คำนูณ ชี้บทบาทรัฐสภาตรวจสอบงบฯ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐

คำนูณ สิทธิสมาน หารือการปฏิรูปรัฐสภา โดยเน้นการจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภาเพื่อเสริมบทบาทการกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้ยกเลิกงบประมาณการเดินทางไปดูงานต่างประเทศและงบประมาณซื้อไอแพดให้สมาชิก โดยชี้ว่าควรนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและใช้จ่ายอย่างประหยัดและมีเหตุผลมากกว่า

นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะกรรมาธิการ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสแสดงความคิดเห็นสนับสนุนบางประเด็น ของคณะกรรมาธิการในวันนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็นวันสุดท้ายของคณะกรรมาธิการเพราะว่า เป็นรายงานฉบับสุดท้าย และกรรมาธิการบางท่านอาจจะต้องแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นก็ต้องกราบขออภัยท่านประธาน กราบขออภัยเพื่อนสมาชิกที่วันนี้ เราออกจะอุ่นหนาฝาคั่งสักนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ หัวข้อการปฏิรูปในเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ อย่างยิ่ง ถ้าเราจะบอกว่าระบอบประชาธิปไตยคืออะไร ระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา คืออะไร หัวใจก็คือรัฐสภา หัวใจก็คือการทำงานของสมาชิกรัฐสภา และระบบสนับสนุน ส่วนใหญ่ที่เป็นองคาพยพของรัฐสภา และที่ลึกไปกว่านั้นซึ่งเป็นหัวเรื่องที่กระผมรับจะมาพูด ในที่นี้

เรื่องแรก ก็คือหัวข้อเรื่องการจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภา ท่านประธาน กรุณาเปิดไปที่หน้า ๓๔ นี่เป็นเรื่องแรกที่กระผมจะนำเสนอเป็นเรื่องหลัก

เรื่องที่ ๒ ก็คือหัวข้อเรื่องการยกเลิกการจัดสรรงบประมาณการศึกษาดูงาน ต่างประเทศของกรรมาธิการ อยู่ในรายงานหน้า ๑๘ ก็คงจะ ๒ เรื่องนี้เป็นหลัก แล้วก็อาจจะ แถมอีกสักเรื่องเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ว่ามีความสำคัญเชื่อมโยงกัน

เรื่องแรก คงจะไม่ต้องย้อนประวัติศาสตร์ไปเมื่อหลายร้อยปีก่อนว่า การเกิดขึ้นของการเมืองในระบบรัฐสภาครั้งแรกของโลกนั้นมีขึ้นเพื่ออะไร มีขึ้นเพื่อกำกับ รัฐบาลในขณะนั้นซึ่งไม่ใช่รูปแบบในขณะนี้ แล้วก็ไม่ใช่ในประเทศไทย กำกับในเรื่องการเก็บภาษี กำกับในเรื่องการใช้จ่ายเงินที่มาจากการเก็บภาษี พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นเรื่องกำกับการใช้จ่าย ในเรื่องงบประมาณแผ่นดินโดยแท้จริงท่านประธานครับ อันนี้คือหัวใจของระบบรัฐสภา จนกระทั่งมีคำกล่าวสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ว่าอำนาจของรัฐสภาที่แท้จริงแล้ว ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า เพาเวอร์ ออฟ เดอะ เพิร์ส (Power of the Purse) พลังอำนาจ ของกระเป๋าเงินหรือการอนุมัติการใช้จ่ายเงินถ้าเราจะดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกฉบับจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นการควบคุม การกำกับ การตรวจสอบฝ่ายบริหารทั้งหมด จะตั้งกระทู้ถามจะยื่นญัตติ จะอภิปรายอะไรต่าง ๆ ถ้าสามารถมีการติดตามการใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามต่อเนื่องมาจากการพิจารณาพระราชบัญญัติ งบประมาณแผ่นดินรายจ่ายประจำปีที่ผ่านการพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยพลังอำนาจ ของรัฐสภาที่ไม่ด้อยกว่าฝ่ายบริหารแล้ว การกำกับ การถ่วงดุลฝ่ายบริหารนั้นก็จะมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แล้วยังจะเป็นการให้ข่าวสารที่แท้จริงกับประชาชนในเรื่องของ การติดตามการใช้งบประมาณ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น เป็นพระราชบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจาก พระราชบัญญัติทั่วไป มีบัญญัติไว้เฉพาะในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แยกเป็นหมวดต่างหาก ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ยังคงเป็นมาตราต่างหากตั้งแต่มาตรา ๑๔๐ เป็นต้นไปจนถึง มาตรา ๑๔๕ และมาตรา ๑๔๖ เนื่องจากว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินของฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญจึงจำกัดเวลาการพิจารณาของฝ่ายรัฐสภา คือฝ่ายนิติบัญญัติไว้ค่อนข้างเข้มงวด กล่าวคือให้เวลาสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาภายในไม่เกิน ๑๐๕ วัน ให้เวลาวุฒิสภา พิจารณาสั้นไปกว่านั้นอีกครับ ไม่เกิน ๒๐ วัน และวุฒิสภาไม่มีสิทธิในการไปแก้ไข ตัดทอน หรือเพิ่มเติมแต่ประการใด ถามว่าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น มีความสำคัญประการใด ก็ต้องกล่าวได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นแม่บทของ การจ่ายเงินแผ่นดินทั้งหมดของประเทศไทย รัฐธรรมนูญทุกฉบับเป็นประเพณีมาที่จะกำหนดไว้ ว่าการจ่ายเงินแผ่นดินนั้นให้กระทำการผ่านกฎหมายเฉพาะ ๔ ลักษณะเท่านั้น คือพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ พระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ ซึ่งอันนี้ ก็เป็นแม่บททั้ง ๒ ฉบับ พระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ ก็เป็นแม่บทในการก่อหนี้ และที่เป็นประจำปีก็คือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณ เพราะฉะนั้นไฮไลต์ (Highlight) ของการทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาก็คือการทำหน้าที่พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ผมไม่เคยเป็น ส.ส. แต่ว่ากันว่าคนที่เป็น ส.ส. นั้นจะถือว่า สอบผ่านของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เรียกว่าเข้าขั้นก็คือต้องเป็นกรรมาธิการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี อันนั้นคือสิ่งสำคัญที่สุด ทีนี้ถามว่า ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วรัฐสภาสามารถมีความรู้เท่าทันฝ่ายบริหารแค่ไหน ประการใด ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน ค่อนข้างน้อย ท่านคงจะเห็นว่าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี บางครั้งฝ่ายบริหารใช้เวลาทำหลายเดือนก่อนจะเสนอมายังรัฐสภา และมีสำนักงบประมาณ ที่ทำหน้าที่ต่อเนื่องตลอดปี เป็นหน่วยงานที่เป็นมันสมองสำคัญของฝ่ายบริหารในการจัดทำ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีและเรื่องที่เกี่ยวพันกับงบประมาณทั้งหมด มีกระทรวงการคลัง มีข้าราชการมากมาย วันที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี เข้าสภา สมาชิกแต่ละท่านก็จะได้ร่างพระราชบัญญัติไม่ใช่แค่ปึกเดียว ประมาณ ๑ ลัง ผมเข้าใจว่าในบางปีมากกว่า ๑ ลัง ๑๐๕ วันของสภาผู้แทนราษฎรที่สมาชิกต้องทำหน้าที่อื่นด้วย และขาดองค์ความรู้ที่แท้จริงในการดูพระราชบัญญัติงบประมาณนั้นประสิทธิภาพ จะมีมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบรัฐสภาของเราก้าวเข้ามาสู่ในระบบบังคับ สังกัดพรรคการเมือง การพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณจึงเป็นไปตามสังกัดทางการเมือง