นิกร หารือปฏิรูปสภา ทั้งการเลือกประธาน-กระทู้ถาม-ติดตามผลการดำเนินงาน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐

นิกร จำนง หารือการปฏิรูปสภาในหลายมิติ ทั้งความเป็นอิสระของประธานรัฐสภาและประธานวุฒิสภา การกำหนดข้อบังคับที่ชัดเจนในการแสดงวิสัยทัศน์และงดเว้นกิจกรรมพรรคการเมือง การเร่งรัดกระบวนการพิจารณากฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ลดความล่าช้าและเยิ่นเย้อ รวมถึงการปรับปรุงระบบการตั้งกระทู้ถามและการอภิปรายไม่ไว้วางใจให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นการใช้ข้อมูล หลักฐาน และการตรวจสอบอย่างตรงประเด็น พร้อมเสนอให้จัดตั้งกรรมาธิการกลั่นกรองและคณะกรรมการติดตามผลการดำเนินงานของรัฐสภาเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของนิติบัญญัติ

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. ๗๙ ในฐานะอนุกรรมาธิการในการปฏิรูป ของรัฐสภา ผมมีประเด็นเรื่องงานของสมาชิกเป็นหลัก ก็อาศัยว่าเคยเป็นสมาชิกรัฐสภาอยู่เดิม แล้วในส่วนนี้เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารด้วย ผมเองอยู่สภานี้มาค่อนข้างนานช่วงที่เป็นฝ่ายบริหาร ๓ ปี ผมจะกันวันพุธ วันพฤหัสบดีไว้ คือไม่นัดเลย ถ้าอยู่ในประเทศผมก็จะมานั่งเล่นอยู่แถวนี้ มาอยู่แถวสภา ตอนหลังกระทรวงคมนาคมเลยมอบหมายให้ผมมาตอบกระทู้เป็นญัตติ เสียเกือบทั้งหมดเลยทำหน้าที่ตรงนี้ก็พอจะทราบว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร การปฏิบัติหน้าที่และอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในส่วนนี้ประเด็นสำคัญ ก็คือเรื่องประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา ส่วนนี้มีประเด็นปัญหาก็คือพูดกัน หลายสมัยว่าประธานทางด้านสภาผู้แทนราษฎรขาดอิสระจากพรรคการเมือง ซึ่งความสัมพันธ์ยังมีอยู่เพราะว่าถ้าคุณไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองคุณก็มาเป็น ส.ส. ไม่ได้ ดังนั้นพอมาเป็นแล้วต้องเป็น ส.ส. ก็มีความสัมพันธ์กันอยู่ นี่คือปัญหาที่ ๑ ปัญหา ประธาน ส.ว. มีการปฏิบัติหน้าที่โน้มเอียงไปบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างทางรัฐบาลอะไรพวกนี้ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาในลักษณะสังคมไทยของเรา แต่นี่คือปัญหาที่มีอยู่จริง การแก้ปัญหา เราเสนอกันว่าทั้งประธานในด้าน ส.ส. ไม่จำเป็นต้องมาจากพรรคที่มีเสียงข้างมากที่สุดก็ได้ ถ้าว่ากันจริง ๆ เวลาโหวตแล้วก็คงไม่ใช่ง่ายที่จะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าประเด็นที่ ๒ ที่สำคัญ ประธานต้องไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรค อันนี้ถือเป็นข้อบังคับ เพราะเราคิดกันแต่ว่า อาจจะไม่ได้เสนอคือว่าทำบ้านพักให้ท่านประธานอยู่ที่สภาแห่งใหม่เสียดีกว่า ซึ่งก็คงทำไม่ได้ แต่ว่าหลักการตรงนี้ต้องเขียนให้ชัดว่าไม่ไปร่วมกิจกรรมของพรรคการเมือง ที่สำคัญก็คือ เวลาเลือกประธานเราจะมีการบอกว่าให้แสดงวิสัยทัศน์ก่อนแล้วก็มีการเถียงว่าแสดง หรือไม่แสดง เราจะเขียนบังคับไว้เลยว่าต้องแสดงวิสัยทัศน์ ต้องมีความสามารถและรักษา ศักดิ์ศรีของสภาเอาไว้ นี่เป็นเรื่องของประธาน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำแต่ว่าถ้ามีแนวมีธง มีการเขียนที่ชัดเจนก็สามารถทำได้ จริยธรรมและความเป็นไปจะเป็นตัวบังคับมากกว่า ข้อกำหนด

