นรรัตน์ เสนอจัดตั้งศูนย์ประชาคมอาเซียนและเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมือง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐

นรรัตน์ พิมเสน หารือการปฏิบัติงานของรัฐสภาในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาศักยภาพนิติกร ระบบสนับสนุนข้าราชการ ระบบวิชาการและหอสมุด รวมถึงการจัดตั้งสำนักงบประมาณรัฐสภาและศูนย์ประชาคมอาเซียน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้เร่งรัดการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ การเปิดเผยข้อมูลสู่ประชาชน และการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาโดยคำนึงถึงทัศนียภาพและจุดตั้งอย่างเหมาะสม

นางนรรัตน์ พิมเสน กรรมาธิการ

ขอบพระคุณนะคะ เพราะฉะนั้น ก็ขออนุญาต ถ้าเรื่องใดที่ท่านสมาชิกในคณะกรรมาธิการจะได้ช่วยชี้แจงในรายละเอียด ลงไปลึกแล้ว ก็จะขออนุญาตอ่านหัวข้ออย่างเดียวเพื่อจะได้ไปฟังสมาชิกท่านนั้นได้ชี้แจง ในส่วนของสมาชิกรัฐสภานั้นจบแล้วนะคะ

ส่วนที่ ๒ เป็นการปฏิบัติงานของหน่วยงานสังกัดรัฐสภา เรามีการศึกษา และกำหนดเอาไว้ ๖ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา มีทั้งหมด ๖ เรื่องด้วยกัน

เรื่องที่ ๑ การจัดตั้งหน่วยงานเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งที่จริงแล้วเกิดขึ้นจากการเสนอแผนการปฏิรูปด้านการเมือง เรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งท่านกษิต ภิรมย์ ท่านได้เป็นประธานในเรื่องนี้ท่านก็รับที่จะชี้แจงในรายละเอียด

เรื่องที่ ๒ เป็นการจัดตั้งศูนย์ประชาคมอาเซียนของรัฐสภา ซึ่งศูนย์ประชาคม อาเซียนของรัฐสภา ปัญหาก็คือว่าสมาชิกรัฐสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะต้อง เดินทางไปเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ ในนามของรัฐสภาระหว่างประเทศอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นคนที่จะสนับสนุนข้อมูลนั้นก็คือเจ้าหน้าที่ของทางสภา โดยเฉพาะสำนักองค์การ รัฐสภาระหว่างประเทศของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ก็คือเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ประชาคมอาเซียนของรัฐสภาเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งท่านกษิต ภิรมย์ ก็จะได้กรุณาให้รายละเอียดนะคะ

เรื่องที่ ๓ การสร้างนักกฎหมายนิติบัญญัติและข้าราชการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ทางด้านกฎหมาย ในเรื่องนี้ท่านก็คงจะทราบว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภานั้น โดยหลักแล้วเราได้ความร่วมมือแล้วก็ได้อาศัย นักกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาช่วยงาน จึงคิดว่าเราควรที่จะต้อง พัฒนานิติกรของสำนักงานทั้งสองให้มีความรู้ความสามารถทัดเทียมกับสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ก็คงจะต้องเร่งรีบพัฒนาแล้วก็ผลักดันให้เกิดนักกฎหมายนิติบัญญัติขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งกำหนดว่าให้มีนักกฎหมายนิติบัญญัติเอาไว้ทั้ง ๒ หน่วยงานแล้ว แต่ว่าขณะนี้ก็ยังไม่เกิด เป็นรูปธรรม จึงขอสนับสนุนแล้วก็ผลักดันให้เกิดขึ้น

เรื่องที่ ๔ การให้ข้าราชการเกษียณอายุมาช่วยราชการแต่ว่าไม่ได้มี การต่ออายุราชการ แต่คิดว่าคงจะหาค่าตอบแทนมีอัตราจ้างหรืออะไรอย่างนี้เข้ามาช่วยเสริม เพราะว่าจะมีการเกษียณอายุอยู่เป็นจำนวนมาก

ในเรื่องของขวัญและกำลังใจของข้าราชการรัฐสภาทั้งหมดก็ได้เคยสอบถามแล้ว นอกจากเขาจะต้องทำงานหนักให้กับทางรัฐสภา ให้กับสมาชิก แม้กระทั่งสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เขาก็ได้แสดงความคิดเห็นว่าเขาอยากที่จะมีบ้านพัก สำหรับข้าราชการชั้นผู้น้อย ลูกจ้างประจำ เพราะว่าเงินเดือนน้อย ส่วนใหญ่จะมีภูมิลำเนา อยู่ที่ต่างจังหวัด เราก็เสนอว่าควรที่จะมีการจัดบ้านพักให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อย มีการจัดรถรับส่ง

ประเด็นที่ ๒ การสนับสนุนทางด้านวิชาการของสมาชิกรัฐสภา จะมีสำนักวิชาการ สำนักกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการทั้งสอง และเสนอให้มีการทำระบบ หอสมุดรัฐสภา ซึ่งในเรื่องนี้ก็ต้องขออนุญาตท่านกษิต ภิรมย์ ท่านจะช่วยชี้แจงลงไป ในรายละเอียด