พรรคฝ่ายรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านและในกรณีของวุฒิสภานั้นได้เวลาไม่เกิน ๒๐ วัน เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้จึงมีข้อเสนอมายาวนานแล้วจากกรรมาธิการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งของสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภาว่า รัฐสภาสมควรที่จะต้องเพิ่มองค์ความรู้เพื่อเป็นเขี้ยวเล็บ เพื่อเป็นกลไกในการที่จะรู้เท่าทัน ฝ่ายบริหารและปกป้องเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนด้วยการมีหน่วยงานวิเคราะห์ งบประมาณภายในรัฐสภา ท่านไปเปิดดูข้อสังเกตของกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีของทั้ง ๒ สภาจะมีข้อนี้อยู่ทุกปี และในที่สุดเมื่อปี ๒๕๕๖ หรือปี ๒๕๕๘ ประธานรัฐสภาซึ่งคือประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลงนามจัดตั้ง สำนักงบประมาณของรัฐสภาขึ้นมา มีตัวย่อภาษาอังกฤษที่เท่พอสมควร ไทยพีบีโอ (Thai PBO) แต่ว่าสำนักงบประมาณของสภานั้นมีค่า มีสถานะเป็นเพียงกลุ่มงานหนึ่งเท่านั้น ไม่เท่าสำนักด้วยซ้ำไป และยังขาดความรู้ ความเชี่ยวชาญ ขาดงบประมาณที่จะมาพัฒนา ให้เป็นสำนักที่จะสามารถวิเคราะห์งบประมาณได้ทัดเทียมกับสำนักงบประมาณที่สังกัด ฝ่ายบริหารท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาก็ได้มีการศึกษา มีการเสนอแนะเรื่องนี้ถ้าผมจำไม่ผิดทางรัฐสภาร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าและทีดีอาร์ไอ (TDRI) ก็ได้ร่วมกันศึกษาและก็มีผลงานวิจัยออกมาว่าสมควรที่จะต้องมีหน่วยงานวิเคราะห์ งบประมาณของรัฐสภาที่เป็นอิสระแต่รับใช้รัฐสภา ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการมีความยาว ๒-๓ หน้าในประมาณนี้ ก็เป็นการเสนอ เพื่อปรับปรุงสำนักงบประมาณของสภาที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหัวเชื้อในการที่จะนำรายงานการศึกษาวิจัย การจัดตั้งหน่วยงาน วิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภาให้เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่า เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เรื่องนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ก็เคยระบุไว้ ในรายงานวาระการปฏิรูปที่ ๔ การปฏิรูประบบงบประมาณแผ่นดิน เรื่อง สถาบันวิเคราะห์ งบประมาณประจำรัฐสภา และสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณ และการคลังภาครัฐ มีระบุอยู่ในรายงานหน้า ๗ ข้อ ๑.๑.๔ เสนอแนะให้มีหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภาให้เป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระแต่รับใช้รัฐสภา อาจจะทำนองเดียวกับสถาบันพระปกเกล้า อันนี้ก็เป็นรายงานที่ถือว่าเป็นหัวใจแล้วก็ถือว่า คณะกรรมาธิการด้านการเมืองชุดนี้ก็ได้รายงานที่สอดคล้องกับคณะกรรมาธิการของ สปท. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สอดคล้องกับวาระปฏิรูปของ สปช. ซึ่งรูปแบบ ควรจะเป็นอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องในอนาคตที่จะต้องมีการปฏิรูปโดยเร่งด่วนต่อไป แต่กระผม ถือว่านี่เป็นหัวใจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าอำนาจควบคู่กับความรู้ ถ้าอำนาจ ปราศจากความรู้และกลไกที่จะวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบนั้นก็จะกลายเป็นอำนาจ ที่ไปในทิศทางการเมืองตามฝักใฝ่ทางการเมืองเป็นหลัก ก็ขอความสนับสนุนจากท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกในประเด็นนี้ด้วย