สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปราย เรื่อง การปฏิรูป การปฏิบัติงานในรัฐสภา ขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการด้านการเมือง ท่านเสรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่ได้ปรับให้เราได้อภิปราย ผมก็เชื่อว่าสมาชิกจะพูดในเรื่องที่เขา ได้อ่านแล้วที่คิดว่าสำคัญ ซึ่งกรรมาธิการก็ได้ตอบประเด็นเหล่านั้น เพราะทุกเรื่องที่เสนอมา ก็ขอชื่นชมมาก ๆ ผมคิดว่าเป็นรายงานที่มีเนื้อหาสมบูรณ์มากที่สุดรายงานหนึ่งเท่าที่ได้ เสนอมาในรัฐสภานี้ต่อประเด็นปัญหาที่มีอยู่ ทั้งประเด็นปัญหาและข้อเสนอการปฏิรูป ในแต่ละเรื่องหลายสิบประเด็น ในแต่ละประเด็นปฏิรูปก็มีหลายข้อที่ได้เสนอไว้ ซึ่งคิดว่า จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเป็นแนวทางในการปฏิรูปการปฏิบัติงานของสมาชิก และเจ้าหน้าที่ของรัฐสภาในอนาคต ก็เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่มีข้อคิดเห็นที่อยากจะเรียน เสนอแนะในบางประเด็น ในฐานะที่เคยปฏิบัติงานอยู่ในรัฐสภา เป็นสมาชิกวุฒิสภามาก่อน แล้วก็มาอยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับ คนของรัฐสภาในหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ สำนัก

ประเด็นแรก เรื่องการเสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องมาจาก พรรคการเมืองเสียงข้างมาก ที่ผมเห็นอยู่ในหน้า ๗ อันนี้ผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย คือประเด็นแรกก่อน ขัดต่อหลักสากล เราจะมาอ้างว่าเคยมีครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าการอ้างว่า เคยมีครั้งหนึ่งทำได้เยอะแยะเลย ครั้งหนึ่งเคยเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเอามาเป็นตัวอย่าง อันนี้ผมคิดว่าเราต้องดูครั้งมาก ๆ ไม่ใช่ครั้งน้อย ๆ แล้วต้องดูความเป็นสากลด้วย แล้วก็ ต้องเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการที่เราจะมาบอกว่าพรรคขนาดกลางมาเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภาแล้วจะมีความเป็นกลางมากกว่า อะไรอย่างนั้น ผมคิดว่าข้อเสนอนี้เป็นการเกินกว่าที่ใครจะไปเขียนในกฎหมายได้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่บัญญัติไว้แล้วเรามาเสนอตรงนี้ ผมคิดว่าก็คงไม่นำมาสู่การปฏิบัติได้ คืออันนี้เห็นด้วยว่าไม่ควรจะเสนอ แล้วก็ไม่เห็นด้วยในข้อเสนอ

