นทะเลสาบสงขลาก็มีทั้งทะเลสาบสงขลา ทะเลสาบนครศรีธรรมราช แล้วก็ทะเลสาบพัทลุง ก็ต้องให้ท้องถิ่นบริหารจัดการทะเลสาบสงขลาได้ไหม รัฐบาลกลาง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมก็ให้การสนับสนุน ทีนี้จะเป็นแม่น้ำก็ดี จะเป็นทะเลสาบ จะเป็นภูเขา จะเป็นชายหาดก็ดี บวกกับพื้นที่ในจังหวัด ต้องมีการแบ่งแยกภาระหน้าที่กันให้แน่ชัดว่า ส่วนนี้เป็นเรื่องของท้องถิ่นในระดับท้องถิ่นแท้ ๆ คือ ณ เทศบาล ณ ตำบล ส่วนนี้เป็น ในระดับจังหวัดระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดกับ อบจ. แล้วก็จะมีส่วนกลางเข้ามา ก็คือ กระทรวง ทบวง กรมจากรัฐบาลกลาง จะประสานกันที่สำนักนายกรัฐมนตรี หรือที่ สภาพัฒนาการเมืองได้ไหมว่าจะเข้ามาสนับสนุนท้องถิ่นในระดับจังหวัด ในเรื่องของ การขนส่งการสัญจรไปมา ในเรื่องของความปลอดภัย ในเรื่องขององค์ความรู้มากน้อยแค่ไหน แล้วจะมีเงินกลางมาสมทบ การรักษาประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตท้องถิ่น งานเฟสติวัล (Festival) ประเพณีทั้งหลายมากน้อยแค่ไหน ต้องทำงานกันเยอะแยะให้เป็นกิจจะลักษณะ คำว่าอินคลูซิฟเนส (Inclusiveness) หรืออินคลูซิวิตี (Inclusivity) จะได้ออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน ถ้าได้รู้แล้วว่าใครเป็นเจ้าของ ใครมีส่วนร่วม ใครต้องมีบทบาทอย่างไร ต่าง ๆ เหล่านี้

ผมขอฝากไว้อีกประเด็นหนึ่งว่ามีสำนักงานส่งเสริมเขตท่องเที่ยวพิเศษ ผมอยากจะเสนอให้ยุบได้แล้ว เสียเวลา แล้วก็โอนงบประมาณของคนเหล่านั้นมาให้ ส่วนกลาง หรือว่าโอนกลับไปที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือกระทรวงวัฒนธรรมจะดีกว่า เป็นการสร้างหน่วยงานขึ้นมาซ้อนงานแล้วก็ไม่ได้มี ผลประโยชน์อะไร อยากจะขอให้ผ่านทางท่านประธานไปที่คณะกรรมาธิการว่าให้ทบทวนด้วย แล้วก็ให้ดูเรื่องของความเป็นไปในโครงสร้างของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่สำคัญ ก็คือว่าการท่องเที่ยวต้องพึ่งโบราณสถานแล้วก็ต้องพึ่งธรรมชาติ เหมือนกับอันหนึ่ง ไปอยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรม อีกอันหนึ่งอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม งบควรจะไปที่กระทรวงทั้ง ๒ โดยตรงไม่ต้องไปผ่านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้หรือไม่ จะต้องมีการบูรณะซ่อมแซมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ผมอยากจะเสนอไว้ด้วย ก็คือว่าการฝึกอบรมจะทำที่ไหน ที่วิทยาลัยปกครองให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ทอนลงมาถึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็ผ่านทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้มากน้อยแค่ไหน บทบาทของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ มหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่าง ๆ เหล่านี้ จะเข้ามาเป็นองค์ความรู้ทางด้านวิชาการได้มากน้อยแค่ไหน แล้วทั้งหมดนี้ท่านประธานครับ ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การท่องเที่ยวโลก ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่กรุงมาดริด ผมค่อนข้างจะแน่ใจว่ามีข้อมูลมากมาย นอกจากนั้นแล้วเราก็มีบทบาทสำคัญในเรื่อง การท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific) ผมว่าเราน่าจะฟังองค์ความรู้ ต่าง ๆ เหล่านี้

ประเด็นสุดท้าย อยากจะขอความกรุณาผ่านทางท่านประธานไปรัฐบาลว่า เครื่องบินทุกลำที่บินเข้าสู่ประเทศไทยนั้น ขอเวลาครึ่งชั่วโมงช่วงเครื่องบินขึ้นใหม่ ๆ กับเครื่องบินจะลงจะต้องมีวิดีโอเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ประเพณี วัฒนธรรมของไทย เป็นภาคบังคับ แล้วก็ลดเวลาเรื่องเกี่ยวกับศุลกากร ตม. ฟังแล้วน่ากลัว เหมือนเรา ไม่ต้องการที่จะต้อนรับคนต่างชาติ มีอะไรก็จะเข้าคุกอย่างเดียว อันนี้ก็อยากจะขอให้ ทบทวนด้วย ส่งเสริมสิ่งที่ดีงามของประเทศไทยเป็นสำคัญ แล้วให้ทุกสายการบินต้องกระทำ ตามนั้น ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด อดีตรองประธานสภาพัฒนาการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ และท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุดทด สปท. ๕ ประเด็นที่ผมอยากจะ นำเสนอเพิ่มเติมสัก ๒-๓ ประการ

ประการแรก คือแค่ชื่อเรื่องผมก็กดให้แล้ว ชอบมากครับ การมีส่วนร่วม ด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบ ผมเห็นชื่อแล้วผมมีความสนใจมาก คิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็น เรื่องหลักด้วยซ้ำไปในการที่จะทำให้ประเทศก้าวเข้าไปสู่ข้างหน้า ๔.๐ ผมเห็นด้วยว่าวาระนี้ น่าจะเป็นวาระแห่งชาติ เพราะเป็นวาระที่เป็นบวก ทุกคนเห็นด้วยและไม่ได้ขัดแย้งกับใคร และที่สำคัญนำไปสู่ความสุขของทุกคนคือการท่องเที่ยว สิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารเป็นชุดข้อเสนอ ต่อกรรมาธิการผ่านท่านประธาน ๒-๓ ประเด็น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ข้างล่างแล้วก็อยากมี ส่วนร่วมในการที่จะสร้างการท่องเที่ยวของประเทศไทย อันดับที่ ๑ คนข้างล่างสุดแล้วก็ เป็นคนที่อยากมีส่วนร่วม ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นประตูของการท่องเที่ยวด้วยซ้ำไปก็คือ กลุ่มผู้ให้บริการคือแท็กซี่ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัด วันนี้มีแท็กซี่ หมดแล้ว คำถามก็คือว่าประตูที่เขาก้าวเข้าไปสู่การท่องเที่ยวจะให้บริการแบบประทับใจ ได้อย่างไร ถ้าจะประทับใจได้แปลว่าแท็กซี่นั้นเขาก็จะต้องมีความภาคภูมิใจ มีศักยภาพ และที่สำคัญก็คือว่าเขาไม่มีความกังวลใจและห่วงเรื่องอะไร ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับเครือข่ายแท็กซี่อยู่ประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าคันที่ให้บริการเรื่องนี้ ประเด็นแรกที่เขาสะท้อนก็คือว่าเขาอยากให้บริการผู้โดยสารอย่างประทับใจ แต่สิ่งหนึ่ง ที่เขามีความกังวลใจตลอดเวลาในการให้บริการ เขาคิดถึงเรื่องบ้าน เขาคิดถึงเรื่องอาชีพ เขาคิดถึงเรื่องหนี้สิน เขาคิดถึงเรื่องสุขภาพ เขาคิดถึงเรื่องจะสื่อสารกับคนโน้นคนนี้ได้อย่างไร ในความหมายตรงนี้แปลว่าเรื่องวิถีชีวิตของคนให้บริการสัมพันธ์กับทุกกระทรวง ทบวง กรม เหมือนกัน สัมพันธ์กับกระทรวงคมนาคม สัมพันธ์กับกระทรวงสาธารณสุข สัมพันธ์กับ เรื่องของเศรษฐกิจ แต่ทำอย่างไรถึงจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนให้บริการนี้ได้ด้วย แล้วเขามีศักยภาพในการรองรับของแขกที่จะมาท่องเที่ยวได้ด้วย เขาเคยคิดที่ออกแบบว่า จะทำอย่างไรให้มีความรู้สึกว่าขึ้นแท็กซี่แล้วอุ่นใจ อยากสร้างเครือข่ายแท็กซี่อุ่นใจ และให้บริการกับคนทุกคนที่ขึ้นแท็กซี่ไม่ว่าจะเป็นไทยและเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ความกังวลใจคนที่ขับอยู่กังวลใจหลายเรื่องมากเลย ไม่ว่าเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะหนี้สิน บ้านก็ต้องเช่าอยู่ ผมว่าสัมพันธ์กันทั้งหมด ได้เคยมีโอกาสเล่าเรื่องนี้ให้กับทาง สสส. เพื่อที่จะ เข้ามายกระดับแท็กซี่ตรงนี้ได้อย่างไร เรื่องสุขภาพ เรื่องความกังวลใจ ทำให้เขาเป็นแท็กซี่อุ่นใจ แต่ก็ยังไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะฉะนั้น สสส. ก็เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้วย เพราะว่า แท็กซี่จะเป็นประตูก้าวแรกของคนที่จะให้รับบริการ เขาจะต้องพาคนที่จะไปเที่ยวไปสู่ความสุข

อีกประการหนึ่งที่ผมได้ไปพบเจอเกษตรกรที่อยู่ในระดับพื้นที่ ตำบล หมู่บ้านต่าง ๆ พอพูดถึงเรื่องการท่องเที่ยวที่ผ่านมาเขาไม่เคยเข้าถึงเลย เขาไม่เคยคิดเลยว่าน่าจะมีส่วนร่วม ในการเป็นเจ้าของประเทศเรื่องการท่องเที่ยวด้วย แต่วันนี้รูปธรรมนโยบายเริ่มชัดเจนมาก ขึ้นกรณีเรื่องโครงการประชารัฐสามัคคี ทุกจังหวัดมีเรื่องการท่องเที่ยวหมดเลย ทุกจังหวัด กำลังที่จะไปออกแบบเรื่องการท่องเที่ยวทำให้ภาคประชาชนมีความตื่นตัว สิ่งที่ผมอยากจะ สื่อสารตรงนี้ก็คือว่าถ้าพูดถึงเรื่องการท่องเที่ยวตอนนี้เกี่ยวข้องกับทุกกระทรวงเลย ถามว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวไหม เกี่ยวแน่นอน ไปจังหวัดนี้มีการผลิตเรื่องนี้เป็นสินค้า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มองว่าจะผลิตอย่างไรให้มีปริมาณเยอะ ๆ แล้วขายได้ แต่วันนี้อาจจะเปลี่ยนไป จะผลิตอย่างไรที่เป็นเชิงวัฒนธรรม เชิงวิถีชีวิตของเกษตรกรตรงนั้น แล้วคนไปเที่ยวได้ด้วย มีการรักษาป่าเรียกป่าชุมชน ที่ผ่านมามองเรื่องป่าชุมชนก็คือ เพิ่มปริมาณป่าแล้วเป็นซูเปอร์มาร์เกต (Supermarket) แต่วันนี้คนที่ไปบริโภคเรื่องการท่องเที่ยว จะไปดูเรื่องป่าด้วย ก็แปลว่ากรมป่าไม้ก็เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เรื่องของกระทรวงมหาดไทย ก็เกี่ยวข้อง วันนี้ถ้าบอกว่าผมเห็นด้วยกับท่านกษิต ต้องหาเจ้าภาพหลักแต่ละเรื่องให้ได้ แล้วเจ้าภาพรองที่จะต้องเสริมคืออะไร การผลิตวันนี้ไม่ได้แปลว่าเกษตรผลิต พาณิชย์ขาย อุตสาหกรรมแปรรูปแล้ว ไม่ควรที่จะแยกกันขนาดนั้น ควรที่จะมาบอกว่าเกษตรกรรมยั่งยืน หรือเกษตรพอเพียงไม่ได้แปลว่าผลิตแล้วปลอดสาร มีคุณภาพ ขายได้ราคาดี อันนี้คือ เกษตรคิด แต่อาจจะพูดถึงเรื่องว่าข้าวเมล็ดนี้ปลอดสารแล้วมีคุณภาพ มีวิถีสายพาน มาอย่างไร เพิ่มมูลค่าของการท่องเที่ยวได้ทั้งหมดเลย ฉะนั้นเกษตรกร ณ วันนี้เองถ้าพื้นที่ ตรงไหนกรณีเกษตรอินทรีย์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนก็อยากไปบริโภคข้าวอินทรีย์ แต่ก็อยากรู้ว่า ข้าวอินทรีย์มาจากไหน อย่างไร ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวเขาจะไปหยิบเอาสิ่งที่เป็นวัฒนธรรม สิ่งที่เด่น แล้วก็ยกระดับแต่ผมกำลังคิดว่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้าใช้พื้นที่เป็นฐาน แล้วค้นหาให้เจอว่าพื้นที่ตรงนั้นอะไรคือเรื่องเด่น อะไรคือวิถีชีวิต อะไรคือ วัฒนธรรม อะไรคือที่เป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ผมมีโอกาสได้พานักพัฒนาญี่ปุ่นลงพื้นที่ เขาสนใจมากเลยว่าชาวบ้านทำอาหารให้เขากิน ปูที่อยู่ในทุ่งนา เขาศึกษาว่าไปเอาปูมา ได้อย่างไร วิธีการปรุงอาหารปูปรุงอย่างไร แปลว่าเป็นวิถีชีวิตหมดเลย ถ้าบอกว่า การท่องเที่ยวไปถึงไหม การท่องเที่ยวอาจจะไปไม่ถึง แต่เกษตรถึง เพราะฉะนั้นถ้ามองเรื่องนี้ จุดหลักเลยก็คือเป็นวาระแห่งชาติ ทุกกระทรวงต้องมารับผิดชอบเรื่องนี้ ผมว่าไม่ต่างจาก การศึกษา แต่มีความต่างตรงที่ว่าการท่องเที่ยวนำไปสู่ความสุข เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่บวก พอพูดเรื่องนี้ทุกคนอยากทำเพราะไม่ได้ขัดแย้ง ขึ้นอยู่กับว่าฐานตรงนั้นจะหยิบเรื่องอะไร ขึ้นมาเป็นไฮไลต์ (Highlight) แล้วก็พัฒนา สิ่งที่ผมสื่อสารตรงนี้ก็คือว่าการมีส่วนร่วมแปลว่า ทุกกระทรวงต้องมีส่วนร่วมเรื่องการท่องเที่ยว ปฏิเสธไม่ได้ เกษตรเป็นฝ่ายสร้างวิถีชีวิต ของเกษตรกร คนอยากท่องเที่ยววิถีชีวิตก็มีเยอะ สินค้าที่มาจากเกษตร ต้นของสินค้า อยู่ตรงไหน น่าจะผลิตมากกว่าคำว่าขายให้เกิดรายได้ แต่เป็นการผลิตที่เป็นวิถีชีวิต ของคนไทย แท็กซี่ ประตูของบ้านต้องเพิ่มศักยภาพ ต้องมีหน่วยงานในการที่จะไปรับผิดชอบ อย่างไร การท่องเที่ยวคงไม่ได้พูดถึงเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแท็กซี่ เพราะฉะนั้น ข้อเสนอโดยสุดท้ายนี้ก็คือถ้าสมมุติว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบายแห่งชาติ แปลว่าทุกกระทรวง ต้องมีแผนว่าด้วยเรื่องการท่องเที่ยวที่มากกว่าการผลิตและเพิ่มให้เกิดมูลค่า มากกว่า การปรับปรุงรักษา มากกว่าการอนุรักษ์ มากกว่าการฟื้นฟู สร้างมูลค่าภารกิจหน้าที่ ของกระทรวง ทบวง กรม เพิ่มมูลค่าเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวได้อย่างไร วันนี้แค่คนไทยยิ้ม ก็แปลว่าการท่องเที่ยว สวัสดีคือการท่องเที่ยว คือคนประทับใจหมด ถามว่าอาจจะไม่ได้ เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม เพราะฉะนั้น ณ วันนี้คนข้างล่างสุด ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเกี่ยวข้องเรื่องการท่องเที่ยว วันนี้สนใจแล้วว่าสิ่งที่เขามีอยู่ เป็นการท่องเที่ยวด้วย การใช้พื้นที่เป็นฐาน การยกระดับงานปกติของกระทรวง ทบวง กรม ไปสู่การสื่อสารการท่องเที่ยว การสร้างคนข้างล่างที่ไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเขาเลย วันนี้เป็นเรื่องของเขา และที่สำคัญเขาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ว่าด้วยเรื่อง การท่องเที่ยวเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศไทย ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขอเชิญครับ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ผมคิดว่าเราคงทราบกันดีเรื่องการท่องเที่ยว กับการสร้างรายได้ให้กับประเทศ เพราะจริง ๆ แล้วถ้าเราดูในรอบอาจจะเรียกว่า หลายสิบปีที่ผ่านมารายได้หลักของประเทศเราเป็นรายได้จากการท่องเที่ยว ผมเองได้เคย อ่านบทความของอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ท่านก็บอกว่าที่จริงแล้วจุดขายที่ดีมากที่สุด ของประเทศไทยแล้วเราแทบจะไม่ต้องทำอะไรมากมายนักก็คือเรื่องของการท่องเที่ยว ถ้าทำให้ดีขึ้นจะเพิ่มรายได้อย่างมากมาย ตรงนี้ผมเห็นด้วย จึงมีความสำคัญ เราได้ทำ เรื่องการท่องเที่ยวมาระดับหนึ่งในเรื่องของการขายธรรมชาติ ขายอะไรต่าง ๆ แล้วเพื่อน สมาชิกก็ได้พูดว่าที่จริงขณะนี้ธรรมชาติหลายอย่างของเราก็อาจจะมีสภาพที่เสื่อมโทรมลงไป แล้วเรากำลังพูดถึงการขยายศักยภาพในเรื่องของการท่องเที่ยว ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ เป็นเรื่องของการพูดถึงการขยายศักยภาพของการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืน แล้วก็มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตรงนี้จะเป็นเรื่องหลัก ถ้าพูดถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องหลักแล้ว ใจความ จริง ๆ จะอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวในรอบที่ผ่านมาเป็นเรื่องของรัฐเป็นคนดำเนินการ หรือเราขายธรรมชาติค่อนข้างมาก ขณะนี้เราก็ขายธรรมชาติอยู่ได้ระดับหนึ่ง แต่ขณะนี้ เรากำลังขยายเรื่องการท่องเที่ยวให้มากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับสมาชิกหลายท่านก็คือ การกระจายความรับผิดชอบและกระจายบทบาทอำนาจไปยังศูนย์ระดับพื้นที่ทั้งจังหวัด และท้องถิ่น ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเหมือนกับเรื่องที่เราพูดกันหลายเรื่องของ สปท. เมื่อไร ก็ตามที่สามารถทำให้คนในระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดหรือท้องถิ่นตระหนักต่อปัญหานี้ มากขึ้น ต่อปัญหาอะไรก็ตามแต่ สิ่งที่เป็นปัญหานั้นจะได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้น ผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่กรรมการกำลังทำเรื่องนี้ก็คือตรงนี้ ผมมีข้อเสนอยู่ ๔-๕ ข้อที่ผมคิดว่าจะช่วย เติมเต็มในข้อเสนอของกรรมาธิการ

เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการกระจายบทบาทหรืออำนาจ หรือในเรื่องของ การท่องเที่ยวลงไปสู่ข้างล่าง ซึ่งขณะนี้มีกรรมการมีอะไรกันอยู่แล้ว ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น ท่านลองดูว่ามีการกระจายอำนาจลงสู่จังหวัดหรือท้องถิ่นอะไรบ้างที่จำเป็นต้องเสริม ให้เขามีความเข้มแข็ง มีความพร้อม หรือมีการทำงานได้มากขึ้น ผมว่าถ้าขอให้ท่าน รีบกระจายตรงนี้ไปให้เขารู้สึกว่าคนในจังหวัดเป็นเจ้าของต่อปัญหานี้ แล้วเรื่องนี้จะเป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญ ถ้ายังผูกอยู่กับส่วนกลางอย่างเดียวจะเป็นเรื่องยากมาก เพราะจริง ๆ แล้ว ขณะนี้การท่องเที่ยวแบบธรรมชาติหรือการท่องเที่ยวหลัก ๆ เราค้นหาครบหมดแล้ว แต่การท่องเที่ยวจะขยาย ตรงนี้หลายอันเราอาจจะยังไม่ได้ค้นพบจริง ๆ แล้วสายตา ของส่วนกลางก็จะไกลเกินกว่าสายตาของท้องถิ่น ผมคิดว่าเรื่องแรกก็คือเรื่องนี้

เรื่องที่ ๒ ผมอยากเสนอนิดหนึ่ง ผมดูการรายงานที่กรรมาธิการได้เสนอมา หลายประเทศเขามีการท่องเที่ยวระดับพื้นที่ ระดับท้องถิ่นมากมาย ดูญี่ปุ่น ดูอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อสักครู่ที่เพื่อนสมาชิกได้บอกแล้วเรายังเห็นประโยชน์ตรงนี้ไม่มากนัก ถ้าเป็นไปได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือกรรมาธิการ หรืออะไรก็ตามแต่ เรารวบรวมการท่องเที่ยว แบบธรรมชาติหรือแบบยั่งยืนที่ต่างประเทศเขามีอยู่ แล้วสามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปเผยแพร่ ความรู้ให้กับคนในจังหวัด คนในท้องถิ่น หรือคนในหมู่บ้านต่าง ๆ ได้เห็นว่าจริง ๆ แล้ว ถ้าได้เห็น ถ้าได้ขยายศักยภาพตรงนี้ แม้แต่เป็นเรื่องหมู่บ้านหรือสิ่งที่เขาอยู่ธรรมดา สามารถเป็นรายได้ขึ้นมาได้ ถ้าเขาได้เห็นสิ่งเหล่านี้จากต่างประเทศหรือจากที่ดี ๆ ในจังหวัดอื่น หรือที่อื่น ผมคิดว่าจะกระตุ้นทางปัญญาเขาได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าถ้าเราขยายลงมาก เท่าไรก็ตามแต่เราจะได้รับระบบ หรือสถานที่ที่เป็นการท่องเที่ยว หรือคิดใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ผมว่าการขยายทางปัญญาจะเป็นส่วนสำคัญในการที่จะนำไปสู่การเพิ่มอะไรหลาย ๆ อย่าง

เรื่องที่ ๓ ที่ผมอยากจะเสนอก็คือเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนก็ดี ผมว่า จากรายงานบางส่วนแหล่งท่องเที่ยวของเราไปทำขึ้นมาปรากฏว่าคนท้องถิ่นคัดค้าน อันนี้แสดงว่าเอกภาพระหว่างการท่องเที่ยว รายได้ กับคนท้องถิ่นไม่ไปด้วยกัน กลายเป็น คนท้องถิ่นก็ไปทำลาย สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าให้เขาได้มีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง ให้เขาได้ประโยชน์ อย่างไรบ้าง อีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก เมื่อเรากระจายการท่องเที่ยวไปมากขึ้น มี ๒-๓ เรื่องที่เราต้องพิจารณา

อันดับแรก ก็คือเรื่องความปลอดภัย ผมคิดว่าเรื่องใดก็ตามแต่ถ้าเกิดกับ นักท่องเที่ยวไม่ว่าที่ใดก็ตามจะมีผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการดูแล ความปลอดภัยจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก

อันดับที่ ๒ ผมว่าถ้าเป็นไปได้เราใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ขณะนี้เราเป็น ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) แล้ว จะมีเทคโนโลยีอย่างไรที่สามารถจะทำให้ถึงจุด ของนักท่องเที่ยวได้ เขาไปที่ไหน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อเราจะได้ดูแลตรงนี้ ในเรื่องของ การบริการต่าง ๆ เรื่องราคา เรื่องความเป็นธรรม ผมว่าเรื่องนี้ถ้าเราสามารถทำได้ก็จะเป็น ประโยชน์

อันดับที่ ๓ ผมคิดว่ามีส่วนสำคัญมาก เมื่อเรามีการกระจายการท่องเที่ยว มากขึ้น มีการสร้างสิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น สิ่งที่สำคัญอันหนึ่งคือการควบคุมคุณภาพ เพราะจริง ๆ แล้วหลายครั้งถ้าเราส่งเสริมกันไปมากขึ้นแต่เราไม่ได้มีการควบคุมคุณภาพ สิ่งที่ดีกลับกลายเป็นจุดด้อย จะถูกกล่าวหาแล้วทำให้เรามีภาพเสียด้วย การควบคุมคุณภาพ เราควรจะส่งเสริมบทบาทของจังหวัดและท้องถิ่นให้ตั้งกลไกนี้ขึ้นมา สมมุติว่าเราจะมี แหล่งท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น จากการที่เราไปกระตุ้นเตือนหรือไปรณรงค์แล้วมีการเพิ่มกันมากมาย เรามีการขึ้นบัญชีไว้ ของจังหวัดของท้องถิ่นต่าง ๆ และมีกลไกของการทำงานของจังหวัดนั้นเข้าไปตรวจ คุณภาพดู ไม่ว่าคุณภาพการบริการหรือสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราทำได้ตรงนี้ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ ไม่ต้องมาถึงส่วนกลาง เอาแค่ตรงนี้ได้ เมื่อไรก็ตามที่ท้องถิ่นเขารู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีส่วน ในการเพิ่มรายได้ของเขา เขาจะทำงานได้อย่างเต็มที่ ถ้าชุมชนหรือว่ากลไกในพื้นที่ สามารถทำได้แบบนี้ ผมคิดว่าเราสามารถที่จะเพิ่มการท่องเที่ยวแล้วก็สามารถควบคุม คุณภาพได้อย่างเป็นธรรมและดูแลเรื่องความปลอดภัยต่าง ๆ อันนี้ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอ ที่สำคัญ มีอีก ๒ ข้อที่เป็นเรื่องใหญ่มาก อาจจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวยั่งยืนก็ได้ เรื่องหนึ่งก็คือจังหวัดควรจะมีการบูรณาการการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพราะจริง ๆ เรื่อง เราไปมองเรื่องการท่องเที่ยวอย่างเดียวอาจจะยากมาก เพราะจริง ๆ แล้วกระทบกับเรื่องอื่น เมื่อจังหวัดไหนมีการท่องเที่ยวย่อมมีรายได้ พอมีรายได้ย่อมมีคนต่าง ๆ เข้ามา เพราะฉะนั้น ถ้าสังเกตว่าจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวมักจะมีหลาย ๆ เรื่องอยู่ในนั้น เรื่องอิทธิพล เรื่องผลประโยชน์ เรื่องการเก็บค่าหัวคิว เรื่องของการอาชญากรรม รวมถึงเรื่องของบางส่วน ที่ละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เรื่องการปล่อยน้ำเสีย เรื่องต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำลาย ศักยภาพของการท่องเที่ยวทั้งสิ้น ผมคิดว่าเราคงต้องทำแผนบูรณาการ โดยเฉพาะจังหวัด ที่มีการท่องเที่ยวแบบนี้เราควรจะขีดวงไว้และบูรณาการการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่ว่าการท่องเที่ยวมาดูเรื่องนี้อย่างเดียว แน่นอนไม่ใช่เป็นเรื่องของ การท่องเที่ยว แต่ว่ารัฐบาลควรหยิบตัวนี้เป็นการบูรณาการ รวมทั้งการรับจ้างระบบเฝ้าระวัง ทั้งหมดเข้ามา เมื่อใดก็ตามที่คนมาเที่ยวรู้สึกปลอดภัย ผมคิดว่ารายได้จะเข้ามามากขึ้น เพราะฉะนั้นจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวมักจะเป็นที่หารายได้ของอาชญากรหรือผู้ที่ทำผิด กฎหมายควบคู่ไปด้วย ผมคิดว่าอยากจะให้เราทำแบบนี้บูรณาการเข้ามาด้วยกันทั้งหมด และเป็นการวางแผนอย่างเบ็ดเสร็จขึ้นมา อันนี้ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก ผมสังเกตระยะหลังหลายครั้งที่เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นกับการท่องเที่ยว แสดงว่าเรายังขาด การบูรณาการเหล่านี้อย่างเพียงพอ แล้วตรงนี้จะเป็นการทำลายการท่องเที่ยวของพื้นที่นั้น ไปเลย