เรื่องงานหลักของสภาก็คือการทำ พ.ร.บ. ร่างพระราชบัญญัติ กระทู้ และญัตติ ปัญหาที่มีก็คือว่าในการพิจารณาเราจะเสียเวลาเยอะในการขอแปรญัตติ มีความเห็นไว้เยอะและบางทีทุกคนแปรญัตติทุกมาตราเลย เราจะเห็นว่าช้ามาก ในการดำเนินการ การพิจารณาญัตติก็เหมือนกัน ท่านคงเคยเห็นว่าญัตติเรื่องแก้ปัญหาภัยแล้ง ไปเข้าวันที่น้ำท่วมมีอยู่บ่อยมากในสภา มันไม่สอดคล้อง มันนานเกินไปไม่เหมาะสม และบาง ทีกลายเป็นเรื่องตลก กลายเป็นว่าระบบรัฐสภาเลยถูกดูถูกดูแคลนไปเสียด้วย เพราะว่าคุณไปพูดในเวลาที่ไม่ควรพูด ว่าปัญหาเรื่องการเยิ่นเย้อของญัตติทางแก้ก็คือว่า ในการพิจารณาพระราชบัญญัติต้องมีข้อยุติในการแปรญัตติ การสงวนความเห็น ในการแปรญัตติ จะต้องระบุด้วยว่าเรื่องอะไร การพูดซ้ำกันอะไร ไม่อย่างนั้นก็พูดกันไปเรื่อย ก็เพื่อจะลดเวลา ให้สั้นลง จริง ๆ การทำกฎหมายผมเป็นวิป (Whip) อยู่หลายครั้งบางที ๒ ปี จึงเป็นปัญหาที่ว่า เราใช้กฤษฎีกา ตอนนี้ก็พยายามจะแก้เอาคนที่มีความรู้ทางด้านนิติศาสตร์มาอยู่ในสภาของเรา ไม่อย่างนั้นเราต้องไปเอากฤษฎีกามาเป็นกรรมาธิการแล้วก็ไปอยู่ตรงนั้นหมดมันเป็นคอขวด ที่สำคัญก็จะแก้ เรื่องญัตติก็ไม่สมควรจะขยายเวลาในการพิจารณา ไม่อย่างนั้นก็ขยายไปเรื่อย ขอสภาให้ขยายไป ขยายจนเลยความต้องการของประชาชนไป

เรื่องคณะกรรมาธิการ มีปัญหาร้องเรียนกันมากว่าในการยื่นเรื่องถึงกรรมาธิการ บางทีเป็นเรื่องเฉพาะไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนรวม เป็นเรื่องในสมัยโน้น ส.ส. เราแซวกันว่า เลี้ยวเข้าบ้านเลย ก็คือเป็นเรื่องของหมู่บ้านเป็นตำบลบ้านผมอย่างโน้นอย่างนี้ เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ ประโยชน์ส่วนรวม นี่คือปัญหา กรรมาธิการหลายคณะพิจารณาเรื่องร้องเรียนเรื่องเดียวกัน คือเรามีหลายคณะที่คาบเกี่ยว คณะนี้ก็ทำ สังคมก็ทำ ตำรวจก็ทำ ตรงโน้นก็ทำ ทีนี้ทำซ้อนกันไป ไร้ประโยชน์ ตรงนี้คือปัญหา กรรมาธิการบางคนไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านั้น ทางแก้ ในวิธีการปฏิรูปก็คือต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องที่กระทบประชาชนเป็นส่วนรวม ตรงนี้เรามี คณะกรรมการพิจารณาเรื่องการเสนอญัตติเข้ากรรมาธิการ ในการพิจารณาจะต้อง ถือปฏิบัติตามข้อบังคับไม่ให้พิจารณาเรื่องเดียวกันหลายกรรมาธิการ เพราะว่าเรามี กรรมาธิการกลางอยู่แล้วก็คือกิจการสภา ดังนั้นเป็นเรื่องของเขาต้องรู้กันว่าเรื่องนี้จะให้ ไปที่ไหน ไม่ใช่ว่าใครก็ยื่นเป็นกรรมาธิการได้ และพิจารณากันเป็นแผงหน้ากระดานแบบนี้ มันไม่ส่งประโยชน์อะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นลดเรื่องนี้ลง และพรรคการเมืองเองต้องคัดบุคคล ที่เหมาะสมมาเป็นกรรมาธิการ คือมีความรู้ทางด้านนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ส่งเข้ามาเป็นเหมือนกับ เก้าอี้ดนตรีอย่างนั้นไม่ได้