ในเรื่องถัดไปที่เกี่ยวกับการไปดูงานต่างประเทศ ซึ่งเพื่อนรักผมคือท่านคำนูณ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้ให้ข้อมูลค่อนข้างมากว่า ส.ส. ส.ว. ไม่ควรไปดูงานต่างประเทศ ถ้าบอกว่าไม่ไปดูงานเลยคงจะเป็นข้อกำหนดที่อาจจะผูกมัดเกินไปหรือว่าไปตัดสิทธิ มากเกินไป เพราะการดูงานต่างประเทศของหน่วยงาน ของนักศึกษาต่าง ๆ ไม่ใช่เราไปดูงาน เขาฝั่งเดียว เขาก็มาดูงานเรา ผมเคยเห็นนักเรียน วปอ. สหรัฐอเมริกามาเยี่ยมผมสมัยผมเป็น ผู้อำนวยการ วปอ. เขามาจากอีกซีกโลกหนึ่งเลย เพราะฉะนั้นการดูงานต่างประเทศของ นักศึกษา ของ ส.ส. ส.ว. ก็เปลี่ยนหน้ากันเข้ามา ไม่ใช่ว่า ส.ส. จะหน้าเดิม ส.ว. จะหน้าเดิม ในสมัยหน้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็น ส.ว. ได้ครั้งเดียวเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคนที่มาใหม่ เขาก็จะควรจะได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตา ไปดูโลกในซีกอื่น ๆ บ้าง แต่ก็ควรจะมีข้อจำกัด ทั้งในเรื่องของวงเงิน เรื่องของงบประมาณ และเรื่องของการไปดูงานอย่างแท้จริง เดี๋ยวนี้ หลายหน่วยงานเริ่มปฏิรูปการไปดูงานต่างประเทศ ต้องดูงานอย่างชัดเจน ส.ส. ส.ว. ก็เข้าไป ตรวจสอบในเรื่องนี้ค่อนข้างจะสทริกต์ (Strict) มาก ถ้าไปดูงาน ๗ วัน แล้วดูงานเพียงแค่ ๒ วัน รับรองกลับมาต้องเอาเงินส่วนตัวไปชดใช้งบประมาณแน่นอน เพราะฉะนั้นก็ฝากเป็น ข้อสังเกตว่าจะตัดอะไรผมไม่เห็นด้วย

ประเด็นถัดไป ในเรื่องการจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภาก็คิดว่า เป็นเรื่องที่ดี อันนี้ก็สนับสนุนว่าทางรัฐสภาเองควรจะเพิ่มขีดความสามารถในด้านการที่จะ ติดตามและวิเคราะห์การใช้งบประมาณของแผ่นดิน ถึงจะสมกับที่ได้รับมอบหมายให้ ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ที่อนุมัติงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี และควรจะดำเนินการไม่ใช่แค่ การพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีเท่านั้น แต่ควรจะมีบทบาทในการติดตาม งบประมาณด้วย ซึ่งคนที่จะทำได้จริงก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐสภานั่นเองที่จะต้องทำ ในกรอบของคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณของแต่ละสภา เพราะฉะนั้นการเพิ่ม ขีดความสามารถตรงนี้ การจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภา ให้มีขีดความสามารถที่จะ ติดตาม วิเคราะห์ และหาข้อมูลมาเพื่อให้ทางรัฐสภาได้นำไปใช้ประโยชน์ ก็จะเป็นประโยชน์ ในการที่จะควบคุม ติดตามการใช้งบประมาณของแผ่นดิน ซึ่งอันนี้ผมก็เห็นด้วยอย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

ถัดไปคือเรื่องของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ของรัฐสภา มีข้อเสนอหลายประเด็นซึ่งผมสนับสนุนทุกข้อเลย ตั้งแต่การที่จะให้ขยายขีดความสามารถ การงดเก็บค่าบำรุงจากสถานีของรัฐสภาเพราะถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐเช่นเดียวกัน คล้าย ๆ ของกองทัพ ของช่อง ๑๑ ต่าง ๆ รวมถึงการที่จะปรับปรุงบุคลากรของสถานี วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ของรัฐสภาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ให้มีจำนวน เพิ่มมากขึ้นที่จะสามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายนิติบัญญัติ และที่สำคัญคือทำหน้าที่ เป็นส่วนหนึ่งของการที่จะพัฒนาระบอบประชาธิปไตย การให้ความรู้ในด้านพลเมืองศึกษา แก่พี่น้องประชาชน เพราะปัจจุบันนี้ทีวี (TV) และวิทยุของสภาก็มีความนิยมเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราเปรียบเทียบย้อนหลังไปใน ๕ ปี ๑๐ ปีที่ผ่านมา รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถ ในการที่จะกระจายเสียงไปทางด้านอินเทอร์เน็ต (Internet) ด้วยก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ผมก็สนับสนุนในประเด็นนี้

