ถวิลวดี บุรีกุล หารือถึงบทบาทและผลงานของสถาบันพระปกเกล้าในการสนับสนุนงานรัฐสภา การส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเมืองการปกครองอย่างเท่าเทียม และการประเมินสมรรถนะรัฐสภาไทยตามเกณฑ์สากล พร้อมนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐสภา โดยเสนอให้สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมมือกันใช้ศักยภาพของบุคลากรสนับสนุนงานวิชาการเพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันคงจะไม่ใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ทุกหน้า แต่จะใช้ เป็นบางหน้า แล้วก็อาจจะขอเวลาเพิ่มเติมในฐานะถูกพาดพิงเยอะในรายงานฉบับนี้ ก่อนอื่น ดิฉันต้องขอชมเชยกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่ให้ความสำคัญ กับระบบงานในรัฐสภา ซึ่งตอนแรกดิฉันคิดว่าจะไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้เสียแล้ว แต่ว่าในที่สุด เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่จะเอามาปฏิรูปกัน ดิฉันต้องชื่นชมแล้วก็ขอบคุณ นอกจากนี้ดิฉันมี ประเด็นที่จะพูดถึงก็คือระบบงานสนับสนุนของรัฐสภา ผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ที่ว่าด้วยการทำงานของรัฐสภา การปฏิบัติงานของสถาบันพระปกเกล้าว่าด้วยการสนับสนุน อื่น ๆ รวมทั้งหลักสูตรและผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนข้อเสนอแนะ นั่นคือสิ่งที่ดิฉันจะพูด สถาบันพระปกเกล้าถูกจัดตั้งขึ้นในวโรกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งวันพระบรมราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ โดยวัตถุประสงค์ของการแต่งตั้งเพื่อจัดตั้งสถาบันพัฒนาประชาธิปไตย เพื่อเทิดพระเกียรติในวโรกาสที่รัชกาลที่ ๗ ของเราพระราชสมภพครบ ๑๐๐ ปีที่ดิฉัน บอกไปแล้ว และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งนั้นก็ประสบความสำเร็จได้สถาบันพระปกเกล้า ต่อมาก็มีพระราชบัญญัติแห่งสถาบันพระปกเกล้าขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๔๑ โดยให้เป็นสถาบัน ที่มุ่งเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย และมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญซึ่งอยู่ในหน้า ๔๐ เป็นเรื่องของ การศึกษาวิเคราะห์ทางวิชาการเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประชาธิปไตย มีเรื่องของวิจัย สนับสนุน เรื่องของการเผยแพร่สนับสนุนงานรัฐสภา แล้วก็อีกหลาย ๆ ด้าน เพราะฉะนั้น ภารกิจที่สำคัญคือเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้าจึงดำเนินการ สอดคล้องกับพันธกิจที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่กำหนด แล้วก็เจตนารมณ์ในการจัดตั้งตรงนั้น นอกจากนี้เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติของในหลวงรัชกาลที่ ๗ ตลอดจนพันธกิจที่สำคัญก็คือ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาทางด้านการเมืองการปกครอง สถาบัน พระปกเกล้าจึงเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้ในเรื่องของประชาธิปไตย นั่นเป็น สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าดำเนินการมา ทีนี้เรื่องของการศึกษาวิจัย ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือเป็น การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและเสริมสร้างความรู้ในเรื่องของการพัฒนา ประชาธิปไตย ตัวอย่างการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งดิฉันจะพูดเร็ว ๆ ขอสไลด์ (Slide) ไปแผ่นที่ ๔ เลย
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
สไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๔ คือผลงานชิ้นหนึ่งของสถาบัน พระปกเกล้าที่ว่าด้วยการประเมินการทำงานของรัฐสภาไทยตามสหภาพรัฐสภานานาชาติ ซึ่งประเทศไทยเป็นเพียง ๑ ใน ๒ ประเทศที่นำตัวชี้วัดของไอพียู (IPU) หรือสหภาพรัฐสภา นานาชาติมาประเมินเต็มรูปแบบ เราทำการประเมิน ๒ ครั้งแล้ว สิ่งที่เราประเมินก็คือ ประเมินตามภารกิจของสภา ไม่ว่าจะเป็นด้านการเป็นตัวแทนนิติบัญญัติหรือการตรวจสอบ ไปจนกระทั่งถึงเรื่องของธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องของความโปร่งใส เข้าถึงได้ สำนึกรับผิดชอบ เรื่องการมีส่วนร่วมในนโยบายต่างประเทศ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะสะท้อน ให้เห็นว่าการทำงานของรัฐสภาไทยเป็นอย่างไร
ดิฉันขอไปที่ผลการศึกษา ซึ่งอันนี้ก็อยากจะให้ดูว่ารัฐสภาไทยซึ่งเป็นสถาบัน ที่จรรโลงไว้ซึ่งประชาธิปไตย และเป็นกลไกที่ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงการเมือง การปกครองโดยผ่านตัวแทนของพวกเขา ผลการศึกษาผู้แทนของเขาได้ทำหน้าที่อย่างไร อันนี้ได้ทำการศึกษาเมื่อปี ๒๕๕๖ ในยุคที่ยังมี ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ในตอนนั้น ผลการศึกษาตัวนี้ดิฉันจะสรุปให้ดูว่าคะแนนเต็ม ๕ แต่ประเด็นที่ได้คะแนนน้อยที่สุดก็คือ ๒.๔ ในเรื่องสำนึกรับผิดชอบของรัฐสภาไทยซึ่งรวมถึงสมาชิกเป็นสำคัญ รองลงมาก็จะเป็นด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านความโปร่งใสหรือเรื่องของการเป็นตัวแทน แต่ที่ได้คะแนนเยอะที่สุดก็เป็น เรื่องของการทำหน้าที่นิติบัญญัติ อันนี้คือผลการศึกษาของเรา ส่วนนอกนั้นก็จะเป็นตัวอย่าง ในแต่ละด้านว่ารัฐสภาไทยมีผลงานเป็นอย่างไร ไปดูตัวอย่างการเป็นตัวแทน คะแนน ที่น้อยที่สุดคือความหลากหลายของคนในรัฐสภาไทยที่มาจากทุกภาคส่วน ส่วนเรื่องของ การตรวจสอบในหน้าถัดไปก็จะเป็นเรื่องของขั้นตอนของการพิจารณางบประมาณ รวมทั้งตรวจสอบฝ่ายบริหารและองค์กรอิสระ อันนี้คือข้อบกพร่องที่เยอะที่สุด ต่อไป เป็นเรื่องของการทำหน้าที่นิติบัญญัติ คะแนนที่น้อยที่สุดอยู่ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของผู้มี ส่วนได้เสีย ซึ่งตอนนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเราก็พยายามที่จะปิดช่องว่างตรงนี้อยู่ ส่วนเรื่องของความโปร่งใสในหน้าถัดไป ก็คือความโปร่งใสและปลอดจากอิทธิพลของธุรกิจ กลุ่มผลประโยชน์ของธุรกิจต่าง ๆ ที่เข้ามามีบทบาท ตรงนี้ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ ไม่น่าถึงพอใจ ส่วนเรื่องของสำนึกรับผิดชอบคะแนนที่น้อยที่สุดจะอยู่ที่ระบบรายงานกรณี พฤติกรรม มีพฤติกรรมผิดจริยธรรมที่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน อันนี้ตรวจสอบได้ยาก อย่างนี้เป็นต้น ส่วนเรื่องถัดไปเป็นเรื่องของนโยบายระหว่างประเทศ ตัวที่น้อยที่สุดก็เป็น เรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น นี่คือผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของสถาบัน พระปกเกล้าที่สะท้อนให้เห็นการทำงานของรัฐสภา แล้วรายงานต่าง ๆ ของสถาบัน พระปกเกล้านั้นก็ได้ส่งให้กับสมาชิกรัฐสภาทุกท่านและห้องสมุดต่าง ๆ ถ้าท่านเดินเข้าไปที่ ห้องสมุดของรัฐสภาท่านก็จะพบ และมีการนำมาใช้เมื่อคณะกรรมาธิการแต่ละชุดอยากจะได้ ในประเด็นเรื่องต่าง ๆ ซึ่งผลการทำงานนั้นเราก็สะท้อนให้ดูอีกเรื่องหนึ่งในหน้าถัดไป เป็นเรื่องของการศึกษาความเชื่อมั่นที่มีต่อการทำงานของรัฐสภาไทย ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้าทำการศึกษาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ เราจะไม่มี ส.ส. และ ส.