จากการศึกษาล่าสุดของทีดีอาร์ไอ (TDRI) ระบุไว้ว่า หากจะมีการจัดตั้งหน่วยงานวิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภาขึ้นเป็นหน่วยงานกึ่งอิสระ ที่ขึ้นต่อรัฐสภาจะใช้งบประมาณในการจัดตั้งนั้นอยู่ในประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกกรุณาจำตัวเลขนี้ไว้นะครับ ๒๐๐ ล้านบาท หรืออาจจะมากกว่านั้น ถามว่าเป็นเงินที่มากไหม ก็มากอยู่ ถามว่าจะเอาเงินก้อนนี้มาจากไหน ก็ต้องมาจาก งบประมาณแผ่นดิน เราจะประหยัดงบประมาณแผ่นดินก้อนอื่นได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่จะต้อง พิจารณาต่อไป นี่ก็เป็นเรื่องแรกที่กระผมรับภาระของกรรมาธิการมาขยายความ แต่ถือว่า เป็นเรื่องแรก ผมถือของผมเองว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งของระบบรัฐสภา เป็นหัวใจสำคัญ อย่างยิ่งของระบอบประชาธิปไตย

เรื่องที่ ๒ อาจจะเป็นเรื่องที่จะพูดว่าปลีกย่อยหรือเป็นเรื่องเล็กก็อาจจะพูดได้ แต่ก็เป็นเรื่องเล็กที่เมื่อเป็นข่าวออกไปแล้วก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเทียบเชิญแขกพอสมควร ก็คือเรื่องในรายงานที่ระบุไว้ว่าให้ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณการไปดูงานต่างประเทศ ของกรรมาธิการ กระผมเห็นด้วยว่าการไปดูงานต่างประเทศนั้นมีประโยชน์ ไปดูงานแล้ว ได้ความรู้ แต่ก็จะต้องพิจารณาจากความเป็นจริง จากข้อจำกัดด้านงบประมาณแผ่นดิน ที่ประเทศเรามีอยู่ กับสัมฤทธิผลในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ อย่าว่าแต่กรรมาธิการ ของรัฐสภาเลยครับ ของข้าราชการ ของรัฐมนตรี ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รวม ๆ กันแล้วกระผมเชื่อว่าเป็นเงินปีละหลายยังคงมี ความจำเป็นที่จะต้องกระทำเป็นปกติวิสัย หรือควรจะต้องมีการปรับปรุง แก้ไขอย่างไร ท่านประธานครับ จากข้อมูล งบประมาณในส่วนนี้จะถูกจัดไว้ในรายการที่เรียกว่าค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปเยือนและศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการ ก็จัดไว้เป็นปีงบประมาณ ท่านนรรัตน์ พิมเสน ประธานอนุกรรมาธิการ ท่านเป็นอดีตเลขาธิการวุฒิสภา ท่านก็ได้กรุณา ไปค้นข้อมูลมา และผมก็จะนำมาเล่าให้ท่านสมาชิกและท่านประธาน โดยเฉพาะ ท่านประธานน่าจะทราบเรื่องดีเพราะท่านก็อยู่กับสำนักงบประมาณมาโดยตรงว่าในปีหนึ่ง ๆ นั้น เราใช้งบประมาณเพื่อการนี้ไปเท่าไร ผมจะเอาจากตัวเลขงบประมาณปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือนและศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการ ในปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ของสภาผู้แทนราษฎรนั้นคณะกรรมาธิการได้รับจัดสรรคณะละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี รวมคณะกรรมาธิการทั้งสิ้นของสภาผู้แทนราษฎร ๓๕ คณะ เป็นเงินทั้งสิ้นในแต่ละปีเฉพาะในส่วนของงบประมาณที่มีชื่อว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไปเยือนและศึกษาดูงาน ๑๗๕ ล้านบาทต่อปี ขณะที่ในส่วนของวุฒิสภานั้นลดลงมา ที่ลดลงมาก็เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนน้อยกว่า จำนวนคณะกรรมาธิการมีน้อยกว่า วุฒิสภาได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ เป็นยอดรวมทั้งสิ้นเท่ากัน ก็คือ ๗๕ ล้านบาทต่อปี หมายถึงทุกคณะกรรมาธิการรวมกัน เพราะฉะนั้นท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกจะเห็นได้ว่างบประมาณในส่วนที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือน และศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการรวมกันแล้วของทั้ง ๒ สภานี้ก็เท่ากับ ๑๗๕ บวก ๗๕ เท่ากับปีละ ๒๕๐ ล้านบาท อันนี้จะเป็นมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ก่อนหน้านั้น ก็จะมีลดหลั่นกันลงไป นั่นก็หมายความว่าตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ และปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ที่กำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งอยู่ในระบอบพิเศษคือระบอบ คสช. ในปัจจุบันนี้ไม่มีการจัดสรรงบประมาณในด้านนี้ นั่นก็หมายความว่าตลอดระยะเวลา ๔ ปีนี้ประเทศไทยประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ในส่วนนี้ไป ๑,๐๐๐ ล้านบาท กระผมถามท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าการเดินทาง ไปดูงานต่างประเทศเป็นประโยชน์แน่นอนครับ แต่ถามว่า ๔ ปีมานี้ซึ่งจะครบปี ๒๕๖๑ ที่เราประหยัดงบประมาณไป ๑,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยเสียหายอย่างไร หรือไม่ ประการใด ท่านต้องช่วยตอบครับ เราเริ่มต้นการปฏิรูปหลาย ๆ เรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน เราทำเรื่องที่ในช่วงรัฐบาลตามระบอบปกติไม่สามารถจะทำได้แต่เราประหยัดงบประมาณ ส่วนนี้ไป ๑,๐๐๐ ล้านบาท เราอาจจะเสียหายจากการเดินทางไปดูงานบ้าง แต่ถามว่าเสียหายถึงขั้นพอรับได้หรือไม่ ปีละ ๒๕๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการอาจจะเขียนสั้นไป อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า การที่เราตัดงบประมาณในส่วนนี้ เราตัดเฉพาะงบที่มีชื่อว่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือน และศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการ แต่ไม่ได้ตัดงบประมาณที่เกี่ยวกับด้านการต่างประเทศ ด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปประชุมของสมาชิกรัฐสภาในองค์กรใดก็ตามแต่ หรือแม้แต่ การจะขอเดินทางไปดูงานเป็นกรณีเฉพาะ เป็นกรณีครั้ง กระผมเชื่อว่าก็ยังสามารถจะกระทำได้ เพราะจะมีงบประมาณอีกก้อนหนึ่งที่โตพอ ๆ กัน หรือบางปีโตมากกว่า เรียกว่าค่าใช้จ่าย ในกิจการต่างประเทศแยกออกจากกัน เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าข้อเสนอแนะของ คณะกรรมาธิการในการปฏิรูปครั้งนี้เป็นข้อเสนอที่กล้าหาญ เพราะทุกท่านเคยเป็นสมาชิกรัฐสภา มาจำนวนหนึ่ง เป็นข้อเสนอที่เรามุ่งเน้นเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูงานในลักษณะ ที่จัดให้เสมือนเป็นสิทธิของคณะกรรมาธิการทุกคณะ สภาผู้แทนราษฎรคณะละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท สมาชิกวุฒิสภาคณะละไม่ถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพราะจำนวนสมาชิก ต่ำกว่า ท่านประธานครับ ตัวเลขเหล่านี้เขาคำนวณมาจากไหน กระผมจำเป็นต้อง เล่าให้ท่านฟังว่าเขาคำนวณมาจากกรรมาธิการ ๑ คน ควรจะได้รับการจัดสรรในการเดินทาง ไปดูงานแบบชนิดที่เป็นสิทธิ แต่ไปดูงานในนามคณะกรรมาธิการต่อหัว ต่อคน ต่อกรรมาธิการ เฉลี่ย ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี ต่อคน ต่อคณะ หมายถึงต่อกรรมาธิการ ประเด็นก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นกรรมาธิการมากกว่า ๑ คณะ เพราะข้อบังคับกำหนดไว้เป็นได้ไม่เกิน ๒ คณะ ท่านก็สามารถใช้สิทธิในการเดินทางไปดูงาน กับคณะกรรมาธิการที่ท่านเป็นกรรมาธิการอยู่ภายในวงเงินอย่างที่กระผมเล่าให้ฟัง