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของสถาบันพระปกเกล้า ในรายงานฉบับนี้ ได้กล่าวหาสถาบันพระปกเกล้าไว้ค่อนข้างจะ ผมใช้คำว่า รุนแรงหน่อย โดยกล่าวหาว่า สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดหลักสูตรสร้างเครือข่ายทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ผมเอง ไม่เคยเป็นนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า แต่เคยเป็นบอร์ด (Board) บริหารของ สถาบันพระปกเกล้า รู้จักอดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าทุกท่าน รวมถึงท่านปัจจุบันนี้ ผมก็จะมีความเชื่อมั่นว่าสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันการศึกษาที่น่าชื่นชม มีการบริหารจัดการ ที่เป็นระบบ มีคุณภาพสูง มาตรฐานสูง บรรดาคณาจารย์ทั้งคณาจารย์ที่เป็นข้าราชการประจำ และเป็นอาจารย์พิเศษแต่ละท่านก็มีดีกรี (Degree) ระดับสูง ๆ ทั้งนั้นที่เราจะสามารถ ไปรับฟังการบรรยายจากท่านได้อย่างภาคภูมิใจ หลักสูตรจริง ๆ แล้วไม่ได้มี ๒-๓ หลักสูตร เท่าที่เห็น ผมว่าป่านนี้มีจะ ๒๐ หลักสูตรแล้ว มุ่งไปสู่ประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าเหตุการณ์ ทางภาคใต้ ไม่ว่าการสร้างเยาวชน การสร้างผู้นำระดับต่าง ๆ การปรองดองสันติวิธีต่าง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีนักการเมืองระดับบิ๊ก (Big) เข้าไปศึกษาเล่าเรียน ก็เป็นการพัฒนา สร้างประชาธิปไตยซึ่งถือว่าเป็นวัตถุประสงค์หลักอันหนึ่งของสถาบันพระปกเกล้า ที่จะเผยแพร่ เพราะฉะนั้นผมเองจึงอยากให้ดำรงสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันการศึกษา ในด้านประชาธิปไตยไว้ ส่วนจะเพิ่มบทบาททางวิชาการสนับสนุนรัฐสภา สนับสนุน สมาชิกรัฐสภาให้มากขึ้นก็เป็นข้อเสนอที่เห็นด้วยว่าควรจะทำให้เป็นฝ่ายวิชาการทางด้านนี้ ที่จริงเขาก็ผลิตเอกสารทางวิชาการต่าง ๆ ส่งมาให้เราอ่านเป็นครั้งคราว แต่อาจจะยังไม่ได้ ทำงานเสริมด้านวิชาการให้กับสมาชิกรัฐสภาโดยตรง ซึ่งก็คงจะไม่ยากนัก เพราะประธาน รัฐสภาเองก็เป็นประธานกรรมการของสถาบันพระปกเกล้าอยู่แล้ว จึงอยากจะให้ยังคง ความเป็นสถาบันด้านการศึกษาอยู่ ส่วนจะเพิ่มบทบาทตรงนี้บ้างก็ไม่ขัดข้องอะไร ผมก็คง จะใช้เวลาพอดีนะครับ จริง ๆ แล้วมีอยู่ ๓๐-๔๐ เรื่อง ถ้าจะพูดครบทุกเรื่องที่เสนอมาก็คงจะใช้เวลาอีกนาน แต่ก็ขอชื่นชมด้วยความจริงใจว่าเป็นรายงานเกี่ยวกับรัฐสภาทั้ง ๒ ฟาก ฟากสมาชิก และฟากเจ้าหน้าที่ที่สมบูรณ์ มองทุกประเด็นทุกมุม มองไปถึงอาคารรัฐสภาใหม่ที่จะเกิดขึ้น ในอีก ๒-๓ ปีข้างหน้า มองถึงชีวิตความเป็นอยู่ของข้าราชการ ซึ่งผมคิดว่าควรได้รับการดูแล เพิ่มขวัญกำลังใจของการทำงานที่จะตอบสนองต่อฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งถือว่าเป็นฝ่ายที่มี ความสำคัญยิ่งฝ่ายหนึ่งของประเทศ ขอขอบพระคุณครับ