เรื่องการตั้งกระทู้ถาม เรื่องนี้ที่ผมเรียนแล้ว กระทู้ส่วนใหญ่ปัญหาที่มีก็คือว่า บางทีเป็นการสร้างความนิยมทางการเมืองก็ตั้งกระทู้เพื่อหาเสียงว่าอย่างนั้นเถอะ บางที ก็ตั้งกระทู้เพื่อเชียร์ อย่างในฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็จะหมุนรอบ พอฝ่ายรัฐบาลเสนอก็เสนอให้ รัฐมนตรีคนนี้และให้ตอบ คือแทนที่จะเป็นการตั้งกระทู้เพื่อสอบถามเป็นการควบคุม การทำหน้าที่ในรัฐสภา กลายเป็นตั้งกระทู้เพื่อเชียร์มีนะครับ ตรงนี้คงเป็นประเด็นที่มีปัญหา ผิดเจตนารมณ์ กระทู้ถามสดมันไม่สดจริง มันกลายเป็นสดแล้วก็แช่แข็งมา สดแต่ว่าแช่แข็งมา เดือนหนึ่งแล้ว ตรงนี้เป็นประเด็นนะครับ เวลาเราเสนอเป็นกระทู้สดต้องการจะให้ คุณไม่มีทางออกและคุณต้องมาตอบ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้สดจริงอย่างที่ผมเรียนแล้ว คือไม่ได้เป็นกระป๋องแต่ว่าเป็นปลาที่แช่แข็งมันก็นานเหมือนกันบางทีมันไม่สอดคล้อง นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีไม่ค่อยมาตอบกระทู้ นี่เป็นปัญหาใหญ่หลวงมาก เพราะว่า ไม่ค่อยมาตอบกัน เขาถามคนนี้อีกคนมาตอบ แล้วผมเองก็ทำหน้าที่เมื่อก่อนที่เคยตอบให้ กระทรวงคมนาคมมาเกือบทุกส่วนทั้งบก น้ำ อากาศ ก็เคยมาเห็นปัญหานี้อยู่ มีการมอบหมาย รัฐมนตรีที่รับผิดชอบตามกระทู้มาตอบ แต่กระทู้ไม่มีระบบการติดตาม คือมาตอบแล้วก็ปกติ ผมบอกอย่างไม่อายว่าเราจะตรวจสอบว่าถนนสายนี้มีปัญหาตรงนี้ก็มาตอบ พอตอบผู้ถาม จะสบายใจ เพราะว่าเสียงที่ตอบก็คือได้ดังไปถึงบ้านแล้ว แยกนี้ก็ได้ระบุว่าจะไปทำ ก็จบกันไปแล้ว ผู้ติดตามจากสภาที่ว่าถนนสายนี้หรืองานตรงนี้ได้ทำจริงหรือไม่ ไม่มีการติดตาม ดังนั้นวิธีการปฏิรูปก็คือให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองในการตั้งกระทู้ถาม ไม่ใช่เป็นกระทู้หาเสียง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามข้อบังคับในการตอบกระทู้ถาม ตรงนี้จะไปสัมพันธ์กับจริยธรรมด้วย การตอบ กรอบเวลาไม่ให้มีการเลื่อน เปิดเผย การไม่มาตอบว่าทำไมถึงไม่มาตอบ ตรงนี้ต้องเคร่งครัดมากขึ้น ไม่อย่างนั้นการตรวจสอบ โดยสภาจะไม่ศักดิ์สิทธิ์เลย แล้วก็ตั้งคณะกรรมาธิการติดตาม เวลาตอบแล้วรัฐมนตรี รับปากว่าจะไปทำตรงนี้ ๆ ก็ไปตาม ณ เวลานั้นทำไหม ไม่ทำก็ต้องเอาย้อนเข้ามาเพื่อจะได้ ตรวจสอบไม่อย่างนั้นมันไม่เสร็จ