ประเด็นสุดท้าย ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะทำมาก ถ้าท่านดูตัวอย่างของ ประเทศเกาหลี การผูกเรื่องการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมเป็นสารคดี เป็นภาพยนตร์ต่าง ๆ จะมีประโยชน์อย่างมาก เมื่อ ๒ ปีที่แล้วถ้าท่านสังเกตเห็นมีคนจีนมาสร้างหนังที่เมืองไทย แล้วก็ไปที่จังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่าคนจีนเข้ามาเที่ยวเชียงใหม่เป็นล้าน ๆ คน แสดงว่า ถ้าเราสามารถขายจุดของวัฒนธรรมได้ถูก มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว ประเทศเกาหลี ฉายละครเรื่องแดจังกึมขึ้นมา การท่องเที่ยวเกาหลีสูงขึ้นมามาก ผมคิดว่าถ้าเราครีเอต (Create) ในเรื่องเหล่านี้จริง ๆ จัง ๆ แล้วส่งไปยังประเทศต่าง ๆ จะมีส่วนในการกระตุ้น เข้ามาอีกอันหนึ่ง เราอย่ามองการท่องเที่ยวแยกออกจากเรื่องการขายทางวัฒนธรรม ทางศิลปะ ผมคิดว่าเรามีครีเอต (Create) ดีมากพอที่จะทำในเรื่องเหล่านี้ ถ้าเป็นไปได้ แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของหมู่บ้านธรรมชาติ ถ้าเรา สามารถรวบรวมเป็นเว็บไซต์ (Web Site) เป็นอะไรต่าง ๆ และคนสามารถมาดูได้เลย ทั้งระบบทั้งประเทศผมคิดว่าเราจะส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อย่างมากมาย ผมขออนุญาต เรียนเป็นข้อเสนอเท่านี้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต นะครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ยังมีสมาชิก ทยอยแจ้งความจำนงในการอภิปรายสูงถึง ๑๖ ท่านแล้ว เรายังมีรายงานการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองต่อจากนี้ เพราะฉะนั้นก็เรียนให้ทราบว่ายังเหลือผู้อภิปราย อีก ๔ ท่านในรายงานฉบับนี้ หลังจากนั้นก็จะเป็นรายงานของคณะกรรมาธิการด้านการเมือง ท่านต่อไปขอเชิญ พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตผู้บัญชาการการศึกษา สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ คณะกรรมาธิการผู้ทรงเกียรติ รวมทั้งสมาชิกสภาที่เคารพทุกท่าน ท่านประธานครับ กระผม ขออนุญาตอภิปรายในส่วนที่เกี่ยวข้อง เสริมและเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่จะปฏิรูป เรื่องสำคัญคือเรื่องการท่องเที่ยวเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน เพราะว่าชีวิตของมนุษย์เราอยู่กับ การเดินทาง และการเดินทางที่ไม่มีที่สิ้นสุดเป็นที่สราญรมย์ แล้วก็เป็นที่ต้องการของทุกคน ทุกหมู่เหล่าก็คือการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวในหมู่บ้าน การท่องเที่ยวระดับจังหวัด หรือระดับข้ามประเทศ ตั้งแต่ขั้วโลก หรือจากทวีปสู่ทวีปอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นความต้องการ ที่ทุกคนต้องการ การทำเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความรื่นรมย์ และเป็นการสร้างรายได้ของชาติด้วย ช่วยวิถีชีวิตของคนที่อยู่ให้พบกับคุณภาพชีวิตที่ดี แต่สิ่งหนึ่งก็คือเราจะเห็นว่าการเดินทาง เราจะได้ยินตั้งแต่เล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งแต่เสียงอวยพรหรือข้อความว่าขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ เดินทางด้วยความสะดวกและปลอดภัย ตรงนี้ก็มีอยู่เสมอ คำที่สำคัญที่มีอยู่ในหัวใจทุกคน ก็คือคำว่า ความปลอดภัย การท่องเที่ยวตั้งแต่ออกประตูบ้านไปจนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน โดยสวัสดิภาพและปลอดภัยอยู่ในหัวใจของคนทุกคน ไม่ว่าจะไปเวลาเท่าไร ใช้เวลาเท่าไรก็ตาม ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้มีแผนการปฏิรูป โดยเฉพาะท่านประธานและคณะ ที่เข้มแข็งมาก แล้วผมก็คอยติดตามอยู่ตลอด หลาย ๆ ท่านที่นั่งอยู่ผมก็รู้จักแล้วก็ชื่นชม หลาย ๆ ส่วน โดยเฉพาะขออนุญาตใช้คำว่าไมนด์เซต (Mindset) คำว่าไมนด์เซต (Mindset) สร้างความเข้าใจและทำด้วยใจ ตรงนี้คำสำคัญครับ สร้างจิตสำนึกรับผิดชอบในการมีส่วนร่วม ด้านการท่องเที่ยว ช่วยกันดูแลสอดส่อง เป็นหูเป็นตา ดูแลนักท่องเที่ยวในการรักษา ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตรงนี้ผมอยากจะขีดเส้นว่า ช่วยกันสอดส่อง เป็นหูเป็นตา ดูแลนักท่องเที่ยว ท่านประธานครับ ในส่วนหนึ่งที่ขออนุญาตเข้ามาส่วนตัว ก็คือว่าผมเคย รับราชการเป็นตำรวจ และช่วงหลัง ๆ ก็ทำงานด้านการป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรม ทำคดีหลาย ๆ ส่วน บางส่วนที่คุณหญิงพรทิพย์ซึ่งท่านนั่งอยู่ข้างล่างผม ท่านก็ได้อธิบาย บางส่วนแล้ว ผมจำได้ว่าหลาย ๆ คดีซึ่งต้องขอชื่นชมทุกภาคส่วนในการป้องกันอาชญากรรม และเมื่อคดีเกิดหรือเกิดแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐเราทุกส่วนเข้มแข็งด้านนี้ แล้วก็เป็นนโยบาย ของรัฐ โดยเฉพาะรัฐเราเน้นมากเรื่องการให้ความปลอดภัยกับนักท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยว มาจากทุกมุมโลก เขามาด้วยจิตสำนึกของเขา ด้วยสมอง ถึงแม้จะมาตากอุณหภูมิร้อน แต่ใจของเขา วัฒนธรรม การกระทำ ภาษากาย และการกระทำของเขาก็ยังเหมือนเดิม เหมือนกับอยู่สวีเดน เหมือนกับอยู่อังกฤษ เดินกลางคืนต่าง ๆ เหล่านี้เขายังทำเหมือนเดิม เฉกเช่นมีคดีอยู่คดีหนึ่งผมจำได้ ใน ๑๐๐ คดีผมได้รับแจ้งว่าแหม่มเพิ่งแต่งงานกันกับ ดอกเตอร์ชาวอังกฤษ ดอกเตอร์นะครับ มาพักที่ใกล้ ๆ กับ สน. ชนะสงครามไม่ถึง ๕๐ เมตร แหม่มเดินออกมาหาผัดไทยรับประทานตอนเวลาเที่ยงคืนเศษ ได้ถูกคนร้ายใช้อิฐตัวหนอน ซึ่งคนร้ายเป็นพวกยาเสพติด แล้วสิ่งนี้ก็เกิดขึ้น ก็อยู่ในไอซียู (ICU) ผมรีบไปที่เกิดเหตุ ก็ไปเจอกับสามีเขา เขาก็มาทัก ซึ่งผมยังมีความรู้สึกไม่สบายใจ ยังไม่ได้ไปเยี่ยมภรรยาเขา ที่นอนอยู่ห้องไอซียู (ICU) เขาพูดภาษาอังกฤษว่าเจเนอรัล (General) ไม่เป็นไรครับ จุดที่เกิดเหตุห่างจากโรงพักชนะสงครามเพียง ๒๐ เมตร ตำรวจก็คงเข้าใจดี คนอาจจะมองตำรวจ เป็นคนแรก พูดเป็นภาษาอังกฤษแปลเป็นใจความอย่างนี้ละครับ แต่จริง ๆ แล้วตำรวจ เป็นคนที่ ๓ คนที่ ๔ ที่จะโทษหรือจะว่า จริง ๆ แล้วผมไม่โทษใคร เขาบอกว่าผมโทษ ตัวผมเองด้วย ถ้าเดินไปเป็นเพื่อนก็คงไม่เป็นอะไร แต่ภรรยาผมเขาคิดว่าก็เหมือนอยู่อังกฤษ เหมือนอยู่อะไรอย่างนี้ ก็โดนคนร้ายกระทำ แต่เขาบอกว่าเจเนอรัล (General) ถึงแม้จะ ๒๕ เมตร ทุกคนควรมีส่วนช่วย ก็คือแม่ค้าแม่ขายอะไรต่ออะไร เราไม่ได้ว่าแม่ค้าแม่ขายนะครับ แสงไฟก็ต้องสว่าง เขาบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียน ผมก็เลยบอกว่าขอโทษครับ ผมยังไม่ได้ไปเยี่ยมภรรยาท่านเลย อยู่ในห้องไอซียู (ICU) นะครับ เขาบอกว่าเรื่องนั้นไม่เป็นไร ถ้าภรรยาเขาหายแล้วเมื่อมีลูก จะให้ลูกมาที่นี่บ่อย ๆ คุณพ่อเขาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ ญาติพี่น้องเขาก็มาที่นี่อยู่แล้ว แม้ภรรยา เขาจะอยู่ไอซียู (ICU) เขาบอกว่าเขายังมาเมืองไทยเช่นเดิม แต่เขาฝากนิดเดียวว่าอยากจะให้ ทุกคนช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยวหรือดูแลคนต่างชาติให้มากอีกหน่อยยิ่งดี เขาบอกอย่างนี้ เป็นหูเป็นตา ตำรวจทำคนเดียวก็ไม่ไหวเขาเข้าใจ ทีนี้พออภิปรายวกมาตรงนี้ก็คือว่าในนี้ ได้มีแผนการปฏิรูปหลาย ๆ ส่วนโดยเฉพาะคำที่ผมอภิปรายเมื่อสักครู่ แล้วก็มีในส่วนของ รายงานหน้า ๒ ที่ว่าแผนการปฏิรูปในแต่ละส่วนนั้น โดยเฉพาะเรื่องของด้านการป้องกัน และการให้ความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้น เพราะว่า มี ๒ ส่วน สมมุติว่าคนที่เข้ามามีทั้งคนดี เราต้องมองว่าเป็นคนดีเกือบหมด แต่อาจจะมี ปะปนบ้างเป็นคนร้ายหรือเป็นคนร้ายข้ามชาติอะไรก็ตาม ในเซกเตอร์ (Sector) ในส่วนของ ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เขาก็มีปรัชญาเข้มทุกคนก็มีในหัวใจ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่ากู้ด กายส์ อิน แบด กายส์ เอาต์ (Good guys in, bad guys out) แปลว่าคนดีต้องให้ความสะดวกและปลอดภัย คนร้าย ต้องเอาให้อยู่ คนร้ายต้องสกัด คนร้ายต้องหวาดกลัว หมายความว่าเราต้องใช้แหแบบตาเล็ก ๆ ก็คือสกัดให้อยู่ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวมาคนเดียวเป็นผู้หญิงเดินอยู่ อย่างเมื่อวานผมไปดู เป็นผู้หญิงมาคนเดียวมีแพ็ก (Pack) ข้างหลังเดินอยู่ ยังไปทักทายเขาว่ามันไม่ปลอดภัย เพราะเขาคิดว่าเขาอยู่ในสวีเดน เขาเอาวัฒนธรรมแล้วก็จังหวะชีวิตหรืออะไรต่าง ๆ มาครอบ ในสังคมของเรา มันเหลื่อมกันอยู่ หรือบางแห่งเช่นไปตามต่างจังหวัดหลาย ๆ แห่ง เราก็คอยให้ความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ประกอบการต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับเขา ยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง เรื่องจราจร จะเห็นว่าหลาย ๆ คนมาเสียชีวิตที่นี่มาก อย่าง ๒-๓ วันมานี้ ผมจะเห็นว่าแถว ๆ บ้านผมพระราม ๓ จะมีฝรั่งออกเช้ามืดขี่จักรยานเป็นแถว ๆ เราก็ไปบอก คนไทยที่พาเที่ยวว่ามันไม่ปลอดภัย มันมืด ถ้าเป็นต่างประเทศก็สะดวกและปลอดภัย ทีนี้ ของเราต้องปรับอะไรหลาย ๆ อย่าง ของเราก็ดีแล้วแต่ผมพยายามให้กระเพื่อมขึ้นอีก ก็คือ สรุปว่าในการที่จะให้คนดีสะดวก ปลอดภัย คนร้ายหวาดกลัว เราก็เน้นโหมด (Mode) ด้วย การก้าวไปสู่การป้องกันแล้วก็ให้การบริการ และให้เกิดความสมดุลระหว่าง ๒ โหมด (Mode) นี้ ซึ่งหลาย ๆ ท่านอภิปรายแล้วว่าทำไมโดน ตม. กักนาน ทำไมกักไว้ตั้ง ๑ ชั่วโมง แต่คนนั้น ไปก่ออาชญากรรมที่โน่น ไปเป็นแก๊งที่โน่น ที่นี่ มาได้อย่างไรไม่กลัวหรือ มาหยามกัน เยอะแยะ มันมี ๒ ขั้ว คือความสมดุลระหว่างตรงนี้ผมบอกไปแล้วว่าเจ้าหน้าที่ของเราต้องยึดตรึงหมุดว่า คนดีต้องสะดวกปลอดภัย คนร้ายต้องหวาดกลัว ต้องแตกกิ่งให้ได้ เพราะอันนี้ก็เป็นกิ่งหนึ่ง ของการปฏิรูปแผนนี้ โดยสรุปครับท่านประธาน ผมก็อยากจะฝากว่าในการปฏิรูปผมเห็นด้วย ทุกอย่างสนับสนุน และขอให้ผลักดันให้เป็นเรื่องสำคัญ หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายว่า ควรจะเป็นวาระแห่งชาติเพราะว่าเราเดินหลาย ๆ ขา เราเดินเรื่องการเกษตร เรื่องการส่งออก เรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่พื้นฐานธรรมชาติของดีที่มีอยู่ที่บรรพชนเราสร้างไว้เราค่อนข้าง จะรักษา คือมรดกทางวัฒนธรรมแล้วก็มรดกทางทรัพยากรธรรมชาติ แต่พวกเราคงไปบ่อย ในหลาย ๆ ส่วน พวกเราเองไปกับบ้านพี่เมืองน้องเราจะเป็นอ้าย แต่น้องเขาบอกว่าอ้ายนี่เสียแล้ว คือโทรมแล้ว เหมือนว่าเราไปภูเก็ต เราไปพัทยา อย่างท้ายสุดก่อนเกษียณผมไปที่ภูเก็ต ก็บอกคุณตำรวจช่วยเอาคนอย่าบอกว่าชาติไหน ประเทศที่ใหญ่ ๆ นี่ครับ บอกว่าคนเหล่านี้เอาเฉพาะคนดีได้ไหมให้มาอยู่บนผืนแผ่นดินภูเก็ต หรือเราบอกไปพัทยา เป็นอย่างไรบ้าง ชักเริ่มเงียบลง ถามว่าฝรั่งไปไหน ฝรั่งจะไปแถวประจวบคีรีขันธ์ ไปหัวหินไหม ก็ค่อย ๆ ขยับไป เหล่านี้ก็คือเป็นความเคลื่อนไหว แต่สิ่งเหล่านี้ก็คงต้องยอมรับความจริงแล้ว เราก็คงจะเสริมประมาณ ๕ ประเด็นสั้น ๆ ๑. การปฏิบัติตามแผนควรจะต้องมี ความเชื่อมโยงทั้งระดับแมโคร (Macro) ไมโคร (Micro) ไปถึงทุกหน่วยเลยต้องทำร่วมกัน ที่เราทำแบบคอนเนกทิวิตี (Connectivity) ทุกระดับ ช่วงแรกอาจจะกำหนดเป็นเซฟตีโซน (Safety Zone) ขึ้นเหมือนที่เราเคยทำไว้ เขตการท่องเที่ยวมีเงาเกิดขึ้นคือเงาเซฟตีโซน (Safety Zone) ทำอันนี้บวกไว้ด้วย จะได้มีงบ มีเครื่องมือ มีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะเราเดินขานั้น เราก็เดินขานี้ไปด้วย ๒. มีหลาย ๆ ท่านอภิปรายก็คือมีเจ้าภาพหลัก เพราะงานแต่ละส่วน ต้องมีลำต้นแล้วก็มีกิ่ง กิ่งงานก็คือเรื่องความปลอดภัย หรือเรื่องคมนาคมการเดินทาง ก็คงมีเจ้าภาพ ๓. น่าจะสำคัญมาก ๆ เจ้าของที่แท้จริงคือชุมชน ถึงจะอยู่ข้อ ๓ ก็จริง แต่น่าจะอยู่ข้อแรกเลยว่าต้องคำนึงถึงชุมชน เขาคือเจ้าของที่แท้จริง ผมไปหลายแห่ง ซึ่งผมรู้จักคุ้นเคย สมมุติว่าผมเป็นข้าราชการตำรวจ เป็นสมาชิก สปท. จะช่วยอะไรได้บ้าง เขาบอกว่าช่วยได้เลยคือขอให้เขาอยู่แบบธรรมชาติเดิม ๆ ก็คือว่าอย่าได้ดัดแปลงอะไรเขา แล้วก็อย่าบอกว่าต้องทำโน่นทำนี่มากนัก คือเขารู้ว่าที่เขาอยู่ทุกวันได้ มีอยู่มีกินได้ เพราะเขากราบอัฐิคือกราบบรรพบุรุษตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นทวดที่รักษาเดิม ๆ นี้ได้ให้เขามีอยู่มีกิน แล้วก็คนยังมาที่นี่ ผมบอกว่าถ้าอ้ายเสีย คืออ้ายเสียแบบบ้านโน้นบ้านนี้คนจะไม่มา เขาก็ไม่มีเงินจะเลี้ยงชีพ เพราะฉะนั้นผมถามว่าจะให้รัฐหรือให้เราช่วยอะไรบ้าง เขายิ้ม ๆ บอกว่าไม่ต้องช่วยหรอก ช่วยให้เราอยู่อย่างนี้ดีแล้ว อย่าเอานายทุนมาซื้อโน่นซื้อนี่ ทำดี ๆ สวย ๆ จริง ๆ ก็คือเขาต้องไปอยู่ที่อื่นแล้วท้ายที่สุดไม่รู้เขาจะทำอะไร คือมรดกของดีที่มีอยู่ มันสูญสลายไปทีละนิด ๆ แล้วต่อไปก็คือสูญหมดเลย เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าให้ช่วย แบบไม่ต้องช่วย จริง ๆ เขาลึกซึ้ง คือเขาบอกว่าให้เราช่วยแบบให้คำนึงถึงหัวอกว่าเขาคือ เจ้าของที่แท้จริง ตั้งแต่ซอยนี้ ชุมชนนี้ อำเภอนี้ ๔. ต้องหาแนวร่วม ต้องมีอาสาสมัคร สมมุติเรามีเซฟตีโซน (Safety Zone) อาสาสมัครเหล่านี้เขามาด้วยใจเราต้องเข้าถึงเขา เราต้องไปหาเขาก่อนแล้วจึงจะมีคนช่วยเยอะเลย อย่างที่ผมอภิปรายเมื่อสักครู่ อย่างเช่น แหม่มที่มาจากอังกฤษ ถ้าเรามีหูมีตาเยอะ ๆ ก็จะช่วยกันเยอะ อันสุดท้ายคือขอให้เรา ตระหนักว่าของดีมีอยู่ต้องรักษาเอาไว้ แล้วช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในทางที่ถูกต้อง ทั่วโลกเขาสร้างขึ้นมา เมก (Make) ขึ้นมา ของเราไม่ต้องเมก (Make) ของจริง แต่ว่า เราควรจะรักษาไว้หรือพัฒนาขึ้นเพื่อส่งมอบให้ลูกหลานเรา ตอนนี้เรากินบุญเก่า หลาย ๆ ท่าน พูดคำว่ากินบุญเก่า หลายท่านอภิปรายก่อนหน้าผม เรารับมาแล้ว ตอนนี้ทุกคนรับมรดก อันนั้นมาแล้วต้องรักษาเอาไว้ หรือค่อย ๆ ขยับพัฒนาให้ดีขึ้น คือทำให้เหมือนเดิม หรือทำให้ดีขึ้นเพื่อเป็นสิ่งที่จะได้งอกเงยต่อไปและเพื่อส่งต่อบรรพบุรุษของเรา ๓ คำนี้ ท่องในหัวใจเสมอว่าของดีมีอยู่ เราจะได้ปฏิรูปแผนเหล่านี้ให้ครบวงจรและยั่งยืนตามหัวข้อ ที่เราต้องการ กราบขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานและท่านกรรมาธิการ เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เสนอเรื่องใดก็ตาม ผมก็รู้สึกมีอคติในลักษณะที่เป็นฉันทาคติที่ชื่นชมเสมอว่าที่เสนอแต่ละเรื่อง ก็ล้วนมีประโยชน์และเห็นภาพการปฏิรูปไปในอนาคตเบื้องหน้า ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอ ที่เป็นการตอบคำถามเชิงปฏิรูปด้วย ที่ผมได้เคยตั้งคำถามว่าเราสนับสนุนการท่องเที่ยว มันต้องมีคำถามว่ารายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยวและอื่น ๆ ไหลลงไปสู่ฐานล่างของประเทศ เป็นสัดส่วนเท่าไร ท่านผู้นำเสนอ ท่านประธานรวมทั้งท่านกลินท์ซึ่งมีความรู้ในเรื่อง การท่องเที่ยวเป็นอย่างดีก็ได้พยายามชี้ในประเด็นเหล่านี้ ท่านประธานครับ ผมไม่สามารถ ที่จะเสนอเพิ่มเติมในเรื่องของรายละเอียดการบริหารจัดการ แต่ว่าอยากเสนอในภาพใหญ่ ให้เห็นว่าเรื่องที่นำเสนอนั้นสำคัญมาก ที่ท่าน สปท. กษิดิ์เดชธนทัตบอกว่าเป็นวาระแห่งชาติ ผมอยากจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นทั้งวิสัยทัศน์และเป็นทั้งยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าพูดตรงนี้ถ้าเรานึกถึง ประเทศภูฏาน นึกถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หรือนึกถึงบางมลรัฐ เช่น รัฐแมสซาชูเซตส์ ในสหรัฐอเมริกา เราจะเห็นภาพเลยว่าเขามีภาพที่ชัดเจนอย่างไร ผมได้เคยอภิปรายใน สภาแห่งนี้ว่า ๒๐ ปีข้างหน้าประเทศเราควรจะเป็นแผ่นดินที่เจรจาสันติภาพโลก ความข้อนี้ ผมไม่ได้พูดเองนะครับ คนที่เราเคารพสูงสุดของประเทศเคยชี้ประเด็นนี้ไว้และเป็นที่ประชุม นานาชาติ อันนี้เป็นประสบการณ์ตรง เวลาเราไปต่างประเทศอะไรต่าง ๆ การประชุม ครั้งต่อไปจะที่ไหนมักจะชี้มาที่เมืองไทย ทุกคนอยากมาเที่ยวเมืองไทย เพราะฉะนั้น อยากให้ภาพนี้ปรากฏชัดยิ่งขึ้น

ประการที่ ๒ เป็นภาพของแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องวิสัยทัศน์ เป็นข้อเสนอที่สำคัญที่ท่านเสนอเป็นชุด ๓ เรื่อง เรื่องปฏิรูปโครงสร้างองค์กร เรื่องปฏิรูประบบที่พัก ข้อมูลคนเข้าเมืองต่าง ๆ และรวมทั้ง ประเด็นการมีส่วนร่วม ผมว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่องของการกำหนดวิสัยทัศน์ และการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปสู่ทิศทางนั้น

ประการที่ ๓ เราอยากจะเห็นภาพเรื่องเป็นแหล่งผลิตอาหารสุขภาพ แหล่งผลิตอาหารที่ปลอดสารพิษ แหล่งสมุนไพรโลก นวดแผนไทยและอื่น ๆ รวมทั้ง ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ เรากล้าที่จะกำหนดวิสัยทัศน์เช่นนี้ด้วยเหตุที่ว่า เรามีทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรมสูงมาก แล้วข้อเสนอของกรรมาธิการชุดนี้เป็นข้อเสนอ ให้มีการพัฒนาหรือการปฏิรูปจากจุดแข็งของเรา จุดแข็งของเราก็คือพัฒนาหรือปฏิรูป บนฐานวัฒนธรรม วัฒนธรรมในที่นี้คือวิถีชีวิตของผู้คนกลุ่มหนึ่งในสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่ง ก็กลายมาเป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ฉะนั้นข้อเสนอนี้ เป็นข้อเสนอต่อยอดจากวัฒนธรรมที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นจะเป็นข้อเสนอเป็นทิศทางที่จะมี ความยั่งยืน ผมจะขออภิปรายสนับสนุนอย่างน้อย ๓ ประเด็นด้วยกัน ส่วนเรื่องข้อเสนอ ในเรื่องเชิงจัดการเรื่องต่าง ๆ คงเสนอได้เป็นเฉพาะเรื่องหลักการเท่านั้น

ประเด็นแรก ที่ผมอยากจะเสนอก็คือว่าเรามีที่ตั้งที่ดีที่สุดในโลก ศาสตราจารย์อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ท่าน สปท. เพิ่มพงษ์ ก็พูดถึงนะครับ ท่านได้เคยชี้ บางประเด็น เรามีจังหวัดที่ติดชายแดนจากฝั่งทะเล ๒๓ จังหวัด นั่นก็หมายความว่า ๓-๔ จังหวัด มี ๑ จังหวัดติดชายทะเล การติดชายทะเลมีความหมายอย่างยิ่ง ระบบนิเวศจากขุนเขา ที่ราบ ป่าไม้ ชายทะเล ชายฝั่ง แล้วก็ทะเล อันนี้ระบบนิเวศ เชื่อมต่อกันสะท้อนให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ เรามี ๓๓ จังหวัดติดชายแดน กับเพื่อนบ้าน นั่นก็หมายความว่า ๒ จังหวัดหรือ ๓ จังหวัด มี ๑ จังหวัดติดชายแดน กับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนให้เห็นว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งการท่องเที่ยว แนวใหม่เป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเชิงวัฒนธรรม นอกจากเพื่อนบ้านจะหลั่งไหลมาแล้ว เรายังเป็นศูนย์กลางในการที่จะเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านที่เราชอบพูดกันเรื่องคอนเนกทิวิตี (Connectivity) ในโลกสมัยใหม่ เพราะฉะนั้นภาพของเราเป็นภาพที่อยู่ศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN) ของซีแอลเอ็มวี (CLMV) ภาพของเราเป็นภาพที่อยู่จุดเชื่อมระหว่างอารยธรรม ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกคืออินเดียและจีน และเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก คืออินเดียและจีน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอันดับ ๑ อันดับ ๒ และเป็น ประเทศที่ทะยานเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกทั้งจีนและอินเดียต่อไปในอนาคต ภูมิประเทศที่ตั้งอย่างนี้หาได้ยาก

ประเด็นที่ ๒ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมเชื่อว่าน้อยประเทศ ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีเท่ากับประเทศเรา ในช่วง ๒๐๐ กว่าปีที่ผ่านมาในยุคไล่ล่า อาณานิคมของฝรั่งเราก็รอดพ้นมาได้ด้วยทักษะพิเศษและความสามารถอันสูงยิ่งของ ชนชั้นนำ และในช่วง ๗๐ ปีรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านได้สร้าง ความสัมพันธ์อันดีและยกระดับประเทศที่ค่อนข้างล้าหลังที่ไม่มีคนรู้จักกลายเป็นประเทศ ที่มายืนแถวหน้าของโลกและมีความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจทุกมหาอำนาจ ไม่ว่า สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย อังกฤษ หรือยุโรป ญี่ปุ่น เราเชื่อมความสัมพันธ์ได้หมด อันนี้ ผมคิดว่าเป็นจุดแข็งที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ผมจำเป็นต้องขยายตรงนี้ก็เพราะว่าที่ท่านเสนอมา ท่านเสนออย่างถ่อมตนเกินไป ผมคิดว่างานของท่านเป็นงานระดับวิสัยทัศน์ งานระดับ ยุทธศาสตร์ชาติที่จะต้องร่วมกันผลักดันไป แล้วก็เป็นความสำคัญอันดับแรก ๆ ที่ประเทศ จะอยู่รอดได้

ประเด็นที่ ๓ เรื่องเศรษฐกิจ ท่านก็ได้พูดประเด็นนี้ไว้บ้าง แต่ตัวเลขเศรษฐกิจ ของนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มบอกว่ารายได้จากการท่องเที่ยวไม่ใช่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) หรอกครับ มันจะทะยานเข้าไปสู่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แล้วคาดการณ์ว่า ในอนาคตข้างหน้าจะเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ถ้าเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แล้วก็เท่ากับอุตสาหกรรม แล้วเรื่องอะไรที่เราจะไม่เน้นในจุดแข็งที่มีอยู่ แล้วเราจะอยู่ อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนด้วย ประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่มีความห่วงใยกันมาก เรื่องรายได้ ตรงนี้เราเป็นรายได้ที่ทั้งระดับมหภาคและไปถึงชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูด ประเด็นนั้นต่อไปถ้ามีเวลา รู้สึกเวลาจะเหลือน้อยเต็มทน อย่างไรก็ตามผมอยากจะเรียนว่า โดยสรุปเป็นข้อเสนอที่ต่อยอดจากฐานวัฒนธรรม เป็นวิสัยทัศน์ เป็นแผนพัฒนา เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับข้อเสนอที่มีลงรายละเอียดบ้างผมก็อยากจะเสนอว่า ภาครัฐซึ่งเมื่อวานนี้ท่าน สปท. นิกร จำนง พูดถึงนักอนาคตศาสตร์ อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ที่พูดถึงมิติความเร็วภาครัฐมีมิติความเร็วที่ช้าเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจที่มาทำเรื่องนี้ ผมคิดว่าจะมีประโยชน์กับประเทศชาติและชุมชนอย่างยิ่ง เพราะทักษะการบริหารจัดการ หรือบุคคลที่มีความสามารถที่สุดนั้นอยู่ในภาคนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ภาครัฐจะต้องทำก็คือ การปรับแก้กฎหมายซึ่งมิติความเร็วช้ามาก รวมทั้งการให้เครื่องมือ รวมทั้งมาตรการ ที่อำนวยความสะดวกที่จะเร่ง รวมทั้งขจัดอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงให้ธุรกิจเขาทำงานได้ เต็มศักยภาพและได้ถ่ายทอดทักษะการบริหารจัดการไปสู่ชุมชนท้องถิ่นในฐานล่าง เช่นเดียวกับข้อเสนอที่ให้ธนาคารออมสิน ธนาคาร ธ.ก.ส. ไปพัฒนาทักษะการจัดการให้กับ สถาบันการเงินฐานล่างที่กรรมาธิการชุดนี้เสนอ ผมคิดว่าต้องมุ่งเป้าไปตรงนั้น ส่วนเรื่องของ ภาคธุรกิจผมคิดว่าถ้าภาครัฐเปิดโอกาสอำนวยความสะดวกเขาจะไปของเขาเอง เพราะว่า ทักษะความสามารถมีสูงอยู่แล้ว ในส่วนของภาคชุมชน ประเด็นที่ท่าน สปท. ธานินทร์ ผะเอม ได้ชี้ก็คือความเป็นเจ้าของ หัวใจอยู่ตรงนั้นนะครับ เวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ ไม่ว่าประเทศต่าง ๆ ก็ดี ท้องถิ่นเขาจะเป็นคนบริหารจัดการ เขาจะเป็นเจ้าของ เขาจะปกป้อง ดูแลฐานทรัพยากรของเขาเอง ประเด็นที่เกิดเหตุการณ์ที่พูดกันเรื่อยที่อัมพวาในเอกสารนี้ ก็ระบุ กรณีหิ่งห้อยกับต้นลำพู เมื่อชุมชนไม่ได้เป็นเจ้าของ สิ่งที่เกิดขึ้นคือต้นลำพูก็ถูกโค่น เพราะไปรบกวนธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอะไรต่าง ๆ ของเขา แล้วเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการที่ จะดูแล เพื่อนที่อัมพวาบอกว่าร้านค้าทั้งหมดในนั้นมาจากกรุงเทพฯ ทั้งนั้น อันนี้เป็นปัญหา เป็นบทเรียนที่ผมคิดว่าเราสามารถศึกษาองค์ความรู้จากทั่วโลก รวมทั้งองค์ความรู้ ในประเทศด้วย ประเด็นที่รัฐจะต้องสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นที่มีการท่องเที่ยวโดดเด่น เป็นเรื่อง ๆ ต้องเชื่อมโยงให้เขาได้ถ่ายทอด แลกเปลี่ยน เรียนรู้ประสบการณ์ความรู้ และดูงานซึ่งกันและกัน รวมทั้งการเร่งรัดพัฒนาระบบไวไฟ (WiFi) ตรงนี้จะทำให้มิติ ความเร็วของชุมชนฐานล่างในเรื่องการท่องเที่ยวเชื่อมกับภาคธุรกิจ มีมิติความเร็วที่เร็วขึ้น และสามารถรองรับตอบสนองกับนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่อยากจะมาเที่ยวประเทศไทย ทุกประเทศที่ผมได้เอ่ย ไม่ว่าประเทศจีน หรือแม้กระทั่งประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศ ที่จะมีการสำรวจคือมุสลิมตะวันออกกลาง ปรากฏว่าประเทศทั่วโลกที่เขาอยากมาที่สุด คือประเทศไทย นี่คือจุดแข็งที่สุดของเรา ถ้าเราสามารถนำข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจทั้ง ๓ เรื่อง รวมทั้งอาจจะเพิ่มเติมมากกว่านี้ มีการปฏิรูประบบอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าประเทศเราจะมีอนาคตอย่างยั่งยืน ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเรียนเชิญท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกสมาคมอุตสาหกรรม เซลล์แสงอาทิตย์ เรียนเชิญค่ะ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลำดับที่ ๕๓ หัวข้อที่ผมอยากจะขออนุญาตอภิปรายเสริมในการปฏิรูป เรื่องการท่องเที่ยวทั้งระบบ ในวันนี้ก็อยากจะขอเสนอให้มีการบริหารจัดการการท่องเที่ยว ของชุมชนขึ้นมาทั่วประเทศ ผมเชื่อมั่นว่าในประเทศไทยไม่ว่าจะในเมืองหลวงคือ กรุงเทพมหานคร หรือต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่ เมืองเล็ก แต่ละชุมชนต้องมี สิ่งที่ดี ๆ ที่จะโอ้ ที่จะอวด ที่จะขาย ที่จะมีอาหารอร่อย ที่จะให้ชิมมีกันเยอะมาก แนวทางการปฏิรูปที่ผมเสนอก็คือให้แต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหอการค้า หรือว่า สภาหอการค้าร่วมกันจัดทำถนนคนเดินแดนสวรรค์ ชื่อเพราะนะครับ ถนนคนเดินมีเยอะจริง แต่ว่าข้อเสียที่ผ่านมานั้นก็คือเดินแล้วร้อน เดินแล้วฝนตกแล้วต้องหนีฝนก็น่ามีหลังคา กั้นให้ นี่ครับเลยใช้คำว่าถนนคนเดินแดนสวรรค์ ในประเทศญี่ปุ่นเขามีศัพท์เวลาเราจะไป ประเทศญี่ปุ่นไปถามได้เลยครับ บอกว่าจะขอเดินชอปปิง (Shopping) ที่เดินแล้วไม่ร้อน ไม่เปียกฝน เขาก็เรียกว่าเทงโงกุ เทงโงกุ แปลว่าแดนสวรรค์ เทงโงกุ โนะ มิจิ มิจิ แปลว่า ถนน ถนนคนเดินแดนสวรรค์ ผมเชื่อว่าถ้าหากเราสามารถจัดทำรูปแบบการท่องเที่ยว แบบนี้ได้จะทำให้ชุมชนสามารถขายสินค้าแล้วจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว มาได้เยอะมากเลยครับท่านประธาน ในกรุงเทพมหานครตัวอย่างถนนคนเดินแดนสวรรค์ ที่มีหลังคาผมยังหาไม่เจอว่าอยู่ที่ตรงไหน เคยมีคนบอกว่าให้ไปดูที่สำเพ็งก็ไม่ใช่ครับ สำเพ็งถนนก็แคบ เดินก็แออัด อยากจะได้ถนนที่แบบโอ่โถงเดินสบาย ๆ ครอบครัวจูงมือกันไป เหนื่อยตรงไหนก็พักรับประทานอาหารตรงนั้น ผมนั่งดูแผนที่แล้วในกรุงเทพมหานคร ยกตัวอย่างไม่ได้โฆษณาแทนเขา ซอยธนิยะก็เป็นไปได้ สยามสแควร์ก็เป็นไปได้ ถนนข้าวสาร ก็เป็นไปได้ พาหุรัดก็ปรับปรุงเสีย สำเพ็งก็ปรับปรุง ถนนเจริญกรุงก็ใช่ เยาวราชก็ใช่ แม้แต่กระทั่งบริเวณที่คิดไม่ถึงผมก็คิดว่าน่าจะพัฒนาเป็นถนนคนเดินแดนสวรรค์ได้ ก็คือซอยรางน้ำ คือจัดเป็นถนนที่ห้ามไม่ให้รถเข้า แล้วก็มีหลังคาคลุมเสียให้เรียบร้อย ระยะทางเดินอาจจะสัก ๒๐๐ เมตรถึง ๕๐๐ เมตรข้อดีของถนนคนเดินแดนสวรรค์ ข้อ ๑ ส่งเสริมให้มีการเดินออกกำลังกาย เดินจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง สมมุติว่าไกล ๕๐๐ เมตร ไปกลับก็ ๑ กิโลเมตรแล้ว ไม่ร้อนด้วย ไม่เปียกฝนด้วย ข้อ ๒ ไม่ต้องติดแอร์ ไม่ต้องเปลืองพลังงาน ถือว่าเป็นการอนุรักษ์พลังงานไปในตัว ข้อ ๓ เป็นการส่งเสริมกิจการของร้านค้าย่อย ปัจจุบันนี้ ในเมืองใหญ่ ๆ จะมีห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าเยอะแยะมากมาย เป็นการกระจุก ของร้านค้า แต่ถ้าเรากระจายไปชุมชนเขาก็จะมีทางที่จะได้โฆษณาสินค้าของตัวเอง แล้วก็ยังส่งเสริมวิถีชุมชนที่มีอยู่ ถนนคนเดินแดนสวรรค์ถ้าเป็นชุมชนขนาดเล็กก็คงมีอยู่บ้าง ก็ต้องขอชื่นชม เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมก็ไปถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ไปเดินที่ตลาดสามชุกร้อยปี นั่นละครับ แบบนั้นที่เดินแล้วสบาย ๆ มีสินค้าไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า สินค้าพื้นเมือง อาหารขนม อร่อยแบบไทย ๆ ตลาดน้ำต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดน้ำดอนหวายหรืออื่น ๆ แม้แต่กระทั่ง ถ้าไปที่หาดใหญ่ อย่างเช่นถนนนิพัทธ์อุทิศ ๓ หรือที่เขาเรียกว่าสาย ๓ ติดหลังคาทั้งถนนเลย ยกตัวอย่างแบบนั้น หัวหินก็เช่นเดียวกัน แต่ละท่านเวลาไปหัวหินก็คงไปเดินตลาดโต้รุ่ง ตลาดโต้รุ่งนี่ก็แปลกมหัศจรรย์นะครับ พอกลางวันรถวิ่ง พอตกห้าโมงเย็นกลายเป็นถนนคนเดิน ไม่ต้องไปเก็บของเข้าออก ๆ ทุกวันทำหลังคาโค้ง ๆ ให้คนได้เดินสบาย ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เชียงใหม่ พัทยา หัวหิน หาดใหญ่ หรืออื่น ๆ เยอะแยะมากมาย แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ผมเชื่อว่า จะสร้างรายได้มหาศาลให้กับชุมชน ผมจำได้ว่าเวลาผมไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นสถานที่แรก ที่จะไปก็คือถนนคนเดินแดนสวรรค์ ซัปโปะโระเขาก็มีชื่อชอปปิงเซ็นเตอร์ (Shopping Center) ทะนุกิ ไปฟุกุโอะกะ ก็มีชื่อคาวาบาตะ ไปเกียวโตก็มีชื่อชิโจ หรือโอซะกะหลายท่านคงรู้จัก หรือชื่อนัมบะ แบบนี้เป็นต้น ให้มันโด่งดังไปทั่วโลก นักท่องเที่ยวมาเมืองไทยไม่จำเป็นต้อง ไปขึ้นห้างสรรพสินค้า ให้เขาไปถนนคนเดินแดนสวรรค์แบบนี้ เพราะฉะนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องขอความร่วมมือจากชุมชนท้องถิ่นที่จะต้องเสียสละพื้นที่ถนนกัน แล้วก็หอการค้า ให้มีความร่วมมือกัน สั้น ๆ เท่านี้ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุดท้าย ท่าน พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียนเชิญค่ะ

พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลำดับที่ ๓๙ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชม คณะกรรมาธิการที่ได้นำเสนอเรื่องนี้ คงไม่ต้องพูดกันยาวว่าความสำคัญของการท่องเที่ยวนี้ มีประโยชน์ต่อประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง เป็นแหล่งที่นำรายได้สู่ประเทศ เพราะฉะนั้น ในประเด็นที่ผมจะพูดถึงผมก็คงจะพูดแบบง่าย ๆ ว่าเอาเพื่อนเรา หรือตัวเราเอง หรือคนต่างชาติเอง ถามว่าทำไมถึงอยากมาเที่ยวประเทศไทย คนต่างชาติก็จะชอบว่า ๑. อาหารเราดี สะอาด ๒. คนไทยอาจจะเป็นลำดับแรก นิสัยดี ต้อนรับแขก ๓. เรามีสิ่งรองรับในเรื่องโรงพยาบาล เรื่องความปลอดภัยที่อยู่ในเกณฑ์สูงเป็นที่พอใจ เพราะฉะนั้นของเราเองที่จะจัดประชุม นานาชาติเป็นคู่แข่งที่สำคัญสำหรับประเทศอื่น ๆ เพราะเรามีดีเราต้องยอมรับ แม้กระทั่ง ในเรื่องการใช้เครดิตการ์ด (Credit Card) ต่าง ๆ กรุงเทพฯ เรานี่ก็ติดอันดับ ประเทศเรา ติดอันดับ ถามคำถามง่าย ๆ ว่าเราอยากไปเที่ยวพัทยาไหม เราอยากจะไปเที่ยวเชียงใหม่ไหม เราอยากจะไปเที่ยวสุพรรณบุรีไหม หรือจะไปเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานีบ้านผมไหม ถามว่า ทำไมถึงอยากจะไป แล้วผมก็ไปถาม สปท. หลาย ๆ คน ได้เอ่ยถึงว่าในท้องถิ่นนี่ เผอิญผม กลับบ้านเดือนละหน ผมจะมีโอกาสเจอหอการค้า เจอสภาอุตสาหกรรม เจอพวกชุมชน ภาคประชาสังคม ถามว่าคุณมีอะไรที่จะดึงดูดใจเขามาเที่ยวจังหวัดเรา เพราะการที่จะไป เที่ยวที่ไหนแห่งแรกว่า ๑. เดินทางเป็นอย่างไร ๒. ไปแล้วที่พักเป็นอย่างไร อาหารการกิน เป็นอย่างไร สถานที่ท่องเที่ยวเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นด้วยก็ในเอกสารของกรรมาธิการ ได้เสนอแล้วว่าต้องพื้นที่หรือชุมชนนั่นละครับ ชุมชนจะต้องเข้มแข็ง ไม่อย่างนั้นเราจะตอบ คำถามเหล่านี้ได้อย่างไร ผมเคยแนะนำว่าผมเป็นคนชอบกินก๋วยเตี๋ยว ผมว่าร้านก๋วยเตี๋ยว อร่อยที่สุดของอุบลราชธานีมีที่ไหนบ้างที่กินได้ ถ้าบอกไก่ย่าง ส้มตำที่ไหนบ้าง เอาคำตอบ พื้น ๆ นี้ก่อน โอเค (Okay) โรงแรมอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แล้วสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ล่ะ มีชุมชน ไปพัฒนาแล้วหรือยัง เพราะฉะนั้นเอกสารของท่านตอบคำถามเหล่านี้แต่เพียงว่าท่านจะลงไป จัดหาเจ้าภาพ อย่างที่ สปท. หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าจะให้มีเจ้าภาพที่เข้มแข็ง ในชุมชนเพื่อทำชุมชนให้เข้มแข็งได้อย่างไร ตัวนี้สำคัญที่สุด ให้เขามีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ วันก่อนผมตกใจ ขออนุญาตเอ่ยนาม เผอิญคุณหญิงหมอพรทิพย์เอาซองผ้าป่ามาให้ผม บอกว่าจะไปทอดผ้าป่าที่อุบลราชธานี วัดบูรพา ผมก็นึกได้แล้วว่าวัดบูรพานั้นเคยเป็นถิ่น ที่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เคยจำวัดอยู่ มีการสร้างอยู่ ผมมีความรู้สึกอาย ๆ เหมือนกันว่า ทำไมคนอุบลราชธานีเราน่าจะร่วมเป็นเจ้าภาพแล้วก็ทำด้วย ปกติผมก็ไปอยู่แล้ว ผมก็ไปเที่ยว เพราะเมื่อ ๒ เดือนที่แล้วผมไปประชุมกับภาคประชาสังคม เขาประชุมเกี่ยวกับเรื่องเพื่อที่จะ ยกย่องพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่เป็นเกจิอาจารย์ด้านวิปัสสนาอันดับหนึ่งของประเทศไทย เราที่มีลูกศิษย์ ไม่ว่าจะเป็นพระอาจารย์ชา พระอาจารย์ฝั้น หลวงปู่แหวน ทั้งหมดนี้ดังไปทั่วโลก ไป ๆ มา ๆ ผมก็เสนอในที่ประชุมว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ควรจะตั้งสถาบันการศึกษาว่าด้วยศาสตร์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เพื่อให้เป็นเรื่องเป็นราวว่า พระอาจารย์มั่นมีอะไร อันนี้คือสิ่งดี ๆ ผมถือว่าเป็นต้นทุนของจังหวัดนั้น เพราะฉะนั้น วกกลับมาคำถามว่าที่ท่านกรรมาธิการจะต้องลงไปดูก็คือท่านก็ทราบอยู่แล้วต้องไปหาจริง ๆ ว่าต้นทุนในแต่ละชุมชนในแต่จังหวัดของตัวเองมีอะไรบ้าง มีสิ่งดี ๆ อะไรบ้างที่จะดึงดูด การท่องเที่ยว เพราะบุคคลปัจจุบันนี้หลากหลายมาก มีธรรมะทัวร์ (Tour) ไปจังหวัดทางอีสาน เยอะนะครับ เพราะว่าแต่ละคนอยากจะไปเที่ยวก็มีจุดมุ่งหมายต่างกันที่จะไปเที่ยว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องเจ้าภาพกับเรื่องชุมชนต้องเป็นหลัก สิ่งที่ ๒ ก็คือองค์ความรู้ ที่ท่านพูดมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตลักษณ์ เรื่องการใช้ดิจิทัล เทคโนโลยีมาช่วยในการเชื่อมโยง สำคัญที่สุดว่าอัตลักษณ์ในด้านวัฒนธรรมนี้ที่หลายท่านอภิปรายไปแล้วเป็นแหล่งกำเนิด สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องสร้างใหม่ เพียงแต่รื้อฟื้นขึ้นมาอย่าให้หายไป หรือแม้กระทั่งกรรมาธิการ ด้านเศรษฐกิจก็เคยนำเสนอไปแล้ว เรื่องการปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีลักษณะพิเศษประจำท้องถิ่น ปัจจุบันนี้หายไป ถ้าเราอยากกินข้าวเหนียวมะม่วง ตอนนี้เราจะได้กินข้าวเหนียว กับมะม่วงน้ำดอกไม้แทบจะเป็นพันธุ์เดียวที่ถูกบังคับให้กินเพราะในตลาดเป็นอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่เราก็มีมะม่วงสุกพันธุ์อื่น ๆ อีกเยอะแยะมากเลย โดยเฉพาะบางคนอาจจะชอบหวาน อย่างเดียว บางคนอาจจะชอบหวานอมเปรี้ยว เราต้องรื้อฟื้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา มีความหลากหลาย รวมทั้งพันธุ์ข้าวที่ สปท. บางท่านก็อภิปรายไปแล้ว ที่มีคุณภาพทางอาหาร เยอะแยะประจำถิ่น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องมี เพื่อนผมไปฮาร์บิน เขาเอาข้าวมาฝากผม แพ็กกิง (Packing) เสียอย่างดี คิดแล้วตกครึ่งกิโลกรัมประมาณเกือบ ๑๐๐ หยวน เพราะที่นั่น บนภูเขาอากาศหนาว เขาทำนาได้ปีละครั้ง แต่เขามีวิธีเพิ่มมูลค่าของเขาว่าข้าวชนิดพิเศษ ปลูกจากแหล่งนี้ ของเราขาดสิ่งเหล่านี้ แน่นอนในการจะปฏิรูปสิ่งเหล่านี้ ในการที่จะสร้าง สิ่งเหล่านี้มาขาดองค์ความรู้ไม่ได้ โดยเฉพาะจากสถาบันการศึกษาหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น สุดท้ายเรื่องไมนด์เซต (Mindset) ที่ผมอยากจะทำความเข้าใจและปลูกจิตสำนึก แน่นอน สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในพื้นฐานจิตใจของคนไทยเราอยู่แล้วว่าแขกมาบ้านเราต้อนรับแขก ด้วยลักษณะที่ให้เกียรติดูแลให้ดี อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่คนไทยมีอยู่ในพื้นฐาน ทำไมเราถึงจะรื้อฟื้น สิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ว่าเขามา เขาเป็นแขกของเราต้องดูแลทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความปลอดภัย ที่หลับที่นอน ที่กินพวกเหล่านี้ ความสะดวกทุกอย่าง เหล่านี้เป็นสิ่งที่เรา ต้องรื้อฟื้นขึ้นมา ของเรามีอยู่แล้ว ผมคงจะใช้เวลาเพียงแค่นี้ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เป็นอันว่าสมาชิกได้อภิปรายกันมาพอสมควรแล้วนะคะ ดิฉันขอปิด การอภิปราย และขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิก เรียนเชิญค่ะ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้ง ๑๖ ท่าน ที่ได้กรุณา สนับสนุนและให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ รวมถึงสมาชิกทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ที่ได้สนับสนุนอยู่ในใจ สิ่งที่ท่านได้นำเสนอนั้น คณะกรรมาธิการจะได้นำไปปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้มีความสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ ที่ท่านได้เสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ท่องเที่ยวเชิงศิลปะ วัฒนธรรม เชิงศาสนา เชิงกีฬา ศิลปะ การต่อสู้ หรือแม้กระทั่งประสบการณ์การท่องเที่ยวทางรถไฟ การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ท่านได้เสนอแนะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการดูแลนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยว ประเทศไทยด้วยความมั่นใจและมีความสุข ท่านได้เสนอให้มีการอำนวยความสะดวกให้กับ ผู้สูงอายุและคนพิการ ท่านได้เสนอให้ความสำคัญในการบูรณาการเรื่องของการศึกษา และการวิจัย เชื่อมกับเรื่องของการท่องเที่ยว ท่านได้เสนอให้มีการกระจายการมีส่วนร่วม และที่สำคัญที่สุดท่านเสนอให้มีการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว บางท่านถึงกับเสนอว่าให้ทุกกระทรวงมีบทบาทส่วนหนึ่งในเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ และที่สำคัญที่สุดก็คือท่านได้เสนอว่าการท่องเที่ยว ที่เป็นการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมหรือการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึงนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ให้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวตกอยู่กับชุมชน ท่านได้เสนอให้สร้างเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง และให้ชุมชนนั้นเองเป็นเจ้าภาพหลักในการท่องเที่ยว เพราะมิเช่นนั้นแล้วชุมชนก็เป็นเพียง ทางผ่านของการท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยว เป็นเพียงทางผ่านของนักธุรกิจจากต่างถิ่น ที่เข้าไปใช้ประโยชน์จากชุมชนนั้น เพราะฉะนั้นข้อเสนอในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับชุมชน ให้ชุมชนเป็นเจ้าของที่แท้จริงของการท่องเที่ยวนั้นก็จะนำไปสู่การบรรลุผล ซึ่งเจตนารมณ์ของการนำเสนอในเรื่องนี้ที่ต้องการให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ที่ต้องการให้ทุกฝ่าย ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมแบ่งปัน ผมขอขอบคุณข้อเสนอทั้งหมดไว้ ณ โอกาสนี้แล้วจะนำไป ปรับปรุงรายงานร่วมกับคณะกรรมาธิการเพื่อทำให้รายงานฉบับนี้มีความสมบูรณ์ต่อไป ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ครั้งนี้คงจะเป็นรายงานครั้งสุดท้ายที่ผม จะได้เสนอในฐานะของประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ผมจึงขออนุญาตรายงานท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าการดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจนั้นดำเนินการ ๔ ด้านด้วยกัน ก็คือ ด้านการเงิน การคลัง ด้านเศรษฐกิจกระแสใหม่ ด้านอุตสาหกรรมและบริการ และด้านการเกษตร

ในเรื่องของเศรษฐกิจการเงิน การคลังนั้น นำโดยท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ได้ทำ เรื่องที่สำคัญก็คือเรื่องการปฏิรูประบบเกษตรพันธะสัญญาให้เป็นธรรม เรื่องการประกันภัย ภาคเกษตร เรื่องธนาคารที่ดิน เรื่องสถาบันการเงินชุมชน เรื่องการให้ความรู้ทางการเงิน แก่ประชาชน

เรื่องเศรษฐกิจกระแสใหม่ นำโดยท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ท่านได้สร้าง มิติใหม่ของการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการกระจายความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ โดยการเสนอในเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เศรษฐกิจ ดิจิทัล เศรษฐกิจเพื่อสังคม เศรษฐกิจผู้สูงวัย รวมทั้งในเรื่องของการปฏิรูประบบทรัพย์สิน ทางปัญญา และเครื่องมือทางด้านการเงิน การคลังเพื่อที่จะรองรับการปฏิรูปเศรษฐกิจ ดังที่ได้กล่าวแล้ว

ในเรื่องของอุตสาหกรรมและการบริการนั้นมีเรื่องสำคัญ ๒ เรื่อง ก็คือ เรื่องของการปฏิรูประบบโลจิสติกส์ (Logistics) และการปฏิรูปในเรื่องของการท่องเที่ยวที่ได้ นำเสนอในวันนี้ ซึ่งนำโดยท่านมนู เลียวไพโรจน์ และท่านกลินท์ สารสิน

ส่วนในเรื่องของเกษตรนั้น นำโดยท่านเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ได้ทำในเรื่องของ การปฏิรูประบบข้าวอย่างยั่งยืน เรื่องนำร่องข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์ เรื่องของการจัดการข้าว โดยระบบสหกรณ์

ทั้งหมดเหล่านี้ที่ได้ทำในนามของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ ก็เพื่อให้ การปฏิรูปเศรษฐกิจนี้พ้นจากกับดักของรายได้ปานกลาง ให้พ้นจากกับดักของความเหลื่อมล้ำ ให้พ้นจากกับดักของการมีสิ่งแวดล้อมที่ทรุดโทรม ซึ่งก็คือเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจที่นำไปสู่ ความยั่งยืน การพัฒนาที่ยั่งยืนนั่นเอง ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณประธานอนุกรรมาธิการ ทั้ง ๔ ท่าน คือ ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ท่านมนู เลียวไพโรจน์ ท่านเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รวมทั้งกรรมาธิการทุกท่านที่อยู่ในคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ อนุกรรมาธิการทุกท่าน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ได้เป็นกำลังสำคัญในการเสนอรายงาน เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจของคณะกรรมาธิการได้เสร็จสิ้นลงด้วยดี ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนในการทำให้การนำเสนอรายงานมีความสะดวก ที่สำคัญคือขอบคุณ ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ที่ได้ให้โอกาสในการนำเสนอ ให้เวลาในการนำเสนอ และที่สำคัญก็คือสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านที่ได้กรุณาแสดงความคิดเห็น ให้การสนับสนุน ให้กำลังใจ ให้การรับรอง ให้ความเห็นชอบ การที่ได้มีโอกาสเข้ามาในสภาแห่งนี้ผมมีอยู่ ๒ ประการที่อยากจะเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับท่านสมาชิกผู้มีเกียรติว่าผมได้รับความรอบรู้ มากมายมหาศาลจากการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ผมได้รับมิตรภาพที่อบอุ่นจากสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมจะจดจำสิ่งเหล่านี้ไว้ตราบนานเท่านาน ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ บรรยากาศของสภานับจากตอนนี้ต่อไปก็คงจะบรรยากาศ คล้าย ๆ กับที่ประธานกรรมาธิการ หรือสมาชิกบางท่านจะขึ้นมากล่าวลากัน ค่อย ๆ ทยอย ไปปฏิบัติหน้าที่กันนะคะ ก็ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจที่ได้กรุณา ทำหน้าที่มาอย่างดียิ่ง และทำหน้าที่สมบูรณ์อย่างยิ่ง เป็นอันที่ว่าที่ประชุมได้พิจารณา รายงาน เรื่อง “การปฏิรูปการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน (Inclusive Tourism)” แล้วนะคะ ก่อนจะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ มีสมาชิกยังทยอยเข้ามาอยู่นะคะ เดี๋ยวรอสักครู่ ด้านหลังไม่ต้องรีบ ยังรออยู่ค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยหรือยังคะ ไม่มีสมาชิกทยอยมาอีกแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลได้ค่ะ รออีก ๑ ท่านค่ะ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมเป็น ๑๖๒ ท่าน มีท่านรองประธานอลงกรณ์อีก ๑ ท่าน มีอีก ๑ ท่าน เชิญค่ะ ทั้งหมดเป็น ๑๖๔ ท่าน เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “การปฏิรูป การมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน (Inclusive Tourism)” หรือไม่ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิบ้างไหมคะ เรียบร้อยแล้วนะคะ ขอปิด การลงคะแนนและขอผลคะแนนค่ะ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี ยินดีด้วยนะคะ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง “การปฏิรูปการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืน (Inclusive Tourism)” แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา ดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจแล้ว ขอขอบพระคุณกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่านค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

ระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง เรื่อง การปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา ขอเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง “การปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา” ต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณาดังต่อไปนี้

ตามรายงานฉบับนี้เป็นรายงานฉบับสุดท้ายของคณะกรรมาธิการ เป็นเรื่อง ของการปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา ที่คณะกรรมาธิการเห็นว่าเป็นส่วนงานของรัฐสภา ซึ่งได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรายงานรวมของรัฐสภา ที่ผ่านมาไม่มีโอกาสมากนัก ที่จะมีข้อเสนอในการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานในรัฐสภา เนื่องจากรัฐสภา มีอำนาจหน้าที่ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศ ดังนั้นการปฏิบัติงานของหน่วยงานในรัฐสภาเอง จึงควรต้องมีการหันกลับมามองตัวเองเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งมีข้อเสนอหลายเรื่องหลายประการ โดยคณะกรรมาธิการได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นมาในรายงานฉบับนี้ ซึ่งมีท่านนรรัตน์ พิมเสน เป็นประธาน อนุกรรมาธิการ และมีอนุกรรมาธิการ มีข้อเสนอหลายประการ รวมทั้งคณะกรรมาธิการ ก็ได้เสนอแนะเพิ่มเติมอีกหลายประการเช่นเดียวกันเพื่อให้รายงานนี้สมบูรณ์ขึ้น ในส่วนรายงานฉบับนี้เป็นรายงานโดยมีเจตนาความตั้งใจที่ต้องการให้ในส่วนงานของรัฐสภา หรือในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับงานรัฐสภาได้พัฒนาปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนปัญหาที่ผ่านมา กรรมาธิการก็ได้นำเสนอเพื่อจะแก้ปัญหาในด้านต่าง ๆ หรือในเรื่องต่าง ๆ และที่สำคัญอย่าง น้อยที่สุดต้องการให้รายงานฉบับนี้เป็นภาพสะท้อนในเรื่องของการรักษาผลประโยชน์ ของประเทศชาติของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกกฎหมาย ในเรื่องเกี่ยวกับ การทำหน้าที่ การให้ประชาชนมีส่วนร่วม รวมทั้งการเป็นตัวอย่างในการประหยัดงบประมาณต่าง ๆ หลายส่วนที่กรรมาธิการได้เสนอ ดังนั้นรายงานฉบับนี้จึงขออนุญาตท่านประธานอนุญาตให้ กรรมาธิการหลายท่านได้รายงานต่อที่ประชุมแห่งนี้ โดยเริ่มจากท่านนรรัตน์ พิมเสน ประธานอนุกรรมาธิการที่จัดทำรายงานดังกล่าว ขออนุญาตท่านประธานครับ

เรียนเชิญท่านนรรัตน์ พิมเสน รายชื่อที่ท่านส่งมาผู้ชี้แจงมีประมาณ ๑๐ กว่าท่าน จะพูดทั้งหมด ๑๐ กว่าท่านไหมคะ ครบไหมคะ ไม่ถึงนะคะ เชิญท่านนรรัตน์ก่อนคะ

นางนรรัตน์ พิมเสน กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ดิฉัน นรรัตน์ พิมเสน ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา ท่านประธานเสรี สุวรรณภานนท์ ก็ได้เรียนให้ ทราบถึงความเป็นมา เหตุผล ความจำเป็นที่คณะกรรมาธิการจำเป็นจะต้องมีการศึกษา ในเรื่องการปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภาให้ท่านได้ทราบแล้ว ดิฉันก็ขออนุญาตที่จะเข้าไป ในประเด็นเนื้อหาของรายงานเลยนะคะ ในรายงานฉบับนี้คณะกรรมาธิการได้กำหนด ประเด็นในการปฏิรูปเอาไว้ทั้งหมด ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ เป็นการปฏิบัติงานของสมาชิก รัฐสภา ส่วนที่ ๒ เป็นการปฏิบัติงานในหน่วยงานสังกัดรัฐสภา แล้วก็ส่วนที่ ๓ จะเป็น ข้อเสนอแนะในส่วนของรัฐสภาแห่งใหม่ ประเด็นในส่วนที่ ๑ จะขออนุญาตเรียนก็คือ การปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภาเราก็จะแบ่งออกเป็น ๓ ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกก็จะ เป็นเรื่องของการปฏิบัติภารกิจแล้วก็อำนาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาตามบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งหัวข้อต่าง ๆ ก็จะมีท่านสมาชิกในฐานะกรรมาธิการจะได้เรียนชี้แจงให้ท่านได้ทราบ ลงไปในรายละเอียดในบางเรื่อง ถ้าเรื่องใดมีท่านสมาชิกที่จะชี้แจงอภิปรายอยู่ แล้วก็ขออนุญาตที่จะไม่ลงในรายละเอียดค่ะ

ประเด็นที่ ๑ ในการปฏิบัติภารกิจและอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ

เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องที่มาของประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ประธานวุฒิสภา บางครั้งอาจจะเห็นว่าไม่เป็นกลาง ซึ่งในเรื่องนี้ท่านนิกร จำนง จะได้ชี้แจงในรายละเอียด

เรื่องที่ ๒ เรื่องของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ถ้าท่านจะเห็น หลัง ๆ นี้ ท่านสมาชิกจะมีการสงวนคำแปรญัตติ กรรมาธิการก็สงวนความเห็นไว้อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติที่มีความสำคัญแล้วก็ซับซ้อน ทำให้เสียเวลาจะต้องมานำเสนอ และอภิปรายกันในที่ประชุมสภา หากท่านสมาชิกลงมติที่จะเห็นด้วยกับการแปรญัตตินั้น ก็ต้องมีการแก้ไขตัวกฎหมายอย่างทันท่วงทีในที่ประชุมสภา ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิด ความไม่รอบคอบ บางครั้งไปกระทบกฎหมายฉบับอื่น เพราะฉะนั้นจึงเป็นปัญหา แนวทางแก้ไข จะมีท่านสมาชิกได้กรุณาชี้แจงค่ะ

เรื่องที่ ๓ เป็นการปฏิบัติงานของคณะกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการก็จะมี ปัญหาในเรื่องการทำงานซ้ำซ้อน ตัวกรรมาธิการเองก็ไม่ได้มีความรู้ความสามารถที่ตรงกับ เรื่องความรับผิดชอบ อำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการที่ตนดำรงอยู่ก็มี ก่อให้เกิดปัญหา ในการทำงานของคณะกรรมาธิการคณะนั้น ๆ

เรื่องที่ ๔ เรื่องของการตั้งกระทู้ถาม จริง ๆ แล้วเป็นกลไกสำคัญในการที่จะ ควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่ว่าการตั้งกระทู้ถามก็ไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากว่าเมื่อบรรจุระเบียบวาระเรื่องกระทู้ถามไปแล้วก็จะมีการเลื่อนกระทู้ถามออกไป จนกระทู้ด่วนนั้นไม่กลายเป็นกระทู้ด่วน ก็ทำให้การทำงานของสภาไม่เกิดประสิทธิภาพ

เรื่องที่ ๕ การอภิปรายไม่ไว้วางใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็คง จะเคยได้ยินได้ฟังแล้ว เหมือนกับว่าท่านก็ได้อภิปรายกันด้วยเนื้อหาข้อมูลที่ดุเดือดเผ็ดร้อน ก็น่าจะนำไปสู่การลงมติไม่ไว้วางใจได้ แต่ปรากฏว่าพอเอาเข้าจริง ๆ มติเสียงข้างมาก ก็ไม่สามารถที่จะลงมติไม่ไว้วางใจได้ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าสภานั้นกำลังเล่นละครให้ดู หรือเปล่า

เรื่องที่ ๖ จะเป็นเรื่องของคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานของ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จริง ๆ แล้วทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะมีการปฏิบัติ ตามอำนาจหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณากฎหมาย การตั้งกระทู้ถาม การเสนอญัตติ หรือประเด็นต่าง ๆ แต่เมื่อดำเนินการไปแล้วไม่มีหน่วยงานใดที่จะทำหน้าที่ ติดตามการปฏิบัติงานอย่างจริงจังเพื่อที่จะให้ไปสู่ความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ได้ ก็คงจะมีแต่ ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาที่มอบหมาย หน้าที่ให้ แต่ก็ไม่ได้เป็นการที่จะไปลงติดตามในเชิงลึก ก็จะติดตามไปว่าตอนนี้เรื่องนี้สถานะ อยู่ที่จุดใด หน่วยงานใด ก็จะเป็นเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่ทางรัฐสภาขาดข้อมูลสิ่งเหล่านี้ ในการประกอบการพิจารณาต่าง ๆ ก็จะทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้แล้วขออนุญาตเรียนว่าจริง ๆ แล้วในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือในกฎหมายอื่นก็จะมีการบัญญัติไว้ กำหนดไว้ให้ส่วนราชการตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กร อิสระจะต้องรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี ในหน่วยงานอื่นก็มีตามกฎหมายต่าง ๆ รายงานเหล่านี้ก็ไม่ได้มีใครวิเคราะห์ พอมาถึงสภาทั้งสองก็ไม่ได้มีหน่วยงานใดช่วยวิเคราะห์ ให้ข้อมูล ให้ความคิดเห็น เพื่อจะนำไปสู่การติดตาม ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ เพราะฉะนั้นในครั้งนี้ก็จะเสนอวิธีการในการที่จะมีการติดตามการดำเนินงานของทาง สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ทางวุฒิสภา

เรื่องที่ ๗ ที่เรานำเสนอ ก็คือการรักษาระเบียบและความเรียบร้อย ในที่ประชุมสภา ที่ผ่านมาท่านก็คงจะเคยได้เห็นภาพเมื่อเวลาที่มีการประท้วง หรือมีเหตุ ภายในที่ประชุมสภา ประธานของที่ประชุมสภานั้นได้ใช้อำนาจสั่งให้สมาชิกออกจาก ห้องประชุม ออกจากที่ประชุม จนกระทั่งไปถึงขั้นที่ให้ตำรวจรัฐสภานำตัวออกไป ท่านก็จะเห็นความวุ่นวาย แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของประธานในที่ประชุมได้เลย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็สมควรที่จะได้มีการแก้ไข โดยเราก็ได้คิดเห็นว่าสมาชิกที่ทำให้เกิด ความวุ่นวายแล้วก็ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของประธาน ตลอดจนสมาชิกท่านอื่น ๆ ที่มาช่วย ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจรัฐสภา เราก็เห็นว่าควรที่จะได้รับการพิจารณาในเรื่อง ผิดประมวลจริยธรรมเพราะถือว่าทำให้สภาวุ่นวายแล้วก็เกิดความเสียหาย เสียเวลา ในการประชุม ตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเองก็ควรที่จะได้รับการอบรมทั้งด้านทฤษฎี แล้วก็ทั้งด้านปฏิบัติเพื่อให้สามารถระงับเหตุวุ่นวายที่เกิดจากบุคคลที่มีอำนาจเหนือก็คือ สมาชิก

เรื่องที่ ๘ เป็นเรื่องของการสร้างจริยธรรม ที่ผ่านมาในประมวลจริยธรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ขาดความชัดเจนในการปฏิบัติตามมาตรฐาน จริยธรรม อีกทั้งมีปัญหาในเรื่องของการตีความที่เกี่ยวกับการฝ่าฝืนจริยธรรม การกำหนด บทลงโทษก็ยังไม่มีความชัดเจน ไม่ได้มีการกำหนดระดับความร้ายแรงของการกระทำผิด ที่ถือว่าฝ่าฝืนจริยธรรม ขั้นตอนการลงโทษก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจึงเป็นประเด็นปัญหา ควรที่จะต้องมีการแก้ไข แนวทางที่เราได้พิจารณากันก็คือควรที่จะทำมาตรฐานทางจริยธรรม และคู่มือการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติและป้องกัน ปัญหาในการตีความมาตรฐานจริยธรรม โดยการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ต้องไม่ขัด หรือแย้งกับมาตรฐานจริยธรรมที่กำหนดโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกัน ทางฝ่ายรัฐสภาก็จะต้องมาพิจารณาและกำหนดให้สอดคล้อง หรือมีเรื่องใดที่ควรจะเพิ่มเติม ก็ควรจะเพิ่มเติมให้ชัดเจน ให้มีการตรวจสอบและรายงานพฤติกรรมเชิงจริยธรรมเผยแพร่ ต่อสื่อมวลชนเพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ ให้มีการจัดทำรายงานประจำปีของรัฐสภา ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาให้สาธารณชนได้รับทราบ ผ่านทางสื่อต่าง ๆ ทุกรูปแบบ ในการพิจารณาเรื่องผิดจริยธรรมของสมาชิก ก็เห็นควร ส่งเรื่องนี้ให้กับศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยและมีการเพิ่มโทษทางจริยธรรม อาจจะเป็นเพิ่มโทษ ปรับทางแพ่ง นอกเหนือไปจากโทษตักเตือน ทำทัณฑ์บน หรือประณาม ก็เป็นข้อคิดเห็นของ ทางคณะกรรมาธิการ

เรื่องที่ ๙ เป็นเรื่องของการเสนอให้ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ

เรื่องที่ ๑๐ เราเสนอให้ยกเลิกการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาให้กับ สมาชิกรัฐสภา

ประเด็นที่ ๒ เป็นการปรับปรุงข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานในรัฐสภาเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งบัญญัติเรื่องใหม่ ๆ เอาไว้หลายเรื่อง เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านั้นควรจะได้บัญญัติเอาไว้ กำหนดเอาไว้ในข้อบังคับการประชุม ขออนุญาตยกตัวอย่างที่เราเสนอก็คือ ในเรื่องของ การดำเนินการเลือกประธานวุฒิสภา ต้องดำเนินการโดยเร็ว ในกรณีที่ไม่มีประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภาในระหว่างที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ บัญญัติไว้แล้วว่าถ้าไม่มีประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาซึ่งเป็นรองประธานรัฐสภา ก็ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ถ้าในกรณีที่ประธานวุฒิสภาไม่มี ให้รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ได้ เพราะฉะนั้นตำแหน่งเหล่านี้จึงเป็นตำแหน่งสำคัญที่จะว่างเว้นไม่ได้ ต้องมี การเลือกโดยเร็ว

อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นควรจะต้องกำหนดไว้ เรื่องของการเสนอและการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวนี้เป็นการพิจารณาร่วมกันของรัฐสภาแล้ว ไม่ใช่เสนอทางสภาผู้แทนราษฎร เสร็จแล้วก็มาเสนอทางวุฒิสภา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ต้องกำหนดเอาไว้ในข้อบังคับอย่างชัดเจนจะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง

เสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเปิดเผย รายงานการประชุม และบันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแต่ละคนให้ประชาชน ได้ทราบโดยทั่วกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นแล้วยังเห็นว่า รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา เปิดเผยบันทึกการประชุม รายงาน การดำเนินการ รายงานการสอบหาข้อเท็จจริง หรือว่ารายงานการศึกษาให้ประชาชนทราบ อันนี้เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเช่นกัน

ส่วนใหญ่แล้วขณะนี้เราจะใช้กระดาษในเรื่องของการประชุมเป็นหลักซึ่งทำ ให้เสียงบประมาณไปจำนวนมากมาย สิ่งหนึ่งที่ควรจะได้กำหนดเอาไว้ในข้อบังคับการประชุม ก็คือการจัดส่งหนังสือนัดประชุม ระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ตลอดจนคณะกรรมาธิการ ก็ควรจะจัดส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้นำข้อมูล ระเบียบวาระการประชุมลงในระบบฐานข้อมูลการประชุม ซึ่งจะสามารถเรียกดูได้ แล้วก็เป็นการประหยัด

ในข้อบังคับการประชุมนอกจากที่ได้เรียนไปแล้ว เราก็ได้กำหนดเป็น เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ควรจะได้บัญญัติเอาไว้ ได้กำหนดเอาไว้ในข้อบังคับการประชุม เช่น จัดทำยุทธศาสตร์การปฏิบัติงานของรัฐสภา การจัดทำแผนการปฏิบัติงานประจำปี แผนการใช้จ่ายงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา และคณะกรรมาธิการ ให้บัญญัติไว้ในข้อบังคับ นอกจากนี้แล้วก็เห็นควรว่าการปกป้องและการรักษาไว้ซึ่งมติ ของอำนาจอธิปไตยในส่วนงานนิติบัญญัติ ให้เป็นอำนาจสูงสุดของประเทศที่ฝ่ายสมาชิก รัฐสภาจะต้องปกป้องรักษามติของฝ่ายนิติบัญญัติไว้ให้เป็นอำนาจสูงสุดเช่นเดียวกับอำนาจ ของฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ อันนี้เป็นเรื่องที่เห็นควรว่าน่าจะกำหนดเอาไว้ในข้อบังคับ การประชุมเพื่อนำมาสู่การปฏิบัติอย่างถูกต้องและเป็นจริงได้

ประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นการปฏิรูปของฝ่ายสนับสนุนการทำงานของ สมาชิกรัฐสภา ก็จะมีเรื่องของที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ นักวิชาการ เลขานุการ ประจำคณะกรรมาธิการ ซึ่งก็จะมีประเด็นปัญหากันในเรื่องของมีจำนวนที่ตั้งมาก เกินความจำเป็น มีการตั้งตำแหน่งต่าง ๆ เป็นกิตติมศักดิ์ก็มี แล้วก็บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง บางคน หรือว่าบางคนก็ไม่สามารถที่จะรองรับภารกิจได้ เนื่องจากว่าไม่ได้มีความรู้เฉพาะทาง ในคณะกรรมาธิการนั้น ก็คงจะต้องมีการแต่งตั้งให้รอบคอบกว่านั้น แล้วก็คงจะต้องอาศัย สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งขณะนี้สถาบันพระปกเกล้าก็ได้ช่วยจัดอบรมให้ความรู้แก่คณะบุคคล ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ให้กับคณะกรรมาธิการอยู่แล้ว นอกจากนี้แล้วในกลุ่มที่ ๒ ก็คือ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยปฏิบัติงานประจำตัวสมาชิกรัฐสภา ในตำแหน่งเหล่านี้ ก็จะมีประเด็นปัญหาในเรื่องของการไม่มีความรู้ ความเข้าใจเช่นกัน แล้วก็จำนวนที่แต่งตั้งกัน สมาชิกบางท่านก็จะมีความคิดเห็นกัน แล้วก็มีข้อเสนอแนะมาอยู่ตลอดเวลาว่ามีไม่เหมาะสม เพราะในภารกิจของแต่ละคนหรือว่าในพื้นที่ของสมาชิกแต่ละท่านก็แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นเราก็เลยเสนอวิธีการปฏิรูปโดยที่ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบรัฐสภาเกี่ยวกับ การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ แล้วก็ผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวสมาชิกรัฐสภา โดยมีการกำหนดคุณสมบัติ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญเอาไว้ให้ อย่างชัดเจน เพื่อให้ท่านสมาชิกได้พิจารณาแต่งตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ก็จะได้สามารถแต่งตั้งบุคคลเหล่านั้นได้ตามความเหมาะสม ตามภารกิจของสมาชิกในแต่ละคน ภายในวงเงินงบประมาณที่สมาชิกแต่ละคนได้รับการจัดสรร เนื่องจากว่าความต้องการ ของสมาชิกอย่างที่เรียนมีความแตกต่างกัน ทั้งในภาระหน้าที่แล้วก็ในพื้นที่ แต่ทางรัฐสภา หรือสำนักงานเลขาธิการทั้งสองก็จะต้องมากำหนดค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ของแต่ละตำแหน่ง ตลอดจนภารกิจที่จะมอบหมายให้กับคณะบุคคลเหล่านั้น

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านนรรัตน์คะ สักครู่นะคะ ท่านเลิศรัตน์ยกมือ ท่านเลิศรัตน์ มีอะไรคะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ ด้วยความเคารพและความเกรงใจ อยากจะให้ตกลงหลักเกณฑ์กันว่าจะเอาอย่างไร เพราะที่ท่านนรรัตน์ชี้แจง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ดีมากเลย เพราะในเอกสารฉบับนี้จะต่างกับฉบับเมื่อเช้านี้ เมื่อเช้าสั้น อ่านเดี๋ยวเดียวจบ อันนี้มี ๔๘ หน้า เกือบทุกหน้ามีข้อเสนอ ๓-๔ ข้อ เพราะปัญหาของเรามีเยอะมาก ปัญหาของรัฐสภา ทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกเอง ทั้งการทำงานของเจ้าหน้าที่ แล้วก็ปัญหาที่ต้องปฏิรูป ท่านก็รายงานให้เราฟังเป็นไปตามนั้น แต่ว่าในนี้มีอีก ๑๐ ท่าน ที่จะต้องชี้แจง ผมไม่ขัดข้อง ผมยินดีฟัง แต่ผมเชื่อว่าด้วยเรต (Rate) ด้วยวิธีการชี้แจงแบบนี้ น่าจะเสร็จไม่เร็วกว่า ๓ โมงครึ่ง แล้วท่านจะปิดสภา ๔ โมงครึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็คงจะต้อง ไปอภิปรายต่อกันในวันจันทร์หน้า ซึ่งผมก็ไม่ขัดข้องเหมือนกันก็เลยกราบเรียนถาม ท่านประธาน คือผมเชื่อว่าทุกคนก็อ่านแล้ว แต่ถ้าจะฟังคำชี้แจงอย่างละเอียดเพื่อบันทึกไว้ ก็ไม่เป็นไรครับ เพียงแต่อยากให้ท่านประธานได้มองไปข้างหน้านิดหนึ่ง เพราะท่านประธาน บอกว่าจะให้ปิดประชุมเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนหารือท่านประธานเสรีค่ะ จะปรับปรุงอย่างไรดีคะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ขอบคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์อย่างยิ่ง รายงานดังกล่าวนี้เป็นรายงานที่นอกจาก สมาชิกจะรับทราบแล้ว ผมก็เชื่อว่ามีการถ่ายทอดไปให้ประชาชนเขาดู เขาฟังทั่วประเทศ ก็น่าจะให้สาระให้ประชาชนได้รับทราบด้วย แต่อย่างไรก็ตามผมเข้าใจว่าเวลาคงจะเสร็จทันที่กำหนด ตอนนี้ก็รายงานข้อมูลให้สมาชิกทราบ ส่วนท่านอื่นก็คงเป็นประเด็นไม่ได้รายงานครบทุกประเด็น อันนี้เป็นภาพรวมทั้งหมด ขออนุญาตอดทนฟังอีกสักนิด จะพยายามควบคุมให้เร็วขึ้นครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญท่านนรรัตน์ต่อและขอให้สรุปประเด็นนะคะ เอาเฉพาะประเด็น ที่เป็นหลักสำคัญจริง ๆ

นางนรรัตน์ พิมเสน กรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณนะคะ เพราะฉะนั้น ก็ขออนุญาต ถ้าเรื่องใดที่ท่านสมาชิกในคณะกรรมาธิการจะได้ช่วยชี้แจงในรายละเอียด ลงไปลึกแล้ว ก็จะขออนุญาตอ่านหัวข้ออย่างเดียวเพื่อจะได้ไปฟังสมาชิกท่านนั้นได้ชี้แจง ในส่วนของสมาชิกรัฐสภานั้นจบแล้วนะคะ

ส่วนที่ ๒ เป็นการปฏิบัติงานของหน่วยงานสังกัดรัฐสภา เรามีการศึกษา และกำหนดเอาไว้ ๖ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา มีทั้งหมด ๖ เรื่องด้วยกัน

เรื่องที่ ๑ การจัดตั้งหน่วยงานเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งที่จริงแล้วเกิดขึ้นจากการเสนอแผนการปฏิรูปด้านการเมือง เรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งท่านกษิต ภิรมย์ ท่านได้เป็นประธานในเรื่องนี้ท่านก็รับที่จะชี้แจงในรายละเอียด

เรื่องที่ ๒ เป็นการจัดตั้งศูนย์ประชาคมอาเซียนของรัฐสภา ซึ่งศูนย์ประชาคม อาเซียนของรัฐสภา ปัญหาก็คือว่าสมาชิกรัฐสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะต้อง เดินทางไปเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ ในนามของรัฐสภาระหว่างประเทศอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นคนที่จะสนับสนุนข้อมูลนั้นก็คือเจ้าหน้าที่ของทางสภา โดยเฉพาะสำนักองค์การ รัฐสภาระหว่างประเทศของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ก็คือเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ประชาคมอาเซียนของรัฐสภาเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งท่านกษิต ภิรมย์ ก็จะได้กรุณาให้รายละเอียดนะคะ

เรื่องที่ ๓ การสร้างนักกฎหมายนิติบัญญัติและข้าราชการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ทางด้านกฎหมาย ในเรื่องนี้ท่านก็คงจะทราบว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภานั้น โดยหลักแล้วเราได้ความร่วมมือแล้วก็ได้อาศัย นักกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาช่วยงาน จึงคิดว่าเราควรที่จะต้อง พัฒนานิติกรของสำนักงานทั้งสองให้มีความรู้ความสามารถทัดเทียมกับสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ก็คงจะต้องเร่งรีบพัฒนาแล้วก็ผลักดันให้เกิดนักกฎหมายนิติบัญญัติขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งกำหนดว่าให้มีนักกฎหมายนิติบัญญัติเอาไว้ทั้ง ๒ หน่วยงานแล้ว แต่ว่าขณะนี้ก็ยังไม่เกิด เป็นรูปธรรม จึงขอสนับสนุนแล้วก็ผลักดันให้เกิดขึ้น

เรื่องที่ ๔ การให้ข้าราชการเกษียณอายุมาช่วยราชการแต่ว่าไม่ได้มี การต่ออายุราชการ แต่คิดว่าคงจะหาค่าตอบแทนมีอัตราจ้างหรืออะไรอย่างนี้เข้ามาช่วยเสริม เพราะว่าจะมีการเกษียณอายุอยู่เป็นจำนวนมาก

ในเรื่องของขวัญและกำลังใจของข้าราชการรัฐสภาทั้งหมดก็ได้เคยสอบถามแล้ว นอกจากเขาจะต้องทำงานหนักให้กับทางรัฐสภา ให้กับสมาชิก แม้กระทั่งสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เขาก็ได้แสดงความคิดเห็นว่าเขาอยากที่จะมีบ้านพัก สำหรับข้าราชการชั้นผู้น้อย ลูกจ้างประจำ เพราะว่าเงินเดือนน้อย ส่วนใหญ่จะมีภูมิลำเนา อยู่ที่ต่างจังหวัด เราก็เสนอว่าควรที่จะมีการจัดบ้านพักให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อย มีการจัดรถรับส่ง

ประเด็นที่ ๒ การสนับสนุนทางด้านวิชาการของสมาชิกรัฐสภา จะมีสำนักวิชาการ สำนักกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการทั้งสอง และเสนอให้มีการทำระบบ หอสมุดรัฐสภา ซึ่งในเรื่องนี้ก็ต้องขออนุญาตท่านกษิต ภิรมย์ ท่านจะช่วยชี้แจงลงไป ในรายละเอียด

ประเด็นที่ ๓ การจัดตั้งสำนักงบประมาณรัฐสภา ซึ่งท่านคงจะได้เห็นและ บางท่านได้เคยมาชี้แจงงบประมาณ การขอตั้งงบประมาณกับทางสภา กรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณแล้ว ซึ่งท่านคำนูณ สิทธิสมาน ท่านจะชี้แจงให้ในรายละเอียด

ประเด็นที่ ๔ สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ถือว่า เป็นสถานีวิทยุของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมีความสำคัญ ท่านวันชัย สอนศิริ ท่านจะได้ช่วยชี้แจง ลงในรายละเอียดให้

ประเด็นที่ ๕ เรื่องของสถาบันพระปกเกล้า ขออนุญาตว่าสถาบันพระปกเกล้า ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ เพื่อมาสนับสนุน งานวิชาการของทางรัฐสภา เนื่องจากข้าราชการทั้ง ๒ สำนักงาน ยังไม่มีความเชี่ยวชาญ ในด้านวิชาการ จึงเป็นที่มาของสถาบันพระปกเกล้า ขออนุญาตเรียนสักนิดว่าเดิมอำนาจหน้าที่ ของสถาบันพระปกเกล้าจะมีอยู่เรื่องเดียวคือการส่งเสริมงานวิชาการของรัฐสภา เดิมทางสำนักงานเลขาธิการทั้งสอง กับสถาบันพระปกเกล้าก็จะทำงานร่วมกัน เมื่อไร ที่มีร่างพระราชบัญญัติที่สำคัญหรือซับซ้อนก็จะประสานกันระหว่างสำนักงานทั้งสอง โดยเฉพาะสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาที่ดิฉันเคยเป็นเลขาธิการ ก็จะได้ประสานกัน และให้สถาบันพระปกเกล้าช่วยวิจัยหรือศึกษาข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา ทีนี้ปัญหา ก็คือว่าต้องการเร็ว ให้เวลาน้อย งบประมาณก็ไม่มี บางครั้งก็จะมีการให้วิจัยอะไรที่สั้น ๆ และรวดเร็ว แต่เงินงบประมาณบอกว่าให้ได้แค่ ๓,๐๐๐ บาท นี่เป็นเรื่องจริง ๓,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาทแล้วก็เร่งมาก เพราะฉะนั้นการทำงานแรก ๆ ก็พอที่จะมีนักวิชาการ มาช่วยสนับสนุน แต่พอหลัง ๆ แล้วไม่มีใครสามารถมาช่วยงานเราได้ด้วยปัจจัยอย่างที่กล่าว ทางสถาบันพระปกเกล้าก็พยายามแต่ก็ไม่สามารถที่จะสนับสนุนเราได้ทางด้านวิชาการทำให้ สำนักงานทั้งสองต้องหันกลับมาพึ่งตัวเอง ก็จะต้องให้นักกฎหมาย วิทยากรต่าง ๆ มาทำรายงาน ประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกันเอาเอง ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอน ระเบียบวาระที่ ๑ ระเบียบวาระที่ ๒ ก็ทำกันเอง เมื่อมีการวิจัยหรือมีเรื่องสำคัญ ๆ ก็จะได้มอบหมาย หรือได้คุยกับสถาบันพระปกเกล้าให้ช่วยดำเนินการในเรื่องทางด้านวิชาการให้ วิธีการแก้ไข ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ได้มีการมาพูดคุยแล้วก็วางแผนการทำงานร่วมกัน ในเรื่องรายละเอียด ท่านวันชัย สอนศิริ จะได้กรุณาพูดลงไปในรายละเอียด

ประเด็นที่ ๖ การจัดทำข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนเข้าถึงได้ ก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราพยายามจะดำเนินการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้เพราะว่าต้องเป็นการดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตามมาตรา ๕๙ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๑๒๙ ซึ่งอันนี้ก็จะต้องดำเนินการ

ส่วนที่ ๓ ในเรื่องของรัฐสภาแห่งใหม่ มีข้อเสนอแนะหลายประการด้วยกัน แต่ข้อเสนอแนะที่สำคัญขออนุญาตที่จะนำเรียนก็คือว่าต้องเร่งรัดการก่อสร้าง อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยในการดำเนินการทุกขั้นตอน ทุกเรื่องต้องถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ และรายงานให้ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือประธานรัฐสภาในขณะนี้ทราบผลการดำเนินงาน เป็นระยะทุก ๆ ขั้นตอน ในเรื่องนี้ก็จะเสนอแนะระบบหอสมุดรัฐสภาให้มีสถานที่เฉพาะ ซึ่งท่านกษิต ภิรมย์ ท่านก็จะได้กรุณา ในเรื่องของการคมนาคมโดยรอบใกล้เคียงควรจะมี การประสานและผลักดันให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ให้ใกล้กับพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ แต่ให้อยู่ในจุดที่ไม่บดบังทัศนียภาพการมองเห็น รัฐสภาแห่งใหม่ กำหนดจุดที่เหมาะสม ผู้รับผิดชอบกล้าตัดสินใจที่ชัดเจนที่จะสร้างสะพาน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา โดยภาพรวมแล้วก็ขออนุญาตนำเสนอแต่เพียงเท่านี้เพราะว่าปรากฏอยู่ ในรายงานแล้ว ส่วนข้อเสนอของคณะเราก็ยังมีอีก ซึ่งท่านประธานเสรี สุวรรณภานนท์ คงจะได้นำเรียนท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเรียนเชิญท่านนิกร จำนง ขอสรุปทุกท่านเพราะรายชื่อที่จะชี้แจง หลายท่านมาก

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. ๗๙ ในฐานะอนุกรรมาธิการในการปฏิรูป ของรัฐสภา ผมมีประเด็นเรื่องงานของสมาชิกเป็นหลัก ก็อาศัยว่าเคยเป็นสมาชิกรัฐสภาอยู่เดิม แล้วในส่วนนี้เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารด้วย ผมเองอยู่สภานี้มาค่อนข้างนานช่วงที่เป็นฝ่ายบริหาร ๓ ปี ผมจะกันวันพุธ วันพฤหัสบดีไว้ คือไม่นัดเลย ถ้าอยู่ในประเทศผมก็จะมานั่งเล่นอยู่แถวนี้ มาอยู่แถวสภา ตอนหลังกระทรวงคมนาคมเลยมอบหมายให้ผมมาตอบกระทู้เป็นญัตติ เสียเกือบทั้งหมดเลยทำหน้าที่ตรงนี้ก็พอจะทราบว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร การปฏิบัติหน้าที่และอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในส่วนนี้ประเด็นสำคัญ ก็คือเรื่องประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา ส่วนนี้มีประเด็นปัญหาก็คือพูดกัน หลายสมัยว่าประธานทางด้านสภาผู้แทนราษฎรขาดอิสระจากพรรคการเมือง ซึ่งความสัมพันธ์ยังมีอยู่เพราะว่าถ้าคุณไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองคุณก็มาเป็น ส.ส. ไม่ได้ ดังนั้นพอมาเป็นแล้วต้องเป็น ส.ส. ก็มีความสัมพันธ์กันอยู่ นี่คือปัญหาที่ ๑ ปัญหา ประธาน ส.ว. มีการปฏิบัติหน้าที่โน้มเอียงไปบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างทางรัฐบาลอะไรพวกนี้ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาในลักษณะสังคมไทยของเรา แต่นี่คือปัญหาที่มีอยู่จริง การแก้ปัญหา เราเสนอกันว่าทั้งประธานในด้าน ส.ส. ไม่จำเป็นต้องมาจากพรรคที่มีเสียงข้างมากที่สุดก็ได้ ถ้าว่ากันจริง ๆ เวลาโหวตแล้วก็คงไม่ใช่ง่ายที่จะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าประเด็นที่ ๒ ที่สำคัญ ประธานต้องไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรค อันนี้ถือเป็นข้อบังคับ เพราะเราคิดกันแต่ว่า อาจจะไม่ได้เสนอคือว่าทำบ้านพักให้ท่านประธานอยู่ที่สภาแห่งใหม่เสียดีกว่า ซึ่งก็คงทำไม่ได้ แต่ว่าหลักการตรงนี้ต้องเขียนให้ชัดว่าไม่ไปร่วมกิจกรรมของพรรคการเมือง ที่สำคัญก็คือ เวลาเลือกประธานเราจะมีการบอกว่าให้แสดงวิสัยทัศน์ก่อนแล้วก็มีการเถียงว่าแสดง หรือไม่แสดง เราจะเขียนบังคับไว้เลยว่าต้องแสดงวิสัยทัศน์ ต้องมีความสามารถและรักษา ศักดิ์ศรีของสภาเอาไว้ นี่เป็นเรื่องของประธาน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำแต่ว่าถ้ามีแนวมีธง มีการเขียนที่ชัดเจนก็สามารถทำได้ จริยธรรมและความเป็นไปจะเป็นตัวบังคับมากกว่า ข้อกำหนด

เรื่องงานหลักของสภาก็คือการทำ พ.ร.บ. ร่างพระราชบัญญัติ กระทู้ และญัตติ ปัญหาที่มีก็คือว่าในการพิจารณาเราจะเสียเวลาเยอะในการขอแปรญัตติ มีความเห็นไว้เยอะและบางทีทุกคนแปรญัตติทุกมาตราเลย เราจะเห็นว่าช้ามาก ในการดำเนินการ การพิจารณาญัตติก็เหมือนกัน ท่านคงเคยเห็นว่าญัตติเรื่องแก้ปัญหาภัยแล้ง ไปเข้าวันที่น้ำท่วมมีอยู่บ่อยมากในสภา มันไม่สอดคล้อง มันนานเกินไปไม่เหมาะสม และบาง ทีกลายเป็นเรื่องตลก กลายเป็นว่าระบบรัฐสภาเลยถูกดูถูกดูแคลนไปเสียด้วย เพราะว่าคุณไปพูดในเวลาที่ไม่ควรพูด ว่าปัญหาเรื่องการเยิ่นเย้อของญัตติทางแก้ก็คือว่า ในการพิจารณาพระราชบัญญัติต้องมีข้อยุติในการแปรญัตติ การสงวนความเห็น ในการแปรญัตติ จะต้องระบุด้วยว่าเรื่องอะไร การพูดซ้ำกันอะไร ไม่อย่างนั้นก็พูดกันไปเรื่อย ก็เพื่อจะลดเวลา ให้สั้นลง จริง ๆ การทำกฎหมายผมเป็นวิป (Whip) อยู่หลายครั้งบางที ๒ ปี จึงเป็นปัญหาที่ว่า เราใช้กฤษฎีกา ตอนนี้ก็พยายามจะแก้เอาคนที่มีความรู้ทางด้านนิติศาสตร์มาอยู่ในสภาของเรา ไม่อย่างนั้นเราต้องไปเอากฤษฎีกามาเป็นกรรมาธิการแล้วก็ไปอยู่ตรงนั้นหมดมันเป็นคอขวด ที่สำคัญก็จะแก้ เรื่องญัตติก็ไม่สมควรจะขยายเวลาในการพิจารณา ไม่อย่างนั้นก็ขยายไปเรื่อย ขอสภาให้ขยายไป ขยายจนเลยความต้องการของประชาชนไป

เรื่องคณะกรรมาธิการ มีปัญหาร้องเรียนกันมากว่าในการยื่นเรื่องถึงกรรมาธิการ บางทีเป็นเรื่องเฉพาะไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนรวม เป็นเรื่องในสมัยโน้น ส.ส. เราแซวกันว่า เลี้ยวเข้าบ้านเลย ก็คือเป็นเรื่องของหมู่บ้านเป็นตำบลบ้านผมอย่างโน้นอย่างนี้ เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ ประโยชน์ส่วนรวม นี่คือปัญหา กรรมาธิการหลายคณะพิจารณาเรื่องร้องเรียนเรื่องเดียวกัน คือเรามีหลายคณะที่คาบเกี่ยว คณะนี้ก็ทำ สังคมก็ทำ ตำรวจก็ทำ ตรงโน้นก็ทำ ทีนี้ทำซ้อนกันไป ไร้ประโยชน์ ตรงนี้คือปัญหา กรรมาธิการบางคนไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านั้น ทางแก้ ในวิธีการปฏิรูปก็คือต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องที่กระทบประชาชนเป็นส่วนรวม ตรงนี้เรามี คณะกรรมการพิจารณาเรื่องการเสนอญัตติเข้ากรรมาธิการ ในการพิจารณาจะต้อง ถือปฏิบัติตามข้อบังคับไม่ให้พิจารณาเรื่องเดียวกันหลายกรรมาธิการ เพราะว่าเรามี กรรมาธิการกลางอยู่แล้วก็คือกิจการสภา ดังนั้นเป็นเรื่องของเขาต้องรู้กันว่าเรื่องนี้จะให้ ไปที่ไหน ไม่ใช่ว่าใครก็ยื่นเป็นกรรมาธิการได้ และพิจารณากันเป็นแผงหน้ากระดานแบบนี้ มันไม่ส่งประโยชน์อะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นลดเรื่องนี้ลง และพรรคการเมืองเองต้องคัดบุคคล ที่เหมาะสมมาเป็นกรรมาธิการ คือมีความรู้ทางด้านนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ส่งเข้ามาเป็นเหมือนกับ เก้าอี้ดนตรีอย่างนั้นไม่ได้

เรื่องการตั้งกระทู้ถาม เรื่องนี้ที่ผมเรียนแล้ว กระทู้ส่วนใหญ่ปัญหาที่มีก็คือว่า บางทีเป็นการสร้างความนิยมทางการเมืองก็ตั้งกระทู้เพื่อหาเสียงว่าอย่างนั้นเถอะ บางที ก็ตั้งกระทู้เพื่อเชียร์ อย่างในฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็จะหมุนรอบ พอฝ่ายรัฐบาลเสนอก็เสนอให้ รัฐมนตรีคนนี้และให้ตอบ คือแทนที่จะเป็นการตั้งกระทู้เพื่อสอบถามเป็นการควบคุม การทำหน้าที่ในรัฐสภา กลายเป็นตั้งกระทู้เพื่อเชียร์มีนะครับ ตรงนี้คงเป็นประเด็นที่มีปัญหา ผิดเจตนารมณ์ กระทู้ถามสดมันไม่สดจริง มันกลายเป็นสดแล้วก็แช่แข็งมา สดแต่ว่าแช่แข็งมา เดือนหนึ่งแล้ว ตรงนี้เป็นประเด็นนะครับ เวลาเราเสนอเป็นกระทู้สดต้องการจะให้ คุณไม่มีทางออกและคุณต้องมาตอบ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้สดจริงอย่างที่ผมเรียนแล้ว คือไม่ได้เป็นกระป๋องแต่ว่าเป็นปลาที่แช่แข็งมันก็นานเหมือนกันบางทีมันไม่สอดคล้อง นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีไม่ค่อยมาตอบกระทู้ นี่เป็นปัญหาใหญ่หลวงมาก เพราะว่า ไม่ค่อยมาตอบกัน เขาถามคนนี้อีกคนมาตอบ แล้วผมเองก็ทำหน้าที่เมื่อก่อนที่เคยตอบให้ กระทรวงคมนาคมมาเกือบทุกส่วนทั้งบก น้ำ อากาศ ก็เคยมาเห็นปัญหานี้อยู่ มีการมอบหมาย รัฐมนตรีที่รับผิดชอบตามกระทู้มาตอบ แต่กระทู้ไม่มีระบบการติดตาม คือมาตอบแล้วก็ปกติ ผมบอกอย่างไม่อายว่าเราจะตรวจสอบว่าถนนสายนี้มีปัญหาตรงนี้ก็มาตอบ พอตอบผู้ถาม จะสบายใจ เพราะว่าเสียงที่ตอบก็คือได้ดังไปถึงบ้านแล้ว แยกนี้ก็ได้ระบุว่าจะไปทำ ก็จบกันไปแล้ว ผู้ติดตามจากสภาที่ว่าถนนสายนี้หรืองานตรงนี้ได้ทำจริงหรือไม่ ไม่มีการติดตาม ดังนั้นวิธีการปฏิรูปก็คือให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองในการตั้งกระทู้ถาม ไม่ใช่เป็นกระทู้หาเสียง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามข้อบังคับในการตอบกระทู้ถาม ตรงนี้จะไปสัมพันธ์กับจริยธรรมด้วย การตอบ กรอบเวลาไม่ให้มีการเลื่อน เปิดเผย การไม่มาตอบว่าทำไมถึงไม่มาตอบ ตรงนี้ต้องเคร่งครัดมากขึ้น ไม่อย่างนั้นการตรวจสอบ โดยสภาจะไม่ศักดิ์สิทธิ์เลย แล้วก็ตั้งคณะกรรมาธิการติดตาม เวลาตอบแล้วรัฐมนตรี รับปากว่าจะไปทำตรงนี้ ๆ ก็ไปตาม ณ เวลานั้นทำไหม ไม่ทำก็ต้องเอาย้อนเข้ามาเพื่อจะได้ ตรวจสอบไม่อย่างนั้นมันไม่เสร็จ

ข้อต่อไปก็คือว่าการอภิปราย ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญของสภาเรามีอภิปราย แบบไว้วางใจและไม่ไว้วางใจแบบลงคะแนน ผมจะพูดส่วนของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปัญหาลงมติในการอภิปรายรัฐมนตรีหรือรัฐบาลมีหลักฐานความผิด แต่ว่าเวลาโหวต ใช้เสียงข้างมาก ทีนี้ประชาชนเขาฟังพอมีการโหวต มันไปจบลงที่หลุดไปแล้วก็แพ้กันไป คะแนนเหมือนกันหมดอย่างนี้ทำให้ประชาชนเสียขวัญได้ แต่อย่างไรก็ตามตรงนี้ก็มีทางแก้อยู่ บางครั้งการอภิปรายส่วนใหญ่ยังคล้าย ๆ ว่าต่างคนต่างทำมาไม่เป็นระบบ คือทุกคน ก็ซ่อนของตัวเองไว้ ก็กลายเป็นซ้ำกัน บางทีก็ไปเอาข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มาก็จะทำให้ เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นในระบบได้ คนมาฟังก็เบื่อ ๆ ตรงนี้วิธีปฏิรูปอันแรกก็คือสร้างความรู้ ความเข้าใจกับประชาชนก่อนว่าอันนี้ไม่ใช่ละครที่จะมีแบบดุเด็ดเผ็ดมัน แต่ว่านี่เป็นเรื่องของ ประเทศชาติ ประชาชนได้รับทราบ ได้ติดตามดู ฝ่ายค้านต้องอภิปรายตรงประเด็น แสดงให้เห็นความเสียหายจากการทุจริต แล้วบางทีที่เขาไม่ค่อยยื่นก็คือว่าเฉพาะทุจริต จริง ๆ แล้วการไม่ทำงานตามนโยบายที่แถลงไว้ ในต่างประเทศก็เป็นความผิดเหมือนกัน ก็คือไม่สามารถดำเนินการได้ เราไม่ค่อยอภิปรายเรื่องนี้กัน แล้วข้อมูลพยานหลักฐาน ต้องแสดงความผิดชัดเจนด้วย ป.ป.ช. ต้องไปดำเนินคดีได้ มีการติดตามการดำเนินการจาก ป.ป.ช. การกลั่นแกล้งกัน บางทีมาพูดให้เสียหายแต่ไม่มีข้อเท็จจริงก็ต้องมีการไกด์แบ็ก (Guide back) เหมือนกัน หมายถึงว่ามีการสวนกลับไปได้โดยกฎหมาย เพราะฉะนั้น ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด

สุดท้ายที่ผมรับผิดชอบก็คือคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานของรัฐสภา อย่างที่เรียนแล้วว่าสภามี ๒ สภา แต่ไม่มีระบบติดตาม ก็คือทำกันไป ๆ เหมือนที่เขาบอกว่า ไม่สำคัญว่าคุณทำอะไรบ้าง สำคัญว่าอะไรสัมฤทธิ์บ้าง อิต ดาสซึน แมตเทอร์ วอต ยู แฮฟ ดัน อิต แมตเทอร์ วอต ยู แอ็กชีฟ (It doesn't matter what you have done, It matters what you achieve) ผลสัมฤทธิ์คืออะไรต้องมีกรรมการตาม การตรากฎหมายไม่มีแผนติดตาม การดำเนินการตามกฎหมาย คือกฎหมายมีการเร่งว่าฉบับไหนเร่งก่อน เพราะอะไร อย่างไร คือลำดับความสำคัญมีอยู่ เพราะไม่ใช่เราออกกฎหมายกันได้ทุกวัน มันใช้เวลาเยอะ เพราะฉะนั้นการเลือกว่าอันไหนมีประโยชน์มากกว่าต้องมีการเรียง การเสนอญัตตินะครับ ผลการพิจารณาที่ส่งให้รัฐบาลแล้วไม่มีการติดตาม ไม่ได้รับการแก้ไขหรือช้า ตรงนี้ต้องมี กรรมการติดตามเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นเรื่องกฎหมายว่าวัน เวลาเท่าไร ระยะเวลาต้องมี แล้วการตั้งกระทู้ถามไม่มีการติดตามผลของคำตอบ มีแต่คำตอบไม่พอ จะต้องมีงานออกมาด้วย ตรงนี้ก็จะได้ติดตาม

ข้อสุดท้าย รายงานของหน่วยงานที่เสนอรัฐสภา หน่วยงานจะล่าช้าไปมาก ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าหน่วยงานอิสระต้องเสนอเข้ามาเยอะไปหมดเลย ทีนี้สภาเอง ต้องมาดูทั้งเรื่องเกี่ยวกับการใช้เงินขององค์กรอิสระเหล่านั้น พอมาแล้วไม่ได้พิจารณากันจริง บางทีมา ๒ ปีกว่าจะมา แก้ปัญหาปีที่แล้ว ปีนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ ฉะนั้นเรื่องพวกนี้สุมอยู่ที่สภา ก็จะต้องมีการจัดการ ไม่อย่างนั้นระบบรัฐสภาที่มีการดำเนินการจะไม่ล้มเหลวก็คือล้มเหลว เพราะว่าไม่ส่งผลออกมาเท่าที่ควร กระผมมีประเด็นในการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แค่นี้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านใดจะต่อคะ เชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน

นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะกรรมาธิการ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสแสดงความคิดเห็นสนับสนุนบางประเด็น ของคณะกรรมาธิการในวันนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็นวันสุดท้ายของคณะกรรมาธิการเพราะว่า เป็นรายงานฉบับสุดท้าย และกรรมาธิการบางท่านอาจจะต้องแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นก็ต้องกราบขออภัยท่านประธาน กราบขออภัยเพื่อนสมาชิกที่วันนี้ เราออกจะอุ่นหนาฝาคั่งสักนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ หัวข้อการปฏิรูปในเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ อย่างยิ่ง ถ้าเราจะบอกว่าระบอบประชาธิปไตยคืออะไร ระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา คืออะไร หัวใจก็คือรัฐสภา หัวใจก็คือการทำงานของสมาชิกรัฐสภา และระบบสนับสนุน ส่วนใหญ่ที่เป็นองคาพยพของรัฐสภา และที่ลึกไปกว่านั้นซึ่งเป็นหัวเรื่องที่กระผมรับจะมาพูด ในที่นี้

เรื่องแรก ก็คือหัวข้อเรื่องการจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภา ท่านประธาน กรุณาเปิดไปที่หน้า ๓๔ นี่เป็นเรื่องแรกที่กระผมจะนำเสนอเป็นเรื่องหลัก

เรื่องที่ ๒ ก็คือหัวข้อเรื่องการยกเลิกการจัดสรรงบประมาณการศึกษาดูงาน ต่างประเทศของกรรมาธิการ อยู่ในรายงานหน้า ๑๘ ก็คงจะ ๒ เรื่องนี้เป็นหลัก แล้วก็อาจจะ แถมอีกสักเรื่องเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ว่ามีความสำคัญเชื่อมโยงกัน