ว. แต่เรามี สนช. และ สปท. เมื่อก่อนเรามี สปช. ด้วย และ สนช. ด้วย เราก็วัดความพึงพอใจ วัดความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งจะขึ้น ๆ ลง ๆ แต่สะท้อนถึง สถานการณ์ทางการเมือง อันนี้เป็นผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ดิฉันชี้ให้ดูว่ามีเพียงที่นี่เท่านั้น ก็คือสถาบันที่สนับสนุนงานวิชาการของรัฐสภาที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ต่อไปสไลด์ (Slide) ที่เหลือ ดิฉันจะเอาไว้ตอนท้าย ดิฉันจะให้ดูนิดหนึ่งคือภาพนี้มาจากผลการศึกษาของสถาบัน พระปกเกล้าร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ให้เห็นว่าพื้นที่ใดที่ประชาชนมีความเชื่อมั่น ในสมาชิกรัฐสภามากหรือน้อยเพียงใด อันนี้เชื่อมั่นในระดับมาก เราศึกษาเมื่อปีที่แล้ว ความเชื่อมั่นใน สนช. จังหวัดที่เชื่อมั่นคะแนนเยอะที่สุดจะเป็นสีเข้ม ส่วนสีแดงและสีเหลือง ก็จะเชื่อมั่นน้อยถัดไปก็จะเป็น สปท. พวกเราเองก็คือให้เห็นว่าจังหวัดใดมีความเชื่อมั่น สปท. มากน้อยแค่ไหน
มาถึงเรื่องของการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการของรัฐสภา ภารกิจนี้ เป็นภารกิจที่สำคัญ เรามีการสนับสนุนในเรื่องของการศึกษาวิเคราะห์ร่างกฎหมายที่มี ความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศซึ่งกำหนดไว้ปีละ ๑๒ ฉบับ เมื่อดำเนินการเสร็จก็ส่งมอบให้กับ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีการให้ทุนอุดหนุน สมาชิกรัฐสภาได้มีการเรียนในสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็มีหลักสูตรในเรื่องของการอบรมให้กับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงาน ให้กับสมาชิก ถ้านับตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ถึงปัจจุบัน จำนวน ๔ รุ่น ตอนนี้ก็ ๓๐๐ กว่าเข้าไปแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจะพบว่าผู้ช่วยของท่านก็ผ่านการอบรมนี้มาบ้าง นอกจากนี้ก็มีการอบรม ให้กับข้าราชการของรัฐสภาเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ตำแหน่งในระดับบริหารต่อไป ตลอดจน ในเรื่องของการทำงานร่วมกับเวิลด์แบงก์ (World Bank) และทีดีอาร์ไอ (TDRI) ซึ่งสมาชิก ของเราได้พูดไปแล้วในเรื่องของสำนักงบประมาณของรัฐสภา ตลอดจนร่วมกับสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในเรื่องของการให้ประชาชนได้สะท้อน ความต้องการของเขา และสิ่งที่อยากจะเห็นในรัฐธรรมนูญตั้งแต่มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับแรก จนกระทั่งถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมาเรามีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนถึง ๔๕ ครั้ง โดยทำร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นผลงาน ที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยเพราะว่าต้องเดินทางไปทั่วประเทศ นั่นคือส่วนหนึ่งของงานสนับสนุน งานวิชาการรัฐสภา
ต่อไปเป็นเรื่องของหลักสูตร หลักสูตรที่สถาบันพระปกเกล้าทำ ถูกออกแบบ เพื่อให้ครอบคลุมการเข้าถึงการเรียนรู้ในเรื่องของประชาธิปไตยในหลายระดับและหลายรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ตลอดจนมองอนาคตข้างหน้าว่าประชาชนไทยของเรา จะต้องมีความรู้ในด้านใดเพื่อที่จะดำรงตนอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแท้จริง อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็สามารถที่จะเป็นพลเมืองที่มีความกระตือรือร้น ตรงนี้จะทำให้หลักสูตรของเราลดความขัดแย้งได้ในอนาคต โอกาสเข้าเรียน ทุกกลุ่มสามารถ เข้าเรียนได้ขึ้นอยู่กับหลักสูตรที่เราเปิดกว้าง แล้วก็มีกรรมการมาพิจารณา ส่วนภาคเอกชนนั้น มีโควตาไม่เกิน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่เรียนหลักสูตรอื่นอยู่จะมาเรียนซ้อนก็ไม่ได้ หรือเรียนต่อยอดกัน ก็ไม่ได้ หรือญาติเรียนอยู่ก็ไม่ได้เพราะว่าจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม เราจะไม่ให้เรียน เยอะขนาดนั้น นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เข้ามาเรียนได้ในเรื่องของ ประชาธิปไตย ตลอดจนผู้นำยุคใหม่แล้วก็ผู้นำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงถือว่า หลักสูตรเหล่านั้นเราไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ในเชิงหาผลประโยชน์เข้าตัว แต่เป็นการสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันนี้นักศึกษาเก่า นักศึกษาปัจจุบันของเราก็ออกไปรับใช้สังคมมากมาย ตลอดจนรวมตัวกันตั้งสมาคม มูลนิธิ ตัวอย่างเช่น มูลนิธิพระปกเกล้าเพื่อสังคม หรือสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า และทำประโยชน์ให้กับสังคมอยู่ในปัจจุบันนี้ ตลอดจนการบริหารงานและการกำกับดูแล ซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่ว่าโครงสร้างของสถาบันพระปกเกล้าถูกออกแบบมาให้เป็นกลาง มีประธานรัฐสภาเป็นประธาน แล้วก็มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มีประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานและเป็นกรรมการ ตลอดจนมีกรรมาธิการส่งผู้แทนเข้าไปเป็นกรรมการด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ดิฉันคิดว่าตรงนั้นก็จะทำให้มีการกำกับดูแลโดยคณะกรรมการเหล่านี้อยู่แล้ว ตลอดจนท่านเลขาธิการของ ๒ สภาก็เป็นกรรมการด้วย นอกจากนี้การติดตามประเมินผล โดยหน่วยงานภายนอกก็มีอยู่แล้วเพราะมีกรรมการติดตาม ซึ่งติดตามทุกปีแล้วก็มีการรายงาน ผลงานของสถาบันพระปกเกล้าเข้าสู่สภาแห่งนี้ทุกปี เมื่อปีที่แล้วสถาบันพระปกเกล้า ก็มารายงานต่อ สนช. ซึ่งท่านพิจารณาแล้วก็ไม่ได้มีข้อโต้แย้งแต่ประการใด ดิฉันคิดว่า ท่านคงจะเมตตามีความเข้าใจที่จะทำให้ข้อความในรายงานตั้งแต่หน้า ๓๙ เป็นต้นไป เป็นที่เข้าใจอย่างถูกต้อง ดิฉันจึงอยากจะสรุปแต่สรุปของดิฉันไม่สั้นนะคะ ทุกวันนี้ สถาบันพระปกเกล้าก็ยังดำเนินการตามเจตนารมณ์ที่จัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าอยู่ เพราะเราใช้พระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ กรรมการทุกชุดทุกสมัย ผู้บริหารทุกชุดทุกสมัย นักศึกษาเก่า นักศึกษาปัจจุบันทุกคน ตลอดจนบุคลากรของ สถาบันพระปกเกล้าล้วนยึดมั่นในพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ในเรื่องของการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดมั่นประชาธิปไตยที่ได้มาด้วยสันติวิธี และพวกเราก็จะสืบทอดพระราชปณิธานนี้สืบไป เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเราให้เข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นของทุกท่านและกรรมาธิการซึ่งท่านได้ให้ความเมตตาเราก็จะนำไปปรับปรุง และสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐสภาไทยต่อไป ก็จะเป็นสถาบันที่ค้ำจุนรัฐสภาแล้วก็ช่วยกัน เดินหน้า
ดิฉันมีข้อเสนอแนะอีกนิดหนึ่ง อยากจะให้ดูภาพ ๒ สไลด์ (Slide) สุดท้าย ๒ สไลด์ (Slide) สุดท้ายคือสิ่งที่ดิฉันจะเสนอ คือการทำงานร่วมกันของสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า เพราะสำนักงานเลขาธิการทั้ง ๒ สำนักงานนั้นมีบุคลากรที่มีจำนวนมากที่จะช่วยกัน ทำงานวิชาการสนับสนุนสมาชิกได้เป็นอย่างดี เมื่อปี ๒๕๕๘ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีนักวิชาการ ๑,๐๖๒ คน สำนักงาน เลขาธิการวุฒิสภามี ๕๓๕ คน สถาบันพระปกเกล้ามี ๒๐ คน ดิฉันคิดว่าเป็นกองทัพ ที่ใหญ่พอสมควรที่จะช่วยกันเดินหน้าไปได้ สถาบันพระปกเกล้ามีบุคลากรไม่เยอะแต่ก็จะใช้ พลังที่เรามีเดินหน้าไปกับท่าน ก็หมดตรงนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันต้องขอขอบคุณแล้วก็อยากจะฝาก สิ่งที่พวกเรายึดมั่นและพยายามที่จะสนับสนุนการทำงานของทุกท่านแล้วก็ ส.ส. ส.ว. ในอนาคต เพราะว่าเราเชื่อมั่นในสิ่งที่ทุกท่านเชื่อมั่นเช่นเดียวกันคือการขับเคลื่อนประเทศ ไปสู่สิ่งที่เราอยากจะเห็น ขอบพระคุณค่ะ