ข้อต่อไปก็คือว่าการอภิปราย ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญของสภาเรามีอภิปราย แบบไว้วางใจและไม่ไว้วางใจแบบลงคะแนน ผมจะพูดส่วนของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปัญหาลงมติในการอภิปรายรัฐมนตรีหรือรัฐบาลมีหลักฐานความผิด แต่ว่าเวลาโหวต ใช้เสียงข้างมาก ทีนี้ประชาชนเขาฟังพอมีการโหวต มันไปจบลงที่หลุดไปแล้วก็แพ้กันไป คะแนนเหมือนกันหมดอย่างนี้ทำให้ประชาชนเสียขวัญได้ แต่อย่างไรก็ตามตรงนี้ก็มีทางแก้อยู่ บางครั้งการอภิปรายส่วนใหญ่ยังคล้าย ๆ ว่าต่างคนต่างทำมาไม่เป็นระบบ คือทุกคน ก็ซ่อนของตัวเองไว้ ก็กลายเป็นซ้ำกัน บางทีก็ไปเอาข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มาก็จะทำให้ เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นในระบบได้ คนมาฟังก็เบื่อ ๆ ตรงนี้วิธีปฏิรูปอันแรกก็คือสร้างความรู้ ความเข้าใจกับประชาชนก่อนว่าอันนี้ไม่ใช่ละครที่จะมีแบบดุเด็ดเผ็ดมัน แต่ว่านี่เป็นเรื่องของ ประเทศชาติ ประชาชนได้รับทราบ ได้ติดตามดู ฝ่ายค้านต้องอภิปรายตรงประเด็น แสดงให้เห็นความเสียหายจากการทุจริต แล้วบางทีที่เขาไม่ค่อยยื่นก็คือว่าเฉพาะทุจริต จริง ๆ แล้วการไม่ทำงานตามนโยบายที่แถลงไว้ ในต่างประเทศก็เป็นความผิดเหมือนกัน ก็คือไม่สามารถดำเนินการได้ เราไม่ค่อยอภิปรายเรื่องนี้กัน แล้วข้อมูลพยานหลักฐาน ต้องแสดงความผิดชัดเจนด้วย ป.ป.ช. ต้องไปดำเนินคดีได้ มีการติดตามการดำเนินการจาก ป.ป.ช. การกลั่นแกล้งกัน บางทีมาพูดให้เสียหายแต่ไม่มีข้อเท็จจริงก็ต้องมีการไกด์แบ็ก (Guide back) เหมือนกัน หมายถึงว่ามีการสวนกลับไปได้โดยกฎหมาย เพราะฉะนั้น ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด

สุดท้ายที่ผมรับผิดชอบก็คือคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานของรัฐสภา อย่างที่เรียนแล้วว่าสภามี ๒ สภา แต่ไม่มีระบบติดตาม ก็คือทำกันไป ๆ เหมือนที่เขาบอกว่า ไม่สำคัญว่าคุณทำอะไรบ้าง สำคัญว่าอะไรสัมฤทธิ์บ้าง อิต ดาสซึน แมตเทอร์ วอต ยู แฮฟ ดัน อิต แมตเทอร์ วอต ยู แอ็กชีฟ (It doesn't matter what you have done, It matters what you achieve) ผลสัมฤทธิ์คืออะไรต้องมีกรรมการตาม การตรากฎหมายไม่มีแผนติดตาม การดำเนินการตามกฎหมาย คือกฎหมายมีการเร่งว่าฉบับไหนเร่งก่อน เพราะอะไร อย่างไร คือลำดับความสำคัญมีอยู่ เพราะไม่ใช่เราออกกฎหมายกันได้ทุกวัน มันใช้เวลาเยอะ เพราะฉะนั้นการเลือกว่าอันไหนมีประโยชน์มากกว่าต้องมีการเรียง การเสนอญัตตินะครับ ผลการพิจารณาที่ส่งให้รัฐบาลแล้วไม่มีการติดตาม ไม่ได้รับการแก้ไขหรือช้า ตรงนี้ต้องมี กรรมการติดตามเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นเรื่องกฎหมายว่าวัน เวลาเท่าไร ระยะเวลาต้องมี แล้วการตั้งกระทู้ถามไม่มีการติดตามผลของคำตอบ มีแต่คำตอบไม่พอ จะต้องมีงานออกมาด้วย ตรงนี้ก็จะได้ติดตาม

ข้อสุดท้าย รายงานของหน่วยงานที่เสนอรัฐสภา หน่วยงานจะล่าช้าไปมาก ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าหน่วยงานอิสระต้องเสนอเข้ามาเยอะไปหมดเลย ทีนี้สภาเอง ต้องมาดูทั้งเรื่องเกี่ยวกับการใช้เงินขององค์กรอิสระเหล่านั้น พอมาแล้วไม่ได้พิจารณากันจริง บางทีมา ๒ ปีกว่าจะมา แก้ปัญหาปีที่แล้ว ปีนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ ฉะนั้นเรื่องพวกนี้สุมอยู่ที่สภา ก็จะต้องมีการจัดการ ไม่อย่างนั้นระบบรัฐสภาที่มีการดำเนินการจะไม่ล้มเหลวก็คือล้มเหลว เพราะว่าไม่ส่งผลออกมาเท่าที่ควร กระผมมีประเด็นในการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แค่นี้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