เพราะฉะนั้นสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่านไม่ว่าสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาที่ผ่านมา เดินทาง ไปศึกษาดูงานเฉลี่ยอย่างน้อยคนละ ๒ ครั้งต่อปี คือหมายถึงว่าถ้ากรรมาธิการชุดนั้น เขาใช้งบประมาณไปดูงานครั้งเดียว แต่ก็มีหลายคณะที่กรรมาธิการเขาสามารถ แบ่งยอดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูงานให้สามารถไปดูงานได้ ๒ ครั้ง ครั้งหนึ่งไปยุโรป อีกครั้งหนึ่งแถวเอเชีย เพราะฉะนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่านไปศึกษา หาความรู้จากการดูงานในต่างประเทศคนละอย่างน้อย ๒ ครั้ง คนละอย่างมาก ๔ ครั้ง ๔ ครั้งนี้เฉพาะงบประมาณที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือนและศึกษาดูงาน ของคณะกรรมาธิการนะครับ ยังมีค่าใช้จ่ายตัวอื่นที่แฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายด้านกิจการ ต่างประเทศอีก ซึ่งผมเห็นว่าจำเป็นนะครับ แต่จำเป็นต้องเล่าให้ฟังว่ายังมีอีกครับ ท่านประธานและท่านสมาชิกคงจะได้ยินคำว่า กลุ่มมิตรภาพ กลุ่มมิตรภาพก็จะเป็น กลุ่มมิตรภาพของสมาชิกรัฐสภาไทยกับต่างประเทศ ก็จะมีการไปเยือนตอบแทนกัน ประเทศเขามาเยือนประเทศเรา ประเทศเราไปเยือนประเทศเขา สมาชิกรัฐสภาแต่ละท่าน ก็สามารถที่จะเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาไทย-เมียนมา ไม่ค่อยเลือกกัน ไทย-บังกลาเทศ ไม่ค่อยเลือกกันครับ แต่เหลือมาผมต้องไปเป็น เพราะว่าไม่สู้จะมีใครอยากไปเยือน หรืออย่างไรไม่ทราบนะครับ ด้วยความเคารพ ไม่ขอพูดถึงเรื่องในอดีต แต่มีหมดทั่วทุกประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นหมด เพราะฉะนั้น มีโอกาสที่สมาชิกรัฐสภาแต่ละท่าน บางท่านมีโอกาสศึกษาหาความรู้จากการเดินทาง ไปดูงานในต่างประเทศ และถ้าบวกกับการเป็นสมาชิกกลุ่มมิตรภาพรัฐสภากับประเทศที่เป็น มิตรประเทศของเราอีกอาจจะ ๕-๖ ครั้งต่อปี ถามว่าเป็นทุกคนไหม ไม่ใช่ครับ น้อยมาก แต่ถามว่ามีไหม ก็ต้องตอบว่าน่าจะมี มาถึงคำถามว่าแล้วเราควรจะมีข้อเสนออย่างไรที่จะ ปฏิรูปในเรื่องนี้หรือไม่ กรรมาธิการคิดกันหนักว่าทำไมเราจะต้องไปกระทบกระเทือนเขาด้วยล่ะ ทำไมเราไม่ปล่อยไว้เฉย ๆ ล่ะ เพราะการดูงานต่างประเทศก็มีความจำเป็น แต่ในที่สุด ก็ตัดสินมาจากคณะอนุกรรมาธิการชุดท่านนรรัตน์และท่านประธานเสรี สุวรรณภานนท์ ก็ตัดสินใจว่าเราต้องมีความกล้าหาญ ในเมื่อเป็นรายงานชิ้นสุดท้ายก็เสนอต่อสภา เพื่อพิจารณา ปีละ ๒๕๐ ล้านบาท ท่านย้อนไปเมื่อสักครู่นี้ครับ ถ้าเราจัดตั้งสำนักงบประมาณ สำนักวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภาขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ศึกษาไว้ว่า ใช้งบประมาณประมาณ ๒๐๐ ล้านบาทบวกลบ เราไม่เดินทางไปดูงานต่างประเทศสักปีหนึ่ง เรามีเหลือ ๒๕๐ ล้านบาท อย่างที่กระผมกราบเรียนถามท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่า จากปีงบประมาณ ๒๕๕๘ ถึงปีงบประมาณ ๒๕๖๑ เราไม่ต้องเสียปีละ ๒๕๐ ล้านบาท ๔ ปี ๑,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเห็นว่าประเทศไทยเราเจริญน้อยลงไหมครับ เราได้ศึกษานานา อารยประเทศน้อยลงไหมครับ ท่านต้องช่วยกันตอบ และช่วยกันปรับปรุงรายงานของ คณะกรรมาธิการ กระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการดูงานต่างประเทศนั้นมีความสำคัญ และเป็นประโยชน์ แต่ในเมื่อเกี่ยวข้องกับการใช้เงินแผ่นดินและถึงเวลาที่เราอยู่ในยุค ของการปฏิรูป เราควรจะมีข้อเสนออะไรไว้อย่างไร หรือไม่ คือจำเป็นต้องเล่าให้ฟังนะครับ เพราะว่าหลายท่านในที่นี้อาจจะไม่เคยเป็น ส.