เรื่องแรก คงจะไม่ต้องย้อนประวัติศาสตร์ไปเมื่อหลายร้อยปีก่อนว่า การเกิดขึ้นของการเมืองในระบบรัฐสภาครั้งแรกของโลกนั้นมีขึ้นเพื่ออะไร มีขึ้นเพื่อกำกับ รัฐบาลในขณะนั้นซึ่งไม่ใช่รูปแบบในขณะนี้ แล้วก็ไม่ใช่ในประเทศไทย กำกับในเรื่องการเก็บภาษี กำกับในเรื่องการใช้จ่ายเงินที่มาจากการเก็บภาษี พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นเรื่องกำกับการใช้จ่าย ในเรื่องงบประมาณแผ่นดินโดยแท้จริงท่านประธานครับ อันนี้คือหัวใจของระบบรัฐสภา จนกระทั่งมีคำกล่าวสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ว่าอำนาจของรัฐสภาที่แท้จริงแล้ว ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า เพาเวอร์ ออฟ เดอะ เพิร์ส (Power of the Purse) พลังอำนาจ ของกระเป๋าเงินหรือการอนุมัติการใช้จ่ายเงินถ้าเราจะดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกฉบับจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นการควบคุม การกำกับ การตรวจสอบฝ่ายบริหารทั้งหมด จะตั้งกระทู้ถามจะยื่นญัตติ จะอภิปรายอะไรต่าง ๆ ถ้าสามารถมีการติดตามการใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามต่อเนื่องมาจากการพิจารณาพระราชบัญญัติ งบประมาณแผ่นดินรายจ่ายประจำปีที่ผ่านการพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยพลังอำนาจ ของรัฐสภาที่ไม่ด้อยกว่าฝ่ายบริหารแล้ว การกำกับ การถ่วงดุลฝ่ายบริหารนั้นก็จะมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แล้วยังจะเป็นการให้ข่าวสารที่แท้จริงกับประชาชนในเรื่องของ การติดตามการใช้งบประมาณ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น เป็นพระราชบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจาก พระราชบัญญัติทั่วไป มีบัญญัติไว้เฉพาะในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แยกเป็นหมวดต่างหาก ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ยังคงเป็นมาตราต่างหากตั้งแต่มาตรา ๑๔๐ เป็นต้นไปจนถึง มาตรา ๑๔๕ และมาตรา ๑๔๖ เนื่องจากว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินของฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญจึงจำกัดเวลาการพิจารณาของฝ่ายรัฐสภา คือฝ่ายนิติบัญญัติไว้ค่อนข้างเข้มงวด กล่าวคือให้เวลาสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาภายในไม่เกิน ๑๐๕ วัน ให้เวลาวุฒิสภา พิจารณาสั้นไปกว่านั้นอีกครับ ไม่เกิน ๒๐ วัน และวุฒิสภาไม่มีสิทธิในการไปแก้ไข ตัดทอน หรือเพิ่มเติมแต่ประการใด ถามว่าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น มีความสำคัญประการใด ก็ต้องกล่าวได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นแม่บทของ การจ่ายเงินแผ่นดินทั้งหมดของประเทศไทย รัฐธรรมนูญทุกฉบับเป็นประเพณีมาที่จะกำหนดไว้ ว่าการจ่ายเงินแผ่นดินนั้นให้กระทำการผ่านกฎหมายเฉพาะ ๔ ลักษณะเท่านั้น คือพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ พระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ ซึ่งอันนี้ ก็เป็นแม่บททั้ง ๒ ฉบับ พระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ ก็เป็นแม่บทในการก่อหนี้ และที่เป็นประจำปีก็คือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณ เพราะฉะนั้นไฮไลต์ (Highlight) ของการทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาก็คือการทำหน้าที่พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ผมไม่เคยเป็น ส.ส. แต่ว่ากันว่าคนที่เป็น ส.ส. นั้นจะถือว่า สอบผ่านของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เรียกว่าเข้าขั้นก็คือต้องเป็นกรรมาธิการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี อันนั้นคือสิ่งสำคัญที่สุด ทีนี้ถามว่า ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วรัฐสภาสามารถมีความรู้เท่าทันฝ่ายบริหารแค่ไหน ประการใด ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน ค่อนข้างน้อย ท่านคงจะเห็นว่าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี บางครั้งฝ่ายบริหารใช้เวลาทำหลายเดือนก่อนจะเสนอมายังรัฐสภา และมีสำนักงบประมาณ ที่ทำหน้าที่ต่อเนื่องตลอดปี เป็นหน่วยงานที่เป็นมันสมองสำคัญของฝ่ายบริหารในการจัดทำ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีและเรื่องที่เกี่ยวพันกับงบประมาณทั้งหมด มีกระทรวงการคลัง มีข้าราชการมากมาย วันที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี เข้าสภา สมาชิกแต่ละท่านก็จะได้ร่างพระราชบัญญัติไม่ใช่แค่ปึกเดียว ประมาณ ๑ ลัง ผมเข้าใจว่าในบางปีมากกว่า ๑ ลัง ๑๐๕ วันของสภาผู้แทนราษฎรที่สมาชิกต้องทำหน้าที่อื่นด้วย และขาดองค์ความรู้ที่แท้จริงในการดูพระราชบัญญัติงบประมาณนั้นประสิทธิภาพ จะมีมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบรัฐสภาของเราก้าวเข้ามาสู่ในระบบบังคับ สังกัดพรรคการเมือง การพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณจึงเป็นไปตามสังกัดทางการเมือง พรรคฝ่ายรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านและในกรณีของวุฒิสภานั้นได้เวลาไม่เกิน ๒๐ วัน เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้จึงมีข้อเสนอมายาวนานแล้วจากกรรมาธิการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งของสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภาว่า รัฐสภาสมควรที่จะต้องเพิ่มองค์ความรู้เพื่อเป็นเขี้ยวเล็บ เพื่อเป็นกลไกในการที่จะรู้เท่าทัน ฝ่ายบริหารและปกป้องเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนด้วยการมีหน่วยงานวิเคราะห์ งบประมาณภายในรัฐสภา ท่านไปเปิดดูข้อสังเกตของกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีของทั้ง ๒ สภาจะมีข้อนี้อยู่ทุกปี และในที่สุดเมื่อปี ๒๕๕๖ หรือปี ๒๕๕๘ ประธานรัฐสภาซึ่งคือประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลงนามจัดตั้ง สำนักงบประมาณของรัฐสภาขึ้นมา มีตัวย่อภาษาอังกฤษที่เท่พอสมควร ไทยพีบีโอ (Thai PBO) แต่ว่าสำนักงบประมาณของสภานั้นมีค่า มีสถานะเป็นเพียงกลุ่มงานหนึ่งเท่านั้น ไม่เท่าสำนักด้วยซ้ำไป และยังขาดความรู้ ความเชี่ยวชาญ ขาดงบประมาณที่จะมาพัฒนา ให้เป็นสำนักที่จะสามารถวิเคราะห์งบประมาณได้ทัดเทียมกับสำนักงบประมาณที่สังกัด ฝ่ายบริหารท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาก็ได้มีการศึกษา มีการเสนอแนะเรื่องนี้ถ้าผมจำไม่ผิดทางรัฐสภาร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าและทีดีอาร์ไอ (TDRI) ก็ได้ร่วมกันศึกษาและก็มีผลงานวิจัยออกมาว่าสมควรที่จะต้องมีหน่วยงานวิเคราะห์ งบประมาณของรัฐสภาที่เป็นอิสระแต่รับใช้รัฐสภา ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการมีความยาว ๒-๓ หน้าในประมาณนี้ ก็เป็นการเสนอ เพื่อปรับปรุงสำนักงบประมาณของสภาที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหัวเชื้อในการที่จะนำรายงานการศึกษาวิจัย การจัดตั้งหน่วยงาน วิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภาให้เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่า เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เรื่องนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ก็เคยระบุไว้ ในรายงานวาระการปฏิรูปที่ ๔ การปฏิรูประบบงบประมาณแผ่นดิน เรื่อง สถาบันวิเคราะห์ งบประมาณประจำรัฐสภา และสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณ และการคลังภาครัฐ มีระบุอยู่ในรายงานหน้า ๗ ข้อ ๑.๑.๔ เสนอแนะให้มีหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภาให้เป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระแต่รับใช้รัฐสภา อาจจะทำนองเดียวกับสถาบันพระปกเกล้า อันนี้ก็เป็นรายงานที่ถือว่าเป็นหัวใจแล้วก็ถือว่า คณะกรรมาธิการด้านการเมืองชุดนี้ก็ได้รายงานที่สอดคล้องกับคณะกรรมาธิการของ สปท. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สอดคล้องกับวาระปฏิรูปของ สปช. ซึ่งรูปแบบ ควรจะเป็นอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องในอนาคตที่จะต้องมีการปฏิรูปโดยเร่งด่วนต่อไป แต่กระผม ถือว่านี่เป็นหัวใจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าอำนาจควบคู่กับความรู้ ถ้าอำนาจ ปราศจากความรู้และกลไกที่จะวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบนั้นก็จะกลายเป็นอำนาจ ที่ไปในทิศทางการเมืองตามฝักใฝ่ทางการเมืองเป็นหลัก ก็ขอความสนับสนุนจากท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกในประเด็นนี้ด้วย จากการศึกษาล่าสุดของทีดีอาร์ไอ (TDRI) ระบุไว้ว่า หากจะมีการจัดตั้งหน่วยงานวิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภาขึ้นเป็นหน่วยงานกึ่งอิสระ ที่ขึ้นต่อรัฐสภาจะใช้งบประมาณในการจัดตั้งนั้นอยู่ในประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกกรุณาจำตัวเลขนี้ไว้นะครับ ๒๐๐ ล้านบาท หรืออาจจะมากกว่านั้น ถามว่าเป็นเงินที่มากไหม ก็มากอยู่ ถามว่าจะเอาเงินก้อนนี้มาจากไหน ก็ต้องมาจาก งบประมาณแผ่นดิน เราจะประหยัดงบประมาณแผ่นดินก้อนอื่นได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่จะต้อง พิจารณาต่อไป นี่ก็เป็นเรื่องแรกที่กระผมรับภาระของกรรมาธิการมาขยายความ แต่ถือว่า เป็นเรื่องแรก ผมถือของผมเองว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งของระบบรัฐสภา เป็นหัวใจสำคัญ อย่างยิ่งของระบอบประชาธิปไตย

เรื่องที่ ๒ อาจจะเป็นเรื่องที่จะพูดว่าปลีกย่อยหรือเป็นเรื่องเล็กก็อาจจะพูดได้ แต่ก็เป็นเรื่องเล็กที่เมื่อเป็นข่าวออกไปแล้วก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเทียบเชิญแขกพอสมควร ก็คือเรื่องในรายงานที่ระบุไว้ว่าให้ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณการไปดูงานต่างประเทศ ของกรรมาธิการ กระผมเห็นด้วยว่าการไปดูงานต่างประเทศนั้นมีประโยชน์ ไปดูงานแล้ว ได้ความรู้ แต่ก็จะต้องพิจารณาจากความเป็นจริง จากข้อจำกัดด้านงบประมาณแผ่นดิน ที่ประเทศเรามีอยู่ กับสัมฤทธิผลในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ อย่าว่าแต่กรรมาธิการ ของรัฐสภาเลยครับ ของข้าราชการ ของรัฐมนตรี ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รวม ๆ กันแล้วกระผมเชื่อว่าเป็นเงินปีละหลายยังคงมี ความจำเป็นที่จะต้องกระทำเป็นปกติวิสัย หรือควรจะต้องมีการปรับปรุง แก้ไขอย่างไร ท่านประธานครับ จากข้อมูล งบประมาณในส่วนนี้จะถูกจัดไว้ในรายการที่เรียกว่าค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปเยือนและศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการ ก็จัดไว้เป็นปีงบประมาณ ท่านนรรัตน์ พิมเสน ประธานอนุกรรมาธิการ ท่านเป็นอดีตเลขาธิการวุฒิสภา ท่านก็ได้กรุณา ไปค้นข้อมูลมา และผมก็จะนำมาเล่าให้ท่านสมาชิกและท่านประธาน โดยเฉพาะ ท่านประธานน่าจะทราบเรื่องดีเพราะท่านก็อยู่กับสำนักงบประมาณมาโดยตรงว่าในปีหนึ่ง ๆ นั้น เราใช้งบประมาณเพื่อการนี้ไปเท่าไร ผมจะเอาจากตัวเลขงบประมาณปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือนและศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการ ในปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ของสภาผู้แทนราษฎรนั้นคณะกรรมาธิการได้รับจัดสรรคณะละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี รวมคณะกรรมาธิการทั้งสิ้นของสภาผู้แทนราษฎร ๓๕ คณะ เป็นเงินทั้งสิ้นในแต่ละปีเฉพาะในส่วนของงบประมาณที่มีชื่อว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไปเยือนและศึกษาดูงาน ๑๗๕ ล้านบาทต่อปี ขณะที่ในส่วนของวุฒิสภานั้นลดลงมา ที่ลดลงมาก็เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนน้อยกว่า จำนวนคณะกรรมาธิการมีน้อยกว่า วุฒิสภาได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ เป็นยอดรวมทั้งสิ้นเท่ากัน ก็คือ ๗๕ ล้านบาทต่อปี หมายถึงทุกคณะกรรมาธิการรวมกัน เพราะฉะนั้นท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกจะเห็นได้ว่างบประมาณในส่วนที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือน และศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการรวมกันแล้วของทั้ง ๒ สภานี้ก็เท่ากับ ๑๗๕ บวก ๗๕ เท่ากับปีละ ๒๕๐ ล้านบาท อันนี้จะเป็นมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ก่อนหน้านั้น ก็จะมีลดหลั่นกันลงไป นั่นก็หมายความว่าตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ และปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ที่กำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งอยู่ในระบอบพิเศษคือระบอบ คสช. ในปัจจุบันนี้ไม่มีการจัดสรรงบประมาณในด้านนี้ นั่นก็หมายความว่าตลอดระยะเวลา ๔ ปีนี้ประเทศไทยประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ในส่วนนี้ไป ๑,๐๐๐ ล้านบาท กระผมถามท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าการเดินทาง ไปดูงานต่างประเทศเป็นประโยชน์แน่นอนครับ แต่ถามว่า ๔ ปีมานี้ซึ่งจะครบปี ๒๕๖๑ ที่เราประหยัดงบประมาณไป ๑,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยเสียหายอย่างไร หรือไม่ ประการใด ท่านต้องช่วยตอบครับ เราเริ่มต้นการปฏิรูปหลาย ๆ เรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน เราทำเรื่องที่ในช่วงรัฐบาลตามระบอบปกติไม่สามารถจะทำได้แต่เราประหยัดงบประมาณ ส่วนนี้ไป ๑,๐๐๐ ล้านบาท เราอาจจะเสียหายจากการเดินทางไปดูงานบ้าง แต่ถามว่าเสียหายถึงขั้นพอรับได้หรือไม่ ปีละ ๒๕๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการอาจจะเขียนสั้นไป อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า การที่เราตัดงบประมาณในส่วนนี้ เราตัดเฉพาะงบที่มีชื่อว่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือน และศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการ แต่ไม่ได้ตัดงบประมาณที่เกี่ยวกับด้านการต่างประเทศ ด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปประชุมของสมาชิกรัฐสภาในองค์กรใดก็ตามแต่ หรือแม้แต่ การจะขอเดินทางไปดูงานเป็นกรณีเฉพาะ เป็นกรณีครั้ง กระผมเชื่อว่าก็ยังสามารถจะกระทำได้ เพราะจะมีงบประมาณอีกก้อนหนึ่งที่โตพอ ๆ กัน หรือบางปีโตมากกว่า เรียกว่าค่าใช้จ่าย ในกิจการต่างประเทศแยกออกจากกัน เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าข้อเสนอแนะของ คณะกรรมาธิการในการปฏิรูปครั้งนี้เป็นข้อเสนอที่กล้าหาญ เพราะทุกท่านเคยเป็นสมาชิกรัฐสภา มาจำนวนหนึ่ง เป็นข้อเสนอที่เรามุ่งเน้นเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูงานในลักษณะ ที่จัดให้เสมือนเป็นสิทธิของคณะกรรมาธิการทุกคณะ สภาผู้แทนราษฎรคณะละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท สมาชิกวุฒิสภาคณะละไม่ถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพราะจำนวนสมาชิก ต่ำกว่า ท่านประธานครับ ตัวเลขเหล่านี้เขาคำนวณมาจากไหน กระผมจำเป็นต้อง เล่าให้ท่านฟังว่าเขาคำนวณมาจากกรรมาธิการ ๑ คน ควรจะได้รับการจัดสรรในการเดินทาง ไปดูงานแบบชนิดที่เป็นสิทธิ แต่ไปดูงานในนามคณะกรรมาธิการต่อหัว ต่อคน ต่อกรรมาธิการ เฉลี่ย ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี ต่อคน ต่อคณะ หมายถึงต่อกรรมาธิการ ประเด็นก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นกรรมาธิการมากกว่า ๑ คณะ เพราะข้อบังคับกำหนดไว้เป็นได้ไม่เกิน ๒ คณะ ท่านก็สามารถใช้สิทธิในการเดินทางไปดูงาน กับคณะกรรมาธิการที่ท่านเป็นกรรมาธิการอยู่ภายในวงเงินอย่างที่กระผมเล่าให้ฟัง เพราะฉะนั้นสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่านไม่ว่าสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาที่ผ่านมา เดินทาง ไปศึกษาดูงานเฉลี่ยอย่างน้อยคนละ ๒ ครั้งต่อปี คือหมายถึงว่าถ้ากรรมาธิการชุดนั้น เขาใช้งบประมาณไปดูงานครั้งเดียว แต่ก็มีหลายคณะที่กรรมาธิการเขาสามารถ แบ่งยอดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูงานให้สามารถไปดูงานได้ ๒ ครั้ง ครั้งหนึ่งไปยุโรป อีกครั้งหนึ่งแถวเอเชีย เพราะฉะนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่านไปศึกษา หาความรู้จากการดูงานในต่างประเทศคนละอย่างน้อย ๒ ครั้ง คนละอย่างมาก ๔ ครั้ง ๔ ครั้งนี้เฉพาะงบประมาณที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือนและศึกษาดูงาน ของคณะกรรมาธิการนะครับ ยังมีค่าใช้จ่ายตัวอื่นที่แฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายด้านกิจการ ต่างประเทศอีก ซึ่งผมเห็นว่าจำเป็นนะครับ แต่จำเป็นต้องเล่าให้ฟังว่ายังมีอีกครับ ท่านประธานและท่านสมาชิกคงจะได้ยินคำว่า กลุ่มมิตรภาพ กลุ่มมิตรภาพก็จะเป็น กลุ่มมิตรภาพของสมาชิกรัฐสภาไทยกับต่างประเทศ ก็จะมีการไปเยือนตอบแทนกัน ประเทศเขามาเยือนประเทศเรา ประเทศเราไปเยือนประเทศเขา สมาชิกรัฐสภาแต่ละท่าน ก็สามารถที่จะเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาไทย-เมียนมา ไม่ค่อยเลือกกัน ไทย-บังกลาเทศ ไม่ค่อยเลือกกันครับ แต่เหลือมาผมต้องไปเป็น เพราะว่าไม่สู้จะมีใครอยากไปเยือน หรืออย่างไรไม่ทราบนะครับ ด้วยความเคารพ ไม่ขอพูดถึงเรื่องในอดีต แต่มีหมดทั่วทุกประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นหมด เพราะฉะนั้น มีโอกาสที่สมาชิกรัฐสภาแต่ละท่าน บางท่านมีโอกาสศึกษาหาความรู้จากการเดินทาง ไปดูงานในต่างประเทศ และถ้าบวกกับการเป็นสมาชิกกลุ่มมิตรภาพรัฐสภากับประเทศที่เป็น มิตรประเทศของเราอีกอาจจะ ๕-๖ ครั้งต่อปี ถามว่าเป็นทุกคนไหม ไม่ใช่ครับ น้อยมาก แต่ถามว่ามีไหม ก็ต้องตอบว่าน่าจะมี มาถึงคำถามว่าแล้วเราควรจะมีข้อเสนออย่างไรที่จะ ปฏิรูปในเรื่องนี้หรือไม่ กรรมาธิการคิดกันหนักว่าทำไมเราจะต้องไปกระทบกระเทือนเขาด้วยล่ะ ทำไมเราไม่ปล่อยไว้เฉย ๆ ล่ะ เพราะการดูงานต่างประเทศก็มีความจำเป็น แต่ในที่สุด ก็ตัดสินมาจากคณะอนุกรรมาธิการชุดท่านนรรัตน์และท่านประธานเสรี สุวรรณภานนท์ ก็ตัดสินใจว่าเราต้องมีความกล้าหาญ ในเมื่อเป็นรายงานชิ้นสุดท้ายก็เสนอต่อสภา เพื่อพิจารณา ปีละ ๒๕๐ ล้านบาท ท่านย้อนไปเมื่อสักครู่นี้ครับ ถ้าเราจัดตั้งสำนักงบประมาณ สำนักวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภาขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ศึกษาไว้ว่า ใช้งบประมาณประมาณ ๒๐๐ ล้านบาทบวกลบ เราไม่เดินทางไปดูงานต่างประเทศสักปีหนึ่ง เรามีเหลือ ๒๕๐ ล้านบาท อย่างที่กระผมกราบเรียนถามท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่า จากปีงบประมาณ ๒๕๕๘ ถึงปีงบประมาณ ๒๕๖๑ เราไม่ต้องเสียปีละ ๒๕๐ ล้านบาท ๔ ปี ๑,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเห็นว่าประเทศไทยเราเจริญน้อยลงไหมครับ เราได้ศึกษานานา อารยประเทศน้อยลงไหมครับ ท่านต้องช่วยกันตอบ และช่วยกันปรับปรุงรายงานของ คณะกรรมาธิการ กระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการดูงานต่างประเทศนั้นมีความสำคัญ และเป็นประโยชน์ แต่ในเมื่อเกี่ยวข้องกับการใช้เงินแผ่นดินและถึงเวลาที่เราอยู่ในยุค ของการปฏิรูป เราควรจะมีข้อเสนออะไรไว้อย่างไร หรือไม่ คือจำเป็นต้องเล่าให้ฟังนะครับ เพราะว่าหลายท่านในที่นี้อาจจะไม่เคยเป็น ส.ส. ไม่เคยเป็น ส.ว. ก็อาจจะยังงง ๆ อยู่ แต่อันนี้ก็คือภาพรวมของความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กระผมก็มีคำถามว่าทำไมเวลารัฐประหาร แต่ละครั้ง รัฐบาลต้องตัดงบประมาณเดินทางไปดูงานต่างประเทศทุกครั้ง สภานิติบัญญัติ แห่งชาติทำงานเต็มเวลาทุกครั้ง ไม่มีสมัยประชุม ประชุมทุกสัปดาห์ แล้วทำไมพอกลับไป ระบบปกตินั้นทุกอย่างจะต้องกลับไปเหมือนเดิม อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ไม่ได้ กำหนดให้ระยะเวลาหลังจากใช้รัฐธรรมนูญแล้วเป็นสถานการณ์ปกติเสมอไป เรายังมี บทเฉพาะกาลอยู่อีก ๕ ปีเศษ ๆ ใน ๕ ปีนี้ถ้าท่านศึกษารัฐธรรมนูญดูให้ละเอียด งานหลักของสมาชิกรัฐสภาคือการพิจารณาร่างกฎหมาย ทั้งร่างกฎหมายตามปกติ และที่สำคัญก็คือร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่ง สปช. สปท. เสนอไปแล้ว รวมแล้วผมจำตัวเลขกลม ๆ ไม่ได้แต่เกิน ๑๐๐ ฉบับ แล้วก็จะต้องไปอยู่ในกฎหมายแผน และขั้นตอนการปฏิรูปประเทศที่คณะกรรมการปฏิรูปทั้ง ๑๑ ด้านเป็นอย่างต่ำ จะต้อง ทำแผนเสนอ เพราะฉะนั้นเราใช้เวลาในเบื้องต้นสัก ๕ ปีมาทำงานปฏิรูปภายในประเทศกันก่อนดีไหมครับ เลิกระบบการจัดสรรงบประมาณไปดูงานต่างประเทศให้กับกรรมาธิการแบบชนิดที่เป็นสิทธิ ถ้าจำเป็นจะต้องไปให้ขอเป็นกรณี ๆ ไป กระผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า อันนี้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องค่อนข้างเล็ก ความจริงผมอาจจะใช้เวลามากเกินไป จะขอไม่กล่าวถึงก็ได้ แต่ว่าสักสั้น ๆ ก็คืองบประมาณการซื้อ ภาษาทางเทคนิคเขาเรียกยาก งบประมาณการซื้อไอแพด (iPad) ให้สมาชิกรัฐสภา เลิกเถอะครับ งบประมาณนี้แต่เดิม เขาซื้อแท็บเลต (Tablet) ให้ ไม่ได้ซื้อให้ ซื้อให้ยืมใช้ แล้วเกิดภาระมาก เพราะสมบัติพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นแท็บเลต (Tablet) ไม่ว่าจะเป็นไอแพด (iPad) เหมือนเป็นการไปบอกยี่ห้อเขา ก็ คือเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาแบบสัมผัสในทำนองนี้ ผมเห็นมาพอสมควร แล้วว่าควรจะเป็นสมบัติของสมาชิก สมาชิกไปยืมมาใช้ก็ไม่สะดวกเพราะว่าเวลาเปลี่ยน สมาชิกรุ่นใหม่ท่านก็ต้องไปใช้ของเก่าที่คนเก่าเขาใช้เอาไว้ รัฐสภาเขาเก็บของเก่าคืนจาก ท่านไปเขาก็ต้องไปปรับแต่ง มีค่าบำรุงรักษาอะไรสารพัด แล้วที่สำคัญก็คือว่าเวลาจัดซื้อกัน ทีหนึ่งไม่ได้จัดซื้อได้ทุกปี เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าที่รายงานเสนอมาว่าให้ยกเลิกตรงนี้ น่าจะชอบด้วยเหตุผล และไม่ต้องประหยัดงบประมาณอะไร แต่เอางบประมาณนั้นมาลงทุน ทางด้านถนนที่ข้อมูลข่าวสารจะไหลไปดีกว่า ความฝันของผมนะครับ พวกเรามีแท็บเลต (Tablet) เอง มีไอแพด (iPad) เอง แต่ขอให้มีขั้วต่อที่หน้าท่านทั้งหลายโดยงบลงทุนทั้งหมด ให้ทันสมัย ท่านสามารถที่จะใช้ขั้วต่อนั้นเสียบจากคอมพิวเตอร์พกพาของท่านพรีเซนต์ (Present) งานผ่านจอได้ ใช้เงินต่าง ๆ เหล่านี้มาลงทุนในด้านเครื่องมือที่เป็นถนน เป็นเรื่องของส่วนรวม มีระบบไวไฟ (WiFi) ให้ใช้งานได้จริง ๆ ไม่ใช่แบบทุกวันนี้ที่ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้างเพราะใช้กันเยอะ ลงทุนตรงนั้นโดยประหยัดงบประมาณในส่วนที่เป็น เครื่องคอมพิวเตอร์พกพาที่มีไว้ให้สมาชิกยืมใช้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ขออนุญาต รายงานบอกเล่าเหตุผลเฉพาะ ๓ หัวข้อสำคัญ ๆ นี้เพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้กรุณาพิจารณาต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ก่อนที่กรรมาธิการจะพูด ดิฉันจะแจ้งให้ทราบว่ามีสมาชิกเข้าชื่อขออภิปราย ๘ ท่านแล้ว เราจะต้องสงวนเวลาไว้ให้สมาชิกอภิปรายด้วย เชิญท่านเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ จริง ๆ รายงานฉบับนี้มีรายละเอียดเยอะแล้วก็มีคนที่จะมาชี้แจงหลายท่าน ก็ปรึกษากัน ท่านสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานรัฐสภา จริง ๆ ท่านก็จะพูดเรื่องแนวทาง การปฏิบัติงาน ส่วนของท่านกษิต และท่านวันชัย อีกหลายท่าน ก็เลยหารือตกลงกันว่า เดี๋ยวเราจะตอบตอนที่สมาชิกอภิปราย จะสงวนเวลาเพื่อให้สมาชิกอภิปรายก่อน แล้วเราก็ค่อยเสริมอีกที ทุกท่านก็เอาไว้ตอบตอนที่สมาชิกอภิปรายแล้วน่าจะทำให้เร็วขึ้น ขออนุญาตให้สมาชิกได้อภิปรายเลยครับ ขออนุญาตท่านกษิตด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอให้เป็นอย่างนั้นนะคะ ขอบพระคุณท่านประธานเสรีมากค่ะ เพราะว่าสมาชิก คงอภิปรายไปในประเด็นที่ท่านจะต้องตอบอยู่แล้ว ก็ขอไปสู่การอภิปรายของสมาชิกท่านแรก ท่านเลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านกษิตมีชื่ออยู่ในผู้อภิปรายด้วยหรือไม่ ท่านจะเป็นผู้ตอบนะคะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านแรกเป็นท่านเลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

– ๖๔/๑

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปราย เรื่อง การปฏิรูป การปฏิบัติงานในรัฐสภา ขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการด้านการเมือง ท่านเสรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่ได้ปรับให้เราได้อภิปราย ผมก็เชื่อว่าสมาชิกจะพูดในเรื่องที่เขา ได้อ่านแล้วที่คิดว่าสำคัญ ซึ่งกรรมาธิการก็ได้ตอบประเด็นเหล่านั้น เพราะทุกเรื่องที่เสนอมา ก็ขอชื่นชมมาก ๆ ผมคิดว่าเป็นรายงานที่มีเนื้อหาสมบูรณ์มากที่สุดรายงานหนึ่งเท่าที่ได้ เสนอมาในรัฐสภานี้ต่อประเด็นปัญหาที่มีอยู่ ทั้งประเด็นปัญหาและข้อเสนอการปฏิรูป ในแต่ละเรื่องหลายสิบประเด็น ในแต่ละประเด็นปฏิรูปก็มีหลายข้อที่ได้เสนอไว้ ซึ่งคิดว่า จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเป็นแนวทางในการปฏิรูปการปฏิบัติงานของสมาชิก และเจ้าหน้าที่ของรัฐสภาในอนาคต ก็เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่มีข้อคิดเห็นที่อยากจะเรียน เสนอแนะในบางประเด็น ในฐานะที่เคยปฏิบัติงานอยู่ในรัฐสภา เป็นสมาชิกวุฒิสภามาก่อน แล้วก็มาอยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับ คนของรัฐสภาในหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ สำนัก

ประเด็นแรก เรื่องการเสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องมาจาก พรรคการเมืองเสียงข้างมาก ที่ผมเห็นอยู่ในหน้า ๗ อันนี้ผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย คือประเด็นแรกก่อน ขัดต่อหลักสากล เราจะมาอ้างว่าเคยมีครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าการอ้างว่า เคยมีครั้งหนึ่งทำได้เยอะแยะเลย ครั้งหนึ่งเคยเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเอามาเป็นตัวอย่าง อันนี้ผมคิดว่าเราต้องดูครั้งมาก ๆ ไม่ใช่ครั้งน้อย ๆ แล้วต้องดูความเป็นสากลด้วย แล้วก็ ต้องเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการที่เราจะมาบอกว่าพรรคขนาดกลางมาเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภาแล้วจะมีความเป็นกลางมากกว่า อะไรอย่างนั้น ผมคิดว่าข้อเสนอนี้เป็นการเกินกว่าที่ใครจะไปเขียนในกฎหมายได้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่บัญญัติไว้แล้วเรามาเสนอตรงนี้ ผมคิดว่าก็คงไม่นำมาสู่การปฏิบัติได้ คืออันนี้เห็นด้วยว่าไม่ควรจะเสนอ แล้วก็ไม่เห็นด้วยในข้อเสนอ

ในเรื่องถัดไปที่เกี่ยวกับการไปดูงานต่างประเทศ ซึ่งเพื่อนรักผมคือท่านคำนูณ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้ให้ข้อมูลค่อนข้างมากว่า ส.ส. ส.ว. ไม่ควรไปดูงานต่างประเทศ ถ้าบอกว่าไม่ไปดูงานเลยคงจะเป็นข้อกำหนดที่อาจจะผูกมัดเกินไปหรือว่าไปตัดสิทธิ มากเกินไป เพราะการดูงานต่างประเทศของหน่วยงาน ของนักศึกษาต่าง ๆ ไม่ใช่เราไปดูงาน เขาฝั่งเดียว เขาก็มาดูงานเรา ผมเคยเห็นนักเรียน วปอ. สหรัฐอเมริกามาเยี่ยมผมสมัยผมเป็น ผู้อำนวยการ วปอ. เขามาจากอีกซีกโลกหนึ่งเลย เพราะฉะนั้นการดูงานต่างประเทศของ นักศึกษา ของ ส.ส. ส.ว. ก็เปลี่ยนหน้ากันเข้ามา ไม่ใช่ว่า ส.ส. จะหน้าเดิม ส.ว. จะหน้าเดิม ในสมัยหน้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็น ส.ว. ได้ครั้งเดียวเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคนที่มาใหม่ เขาก็จะควรจะได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตา ไปดูโลกในซีกอื่น ๆ บ้าง แต่ก็ควรจะมีข้อจำกัด ทั้งในเรื่องของวงเงิน เรื่องของงบประมาณ และเรื่องของการไปดูงานอย่างแท้จริง เดี๋ยวนี้ หลายหน่วยงานเริ่มปฏิรูปการไปดูงานต่างประเทศ ต้องดูงานอย่างชัดเจน ส.ส. ส.ว. ก็เข้าไป ตรวจสอบในเรื่องนี้ค่อนข้างจะสทริกต์ (Strict) มาก ถ้าไปดูงาน ๗ วัน แล้วดูงานเพียงแค่ ๒ วัน รับรองกลับมาต้องเอาเงินส่วนตัวไปชดใช้งบประมาณแน่นอน เพราะฉะนั้นก็ฝากเป็น ข้อสังเกตว่าจะตัดอะไรผมไม่เห็นด้วย