ประเด็นที่ ๓ การจัดตั้งสำนักงบประมาณรัฐสภา ซึ่งท่านคงจะได้เห็นและ บางท่านได้เคยมาชี้แจงงบประมาณ การขอตั้งงบประมาณกับทางสภา กรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณแล้ว ซึ่งท่านคำนูณ สิทธิสมาน ท่านจะชี้แจงให้ในรายละเอียด

ประเด็นที่ ๔ สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ถือว่า เป็นสถานีวิทยุของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมีความสำคัญ ท่านวันชัย สอนศิริ ท่านจะได้ช่วยชี้แจง ลงในรายละเอียดให้

ประเด็นที่ ๕ เรื่องของสถาบันพระปกเกล้า ขออนุญาตว่าสถาบันพระปกเกล้า ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ เพื่อมาสนับสนุน งานวิชาการของทางรัฐสภา เนื่องจากข้าราชการทั้ง ๒ สำนักงาน ยังไม่มีความเชี่ยวชาญ ในด้านวิชาการ จึงเป็นที่มาของสถาบันพระปกเกล้า ขออนุญาตเรียนสักนิดว่าเดิมอำนาจหน้าที่ ของสถาบันพระปกเกล้าจะมีอยู่เรื่องเดียวคือการส่งเสริมงานวิชาการของรัฐสภา เดิมทางสำนักงานเลขาธิการทั้งสอง กับสถาบันพระปกเกล้าก็จะทำงานร่วมกัน เมื่อไร ที่มีร่างพระราชบัญญัติที่สำคัญหรือซับซ้อนก็จะประสานกันระหว่างสำนักงานทั้งสอง โดยเฉพาะสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาที่ดิฉันเคยเป็นเลขาธิการ ก็จะได้ประสานกัน และให้สถาบันพระปกเกล้าช่วยวิจัยหรือศึกษาข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา ทีนี้ปัญหา ก็คือว่าต้องการเร็ว ให้เวลาน้อย งบประมาณก็ไม่มี บางครั้งก็จะมีการให้วิจัยอะไรที่สั้น ๆ และรวดเร็ว แต่เงินงบประมาณบอกว่าให้ได้แค่ ๓,๐๐๐ บาท นี่เป็นเรื่องจริง ๓,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาทแล้วก็เร่งมาก เพราะฉะนั้นการทำงานแรก ๆ ก็พอที่จะมีนักวิชาการ มาช่วยสนับสนุน แต่พอหลัง ๆ แล้วไม่มีใครสามารถมาช่วยงานเราได้ด้วยปัจจัยอย่างที่กล่าว ทางสถาบันพระปกเกล้าก็พยายามแต่ก็ไม่สามารถที่จะสนับสนุนเราได้ทางด้านวิชาการทำให้ สำนักงานทั้งสองต้องหันกลับมาพึ่งตัวเอง ก็จะต้องให้นักกฎหมาย วิทยากรต่าง ๆ มาทำรายงาน ประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกันเอาเอง ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอน ระเบียบวาระที่ ๑ ระเบียบวาระที่ ๒ ก็ทำกันเอง เมื่อมีการวิจัยหรือมีเรื่องสำคัญ ๆ ก็จะได้มอบหมาย หรือได้คุยกับสถาบันพระปกเกล้าให้ช่วยดำเนินการในเรื่องทางด้านวิชาการให้ วิธีการแก้ไข ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ได้มีการมาพูดคุยแล้วก็วางแผนการทำงานร่วมกัน ในเรื่องรายละเอียด ท่านวันชัย สอนศิริ จะได้กรุณาพูดลงไปในรายละเอียด

ประเด็นที่ ๖ การจัดทำข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนเข้าถึงได้ ก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราพยายามจะดำเนินการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้เพราะว่าต้องเป็นการดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตามมาตรา ๕๙ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๑๒๙ ซึ่งอันนี้ก็จะต้องดำเนินการ

ส่วนที่ ๓ ในเรื่องของรัฐสภาแห่งใหม่ มีข้อเสนอแนะหลายประการด้วยกัน แต่ข้อเสนอแนะที่สำคัญขออนุญาตที่จะนำเรียนก็คือว่าต้องเร่งรัดการก่อสร้าง อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยในการดำเนินการทุกขั้นตอน ทุกเรื่องต้องถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ และรายงานให้ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือประธานรัฐสภาในขณะนี้ทราบผลการดำเนินงาน เป็นระยะทุก ๆ ขั้นตอน ในเรื่องนี้ก็จะเสนอแนะระบบหอสมุดรัฐสภาให้มีสถานที่เฉพาะ ซึ่งท่านกษิต ภิรมย์ ท่านก็จะได้กรุณา ในเรื่องของการคมนาคมโดยรอบใกล้เคียงควรจะมี การประสานและผลักดันให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ให้ใกล้กับพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ แต่ให้อยู่ในจุดที่ไม่บดบังทัศนียภาพการมองเห็น รัฐสภาแห่งใหม่ กำหนดจุดที่เหมาะสม ผู้รับผิดชอบกล้าตัดสินใจที่ชัดเจนที่จะสร้างสะพาน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา โดยภาพรวมแล้วก็ขออนุญาตนำเสนอแต่เพียงเท่านี้เพราะว่าปรากฏอยู่ ในรายงานแล้ว ส่วนข้อเสนอของคณะเราก็ยังมีอีก ซึ่งท่านประธานเสรี สุวรรณภานนท์ คงจะได้นำเรียนท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณค่ะ