ส. ไม่เคยเป็น ส.ว. ก็อาจจะยังงง ๆ อยู่ แต่อันนี้ก็คือภาพรวมของความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กระผมก็มีคำถามว่าทำไมเวลารัฐประหาร แต่ละครั้ง รัฐบาลต้องตัดงบประมาณเดินทางไปดูงานต่างประเทศทุกครั้ง สภานิติบัญญัติ แห่งชาติทำงานเต็มเวลาทุกครั้ง ไม่มีสมัยประชุม ประชุมทุกสัปดาห์ แล้วทำไมพอกลับไป ระบบปกตินั้นทุกอย่างจะต้องกลับไปเหมือนเดิม อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ไม่ได้ กำหนดให้ระยะเวลาหลังจากใช้รัฐธรรมนูญแล้วเป็นสถานการณ์ปกติเสมอไป เรายังมี บทเฉพาะกาลอยู่อีก ๕ ปีเศษ ๆ ใน ๕ ปีนี้ถ้าท่านศึกษารัฐธรรมนูญดูให้ละเอียด งานหลักของสมาชิกรัฐสภาคือการพิจารณาร่างกฎหมาย ทั้งร่างกฎหมายตามปกติ และที่สำคัญก็คือร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่ง สปช. สปท. เสนอไปแล้ว รวมแล้วผมจำตัวเลขกลม ๆ ไม่ได้แต่เกิน ๑๐๐ ฉบับ แล้วก็จะต้องไปอยู่ในกฎหมายแผน และขั้นตอนการปฏิรูปประเทศที่คณะกรรมการปฏิรูปทั้ง ๑๑ ด้านเป็นอย่างต่ำ จะต้อง ทำแผนเสนอ เพราะฉะนั้นเราใช้เวลาในเบื้องต้นสัก ๕ ปีมาทำงานปฏิรูปภายในประเทศกันก่อนดีไหมครับ เลิกระบบการจัดสรรงบประมาณไปดูงานต่างประเทศให้กับกรรมาธิการแบบชนิดที่เป็นสิทธิ ถ้าจำเป็นจะต้องไปให้ขอเป็นกรณี ๆ ไป กระผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า อันนี้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องค่อนข้างเล็ก ความจริงผมอาจจะใช้เวลามากเกินไป จะขอไม่กล่าวถึงก็ได้ แต่ว่าสักสั้น ๆ ก็คืองบประมาณการซื้อ ภาษาทางเทคนิคเขาเรียกยาก งบประมาณการซื้อไอแพด (iPad) ให้สมาชิกรัฐสภา เลิกเถอะครับ งบประมาณนี้แต่เดิม เขาซื้อแท็บเลต (Tablet) ให้ ไม่ได้ซื้อให้ ซื้อให้ยืมใช้ แล้วเกิดภาระมาก เพราะสมบัติพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นแท็บเลต (Tablet) ไม่ว่าจะเป็นไอแพด (iPad) เหมือนเป็นการไปบอกยี่ห้อเขา ก็ คือเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาแบบสัมผัสในทำนองนี้ ผมเห็นมาพอสมควร แล้วว่าควรจะเป็นสมบัติของสมาชิก สมาชิกไปยืมมาใช้ก็ไม่สะดวกเพราะว่าเวลาเปลี่ยน สมาชิกรุ่นใหม่ท่านก็ต้องไปใช้ของเก่าที่คนเก่าเขาใช้เอาไว้ รัฐสภาเขาเก็บของเก่าคืนจาก ท่านไปเขาก็ต้องไปปรับแต่ง มีค่าบำรุงรักษาอะไรสารพัด แล้วที่สำคัญก็คือว่าเวลาจัดซื้อกัน ทีหนึ่งไม่ได้จัดซื้อได้ทุกปี เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าที่รายงานเสนอมาว่าให้ยกเลิกตรงนี้ น่าจะชอบด้วยเหตุผล และไม่ต้องประหยัดงบประมาณอะไร แต่เอางบประมาณนั้นมาลงทุน ทางด้านถนนที่ข้อมูลข่าวสารจะไหลไปดีกว่า ความฝันของผมนะครับ พวกเรามีแท็บเลต (Tablet) เอง มีไอแพด (iPad) เอง แต่ขอให้มีขั้วต่อที่หน้าท่านทั้งหลายโดยงบลงทุนทั้งหมด ให้ทันสมัย ท่านสามารถที่จะใช้ขั้วต่อนั้นเสียบจากคอมพิวเตอร์พกพาของท่านพรีเซนต์ (Present) งานผ่านจอได้ ใช้เงินต่าง ๆ เหล่านี้มาลงทุนในด้านเครื่องมือที่เป็นถนน เป็นเรื่องของส่วนรวม มีระบบไวไฟ (WiFi) ให้ใช้งานได้จริง ๆ ไม่ใช่แบบทุกวันนี้ที่ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้างเพราะใช้กันเยอะ ลงทุนตรงนั้นโดยประหยัดงบประมาณในส่วนที่เป็น เครื่องคอมพิวเตอร์พกพาที่มีไว้ให้สมาชิกยืมใช้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ขออนุญาต รายงานบอกเล่าเหตุผลเฉพาะ ๓ หัวข้อสำคัญ ๆ นี้เพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้กรุณาพิจารณาต่อไป กราบขอบพระคุณครับ