ประเด็นถัดไป ในเรื่องการจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภาก็คิดว่า เป็นเรื่องที่ดี อันนี้ก็สนับสนุนว่าทางรัฐสภาเองควรจะเพิ่มขีดความสามารถในด้านการที่จะ ติดตามและวิเคราะห์การใช้งบประมาณของแผ่นดิน ถึงจะสมกับที่ได้รับมอบหมายให้ ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ที่อนุมัติงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี และควรจะดำเนินการไม่ใช่แค่ การพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีเท่านั้น แต่ควรจะมีบทบาทในการติดตาม งบประมาณด้วย ซึ่งคนที่จะทำได้จริงก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐสภานั่นเองที่จะต้องทำ ในกรอบของคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณของแต่ละสภา เพราะฉะนั้นการเพิ่ม ขีดความสามารถตรงนี้ การจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภา ให้มีขีดความสามารถที่จะ ติดตาม วิเคราะห์ และหาข้อมูลมาเพื่อให้ทางรัฐสภาได้นำไปใช้ประโยชน์ ก็จะเป็นประโยชน์ ในการที่จะควบคุม ติดตามการใช้งบประมาณของแผ่นดิน ซึ่งอันนี้ผมก็เห็นด้วยอย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

ถัดไปคือเรื่องของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ของรัฐสภา มีข้อเสนอหลายประเด็นซึ่งผมสนับสนุนทุกข้อเลย ตั้งแต่การที่จะให้ขยายขีดความสามารถ การงดเก็บค่าบำรุงจากสถานีของรัฐสภาเพราะถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐเช่นเดียวกัน คล้าย ๆ ของกองทัพ ของช่อง ๑๑ ต่าง ๆ รวมถึงการที่จะปรับปรุงบุคลากรของสถานี วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ของรัฐสภาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ให้มีจำนวน เพิ่มมากขึ้นที่จะสามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายนิติบัญญัติ และที่สำคัญคือทำหน้าที่ เป็นส่วนหนึ่งของการที่จะพัฒนาระบอบประชาธิปไตย การให้ความรู้ในด้านพลเมืองศึกษา แก่พี่น้องประชาชน เพราะปัจจุบันนี้ทีวี (TV) และวิทยุของสภาก็มีความนิยมเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราเปรียบเทียบย้อนหลังไปใน ๕ ปี ๑๐ ปีที่ผ่านมา รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถ ในการที่จะกระจายเสียงไปทางด้านอินเทอร์เน็ต (Internet) ด้วยก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ผมก็สนับสนุนในประเด็นนี้

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของสถาบันพระปกเกล้า ในรายงานฉบับนี้ ได้กล่าวหาสถาบันพระปกเกล้าไว้ค่อนข้างจะ ผมใช้คำว่า รุนแรงหน่อย โดยกล่าวหาว่า สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดหลักสูตรสร้างเครือข่ายทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ผมเอง ไม่เคยเป็นนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า แต่เคยเป็นบอร์ด (Board) บริหารของ สถาบันพระปกเกล้า รู้จักอดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าทุกท่าน รวมถึงท่านปัจจุบันนี้ ผมก็จะมีความเชื่อมั่นว่าสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันการศึกษาที่น่าชื่นชม มีการบริหารจัดการ ที่เป็นระบบ มีคุณภาพสูง มาตรฐานสูง บรรดาคณาจารย์ทั้งคณาจารย์ที่เป็นข้าราชการประจำ และเป็นอาจารย์พิเศษแต่ละท่านก็มีดีกรี (Degree) ระดับสูง ๆ ทั้งนั้นที่เราจะสามารถ ไปรับฟังการบรรยายจากท่านได้อย่างภาคภูมิใจ หลักสูตรจริง ๆ แล้วไม่ได้มี ๒-๓ หลักสูตร เท่าที่เห็น ผมว่าป่านนี้มีจะ ๒๐ หลักสูตรแล้ว มุ่งไปสู่ประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าเหตุการณ์ ทางภาคใต้ ไม่ว่าการสร้างเยาวชน การสร้างผู้นำระดับต่าง ๆ การปรองดองสันติวิธีต่าง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีนักการเมืองระดับบิ๊ก (Big) เข้าไปศึกษาเล่าเรียน ก็เป็นการพัฒนา สร้างประชาธิปไตยซึ่งถือว่าเป็นวัตถุประสงค์หลักอันหนึ่งของสถาบันพระปกเกล้า ที่จะเผยแพร่ เพราะฉะนั้นผมเองจึงอยากให้ดำรงสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันการศึกษา ในด้านประชาธิปไตยไว้ ส่วนจะเพิ่มบทบาททางวิชาการสนับสนุนรัฐสภา สนับสนุน สมาชิกรัฐสภาให้มากขึ้นก็เป็นข้อเสนอที่เห็นด้วยว่าควรจะทำให้เป็นฝ่ายวิชาการทางด้านนี้ ที่จริงเขาก็ผลิตเอกสารทางวิชาการต่าง ๆ ส่งมาให้เราอ่านเป็นครั้งคราว แต่อาจจะยังไม่ได้ ทำงานเสริมด้านวิชาการให้กับสมาชิกรัฐสภาโดยตรง ซึ่งก็คงจะไม่ยากนัก เพราะประธาน รัฐสภาเองก็เป็นประธานกรรมการของสถาบันพระปกเกล้าอยู่แล้ว จึงอยากจะให้ยังคง ความเป็นสถาบันด้านการศึกษาอยู่ ส่วนจะเพิ่มบทบาทตรงนี้บ้างก็ไม่ขัดข้องอะไร ผมก็คง จะใช้เวลาพอดีนะครับ จริง ๆ แล้วมีอยู่ ๓๐-๔๐ เรื่อง ถ้าจะพูดครบทุกเรื่องที่เสนอมาก็คงจะใช้เวลาอีกนาน แต่ก็ขอชื่นชมด้วยความจริงใจว่าเป็นรายงานเกี่ยวกับรัฐสภาทั้ง ๒ ฟาก ฟากสมาชิก และฟากเจ้าหน้าที่ที่สมบูรณ์ มองทุกประเด็นทุกมุม มองไปถึงอาคารรัฐสภาใหม่ที่จะเกิดขึ้น ในอีก ๒-๓ ปีข้างหน้า มองถึงชีวิตความเป็นอยู่ของข้าราชการ ซึ่งผมคิดว่าควรได้รับการดูแล เพิ่มขวัญกำลังใจของการทำงานที่จะตอบสนองต่อฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งถือว่าเป็นฝ่ายที่มี ความสำคัญยิ่งฝ่ายหนึ่งของประเทศ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณที่รักษาเวลา ท่านถวิลวดีคะ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ท่านมี ๒๔ หน้า ขอให้กรุณารักษาเวลาภายใน ๑๐ นาทีเพื่อที่จะได้เหลือเวลาไว้ให้ กรรมาธิการตอบด้วย ผู้อภิปรายทุกท่านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ เชิญท่านถวิลวดีค่ะ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันคงจะไม่ใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ทุกหน้า แต่จะใช้ เป็นบางหน้า แล้วก็อาจจะขอเวลาเพิ่มเติมในฐานะถูกพาดพิงเยอะในรายงานฉบับนี้ ก่อนอื่น ดิฉันต้องขอชมเชยกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่ให้ความสำคัญ กับระบบงานในรัฐสภา ซึ่งตอนแรกดิฉันคิดว่าจะไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้เสียแล้ว แต่ว่าในที่สุด เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่จะเอามาปฏิรูปกัน ดิฉันต้องชื่นชมแล้วก็ขอบคุณ นอกจากนี้ดิฉันมี ประเด็นที่จะพูดถึงก็คือระบบงานสนับสนุนของรัฐสภา ผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ที่ว่าด้วยการทำงานของรัฐสภา การปฏิบัติงานของสถาบันพระปกเกล้าว่าด้วยการสนับสนุน อื่น ๆ รวมทั้งหลักสูตรและผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนข้อเสนอแนะ นั่นคือสิ่งที่ดิฉันจะพูด สถาบันพระปกเกล้าถูกจัดตั้งขึ้นในวโรกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งวันพระบรมราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ โดยวัตถุประสงค์ของการแต่งตั้งเพื่อจัดตั้งสถาบันพัฒนาประชาธิปไตย เพื่อเทิดพระเกียรติในวโรกาสที่รัชกาลที่ ๗ ของเราพระราชสมภพครบ ๑๐๐ ปีที่ดิฉัน บอกไปแล้ว และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งนั้นก็ประสบความสำเร็จได้สถาบันพระปกเกล้า ต่อมาก็มีพระราชบัญญัติแห่งสถาบันพระปกเกล้าขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๔๑ โดยให้เป็นสถาบัน ที่มุ่งเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย และมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญซึ่งอยู่ในหน้า ๔๐ เป็นเรื่องของ การศึกษาวิเคราะห์ทางวิชาการเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประชาธิปไตย มีเรื่องของวิจัย สนับสนุน เรื่องของการเผยแพร่สนับสนุนงานรัฐสภา แล้วก็อีกหลาย ๆ ด้าน เพราะฉะนั้น ภารกิจที่สำคัญคือเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้าจึงดำเนินการ สอดคล้องกับพันธกิจที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่กำหนด แล้วก็เจตนารมณ์ในการจัดตั้งตรงนั้น นอกจากนี้เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติของในหลวงรัชกาลที่ ๗ ตลอดจนพันธกิจที่สำคัญก็คือ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาทางด้านการเมืองการปกครอง สถาบัน พระปกเกล้าจึงเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้ในเรื่องของประชาธิปไตย นั่นเป็น สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าดำเนินการมา ทีนี้เรื่องของการศึกษาวิจัย ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือเป็น การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและเสริมสร้างความรู้ในเรื่องของการพัฒนา ประชาธิปไตย ตัวอย่างการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งดิฉันจะพูดเร็ว ๆ ขอสไลด์ (Slide) ไปแผ่นที่ ๔ เลย

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

สไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๔ คือผลงานชิ้นหนึ่งของสถาบัน พระปกเกล้าที่ว่าด้วยการประเมินการทำงานของรัฐสภาไทยตามสหภาพรัฐสภานานาชาติ ซึ่งประเทศไทยเป็นเพียง ๑ ใน ๒ ประเทศที่นำตัวชี้วัดของไอพียู (IPU) หรือสหภาพรัฐสภา นานาชาติมาประเมินเต็มรูปแบบ เราทำการประเมิน ๒ ครั้งแล้ว สิ่งที่เราประเมินก็คือ ประเมินตามภารกิจของสภา ไม่ว่าจะเป็นด้านการเป็นตัวแทนนิติบัญญัติหรือการตรวจสอบ ไปจนกระทั่งถึงเรื่องของธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องของความโปร่งใส เข้าถึงได้ สำนึกรับผิดชอบ เรื่องการมีส่วนร่วมในนโยบายต่างประเทศ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะสะท้อน ให้เห็นว่าการทำงานของรัฐสภาไทยเป็นอย่างไร

ดิฉันขอไปที่ผลการศึกษา ซึ่งอันนี้ก็อยากจะให้ดูว่ารัฐสภาไทยซึ่งเป็นสถาบัน ที่จรรโลงไว้ซึ่งประชาธิปไตย และเป็นกลไกที่ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงการเมือง การปกครองโดยผ่านตัวแทนของพวกเขา ผลการศึกษาผู้แทนของเขาได้ทำหน้าที่อย่างไร อันนี้ได้ทำการศึกษาเมื่อปี ๒๕๕๖ ในยุคที่ยังมี ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ในตอนนั้น ผลการศึกษาตัวนี้ดิฉันจะสรุปให้ดูว่าคะแนนเต็ม ๕ แต่ประเด็นที่ได้คะแนนน้อยที่สุดก็คือ ๒.๔ ในเรื่องสำนึกรับผิดชอบของรัฐสภาไทยซึ่งรวมถึงสมาชิกเป็นสำคัญ รองลงมาก็จะเป็นด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านความโปร่งใสหรือเรื่องของการเป็นตัวแทน แต่ที่ได้คะแนนเยอะที่สุดก็เป็น เรื่องของการทำหน้าที่นิติบัญญัติ อันนี้คือผลการศึกษาของเรา ส่วนนอกนั้นก็จะเป็นตัวอย่าง ในแต่ละด้านว่ารัฐสภาไทยมีผลงานเป็นอย่างไร ไปดูตัวอย่างการเป็นตัวแทน คะแนน ที่น้อยที่สุดคือความหลากหลายของคนในรัฐสภาไทยที่มาจากทุกภาคส่วน ส่วนเรื่องของ การตรวจสอบในหน้าถัดไปก็จะเป็นเรื่องของขั้นตอนของการพิจารณางบประมาณ รวมทั้งตรวจสอบฝ่ายบริหารและองค์กรอิสระ อันนี้คือข้อบกพร่องที่เยอะที่สุด ต่อไป เป็นเรื่องของการทำหน้าที่นิติบัญญัติ คะแนนที่น้อยที่สุดอยู่ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของผู้มี ส่วนได้เสีย ซึ่งตอนนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเราก็พยายามที่จะปิดช่องว่างตรงนี้อยู่ ส่วนเรื่องของความโปร่งใสในหน้าถัดไป ก็คือความโปร่งใสและปลอดจากอิทธิพลของธุรกิจ กลุ่มผลประโยชน์ของธุรกิจต่าง ๆ ที่เข้ามามีบทบาท ตรงนี้ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ ไม่น่าถึงพอใจ ส่วนเรื่องของสำนึกรับผิดชอบคะแนนที่น้อยที่สุดจะอยู่ที่ระบบรายงานกรณี พฤติกรรม มีพฤติกรรมผิดจริยธรรมที่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน อันนี้ตรวจสอบได้ยาก อย่างนี้เป็นต้น ส่วนเรื่องถัดไปเป็นเรื่องของนโยบายระหว่างประเทศ ตัวที่น้อยที่สุดก็เป็น เรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น นี่คือผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของสถาบัน พระปกเกล้าที่สะท้อนให้เห็นการทำงานของรัฐสภา แล้วรายงานต่าง ๆ ของสถาบัน พระปกเกล้านั้นก็ได้ส่งให้กับสมาชิกรัฐสภาทุกท่านและห้องสมุดต่าง ๆ ถ้าท่านเดินเข้าไปที่ ห้องสมุดของรัฐสภาท่านก็จะพบ และมีการนำมาใช้เมื่อคณะกรรมาธิการแต่ละชุดอยากจะได้ ในประเด็นเรื่องต่าง ๆ ซึ่งผลการทำงานนั้นเราก็สะท้อนให้ดูอีกเรื่องหนึ่งในหน้าถัดไป เป็นเรื่องของการศึกษาความเชื่อมั่นที่มีต่อการทำงานของรัฐสภาไทย ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้าทำการศึกษาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ เราจะไม่มี ส.ส. และ ส.ว. แต่เรามี สนช. และ สปท. เมื่อก่อนเรามี สปช. ด้วย และ สนช. ด้วย เราก็วัดความพึงพอใจ วัดความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งจะขึ้น ๆ ลง ๆ แต่สะท้อนถึง สถานการณ์ทางการเมือง อันนี้เป็นผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ดิฉันชี้ให้ดูว่ามีเพียงที่นี่เท่านั้น ก็คือสถาบันที่สนับสนุนงานวิชาการของรัฐสภาที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ต่อไปสไลด์ (Slide) ที่เหลือ ดิฉันจะเอาไว้ตอนท้าย ดิฉันจะให้ดูนิดหนึ่งคือภาพนี้มาจากผลการศึกษาของสถาบัน พระปกเกล้าร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ให้เห็นว่าพื้นที่ใดที่ประชาชนมีความเชื่อมั่น ในสมาชิกรัฐสภามากหรือน้อยเพียงใด อันนี้เชื่อมั่นในระดับมาก เราศึกษาเมื่อปีที่แล้ว ความเชื่อมั่นใน สนช. จังหวัดที่เชื่อมั่นคะแนนเยอะที่สุดจะเป็นสีเข้ม ส่วนสีแดงและสีเหลือง ก็จะเชื่อมั่นน้อยถัดไปก็จะเป็น สปท. พวกเราเองก็คือให้เห็นว่าจังหวัดใดมีความเชื่อมั่น สปท. มากน้อยแค่ไหน

มาถึงเรื่องของการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการของรัฐสภา ภารกิจนี้ เป็นภารกิจที่สำคัญ เรามีการสนับสนุนในเรื่องของการศึกษาวิเคราะห์ร่างกฎหมายที่มี ความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศซึ่งกำหนดไว้ปีละ ๑๒ ฉบับ เมื่อดำเนินการเสร็จก็ส่งมอบให้กับ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีการให้ทุนอุดหนุน สมาชิกรัฐสภาได้มีการเรียนในสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็มีหลักสูตรในเรื่องของการอบรมให้กับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงาน ให้กับสมาชิก ถ้านับตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ถึงปัจจุบัน จำนวน ๔ รุ่น ตอนนี้ก็ ๓๐๐ กว่าเข้าไปแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจะพบว่าผู้ช่วยของท่านก็ผ่านการอบรมนี้มาบ้าง นอกจากนี้ก็มีการอบรม ให้กับข้าราชการของรัฐสภาเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ตำแหน่งในระดับบริหารต่อไป ตลอดจน ในเรื่องของการทำงานร่วมกับเวิลด์แบงก์ (World Bank) และทีดีอาร์ไอ (TDRI) ซึ่งสมาชิก ของเราได้พูดไปแล้วในเรื่องของสำนักงบประมาณของรัฐสภา ตลอดจนร่วมกับสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในเรื่องของการให้ประชาชนได้สะท้อน ความต้องการของเขา และสิ่งที่อยากจะเห็นในรัฐธรรมนูญตั้งแต่มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับแรก จนกระทั่งถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมาเรามีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนถึง ๔๕ ครั้ง โดยทำร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นผลงาน ที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยเพราะว่าต้องเดินทางไปทั่วประเทศ นั่นคือส่วนหนึ่งของงานสนับสนุน งานวิชาการรัฐสภา

ต่อไปเป็นเรื่องของหลักสูตร หลักสูตรที่สถาบันพระปกเกล้าทำ ถูกออกแบบ เพื่อให้ครอบคลุมการเข้าถึงการเรียนรู้ในเรื่องของประชาธิปไตยในหลายระดับและหลายรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ตลอดจนมองอนาคตข้างหน้าว่าประชาชนไทยของเรา จะต้องมีความรู้ในด้านใดเพื่อที่จะดำรงตนอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแท้จริง อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็สามารถที่จะเป็นพลเมืองที่มีความกระตือรือร้น ตรงนี้จะทำให้หลักสูตรของเราลดความขัดแย้งได้ในอนาคต โอกาสเข้าเรียน ทุกกลุ่มสามารถ เข้าเรียนได้ขึ้นอยู่กับหลักสูตรที่เราเปิดกว้าง แล้วก็มีกรรมการมาพิจารณา ส่วนภาคเอกชนนั้น มีโควตาไม่เกิน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่เรียนหลักสูตรอื่นอยู่จะมาเรียนซ้อนก็ไม่ได้ หรือเรียนต่อยอดกัน ก็ไม่ได้ หรือญาติเรียนอยู่ก็ไม่ได้เพราะว่าจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม เราจะไม่ให้เรียน เยอะขนาดนั้น นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เข้ามาเรียนได้ในเรื่องของ ประชาธิปไตย ตลอดจนผู้นำยุคใหม่แล้วก็ผู้นำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงถือว่า หลักสูตรเหล่านั้นเราไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ในเชิงหาผลประโยชน์เข้าตัว แต่เป็นการสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันนี้นักศึกษาเก่า นักศึกษาปัจจุบันของเราก็ออกไปรับใช้สังคมมากมาย ตลอดจนรวมตัวกันตั้งสมาคม มูลนิธิ ตัวอย่างเช่น มูลนิธิพระปกเกล้าเพื่อสังคม หรือสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า และทำประโยชน์ให้กับสังคมอยู่ในปัจจุบันนี้ ตลอดจนการบริหารงานและการกำกับดูแล ซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่ว่าโครงสร้างของสถาบันพระปกเกล้าถูกออกแบบมาให้เป็นกลาง มีประธานรัฐสภาเป็นประธาน แล้วก็มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มีประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานและเป็นกรรมการ ตลอดจนมีกรรมาธิการส่งผู้แทนเข้าไปเป็นกรรมการด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ดิฉันคิดว่าตรงนั้นก็จะทำให้มีการกำกับดูแลโดยคณะกรรมการเหล่านี้อยู่แล้ว ตลอดจนท่านเลขาธิการของ ๒ สภาก็เป็นกรรมการด้วย นอกจากนี้การติดตามประเมินผล โดยหน่วยงานภายนอกก็มีอยู่แล้วเพราะมีกรรมการติดตาม ซึ่งติดตามทุกปีแล้วก็มีการรายงาน ผลงานของสถาบันพระปกเกล้าเข้าสู่สภาแห่งนี้ทุกปี เมื่อปีที่แล้วสถาบันพระปกเกล้า ก็มารายงานต่อ สนช. ซึ่งท่านพิจารณาแล้วก็ไม่ได้มีข้อโต้แย้งแต่ประการใด ดิฉันคิดว่า ท่านคงจะเมตตามีความเข้าใจที่จะทำให้ข้อความในรายงานตั้งแต่หน้า ๓๙ เป็นต้นไป เป็นที่เข้าใจอย่างถูกต้อง ดิฉันจึงอยากจะสรุปแต่สรุปของดิฉันไม่สั้นนะคะ ทุกวันนี้ สถาบันพระปกเกล้าก็ยังดำเนินการตามเจตนารมณ์ที่จัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าอยู่ เพราะเราใช้พระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ กรรมการทุกชุดทุกสมัย ผู้บริหารทุกชุดทุกสมัย นักศึกษาเก่า นักศึกษาปัจจุบันทุกคน ตลอดจนบุคลากรของ สถาบันพระปกเกล้าล้วนยึดมั่นในพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ในเรื่องของการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดมั่นประชาธิปไตยที่ได้มาด้วยสันติวิธี และพวกเราก็จะสืบทอดพระราชปณิธานนี้สืบไป เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเราให้เข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นของทุกท่านและกรรมาธิการซึ่งท่านได้ให้ความเมตตาเราก็จะนำไปปรับปรุง และสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐสภาไทยต่อไป ก็จะเป็นสถาบันที่ค้ำจุนรัฐสภาแล้วก็ช่วยกัน เดินหน้า

ดิฉันมีข้อเสนอแนะอีกนิดหนึ่ง อยากจะให้ดูภาพ ๒ สไลด์ (Slide) สุดท้าย ๒ สไลด์ (Slide) สุดท้ายคือสิ่งที่ดิฉันจะเสนอ คือการทำงานร่วมกันของสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า เพราะสำนักงานเลขาธิการทั้ง ๒ สำนักงานนั้นมีบุคลากรที่มีจำนวนมากที่จะช่วยกัน ทำงานวิชาการสนับสนุนสมาชิกได้เป็นอย่างดี เมื่อปี ๒๕๕๘ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีนักวิชาการ ๑,๐๖๒ คน สำนักงาน เลขาธิการวุฒิสภามี ๕๓๕ คน สถาบันพระปกเกล้ามี ๒๐ คน ดิฉันคิดว่าเป็นกองทัพ ที่ใหญ่พอสมควรที่จะช่วยกันเดินหน้าไปได้ สถาบันพระปกเกล้ามีบุคลากรไม่เยอะแต่ก็จะใช้ พลังที่เรามีเดินหน้าไปกับท่าน ก็หมดตรงนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันต้องขอขอบคุณแล้วก็อยากจะฝาก สิ่งที่พวกเรายึดมั่นและพยายามที่จะสนับสนุนการทำงานของทุกท่านแล้วก็ ส.ส. ส.ว. ในอนาคต เพราะว่าเราเชื่อมั่นในสิ่งที่ทุกท่านเชื่อมั่นเช่นเดียวกันคือการขับเคลื่อนประเทศ ไปสู่สิ่งที่เราอยากจะเห็น ขอบพระคุณค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ประธานขอเอกสารคำอภิปรายแล้วก็เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะครับ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งทีเดียว ต่อไปขอเชิญ ท่านจุมพล สุขมั่น อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

นายจุมพล สุขมั่น 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผมจุมพล สุขมั่น สมาชิก หมายเลข ๐๒๙ ก่อนอื่นผมขออนุญาตท่านประธานและฝากถึงท่านกรรมาธิการทุกท่านว่า จริง ๆ แล้วรายงานฉบับนี้ความมุ่งหมายในการปฏิรูประบบการทำงานในรัฐสภาเป็นเรื่องที่ดี มีหลายส่วนที่เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เลย แต่มีบางส่วนที่ผมอาจจะต้องขอกล่าวไว้เพื่อที่จะ พิจารณาทบทวน

เรื่องแรก ในเรื่องของการยกเลิกการจัดสรรงบประมาณไปศึกษาดูงาน ต่างประเทศ ผมกราบเรียนว่าผมเห็นว่าถ้าเพียงแค่เราได้รับรู้ รับทราบ รับฟัง เพียงแค่ ประการเดียวน่าจะไม่เพียงพอ การไปศึกษาดูงานต่างประเทศทำให้โลกทัศน์เปิดกว้าง ทำให้เห็นสภาพที่แท้จริง ทำให้เห็นภูมิประเทศ ภูมิทัศน์ของต่างประเทศที่เขากำลังดำเนินอยู่ ในโลกปัจจุบันนี้และนำกลับมาพัฒนาประเทศได้ เพียงแต่ว่าการศึกษาดูงานคงจะต้อง พิจารณาโดยจำเป็นและเคร่งครัดว่าเป็นการเกี่ยวเนื่อง เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรรมาธิการ ของสภาหรือไม่ โดยดูที่วัตถุประสงค์ของการดูงานเป็นประการสำคัญ และที่ผ่านมา สมาชิกหลาย ๆ ท่านก็ซ้ำ ๆ กันอยู่อย่างนี้ที่จะไปศึกษาดูงาน ผมกราบเรียนว่าถ้าอย่างนี้ ก็คงจะต้องไปดูที่สมาชิกด้วยว่าถ้าเป็นสมาชิกที่ซ้ำ ๆ กันอยู่อย่างนี้จะไปศึกษาดูงานอย่างนี้ จะพิจารณาตรงนี้อย่างละเอียดรอบคอบอย่างไร

ประการต่อมา เรื่องแท็บเลต (Tablet) ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับ สำหรับ กรณีเรื่องแท็บเลต (Tablet) มีช่องทาง มีเครื่องส่ง มีอะไรที่ดีก็แล้วแต่ แต่เครื่องรับนี่ละครับ ปัจจุบันนี้ถ้าหากบอกว่าดูที่สมาร์ตโฟน (Smartphone) ที่สมาชิกแต่ละท่านมี ผมเห็นบางท่าน ใส่แว่นตาก็ดูแล้วดูอีก แต่กรณีของแท็บเลต (Tablet) ก็จะเป็นการอำนวยความสะดวก และจะเป็นการสนับสนุนการทำงานของสมาชิกได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็จะมี เรื่องของความเร็ว เรื่องของการประมวลผล เรื่องของแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ และมีเรื่องของค่าใช้จ่ายด้วย กรณีนี้ยังเป็นเรื่องของการให้ยืมใช้อยู่ ถ้าผมขออนุญาต ยกตัวอย่าง ณ ปัจจุบันนี้ เรื่องรถยนต์ของส่วนราชการหลายส่วนเขาก็ใช้วิธีเช่า เมื่อมีปัญหา เมื่อมีข้อขัดข้องอะไรบริษัทที่ได้รับสัญญาเช่าไปก็จะเป็นผู้เอามาเปลี่ยน กรณีเช่นนี้จะเอามา ปรับใช้กับการใช้แท็บเลต (Tablet) สนับสนุนการทำงานของสมาชิกได้หรือไม่

ประการต่อมา เรื่องสนับสนุนการทำงานของสมาชิกในส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงาน ผมไม่แน่ใจในหน้า ๒๒ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๗ ว่าสมาชิก จะต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหรือว่าเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้จะรายงานอย่างไร ตัวสมาชิกก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่รายงานกับ เลขาธิการ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหรือเป็นหน่วยงานสนับสนุนการทำงาน ช่วยขยายความนิดหนึ่งว่าถ้าจะต้องรายงาน รายงานแบบไหน ในลักษณะไหน มันเป็นการย้อนลง เรื่องของการมาปฏิบัติงานจริง เรื่องการปฏิบัติเต็มเวลา ผมมีข้อสังเกตว่า ในส่วนของสมาชิกที่มีผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ สำหรับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ หรือผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกเองก็ตาม เขาคงไม่ได้มาปฏิบัติงานเต็มเวลาเช่นเดียวกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐสภา แต่ถ้าหากเขียนไว้อย่างนี้ผมไม่แน่ใจว่าในความหมายจะต้องให้มา นั่งประจำอยู่ที่นี่หรืออย่างไร ในเรื่องของการปฏิบัติงานของหน่วยงานสังกัดรัฐสภา ในหน้า ๒๓ ผมไม่แน่ใจว่าการตั้งสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันนี้จะเป็นในลักษณะของการสร้างองค์กรใหม่ด้วยหรือไม่ ซึ่งจะมีภาระเรื่องของบุคลกร เรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณตามมา แต่ผมมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐสภา เป็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมก็คือการสร้างนักกฎหมายนิติบัญญัติผมเห็นดีเห็นชอบด้วย แต่ส่วนตรงนี้ก็จะมีคู่เทียบนิดหนึ่งซึ่งอาจจะมาใช้เป็นแนวทางได้ก็คือคณะกรรมการกฤษฎีกา เขาก็จะมีการอบรมนักกฎหมายภาครัฐ ซึ่งในการอบรมนักกฎหมายภาครัฐก็จะมีระดับต้น ระดับกลางและระดับสูง เมื่อได้ผ่านการอบรม ได้มีการทดสอบ ได้มีการสอบผ่านแล้วก็จะมี เงินประจำให้กับนักกฎหมายภาครัฐด้วย ซึ่งในส่วนตรงนี้ก็จะเป็นแรงจูงใจในการทำงานของ เจ้าหน้าที่รัฐสภาอยู่ด้วย ส่วนหนึ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่รัฐสภา ผมเห็นว่าควรจะต้องมีการเพิ่มพูนมาตรฐานในการทำงานที่มีลักษณะที่ดีมากขึ้น แต่ผม ไม่ได้หมายความว่า ณ เวลานี้ ปัจจุบันนี้ไม่ได้ดีไม่ได้งามอะไร ก็ดีครับ เพียงแต่ว่าบางส่วน ก็น่าจะต้องมีการพัฒนาให้มีสมรรถภาพที่ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม รวมถึงเรื่องของการลด การแทรกแซงทางการเมือง คงพอทราบกันอยู่นะครับ บางครั้งเจ้าหน้าที่รัฐสภาก็ทำงาน ลำบาก บางครั้งไปทำงานให้กับฝ่ายเสียงข้างมาก บางครั้งไปทำงานให้กับฝ่ายเสียงข้างน้อย แล้วก็มีประเด็นปัญหาที่ตกกับเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตั้ง โยกย้ายอะไร ต่าง ๆ พวกนี้

ประการต่อมา เรื่องของสถาบันพระปกเกล้า ผมเองไม่แน่ใจว่ารายงาน ในหน้า ๓๙ หน้า ๔๐ หน้า ๔๑ ถ้าทำการปฏิรูปในลักษณะเช่นนี้แล้วสถาบันพระปกเกล้า จะเป็นเพียงแค่หน่วยงานหนึ่งในสังกัดรัฐสภาหรือไม่ ผมเรียนอย่างนี้ว่าที่มาที่ไปของ สถาบันพระปกเกล้ามีมาก่อนปี ๒๕๔๑ มีการไปศึกษาดูงานก่อนที่จะมาตั้งสถาบันนี้ ที่ประเทศเยอรมนีแล้วก็เอามาเป็นแนวทางในการจัดตั้ง เจตนารมณ์ถ้าท่านไปดูตาม พ.ร.บ. สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นการสนับสนุนงานทางวิชาการในกำกับของรัฐสภา โดยท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้กำกับ ตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องของความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง ในผลงานและงานวิจัยที่เป็นงานทางวิชาการ เจตนารมณ์ที่สำคัญคือเผยแพร่ความรู้ ด้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไปสู่ประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ถ้าหากท่านวางกรอบไว้เพียงแค่ว่าเป็นหน่วยงานในการสนับสนุนการทำงานของรัฐสภาเท่านี้ เป็นหน่วยงานในการสนับสนุนการทำงานของสมาชิกหรือของพรรคการเมืองเท่านี้จะทำให้ แคบลงหรือไม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าเป็นหน่วยหนึ่งเท่านั้นก็จะทำให้เราย้อนกลับ ไปอยู่ที่จุดตั้งต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานี้สถาบันพระปกเกล้าเขาก็มีหลากหลายหลักสูตร เรื่องของความเหลื่อมล้ำเมื่อสักครู่ที่ท่านพูดกันมาอย่างนี้ ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าหลักสูตร ของสถาบันพระปกเกล้ามีตั้งแต่ระดับสูง ระดับกลางแล้วก็ระดับต้น ความหลากหลาย ของหลักสูตรก็จะทำให้เป็นตัวกำหนดผู้ที่เข้ามารับการอบรมในแต่ละหลักสูตร แต่ผู้ที่เข้ามารับ การอบรมในแต่ละหลักสูตร ในเมื่อมันหลากหลายก็จะกระจายตัวในเรื่องของ การพัฒนาทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข คงไม่ได้มีเพียงแค่นักการเมือง หรือพรรคการเมือง หรือรัฐสภา เราคงจะต้อง เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจกับสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) หรือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน พ่อค้าอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ในส่วนของสถาบันพระปกเกล้าเองก่อนที่จะรับ นักศึกษาเข้าทำการศึกษาเขาก็จะมีคณะกรรมการสภาเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองอยู่แล้ว ผมกราบเรียนว่าถ้าหากเป็นอย่างนี้ผมเห็นว่าถ้าเราจะปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้าควรจะต้อง เปิดกว้างและควรจะต้องมองในเรื่องของความเป็นจริงด้วย ณ เวลานี้จะเป็นอย่างไร ถ้าหากว่าท่านต้องการให้มาสนับสนุน ซึ่งในวัตถุประสงค์มีเรื่องการส่งเสริมการทำงาน ของรัฐสภาอยู่แล้ว แต่ถ้าหากว่าท่านจะสนับสนุนการทำงานของรัฐสภาอีกอย่าง ก็ไปเพิ่มเติมในวัตถุประสงค์หรือไปเพิ่มเติมในภารกิจก็ได้ แต่คงไม่ได้ไปตัดเรื่องของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องออกไป ทำเพียงแค่หลักสูตรสำหรับ พรรคการเมือง นักการเมือง หรืออะไรต่าง ๆ เช่นนี้ ผมเรียนนิดหนึ่งว่าในการสนับสนุน การทำงานที่ผ่านมาเท่าที่ผมเห็นเท่าที่ผมทราบตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ สถาบันพระปกเกล้าได้สนับสนุนการทำงานทั้งของ สปช. สปท. และ สนช. อยู่ด้วย ซึ่ง สนช. เองเป็นส่วนเกี่ยวข้องที่จะต้องมีการพิจารณาและออกกฎหมายเป็นส่วนหนึ่งอยู่ ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าภารกิจเพิ่มเติมของสถาบันถ้าหากจะบอกว่าไม่ได้ช่วยงานรัฐสภาอย่างนี้ ผมเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในชุดของท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ในการรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่วนสำคัญ ในการผลักดันเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นก็คือสถาบันพระปกเกล้า และผมเป็นส่วนหนึ่ง ในการไปรับฟังความคิดเห็น ผมทราบดีว่าที่ส่งงานไปให้สถาบันพระปกเกล้ามีระยะเวลา แค่นิดเดียวแต่เขาก็ทำได้ งบประมาณในการรับฟังความคิดเห็นส่วนหนึ่งก็เอามาจาก สถาบันพระปกเกล้าด้วย เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ จนถึงปัจจุบันนี้ สถาบันพระปกเกล้าเอง ก็ร่วมในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นรวมทั้งหมด ๔๕ ครั้ง เช่นนี้แล้วผมก็เห็นว่ายังเป็น การทำงานให้กับรัฐสภาอยู่ ผมกราบเรียนว่ากรณีของสถาบันพระปกเกล้าถ้าจะทำให้แคบ ถ้าจะทำให้เล็กเช่นนี้แล้วจะเป็นการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อย่างทั่วถึงหรือไม่ ขออนุญาตทบทวนด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านจุมพล สุขมั่น ท่านต่อไปขอเชิญท่านศานิตย์ นาคสุขศรี อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ขอเชิญครับ

นายศานิตย์ นาคสุขศรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สปท. ลำดับที่ ๑๕๑ ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูปการปฏิบัติงาน ในรัฐสภา เพื่อสนับสนุนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมีประสิทธิภาพ ผมได้อ่านรายงาน ฉบับดังกล่าวที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองแล้ว มีความเห็นว่ายังไม่ชัดเจนหลายประการ แต่ที่ใคร่จะนำเสนอในที่นี้ก็ได้แก่ข้อเสนอ ในการปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งระบุว่าทางสถาบันไม่ดำเนินการไปตามวัตถุประสงค์ ในการตั้งสถาบัน นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อย ก่อนอื่นผมใคร่กราบเรียน ท่านประธานว่าผมได้ให้ความสนใจผลงานของสถาบันพระปกเกล้ามาตลอดตามที่ ท่านผู้อภิปรายท่านแรกได้กล่าว รวมทั้งได้มีส่วนในการร่วมทำงานมาตั้งแต่สมัยเป็น สปช. หรือแม้แต่เมื่อก่อนเป็นเลขาธิการสมาคมสันนิบาตแห่งประเทศไทย ก็ได้ทำงานร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า เรื่องการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นก็ทำงานคู่กันมาตลอด เกิดผลดีต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าการที่เราได้เสนออย่างนี้ ควรจะต้องมีประเด็นชัดเจนมากกว่านี้ ผมเองไม่เคยเป็นศิษย์เก่าของสถาบันพระปกเกล้าเลยที่จะต้องมาปกป้องแต่ประการใด แต่ที่ได้พบปะพูดคุยกับบุคคลทั่วไปไม่ว่าเป็นฝ่ายราชการ ไม่ว่าเป็นฝ่ายการเมือง หรือฝ่าย ภาคประชาชน ต่างก็ชื่นชมในผลงานของสถาบันพระปกเกล้าอย่างมากเกี่ยวกับผลงาน ทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองการปกครอง การกระจายอำนาจ การปกครองท้องถิ่น รวมทั้งการพัฒนาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในด้านวิชาการต่าง ๆ ในมิติต่าง ๆ ซึ่งผมมีความเห็นว่า ในมิติต่าง ๆ นี้เป็นหน้าเป็นตาของรัฐสภาไทยด้วยซ้ำไป กระผมได้อ่านมาตรา ๕ และมาตรา ๖ ของพระราชบัญญัติการจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ ของสถาบัน ทำให้ทราบว่าสถาบันพระปกเกล้าเป็นนิติบุคคลอยู่ในการกำกับดูแลของ ประธานรัฐสภา และไม่มีฐานะเป็นส่วนราชการของรัฐสภาแต่ประการใด มีการกำหนด วัตถุประสงค์ไว้ ๑๐ ประการ ซึ่งโดยภาพรวมก็เพื่อการศึกษา วิจัย วิเคราะห์เกี่ยวกับ การพัฒนาทางการเมือง และพัฒนาประชาธิปไตยเป็นหลักใหญ่ รวมทั้งการจัดและสนับสนุน การศึกษา อบรมบุคลากรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมในระบอบประชาธิปไตยอยู่ด้วย ส่วนวัตถุประสงค์ตามข้อ ๘ ส่งเสริม งานวิชาการของรัฐสภา ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประเด็นที่กรรมาธิการเห็นว่าสถาบัน ไม่ดำเนินการ หรือดำเนินการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามข้อ ๘ จากข้อมูลดังกล่าว ประกอบกับการบริหารของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีการบริหารงานโดยคณะกรรมการ มีประธานรัฐสภาเป็นประธาน ผมจึงคิดว่าการจัดตั้งสถาบันนี้ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์พิเศษ และเป็นสถาบันของชาติและประชาชน เพื่อทำหน้าที่ทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนา ประชาธิปไตยโดยตรงเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ผมกล่าวมาข้างต้นนับว่ามีส่วนสำคัญ ในการประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการว่ามีความสมเหตุสมผลอย่างไร ที่เสนอให้มีการปฏิรูป ซึ่งผมขอเสนอประเด็นที่เห็นต่างกับคณะกรรมาธิการรวม ๓ ประเด็น ดังนี้

๑. ผมไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ว่าสถาบันพระปกเกล้าสนับสนุนข้อมูล ทางวิชาการล่าช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนข้อมูลแก่สมาชิกใช้เวลานานไม่น่าจะเป็น การดำเนินการซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบันที่จัดตั้ง ประกอบกับเห็นว่าสถาบัน น่าจะมุ่งสนับสนุนในลักษณะขององค์กรและกลุ่มมากกว่าตัวบุคคล สนับสนุนในลักษณะของ องค์กรไม่ใช่เสนอเฉพาะตัวบุคคล เนื่องจากสมาชิกรัฐสภาแต่ละคนก็มีบุคลากร ช่วยดำเนินการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการประจำตัว และเจ้าหน้าที่ ประจำตัว

๒. หลักคิดในการบูรณาการทำงานร่วมกันของสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กับสถาบันพระปกเกล้า มีมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับ การจัดการห้องสมุดรัฐสภา เรื่องวิชาการอื่น ๆ ควรจะอยู่ในหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม เนื่องจาก แต่ละองค์กรมีบทบาทหน้าที่ต่างกัน การบริหารองค์กรก็ไม่เหมือนกัน และบางเรื่อง บางประเด็นมีเหตุมีผลกระทบต่อบุคลากรของรัฐสภาจึงไม่เกิดผลดีแต่ประการใด

๓. ผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอในการปรับบทบาทหน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้า เทียบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพราะมีความแตกต่างกันทุกมิติ แต่หากรัฐสภา มีจุดอ่อนด้านใดก็ควรปรับปรุงพัฒนาสำนักงานเลขาธิการทั้ง ๒ แห่งจะเหมาะสมกว่า

ผมได้พิจารณาข้อเสนอทุกประเด็นของกรรมาธิการแล้วเห็นว่าน่าจะเป็น การปรับปรุงการดำเนินงานปกติมากกว่าข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งคณะกรรมการบริหารสถาบันมีหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว ท้ายนี้ผมขอสรุปว่าจากสภาพปัญหา และข้อเสนอแนะการปฏิรูปของกรรมาธิการดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ และจาก การที่ผมได้สัมผัสสถาบันพระปกเกล้าในฐานะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และคณะอนุกรรมาธิการต่าง ๆ ก็ได้รับการสนับสนุนทางด้านการจัดทำวิจัยทางวิชาการ รวมตลอดถึงบุคลากรที่มีคุณภาพในการช่วยจัดสัมมนาทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ตลอดมาเป็นอย่างดีทุกครั้ง ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านศานิตย์ นาคสุขศรี ต่อไปขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ คงไม่เสียเวลาขอบคุณและชื่นชมกรรมาธิการนะครับ เพราะว่า มีผู้ชื่นชมไปมากแล้ว จะเข้าในประเด็นที่คิดว่ามีความสำคัญที่อยากจะกราบเรียนเสนอไปยัง กรรมาธิการ นัดนี้เป็นนัดสุดท้ายของกรรมาธิการที่จะเสนอรายงานเรื่องทางการเมือง ผมก็มี การบ้านที่จะฝากอยู่พอสมควร

ประเด็นแรก การปฏิรูประบบงานในรัฐสภานั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แล้วก็เป็นเส้นผมบังตาที่เราคิดไม่ออกมานานพอสมควร งานในรัฐสภานั้นต้องบอกว่า มีความสำคัญอย่างยิ่ง สมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ต่อให้ท่านเก่งเลิศเลอมาจากไหน มีความรู้มากมายขนาดไหน ถ้าระบบหรือกลไกหรืองานในรัฐสภาไม่สามารถตอบสนอง หรือทำงานได้อย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้ว ความสามารถนั้นก็จะด้อยลงไปทันที ประเด็นแรก ผมหยิบเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาดู ถ้าเราจะปฏิรูปงานหรือกลไกรัฐสภาผมถามว่า จะปฏิรูปเพื่อใครเป็นอันดับแรกก่อน ผมก็พยายามยกเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง เอาประชาชน เป็นคำตอบว่าเราจะปฏิรูปงานกลไกรัฐสภานั้นมีงานไหนในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ทางกรรมาธิการยังไม่ได้พูดถึงแต่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้และประชาชนได้ประโยชน์ ผมก็พบอยู่บางประเด็นดังนี้ครับ

ประการแรก งานที่ควรจะเกิดขึ้นในหน่วยงานรัฐสภานั้น ผมยังนึกชื่อเร็ว ๆ ไม่ออก แต่นึกไว้เป็นตุ๊กตาก่อน จะเป็นกลุ่มงานหรือจะเป็นสำนักก็แล้วแต่ ขออนุญาตตั้งชื่อว่า กลุ่มงานหรือสำนักประชารัฐ เป็นคำที่กำลังฮิตกันอยู่ในเวลานี้ ถ้าคิดกันให้จริง ๆ จัง ๆ แล้วเราก็จะบอกว่างานในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับประชารัฐคือประชาชนบวกรัฐ รัฐนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นรัฐบาล อาจจะเป็นรัฐสภาหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอยู่มากมาย รัฐวิสาหกิจเราก็เป็นหน่วยงานของรัฐเหมือนกัน มีอยู่เยอะแยะมากมาย ประเด็นแรก พลิกไปดูมาตรา ๗๗ ก่อน ทุกคนทราบดีตอนนี้รู้แจ้งแทงทะลุแล้วว่ามาตรา ๗๗ นั้นเกี่ยวข้อง กับประชาชนเป็นอย่างมาก ประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ประชาชนที่มีส่วนได้เสีย หรือหน่วยงานอื่น ๆ ถ้าจะให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้จริง ๆ รัฐสภาควรจะมีหน่วยงานที่ทำ หน้าที่นี้ รองรับภารกิจนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำประชาพิจารณ์ จะเป็นการประชาสัมพันธ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมีอยู่เยอะแยะมากมาย ผมพลิกดูเร็ว ๆ ประการแรกเลย มาตรา ๗๗ มาตราถัดไปที่เกี่ยวข้องกับประชารัฐหรือหน่วยงานที่ควรจะต้องมีคือ มาตรา ๑๓๓ จริง ๆ บทบัญญัติในมาตรา ๑๓๓ ไม่ใช่เป็นของใหม่ เป็นของเก่า มาตรานี้ เกี่ยวข้องกับการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน ผมทราบและรู้ในอุปสรรคปัญหาของ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาโดยตลอดว่ามีปัญหา มีอุปสรรคมากมายเหลือเกิน ต้องบอกว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ของประชาชนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ เสรีภาพของประชาชนนั้นได้รับความคุ้มครอง และสิทธิ เสรีภาพนั้นเช่นเดียวกันที่เขียนเอาไว้ว่าประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอ กฎหมายต่อรัฐสภา เพราะในมาตรา ๑๓๓ นั้นหน่วยงานหรือผู้ที่จะเสนอกฎหมายต่อ รัฐสภานั้น สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อกันสัดส่วนว่ากันไป คณะรัฐมนตรีว่ากันไป กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ในฐานะหน่วยงานราชการว่ากันไป และที่สำคัญก็คือประชาชน อธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย อำนาจหนึ่งที่เกี่ยวข้องที่ควรจะเข้ามาข้องแวะกับประชาชนคือประชาชน มีสิทธิที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมาย รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติเอาไว้ถึงปี ๒๕๔๐ ๕๐,๐๐๐ คนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ลดลงมาเหลือ ๑๐,๐๐๐ คน และในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็เป็น ๑๐,๐๐๐ คนเช่นเดียวกัน เราจึงมีกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ฉบับปี ๒๕๔๒ แต่บอกว่าปัญหาอุปสรรคนั้นมีมากเหลือเกิน ตั้งแต่ต้องมีหัวหอกก่อน ขออนุญาตใช้คำนี้ ไม่หยาบคายนะครับ หัวหอก คิดจะเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ไปรวบรวมผู้นำ แกนนำมา ตีว่าประมาณ ๑๐๐ คน เข้าชื่อกันเสนอกฎหมายแล้วก็ไปเสนอต่อประธานรัฐสภา อันนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายไปเสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อบอกว่ากระผมเป็นผู้นำ ผมมีสมาชิกอยู่ประมาณ ๑๐๐ คน เรากำลังจะเข้าชื่อ เสนอกฎหมายเรื่องนี้ ๆ กฎหมายประกันสุขภาพ กฎหมายแรงงาน กฎหมายสวัสดิการสังคม เป็นต้น แล้วผมจะได้รวบรวมรายชื่อมาให้ได้ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ ปัญหาว่าการรวบรวมรายชื่อ ๑๐,๐๐๐ ชื่อยากหรือง่ายครับ ต้องบอกว่าที่ผ่านมานั้นเลือดตาแทบกระเด็น ง่ายก็ไม่ใช่ ยากก็ไม่ใช่ แต่สิ่งที่มีปัญหาหรืออุปสรรคก็คือการไม่มีจุดศูนย์กลางที่จะไปประชาสัมพันธ์ บอกกล่าวกับประชาชนในการที่เขาจะเข้ามาร่วมเสนอชื่อต้องมีสำเนาบัตรประชาชน ต้องมีสำเนาทะเบียนบ้าน หาสำเนามาแล้วต้องไปหาผู้นำที่ว่านั่นละ ผู้นำที่ว่านั้นจะไปเร่ร่อน ๗๒ จังหวัด ๗๗ จังหวัดอยู่ได้อย่างไร ผมจึงเสนอว่ารัฐสภาควรจะเป็นศูนย์กลาง ในการรวบรวมรายชื่อนี้ของประชาชน ๑๐,๐๐๐ ชื่อที่จะดำเนินการ เขาจะมาที่ถนนอู่ทองใน มาสวนสัตว์แล้วเดินเข้ามาในสภา ถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ว่าผมมีความสนใจจะเข้าชื่อ เสนอกฎหมายนี้ เจ้าหน้าที่บอกไม่ได้ว่าจะให้ไปที่ไหน ไม่รู้ คุณลองไปถามโต๊ะนั้นดู โต๊ะนั้นบอกว่าคุณลองไปถามห้องนั้นดู ห้องนั้นบอกว่าคุณลองขึ้นไปชั้น ๒ ในที่สุดเดินกลับครับ เพราะฉะนั้นรัฐสภาจะต้องมีหน่วยงานนี้ สำนักหรือกลุ่มงานประชารัฐที่จะมีหน้าที่ ในการรวบรวมรายชื่อบุคคลหรือประชาชนที่จะทำหน้าที่เข้าชื่อเสนอกฎหมาย แล้วงานนี้ ควรจะต้องทำจริง ๆ จัง ๆ นอกจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมายแล้ว ในมาตรา ๒๖๕ (๑) ยังมีสิทธิในการเข้าชื่อกันเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ก็เช่นเดียวกันครับ เขาจะมาเดิน เร่ร่อนว่าผมอยากจะแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ (๑) บอกว่ารวบรวมรายชื่อให้ได้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ยิ่งยากขึ้นอีกเป็น ๑๐ เป็น ๑๐๐ เป็น ๕ เท่า ไปที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้ามีสิ่งที่เป็นศูนย์กลาง เขาจะสามารถดำเนินการได้ นี่คือการแสดงออกถึงสิทธิประชาชน เป็นการแสดงออกถึง หน้าที่พลเมืองในฐานะประชาชนคนไทยที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะต้องทำคือมีหน่วยงานในรัฐสภาที่ทำหน้าที่นี้ แต่เราพูดกันถึงเรื่อง สถาบันพระปกเกล้า ผมก็อยากจะบอกว่าสถาบันพระปกเกล้าก็ทำหน้าที่นี้ได้เช่นเดียวกัน ทำหน้าที่อะไรครับ เขามาเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่รัฐสภาแล้ว ทำรายชื่อให้ได้ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ หรือ ๕๐,๐๐๐ ชื่อเรียบร้อยแล้ว เขามีแต่ประเด็น เขามีแต่หลักการ เขามีแต่เหตุผล มีแต่แนวความคิดในการที่จะแก้กฎหมาย ในการร่างกฎหมาย หรือในการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วเขาจะไปหานักกฎหมายที่ไหนมาแก้กฎหมายหรือร่างกฎหมายให้เขา เขาควรจะไปที่ สถาบันพระปกเกล้า เพราะในกฎหมายไม่ได้เขียนบอกว่าเวลาคุณจะเสนอร่างกฎหมาย ในภาคประชาชนแล้วคุณต้องเอาร่างสำเร็จรูปมาให้เรียบร้อย ๔๘ มาตรา มีหลักการ มีเหตุผลมาเรียบร้อย บอกว่าคุณมีความคิดมาจะแก้กฎหมาย จะร่างกฎหมายทำได้แล้วครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เราพูดถึงสภาพัฒนาการเมือง เขาบอกว่าให้สภาปฏิรูป กฎหมายช่วยในการร่างกฎหมายให้กับประชาชน ตอนนี้ไม่มีแล้วสภาปฏิรูปกฎหมาย ใครล่ะครับจะเป็นคนทำหน้าที่นี้ ผมยกหน้าที่นี้ให้กับสถาบันพระปกเกล้า ลงรายชื่อ ที่รัฐสภาเสร็จแล้ว รวบรวมรายชื่อได้ ๑๐,๐๐๐ ชื่อไปสถาบันพระปกเกล้า บอกเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า ๑๐,๐๐๐ ชื่อนี้เราอยากจะเสนอกฎหมายที่ว่าด้วยการปฏิรูป ระบบสุขภาพ สมมุตินะครับ มีแนวความคิดอย่างนี้ หลักการเป็นอย่างนี้ เหตุผลเป็นอย่างนี้ ท่านช่วยร่างกฎหมายนี้ให้หน่อย สถาบันพระปกเกล้าควรจะทำหน้าที่นี้ ตอบสนองหน้าที่นี้ ประเด็นถัดมาท่านประธาน ถ้าเกินเวลาขอเวลาผมเถอะครับ เพราะตอนนี้ก็ยังพอมีอยู่ ประเด็นถัดมาพูดกันเรื่องการแปรญัตติ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมจะอนุญาตพอสมควรนะครับ แต่ช่วยรักษาเวลาเพราะยังมีผู้อภิปราย อีกหลายท่าน

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

เรื่องการแปรญัตติกฎหมาย ผมบอกเลยว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่จริง ๆ ในอดีตกฎหมายพิจารณาในรัฐสภา ไม่ว่าชั้น ส.ส. หรือชั้น ส.ว. ก็แล้วแต่ วาระที่สอง วาระที่สาม ใช้เวลามากจริง ๆ การแปรญัตติในห้องกรรมาธิการนั้น ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของการแสดงเหตุผลก็มี แต่เป็นเรื่องของการเล่นชั้นเล่นเชิง ก็มีเหมือนกัน เล่นชั้นเล่นเชิงคืออะไรครับ เล่นชั้นเล่นเชิงเพียงเพื่อว่าได้มีสิทธิมาอภิปราย ในสภาแห่งนี้ เพราะถ้าสามารถพูดจนกระทั่งกรรมาธิการเขาไม่ยอมรับสิ่งที่เราเสนอ คำแปรญัตติไป เราก็สงวนคำแปรญัตติหรือสงวนเหตุผลเอาไว้แล้วมาอภิปรายในสภานี้ มาตรานี้ บางวรรค บางประโยค ถ้อยคำเพียงนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ใช้เวลาอภิปรายในสภา เป็นชั่วโมง ๆ เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ผมจึงเสนอไว้อย่างนี้ครับ การเสนอคำแปรญัตติใด ถ้าเสนอในชั้นกรรมาธิการ ในห้องกรรมาธิการแล้วถ้ากรรมาธิการมีมติเป็นเอกฉันท์ เป็นเอกฉันท์นะครับ ให้คำเสนอขอแปรญัตติของสมาชิกผู้นั้นเป็นอันจบไป ไม่ควรจะมีสิทธิ มาอภิปรายในสภา แต่ไม่ใช่ว่า ๒๕ ต่อ ๗ ๑๕ ต่อ ๑๖ ชนะหรือแพ้กันนิด ๆ หน่อย ๆ แล้ว จะไปตัดสิทธิของสมาชิกที่ขอเสนอคำแปรญัตติเอาไว้ก็ไม่เหมาะสม ถ้าเป็นญัตติที่มีมติ เป็นเอกฉันท์ควรจะจบในห้องกรรมาธิการ ไม่ต้องมาเสียเวลาในสภาแห่งนี้ คำแปรญัตติ บางครั้ง ๒-๓ ชั่วโมงไม่จบครับ วนเวียนกันอยู่นั่น แล้วบางครั้งคำเสนอขอแปรญัตตินั้น ซ้ำกันไปซ้ำกันมา ๒๐ คน พูดกันทั้ง ๒๐ คนเหมือนกันเลย เสียเวลาทั้งวันจริง ๆ

ประเด็นถัดมา เรื่องดูงานต่างประเทศ ผมรับปากกับท่านเสรีเอาไว้ว่าจะพูด ขออนุญาตท่านประธานขอพูดเรื่องนี้เป็นประเด็นสุดท้าย ผมมีประสบการณ์เรื่องนี้แล้วก็คิดว่า มีปัญหาจริง ๆ จริง ๆ ถ้าประชุมลับได้ผมจะขอประชุมลับด้วยซ้ำไป ผมจะได้พูดถึงปัญหา ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ผมเห็นด้วยส่วนหนึ่งกับการไปดูงานต่างประเทศ ถ้าเป็นงานที่มีประโยชน์ ต่อประเทศชาติ ต่อประชาชนจริง ๆ ถ้าเป็นงานใหม่ เป็นเรื่องใหม่ เป็นนวัตกรรม อินโนเวชัน (Innovation) ใหม่ ๆ ที่บ้านเราเมืองเรายังไม่มี เป็นเรื่องที่มีปัญหาที่ยังหา ข้อสรุปไม่ได้ เป็นเรื่องที่มีการศึกษาไว้อย่างสมบูรณ์แล้วในต่างประเทศแต่บ้านเรายังไม่เคยรู้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหาได้จากอินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นเรื่องที่ไม่สามารถดูได้จากข้อมูล ในกูเกิล (Google) อย่างนั้นผมก็มองว่ามีความเหมาะสมที่จะไปดูงาน แต่ไปหาดูเสียหน่อย ข้อมูลในอดีต ในกรรมาธิการคณะที่แล้ว ๑-๒ ปีที่แล้ว เขาเคยไปศึกษาเรื่องนี้ เคยดูงานเรื่องนี้ ในต่างประเทศแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่เคยก็มีความเหมาะสมที่จะไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ เป็นปัญหา คือการกำหนดประเทศก่อน เช่นจะไปสวีเดน จะไปสแกนดิเนเวีย จะไปเนเธอร์แลนด์ แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปดูอะไร จะไปนิวซีแลนด์ ขอกำหนดประเทศก่อน พอตกลงประเทศ ลงมติกันในกรรมาธิการนัดนี้ยังไม่จบ ชุดนี้บอกว่าจะไปนิวซีแลนด์ อีก ๔ คนบอกว่าจะไปเนเธอร์แลนด์ อีก ๗ คนบอกว่าจะไปสแกนดิเนเวีย เอาไว้คราวหน้า ประชุมกันใหม่ บางครั้ง ๒ เดือน ๓ เดือนจบที่ประเทศไหน แล้วจึงค่อยมาคุยว่าจะไปดูอะไร นี่คือสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าเป็นความผิด มันไม่ผิด แต่ก็ไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอว่าควรจะมีความรอบคอบ รัดกุม ทำกติกาให้เป็นที่ตกลงกันได้ เป็นสิ่งที่ผมบอกแล้วว่ามีเหตุผล มีความเหมาะสมจริง ๆ ปัญหาอีกอันหนึ่งครับท่านประธาน ผมเจอมาเลย คือการโอนงบประมาณข้ามกรรมาธิการ กรรมาธิการคณะนี้ตกลงกัน ในปิดสมัยประชุมนี้แล้วว่าจะไปสวิตเซอร์แลนด์ กรรมาธิการอีกคณะหนึ่งบอกว่า จะไปแอฟริกาใต้ สวิตเซอร์แลนด์เราเคยไปมาแล้ว ขอโอนงบประมาณจากกรรมาธิการ ๑ ไปกรรมาธิการ ๒ เพื่อจะไปแอฟริกาใต้ ถ้าแบบนี้ ผมก็ว่าไม่เหมาะสม จริง ๆ มีปัญหาอีกเยอะแยะมากมาย มีเรื่องของการที่เรียกว่าตกเบ็ด กรรมาธิการก็มี ตกเบ็ดกรรมาธิการคือยอมจ่ายเงินให้ส่วนที่เพิ่มจากค่าตั๋วเครื่องบิน จริง ๆ เรื่องนี้ผมอยากจะพูดเป็นประชุมลับด้วยซ้ำไป เป็นสิ่งที่ผมได้ยินมากับหูแล้ว ผมก็เห็นว่ามีความไม่เหมาะสมแล้วก็น่าจะผิดจริยธรรมด้วย เพื่ออะไรครับ แอดอัป (Add up) ค่าตั๋วเครื่องบินให้จากชั้นประหยัดเป็นชั้นธุรกิจหรือชั้นเฟิสต์คลาส (First Class) แลกกับ การขอเป็นประธานกรรมาธิการ เพื่ออะไรครับ ประธานกรรมาธิการนั้นเวลาพิจารณา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไม่ต้องเว้นวรรค ๒ ปี ปีนี้เป็นประธานกรรมาธิการ ปีหน้าเป็นประธาน กรรมาธิการแอดอัป (Add up) สายสะพายเพิ่มสาย ๑ เป็นสาย ๒ สาย ๒ เป็นสาย ๓ แต่สาย ๓ เป็นสาย ๔ ต้องเว้น ๒ ปี อันนี้ขออนุญาตพูดเบา ๆ เพราะผมก็อึดอัดเก็บไว้ พอสมควร จึงเห็นว่าถ้าจะมีการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ให้มีความรอบคอบ พิจารณาถึง คุณธรรมจริยธรรมและความเหมาะสมแล้ว ผมว่าภาพพจน์หน้าตาของการดูงานต่างประเทศ จะดีขึ้นอีกเยอะ จริง ๆ มีเรื่องอีกมากมายเหลือเกินงานในรัฐสภา ถ้าให้เวลาผมสักชั่วโมงหนึ่ง ผมก็คงจะพูดได้อย่างเต็มที่ ขออนุญาตเวลาท่านประธานเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม นะครับ ท่านต่อไปขอเชิญ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีต สมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ในฐานะสมาชิก สปท. ค่ะ เรื่องการปฏิรูประบบงานในรัฐสภาดิฉันคิดว่า เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แล้วก็ดีใจที่ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา พร้อมทั้งรวมในการปฏิรูป รัฐสภาใหม่ที่กำลังจะเสร็จในอนาคตนี้ด้วย ก็จัดว่าสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่อยากจะคิดย้อนกลับไป ก็คือดิฉันคิดว่าปฏิรูปแล้วจะได้อะไรขึ้น คือท่านให้รายละเอียดในการปฏิรูปหมดไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องการปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภา การปฏิบัติงานของหน่วยงานที่สังกัดรัฐสภา ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐสภาใหม่ ในขณะเดียวกันก็อยากจะให้สรุปสักนิดหนึ่งว่าถ้าหากปฏิรูป การปฏิบัติงานทั้งหมดนี้รัฐสภาใหม่จากการปฏิรูปจะได้อะไรขึ้น สำหรับดิฉันคิดว่า อันนี้จำเป็นที่จะต้องปฏิรูป เพราะว่าเราจะต้องวิ่งให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป การแข่งขันระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญ และความเฉียบคมในการดำเนินโยบาย รวมทั้ง การบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับงานของรัฐสภา ซึ่งมีหน้าที่ที่สำคัญ ท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วก็คือในเรื่องของการตรากฎหมาย แล้วก็ควบคุมการบริหาร ราชการแผ่นดิน ให้ความเห็นชอบในเรื่องที่สำคัญต่าง ๆ นอกไปจากงบประมาณ อาจจะเป็น สนธิสัญญาระหว่างประเทศ แล้วก็ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นบุคคลชั้นผู้นำในองค์กรเหล่านั้นทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นงานของรัฐสภา เป็นสิ่งที่จำเป็น แล้วก็ต้องการงานที่มีคุณภาพ ซึ่งจะประกอบกัน ๒ ส่วน ก็คือ สมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีคุณภาพ และหน่วยงานในสังกัดที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานของสมาชิกรัฐสภา ให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และนำพาประเทศสามารถที่จะแข่งขันได้ เพราะฉะนั้นงานของรัฐสภาไม่ใช่เฉพาะอยู่ในบริบทของประเทศไทยเท่านั้น หากจำเป็น ที่จะต้องเชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ ทั้งในอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันแล้วก็ประเทศอื่น ๆ ที่คิดว่ามีอิทธิพลต่อประเทศเราด้วย สิ่งที่ต้องการก็คือสมาชิกรัฐสภาซึ่งมีคุณภาพ มีความสามารถ ในการที่จะดำเนินงานเหล่านี้ อันนี้เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะได้คนที่มีความถนัดในทุกเรื่อง เพราะเป็นบุคคลที่ประชาชนเขาเลือกเข้ามา แต่เรื่องของการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกรัฐสภาแล้ว การที่จะพัฒนาทักษะให้เกิดขึ้นภายหลังเป็นสิ่งที่ รัฐสภาโดยหน่วยงานสนับสนุนสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติ ของสมาชิกก็แล้วแต่ประชาชนจะเลือกมา แต่เมื่อเลือกเข้ามาแล้วรัฐสภามีหน้าที่ทำให้ สมาชิกนั้นสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพในกรรมาธิการที่เขารับผิดชอบ อันนี้ก็เป็น หน้าที่ของรัฐสภา ดิฉันคิดว่าในเรื่องของจริยธรรม หน้าที่อันนั้นใช้มานานแล้วไม่เกิด ประโยชน์อะไรที่จะมาทำประมวลจริยธรรม ไม่เคยฟังก์ชัน (Function) ได้อย่างดี อยากให้ กำหนดไปเลยว่าอะไรคือข้อห้ามของสมาชิกรัฐสภา ใช้กับสมาชิกในทุกระดับตั้งแต่ประธาน รัฐสภา ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรลงมาเลยว่าคุณจะทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง ถ้าฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษอย่างไรบ้าง เช่นถ้าเป็นประธานก็ต้องทำหน้าที่ เป็นกลาง ไม่ใช่ประธานเข้าข้างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แล้วก็พยายาม ที่จะทำทุกทางเพื่อให้ชนะในการเดินเกมของการเมืองในขณะที่ประชุมสภาอยู่ อันนี้ถ้าพิสูจน์ได้ ก็ต้องมีบทลงโทษ จริยธรรมเป็นสิ่งที่จะต้องอบรมมาตั้งแต่เล็ก ๆ ตั้งแต่ ๒ ขวบเป็นต้นไป ก็สามารถที่จะอบรมได้แล้ว จะมาพูดกันตอนเป็นสมาชิกรัฐสภาก็คงไม่สามารถจะกลับได้ แต่ว่ากรอบระเบียบ ข้อบังคับจะบังคับได้ นอกจากนั้นดิฉันเห็นด้วยว่าถ้าหากเราปฏิรูปแล้ว รัฐสภาที่ควรจะทันสมัยแล้วก็ช่วยเหลือสมาชิกได้อย่างดี ที่คิดอยู่อาจจะเป็นในลักษณะ ต่อไปนี้ น่าจะเป็นรัฐสภาที่เป็นเปเปอร์เลสออฟฟิศ (Paperless Office) ใช้เทคโนโลยี ทางด้านคอมพิวเตอร์ให้มากที่สุด อยากเห็นรัฐสภาที่มีห้องสมุดที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ไลบรารี ออฟ คองเกรส (Library of Congress) ของเขา เป็นแหล่งรวมข้อมูลทุกชนิดที่จะสืบค้นได้เลย ต้องการข้อมูลที่ไหนเราจะได้จาก ไลบรารี ออฟ คองเกรส (Library of Congress) ทั้งสิ้น ดิฉันก็หวังว่าห้องสมุดของพาร์เลียเมนต์ (Parliament) ของเราก็ควรจะมีคุณสมบัติเช่นนั้น นอกจากนั้นที่ท่านเสนอว่า จะต้องเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลด้านนิติบัญญัติที่ทันสมัยก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และควรจะเป็น แหล่งที่ประชาชนสามารถจะพึ่งพาได้ มีระเบียบ ข้อบังคับ ดิฉันเสนอว่าแทนที่จะมีประมวล จริยธรรม มีระเบียบ ข้อบังคับในการปฏิบัติตนที่เหมาะสมสำหรับในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ในการปฏิบัติตัว ในการปฏิบัติงานชัดเจนทุกระดับ พร้อมทั้งบทลงโทษถ้าฝ่าฝืน ข้อสำคัญมี ซัปพอร์ตทิฟยูนิต (Supportive Unit) หรือว่าหน่วยสนับสนุนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย ประกอบการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาในทุก ๆ เรื่อง ช่วยเหลือประชาชนในกรณีที่ ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ ต้องการการร้องเรียนทำนองนี้ เพราะฉะนั้น สำนักวิเคราะห์งบประมาณเป็นสิ่งที่จำเป็นควรจะจัดให้มีขึ้น รวมทั้งศูนย์ประชาคมอาเซียน ก็เห็นด้วยในการที่จะมี และควรจะเป็นการรวบรวมนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของ แต่ละประเทศที่มีอิทธิพล มีผลต่อประเทศไทยด้วย อันนี้เป็นซัปพอร์ตทิฟยูนิต (Supportive Unit) ที่สำคัญ นอกจากนั้นอยากจะเห็นว่าเมื่อปฏิรูปแล้วรัฐสภาหรือสภาแห่งใหม่ที่จะเสร็จนี้จะเป็น สถานที่สำคัญของประเทศ เพราะดูจากแปลนแล้วก็สวยงาม เป็นศักดิ์ศรีหน้าตาควรจะมี การบริหารจัดการพื้นที่ต่าง ๆ ให้สมเกียรติที่จะเป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางทางด้านนิติบัญญัติ ของประเทศ ดิฉันมองในข้อเสนอแนะที่เสนอมาเกี่ยวกับเรื่องของรัฐสภาใหม่ ไม่เห็น สิ่งที่อยากจะได้ ดิฉันขอฝากเอาไว้ด้วย ดิฉันหวังว่ารัฐสภาใหม่จะกว้างขวางพอที่ท่าน จะบริหารจัดการไม่ให้กลายสภาพเป็นฟู้ดคอร์ต (Food Court) อย่างในสมัยนี้ อันนี้ก็คงเป็น ความจำเป็นท่านเคยไปดูงานทั่วโลกของรัฐสภาเกือบจะทุกประเทศ อันนี้คือประโยชน์ของ การดูงานต่างประเทศค่ะท่านคำนูณ ท่านจะไม่เคยเห็นรัฐสภาที่ไหนเลยที่มีหม้อก๋วยเตี๋ยว อยู่ข้างห้องรับรองแขกของรัฐสภา แล้วก็เป็นอยู่ทุกสมัย ดิฉันอยู่สภานี้มาเกือบ ๑๐ ปี ก็ได้เคยร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาว่าไม่สมศักดิ์ศรีของสถานที่เลยที่มีการจัดอาหาร รู้สึกมันเหมือนกับครัว ยกครัวไปตั้งตามที่ต่าง ๆ หน้าห้องทุกห้อง แล้วก็รับประทาน บางทีก็มีกลิ่นการอบอาหาร อบขนมอะไรทำนองนี้ ขอให้รัฐสภาใหม่ท่านจัดทุกอย่าง มีการประหยัดไฟฟ้า ระบบความปลอดภัย มีห้องทำงานของสมาชิกทั้งหลาย กรุณา มีห้องอาหารที่จัดเป็นสัดส่วน อย่ามารับประทานกันตามทางเดินอีกเลย เพราะว่าทุกวันนี้ ก็ไม่ถูกทั้งสุขภาพอนามัย และไม่ถูกทั้งความสวยงาม เรียบร้อย และศักดิ์ศรีของการเป็น สถานที่ที่สำคัญของประเทศด้วย ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานพรพันธุ์นะครับ ท่านต่อไปขอเชิญ พลเอก นคร สุขประเสริฐ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ขอเชิญครับ

พลเอก นคร สุขประเสริฐ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผมรู้สึกยินดีที่ได้มีวาระปฏิรูปการปฏิบัติงานของรัฐสภาและเจ้าหน้าที่ ซึ่งเราได้มีส่วนร่วมปฏิบัติงานในรัฐสภามาเป็นเวลาเกือบ ๓ ปีแล้ว ก็เห็นว่ามีสิ่งที่ควรจะ พัฒนาปรับปรุงในเรื่องต่าง ๆ ก็ขออนุญาตกล่าวอ้างไปถึงสมัยที่เป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์เป็นประธาน ทางคณะกรรมาธิการ ก็มีประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยในการปรับปรุงการปฏิบัติงานของรัฐสภาและเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นปัญหา น้ำท่วมปากมาทุกสมัย แต่ก็เสียดายที่ในวาระนั้นไม่ผ่านความเห็นชอบของสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ ฉะนั้นเมื่อนำสิ่งนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้งหนึ่งจึงขอใช้โอกาสนี้ได้แสดงความคิดเห็น สำหรับในเรื่องต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้นำเสนอนั้น ส่วนใหญ่ผมก็เห็นด้วย แต่มีบางประเด็นที่อยากจะนำเสนอในมุมมองที่ยังไม่เห็นปรากฏในรายงานนี้ แล้วก็ถือว่า เป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่ง

เรื่องแรก ก็คือเรื่องการรักษาความปลอดภัย อาจจะเห็นว่าผมเคยเป็นทหาร เราก็จะมองในเรื่องนี้เน้นเป็นพิเศษ แต่ถ้าไปพูดเรื่องอื่น ๆ ก็จะไปซ้ำกับท่านสมาชิก ที่ได้อภิปรายในลำดับต้น ๆ ไปแล้ว ในเรื่องรักษาความปลอดภัยถือว่าเป็นความสำคัญยิ่งยวด ในระดับหนึ่ง แต่เป็นความอ่อนแอในการรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาไทย ก็ไม่ได้ตำหนิ เราควรจะไปปรับปรุงเสริมแต่งในส่วนนี้ให้มากขึ้น การรักษาความปลอดภัยมีทั้งการรักษา ความปลอดภัยสถานที่ การรักษาความปลอดภัยบุคคล และการรักษาความปลอดภัยทางเอกสาร การรักษา ความปลอดภัยสถานที่เราก็เห็นกันอยู่ อาจจะเป็นความคุ้นชินที่เคยมีมาแต่นานเจ้าหน้าที่ เราก็อาจจะปล่อยปละละเลยบ้าง ในห้วงเกือบ ๓ ปีที่ผ่านมาถ้ามีสถานการณ์ข้างนอก ที่กระตุ้นเตือนเราก็จะเร่งเร้าในเรื่องนี้มากขึ้น พอนานไปก็จะเฉื่อยชา ซึ่งอันนี้ถือว่า เป็นจุดอ่อนที่สำคัญ แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานควรจะมี ความเสมอต้นเสมอปลายแล้วก็เข้มงวดโดยต่อเนื่องไม่ละเว้นการปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นใคร ก็แล้วแต่ การเข้ามีช่องตรวจเอกซเรย์ ผมเฝ้าสังเกตมาบางทีเจ้าหน้าที่ก็เกรงใจปล่อยให้ผ่านไป บางคนหิ้วของพะรุงพะรังมาก็ไม่ผ่านเครื่องตรวจเอกซเรย์ก็ไม่เรียกเข้ามาตรวจ อันนี้ก็เป็น จุดอ่อนจุดหนึ่งในเรื่องความปลอดภัยสถานที่ ฉะนั้นจะต้องไปยกระดับมาตรฐานความสำนึก รับผิดชอบทั้งของตัวเจ้าหน้าที่และตัว ส.ส. ส.ว. สนช. และ สปท. ว่าจะต้องตระหนักในเรื่องนี้ แล้วก็ทำให้เป็นเรื่องที่ปฏิบัติเป็นไปโดยอัตโนมัติ เรื่องการรักษาความปลอดภัยบุคคล ก็อยากจะยกตัวอย่างว่าเจ้าหน้าที่บริการในห้องอาหารมีบุคคลต่างด้าวมาเป็นผู้บริการก็มี สมควรหรือเปล่าที่จะมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นถึงแม้ว่าเขาจะมีบัตรแรงงานถูกต้องก็แล้วแต่ แต่สถานที่ลักษณะเช่นนี้ควรจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้หรือเปล่า คือต้องมีการตรวจสอบ มีการสกรีน (Screen) บริษัทที่เขาจะมารับจ้างมาทำอะไร การรักษาความปลอดภัย บริเวณด้านหลังหละหลวมมาก การนำอาหาร นำอุปกรณ์ปรุงประกอบขึ้นมาผมว่า ไม่มีการตรวจสอบอะไรเลย อันนี้คือประเด็นที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปลีกย่อยแต่ว่าเป็น เรื่องสำคัญ แล้วเป็นเรื่องที่ว่าเกิดขึ้นมาแล้วแก้ตัวไม่ได้ ก็อยากจะฝากประเด็นอันนี้ ให้ตระหนักรู้ ผมคงจะอยู่ในสภานี้อีกไม่นานเท่าไรนักก็จะพ้นวาระไปแล้ว ก็อยากจะฝาก ประเด็นพวกนี้เป็นต้นแบบเอาไว้ในการปรับปรุงในโอกาสต่อไป ฉะนั้นตรงนี้จะต้องมีการพัฒนา บุคลากร จะต้องมีการเสริมสร้าง มีการอบรม คนมีตำแหน่งระดับนี้ควรจะทำอย่างนี้ แล้วก็ควร สร้างจริยธรรมให้กับสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จะต้องเคารพแล้วก็เชื่อฟังในกฎ ระเบียบการรักษา ความปลอดภัย ประเด็นนี้ก็ไม่ได้มีในนั้น ก็อยากจะฝากเพิ่มเติมเอาไว้

ประเด็นต่อไป ผมจะพูด ๒ ประเด็น ก็อาจจะเกินเวลาท่านไปสักเล็กน้อย ก็เลยขออนุญาตไว้ในเบื้องนี้เลย ประเด็นที่จะนำเสนอต่อไปคือประเด็นเรื่องสถาบัน พระปกเกล้า ในรายงานของคณะกรรมาธิการท่านได้รายงานมาว่าสภาพปัญหาการตั้ง สถาบันพระปกเกล้าควรมีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนงานของรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปรากฏว่าระยะเวลาที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้า กลับไปเน้นหนักในการวิจัยที่ไม่สอดรับกับการทำงานของรัฐสภา และยังมุ่งเน้นเหมือนเป็น สถาบันที่ให้ความรู้จัดหลักสูตรไปในแนวทางสร้างค่านิยมให้เฉพาะกลุ่มการเมือง และกลุ่มนักธุรกิจ พ่อค้า ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม กลายเป็นการทำงาน ที่ผิดวัตถุประสงค์ของการเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา ถ้าเป็นข้อกล่าวหาก็คงต้องเอาไป ประหารชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ววัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้ามีตั้ง ๑๐ เรื่อง ที่อาจารย์ถวิลวดี ขอเอ่ยนาม แล้วก็หลาย ๆ ท่านได้พูดไปแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียว จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องภายในของสภาด้วย ลูกค้าของสถาบันพระปกเกล้า ขออนุญาตใช้คำว่า ลูกค้า ไม่ใช่มีเฉพาะสมาชิกเท่านั้น มันหลากหลายไปทั่วประเทศ ประชาชนคือเป้าหมายหลัก ของสถาบันพระปกเกล้า การเผยแพร่ความรู้ประชาธิปไตย การให้ความรู้ การมีส่วนร่วม การออกไปรับฟังความคิดเห็น อันนั้นเป็นงาน ถ้าอย่างนี้คือกรรมาธิการไม่ได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องนั้น มุ่งเอาแต่เรื่องของตัวเองเป็นหลัก ฉะนั้นประเด็นนี้ควรจะพัฒนาบุคลากร ในองค์กรของเรา อาจารย์ถวิลวดีก็ได้นำเสนอ เมื่อสักครู่นี้ผมเพิ่งได้ข้อมูล ขออ้าง ท่านบอกว่านักวิชาการอะไรของ ๒ สภา อันหนึ่งมีเป็น ๑,๐๐๐ อันหนึ่งเป็น ๑๐๐ แต่ของ สถาบันพระปกเกล้ามีเป็น ๑๐ ต้องดูตัวเราด้วยว่าบกพร่องอะไร การที่สถาบันพระปกเกล้า มีความอิสระและความเป็นกลางกำหนดเอาไว้ในการจัดตั้ง ความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง ในบอร์ด (Board) จะมีผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๑ คน โดยตำแหน่งก็ส่วนหนึ่ง แต่ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นเสียงส่วนใหญ่ ฉะนั้นต้องมีความเป็นกลางแน่ แนวความคิดของกรรมาธิการที่จะดึงเขา ลงมาแล้วก็มาอยู่ในรัฐสภา อย่างที่ผมได้เรียนไว้ว่าเราดูตัวของเราก่อนว่าในรัฐสภาควรจะ ปรับปรุงอะไร ถ้าเปรียบเสมือนของที่ดีอยู่แล้วไปดึงลงมาทำให้เสียค่าลงไปอีกควรจะนำมา ประพฤติปฏิบัติหรือเปล่า การโยกย้ายบุคลากร การบริหารงานของรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาที่ผ่านมาเป็นปัญหาน้ำท่วมปากของข้าราชการในสภา ยิ่งถ้ามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากพรรคการเมือง ประธานรัฐสภาเป็นคนของ พรรคการเมืองมานั่งอยู่ มาบริหาร มาควบคุมอยู่ ปัญหาที่ท่านแก้ยังไม่ได้ เลขาธิการ ท่านก็เปลี่ยน คนนี้ไม่พอใจท่านก็เอาคนนั้น ยกเว้นข้อกำหนดนั้น เพิ่มเติมข้อกำหนดนี้ อันนี้ผมว่าคือสิ่งที่เคยเป็นไปเป็นมา เราควรจะปฏิรูปตรงนี้ให้ดี ฉะนั้นสถาบันพระปกเกล้า ในประเด็นที่ว่าสร้างเครือข่ายทางการเมือง ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราไปดูกันมาตั้งแต่ หลักสูตรสูงที่สุดคือหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ต่างจากสถาบันพระปกเกล้าไหม หลักสูตรขององค์กรอิสระต่าง ๆ มีปัญหามากกว่าสถาบันพระปกเกล้าไหม ที่ กกต. จัดตั้ง ที่ ป.ป.ช. จัดตั้ง ผมขอยกตัวอย่างข่าวสังคมซุบซิบสักอันหนึ่ง ผมเพิ่งอ่านไป ถ้าพูดถึง ก็อาจจะเป็นเดือน ๆ ที่ผ่านมา ก็อยากขอนำเรียนแต่ไม่เอ่ยชื่อ ในวันเกิดของอดีต ส.ส. ท่านหนึ่งซึ่งเคยเป็นหัวหน้าพรรค และเคยเป็นรัฐมนตรี ในวันนั้นประธานคณะกรรมการ การเลือกตั้งและคณะได้ร่วมกันเข้าไปอวยพรวันเกิดเนื่องจากเคยเป็นนักศึกษาของหลักสูตร ในองค์กรนั้น ๆ ฉะนั้นผมว่าข้อกล่าวหาที่ท่านกรรมาธิการได้เขียนปรากฏในเอกสาร รายงานนี้ผมก็คิดว่าเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป จริง ๆ แล้วผมว่าเบาบางกว่าส่วนต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ เสียอีก ส่วนประเด็นปัญหาการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาของสถาบัน พระปกเกล้าในหลักสูตรต่าง ๆ ผมว่าระบบเขาดีอยู่แล้ว จากที่ผมศึกษาดูเขามีคณะกรรมการ กลั่นกรองนักศึกษาเข้ามาในทุกภาคส่วน ถ้าผมจำไม่ผิด ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์นรนิติ ท่านเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก การคัดเลือกที่ผ่านมามีปัญหา เพราะมีการแทรกแซงจากคนข้างนอก ในสถาบันนั้นก็จะมีถ้าเป็นในยุคก่อน ๆ ในยุคก่อน ๆ ประธานสภาก็จะขอโควตา รองประธานสภาก็จะขอโควตา ประธานกรรมาธิการก็จะขอ โควตา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือความหนักใจ และทำให้สถาบันเขาเกิดความเสียหาย ผมก็อยากจะขอเรียนเอาไว้ว่าในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เราควรจะมาดู มาจัดการตัวเอง ส่วนที่เป็นส่วนวิชาการของทั้ง ๒ สภา ประสิทธิภาพ คุณภาพ คนตรงกับงานไหม เอาคน ไปใช้ผิดประเภทหรือเปล่า อันนั้นเป็นเรื่องหลัก ถ้าเปรียบเทียบกับจำนวนคนที่ อาจารย์ถวิลวดีเอามานำเสนอเมื่อสักครู่นี้ อันนี้ผมก็อยากจะเรียนว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราควร จะปฏิรูปกัน ตอนนี้คณะกรรมาธิการก็มาพูดว่าประเด็นปัญหา คือทางสนับสนุนทางวิชาการ แค่นั้นเอง แต่ไม่ได้เอาอีก ๙ ข้อมาพูดด้วย ฉะนั้นถ้าอยากจะให้เขาทำงานอะไรก็ไปเพิ่ม ศักยภาพให้เขาขึ้นไปอีก นอกจากถ้าตัวเองไม่มีความสามารถที่จะปรับปรุง ๒ ส่วนของสภา เพราะคิดว่าทำเต็มที่แล้วก็ไปปรับปรุงให้ทางสถาบันพระปกเกล้า ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือยุบ สถาบันพระปกเกล้ามาอยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐสภาผมว่าก็จะทำให้เละไปหมด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อยากจะเสนอประเด็นเอาไว้ว่าบางมุมมันสำคัญกว่าส่วนที่จะสนับสนุนอีก เพราะมีตั้ง ๑๐ ส่วน ก็อยากเสนอว่าควรจะไปพิจารณาปฏิรูปในลักษณะใด ผมขอย้อนกลับ ไปในเรื่องการรักษาความปลอดภัยอีกนิดหนึ่ง เพราะผมตกไปประเด็นหนึ่ง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ช่วยกรุณาสรุปด้วยครับ

พลเอก นคร สุขประเสริฐ

ผมขออนุญาตอีกหน่อยหนึ่งได้ไหมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ได้ แต่ว่าเริ่มสรุปได้แล้วครับ

พลเอก นคร สุขประเสริฐ

ประเด็นสุดท้าย ก็คือการรักษาความปลอดภัย ทางเอกสาร เมื่อสักครู่ผมข้ามไปหน่อย เป็นประเด็นสำคัญ คือลักษณะการที่กรรมาธิการ ประชุมหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมขอยกตัวอย่างกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ผมได้ร่วม คือชุดของอาจารย์บวรศักดิ์ ยังไม่ออกจากห้องประชุมเลยข้างนอกรู้หมดแล้ว ก็ต้องมี การตรวจ วันนั้นก็ขอหน่วยทหารมาตรวจหาเครื่องดักฟัง เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่อยู่ในนี้ คงจะจำเหตุการณ์ตรงนั้นได้ เอกสารต่าง ๆ ที่เป็นความลับก็ถูกถ่ายทอดออกไป เมื่อกรณีที่มี เหตุการณ์กระทั่งถึงฟ้องศาลยุติธรรม ศาลขอเรื่องมาเลยว่าขอบันทึกการประชุมในวันนั้น วาระนั้น เมื่อไปแล้วไม่พอ ขอรายงานของเจ้าหน้าที่ชวเลขอีก ฉะนั้นถ้าไม่ออกไปเขาจะรู้ ได้อย่างไรว่ามีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น ฉะนั้นก็อยากจะฝากประเด็นเหล่านี้ไว้ว่าเราควรจะ ปรับปรุง อย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่าส่วนใหญ่ของสมาชิกเราอีกไม่นานก็จะต้องพ้นจากการเป็น สมาชิกแล้ว อะไรที่จะพัฒนาให้สภาเราดีขึ้นกรรมาธิการก็น่าจะรับไปพิจารณาแล้วก็ปรับปรุง ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เนื่องจากอภิปรายกันมาหลายท่าน แล้วยังมีอีกหลายท่าน แล้วก็มีประเด็น ในรายละเอียดอยู่หลายประเด็นที่เป็นข้อเสนอการปฏิรูป ก็เลยจะขออนุญาตให้ท่านประธาน กรรมาธิการได้ตอบข้อซักถามของสมาชิกในช่วงแรกก่อน ขอเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ อันดับแรกขออนุญาตหารือ ท่านประธานก่อนว่าสิ่งที่สมาชิกได้อภิปรายในวันนี้เป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ จะทำให้รายงาน ฉบับนี้สมบูรณ์ขึ้น แต่ด้วยเนื้อหาสาระและระยะเวลาที่พยายามจะให้เสร็จ แล้วเกรงว่า ความสมบูรณ์หรือเนื้อหาอาจจะไม่ครบถ้วน ก็ขอหารือว่าขอให้เลื่อนรายงานฉบับนี้ ไปประชุมต่อในวันจันทร์หน้า ขอหารือนะครับ แต่ก่อนที่ท่านประธานจะตัดสินใจ ก็ขออนุญาตทำความเข้าใจกับท่านสมาชิกสักเล็กน้อยว่า ในส่วนรายงานดังกล่าวนี้เป็นรายงานที่คณะกรรมาธิการมีความต้องการในการที่จะปฏิรูป ระบบงานของรัฐสภาให้มีประสิทธิภาพและดียิ่ง ๆ กว่าเดิม เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการ เสนอตามรายงานนี้อาจจะมีถ้อยคำก็ดี อาจจะมีเนื้อหาสาระหรือข้อเท็จจริงบางเรื่องก็ดี ที่อาจจะตรงใจหรือไม่ตรงใจ หรือไม่ตรงกับสิ่งที่สมาชิกบางท่านได้พบมาก็ดี กรรมาธิการ ก็เห็นว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายนั้นมีเหตุผล มีเนื้อหาสาระที่กรรมาธิการคงจะต้องนำมา ปรับแก้ แต่การปรับแก้ดังกล่าวก็ต้องกราบเรียนว่าต้องการให้ท่านสมาชิกได้อภิปราย เสนอความเห็นกันเยอะ ๆ มุมมองก็จะกว้างขวาง จะสามารถมองเห็นประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่จะทำให้การปฏิรูประบบงานในรัฐสภานี้ดีขึ้นกว่าเดิม ที่ท่าน พลเอก นคร เมื่อสักครู่ ท่านยกตัวอย่างในเรื่องว่าแม้กระทั่งการจะเข้าศึกษาอบรมในสถาบันพระปกเกล้า ประธานสภา รองประธานสภาก็ยังมีการขอโควตา แสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นจริง และต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจริง ๆ เรื่องของสถาบันพระปกเกล้า เป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งในรายงานฉบับนี้เท่านั้น แต่ปรากฏว่าสมาชิกท่านกรุณา ให้ความสนใจมาก รายงานฉบับนี้จริง ๆ มีหลายมิติ หลายเรื่องที่อยากให้ท่านสมาชิก ช่วยเสนอ และส่วนของสถาบันพระปกเกล้าเองก็เจตนาดี ต้องกราบเรียนว่าถ้าอ่านรายงาน ฉบับนี้ดี ๆ แล้ว รายงานฉบับนี้ไม่ได้ว่ากล่าวสถาบันพระปกเกล้าแต่อย่างใดเลย แต่อาจจะมี บางถ้อยคำที่บอกว่าไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าเจตนา ความตั้งใจ ของรายงานฉบับนี้ต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเข้ามาสนับสนุนกิจการงานของรัฐสภา ให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่มิได้หมายความว่างานของสถาบันพระปกเกล้าที่ทำมาจะเป็น เรื่องไม่ดี ไม่ได้ว่ากล่าวหรือเขียนไปไกลถึงขนาดนั้นตามที่ท่านสมาชิกได้เสนอความเห็น หรืออภิปรายไป ความดีของสถาบันพระปกเกล้าเราเห็นอยู่ แล้วการทำงานก็ทำได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพียงแต่ประเด็นที่เราเสนอนั้นก็คือความเชื่อมโยงระหว่างการทำงาน ของสถาบันพระปกเกล้าที่จะเข้ามาช่วยงานของรัฐสภา ตรงนี้ที่เป็นสิ่งที่เราเสนอ ส่วนความล่าช้าเกิดจากอะไร เกิดจากงานวิจัย งานวิจัยต้องใช้เวลา สิ่งที่เราบอกว่าช้าคือ ต้องไปทำวิจัย แต่เราไม่ได้บอกว่างานวิจัยนั้นไม่ดี เราไม่ได้พูด แต่เรากำลังบอกว่าถ้าจะทำ ให้เร็วนั้นจะทำได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้รับงบประมาณปีหนึ่ง เกือบ ๔๐๐ ล้านบาทต่อปี กับงานที่สนับสนุนงานรัฐสภาเราก็อยากให้คุ้มค่ากับเงิน เราไม่ได้ บอกว่า ๔๐๐ ล้านบาทมากหรือน้อย ถ้าจะบอกว่าสถาบันพระปกเกล้าเป็นส่วนหนึ่งของงาน ในรัฐสภาน่าจะช่วยงานรัฐสภาได้มากกว่านี้ อันนี้เป็นความตั้งใจที่ให้การทำงานดีขึ้น ส่วนงานวิจัยเราก็เห็นความสำคัญ เพราะเราก็รู้ว่าวิจัยแต่ละครั้งแต่ละเรื่องเสียเงินฉบับหนึ่ง เป็นแสนบาท บางฉบับตั้ง ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท นี่คือสิ่งที่เราเห็นคุณค่าว่ามีมูลค่า มีราคา เราไม่ได้ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ดี แต่เป็นเรื่องที่เราคิดว่าถ้าจะสนับสนุนงานสภาเราก็จะเอา สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้ทำเป็นภารกิจอยู่ ทำอย่างไรให้มาสนับสนุนงานของรัฐสภา ส่วนที่รายงานนี้อาจจะไม่ได้พูดถึง ขอเอ่ยนาม ท่านอาจารย์ถวิลวดีได้กรุณาให้ดูชาร์ต (Chart) อะไรต่าง ๆ อันนั้นเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วครับ เราไม่เคยปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ แต่ถ้าหากว่าท่านสมาชิกประสงค์ จะเอาเข้ามาเสริมให้รายงานนี้สมบูรณ์ขึ้นเราก็ยินดีอย่างยิ่ง เราไม่ได้ปฏิเสธเลยตรงนั้น แล้วเราก็ไม่ได้มองในสถานะของสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันที่ไม่ดีหรือทำไม่ถูกต้องอะไร ก็กราบเรียนเพื่อทำความเข้าใจ แล้วส่วนอื่น ๆ ก็เอาไว้ตอบหลังจากที่สมาชิกได้อภิปราย ถ้าท่านประธานจะกรุณาเลื่อน ผมก็จะไปตอบคราวหน้านะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการนะครับ เผอิญมีผู้แสดงความจำนง ในการอภิปรายยังเหลืออีกหลายท่าน แล้วเนื่องจากว่าเป็นรายงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ฝ่ายนิติบัญญัติเพียงฉบับเดียว แล้วก็เป็นฉบับที่วิป (Whip) สปท. ให้ความสำคัญมาก ดังนั้นข้อหารือของผมตามข้อบังคับ ข้อ ๓๐ ก็คือว่าถ้าสมาชิกไม่เห็นเป็นอย่างอื่นก็จะขอ เลื่อนการพิจารณาระเบียบวาระนี้ไปในการประชุมคราวหน้า มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มีนะครับ ก็เลื่อนการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ นี้ไปในการประชุม คราวหน้า

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใดที่จะ ขอหารือไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญ ขอเชิญท่านนิกร จำนง ครับ

นายนิกร จำนง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗๙ ประเด็นหารือของผมคือการดำรงตำแหน่ง สปท. ก็อยากจะเรียน ท่านประธานว่าผมเองมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งหลังจากได้รับการประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประกาศ ณ วันที่ ๕ ตุลาคม แต่งตั้งเป็น สปท. ลำดับ ๗๙ แต่โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖๖ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๖๓ วรรคเจ็ด ได้กำหนดเกี่ยวกับสิทธิสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่จะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายหลัง รัฐธรรมนูญประกาศใช้ คือต้องเป็นผู้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ภายในเก้าสิบวัน นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉะนั้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิการสมัคร รับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงขอลาออกจากสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อนึ่ง ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะในฐานะสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญ ก็คือความปลอดภัยทางถนน ในฐานะกรรมาธิการหลายคณะ และในฐานะกรรมการ อันนี้หมายถึงกรรมการขับเคลื่อน ศาสตร์พระราชา อันเป็นผลสืบเนื่องจากการเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น กระผมรู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งในความกรุณาของท่านและรองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปทั้ง ๒ ท่านที่มีให้กับผม ตลอดจนขอความร่วมมือจากสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศทุกท่าน ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของผมในทุกฐานะเป็นไปด้วยความราบรื่น สำเร็จด้วยความเรียบร้อยในทุกกรณี จึงขอกราบขอบพระคุณมาอย่างสูง ณ โอกาสนี้ จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และโปรดพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย เมื่อเช้าผมไปกราบลาท่านทินพันธุ์แล้ว ก็ได้กราบลาท่านรองประธานสภาแล้ว แล้วท่านอลงกรณ์ผมก็ขอกราบลาในโอกาสนี้ แล้วก็ขอลาท่านสมาชิก เป็นความจำเป็น ในส่วนของผม ที่จริงเลื่อนมาทำหน้าที่วันนี้ก็คิดว่าจะเสร็จ แต่ไม่เป็นไร ผมคงจะไม่ตอบ ท่านประธานเสรีคงช่วยตอบให้ได้ เพราะว่าผมตั้งใจแล้ว บอกไปแล้ว การใดที่ผมได้ทำไป ในฐานะเป็นสมาชิก อาจจะมีการอภิปรายกระทบกระทั่งทางกรรมาธิการบ้าง ในรายงาน ของท่านบ้าง ก็อยากจะเรียนว่าต้องกราบขออภัย ทำไปด้วยความคล้าย ๆ ว่าเป็นเรื่องของงาน ไม่ได้ติดใจแต่อย่างใด ก็กราบขออภัยทุก ๆ ท่าน แล้วก็ขอขอบคุณทุก ๆ ท่าน ขอบคุณ ท่านประธานด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านนิกร จำนง ในตอนท้ายกล่าวเหมือนจะลาบวชนะครับ ก่อนอื่นก็ต้อง ขอกล่าวในนามของท่านประธาน รองประธานทั้งสองและสมาชิกว่า ท่านสมาชิกที่ได้ลาออกไปก่อนครบวาระนั้น รวมทั้งท่านนิกร จำนง ได้ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเข้มแข็งเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ มีความมุ่งมั่นในการที่จะขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศให้สัมฤทธิผลให้มากที่สุด ดังนั้นก็ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านสมาชิกทุกคน โดยเฉพาะท่านนิกร จำนง นั้นเป็นนักการเมืองอาวุโสที่เข้ามาตามครรลอง ได้รับการแต่งตั้ง ในฐานะที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นเป็นสภาที่เปิดกว้าง ต้องการการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมือง ซึ่งก็เข้ามากันหลายพรรคหลายกลุ่ม และทุกท่านก็ได้ตั้งใจ ที่จะทำงานเพื่อให้การปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปการเมืองนั้นก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติของเรา ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว รวมไปถึงการที่ได้อุทิศตนทุ่มเทการทำงานในการนำเสนอ ทั้งเรื่องของการเสนอรายงาน เรื่อง ความปลอดภัยทางท้องถนนหรือการจราจร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศถึงขั้นติดอันดับ ๒ ของโลก หรือเรื่องของรายงานสืบสานศาสตร์ พระราชา และอื่น ๆ ก็ถือโอกาสขอบคุณแล้วก็พบกันเมื่อชาติต้องการ ขอให้ท่าน ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันทุกท่านในสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนาทุกประการ การใดที่กระทำ ล่วงเกินก็อโหสิกรรมให้นะครับ ท่านดุสิต เครืองาม เชิญครับ จะลาไปหรือว่าอย่างไรครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ขอบคุณครับท่านประธาน มิบังอาจครับ มี ๒ เรื่องครับท่านประธาน กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ๕๓ ครับ เมื่อสักครู่ตามที่ ท่านประธานได้แจ้งว่าเลื่อนการประชุมเรื่องการปฏิบัติงานในรัฐสภาไปเป็นสัปดาห์หน้า ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นวันจันทร์ จึงขอความกรุณาท่านช่วยแจ้งลำดับรายชื่อผู้อภิปรายได้ไหมครับ ถ้าจำไม่ผิดผมควรจะเป็นลำดับแรกหรืออย่างไร เพราะว่าเมื่อสักครู่กำลังเตรียมตัว ที่จะอภิปราย และยังมีเรื่องที่ ๒ ขอหารือครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขออนุญาตแจ้งรายชื่อตามที่ท่านอาจารย์ดุสิต เครืองาม ได้ร้องขอนะครับ คิวแรกคือท่านอาจารย์ดุสิต เครืองาม ถัดไปท่านศิริชัย ไม้งาม แล้วก็ พลเอก จิระ โกมุทพงศ์

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ขอบพระคุณครับ ขอหารือเรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหยิบกระดาษใบนี้ขึ้นมา เป็นเอกสารที่มีความสวยงาม แล้วก็มีความน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ในวันนี้ท่านประธานกรรมการสืบสานศาสตร์พระราชา ได้ทำพิธีมอบเกียรติบัตรนี้ให้กับคณะกรรมการ ซึ่งมีทั้ง สปท. และบุคคลจากภายนอก มาร่วมกันทำงานเป็นเวลาหลายเดือนเกือบปี ในภารกิจเรื่องสืบสานศาสตร์พระราชา เห็นแล้วมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง กระผมก็เลยมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมขึ้นมาว่า ตลอดระยะเวลาที่เรามาทำหน้าที่เป็น สปท. น่าจะเกือบ ๒ ปี ก่อนที่จะหมดวาระไป ถ้าหากว่าพวกเราได้มีเกียรติบัตรดังกล่าวคล้าย ๆ แบบนี้ติดไม้ติดมือกลับไปก็จะเป็น เกียรติประวัติกับพวกเรา สปท. ทุกท่าน ซึ่งก็คงจะสามารถออกได้ในนามประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ออกให้กับสมาชิก สปท. แต่ละท่าน จึงเรียนหารือมาเพื่อเสนอพิจารณาครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอนำข้อหารือไปในที่ประชุมวิป (Whip) ในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้นะครับ ขอบคุณดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม มีสมาชิกท่านใดจะหารือประเด็นอื่นอีกไหมครับ ถ้าไม่มี วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านรวมทั้งกรรมาธิการ และผู้ชี้แจงทุกคนนะครับ ขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๓๑ นาฬิกา