อำพล จินดาวัฒนะ ชื่นชมทิศทางการปฏิรูปการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และเรียกร้องให้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงลึกที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตอย่างแท้จริง พร้อมหารือปัญหาชุมชนชาวเลที่หาดราไวย์ในภูเก็ตที่ถูกขับไล่และไม่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว เสนอให้ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมให้กับชุมชนท้องถิ่น
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการและผู้เกี่ยวข้อง ดีใจครับที่ได้เห็นรายงานฉบับนี้ จริง ๆ ผมได้เรียน กับท่านประธานกรรมาธิการว่าอ่านหมดแล้ว ดูแล้วก็รู้สึกว่าพึงพอใจดีมากเลย ผมก็ชมท่าน ผมก็บอกแล้วว่าจะไม่พูดวันนี้ ท่านบอกว่าถ้ามีโอกาสแสดงความเห็นด้วยก็จะดี ก็ช่วยกันครับ ผมคิดว่ามีคนที่เขากล่าวว่าทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว ผมคิดว่าจริงครับ ผมอ่านรายงานฉบับนี้ผมดีใจที่เห็นทิศทางที่ท่านตั้งไว้ในเรื่องการปฏิรูปเรื่องที่เรากำลังคุยกันนี้ การมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน ทิศทางนั้นชัดเจน เป็นทิศทาง ที่งดงาม น่าจะเป็นทิศทางที่พึงประสงค์ ความเร็วจะตามมาก็เป็นเรื่องที่ชื่นชม ผมคิดว่า พวกเราเป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไปว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ในวันนี้และในวันข้างหน้าผู้คน จะเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้นและมากขึ้นอย่างที่เราก็คิดไม่ถึง การขยายสนามบิน ขยายเส้นทางการคมนาคมนั้นตามไม่ทันเลย ทั้งโลกเป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด วันสองวัน ก็ไปอยู่ที่โน่น วันสองวันก็มาอยู่ที่นี่ การเดินทางนั้นมากมาย ผู้คนที่ไม่เคยมีโอกาส ไปท่องเที่ยวก็มีโอกาสมากมาย อันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน เรื่องนี้สำคัญมาก เรื่องการส่งออกก็ดี การผลิตทำอุตสาหกรรมก็ดี เกษตรกรรมก็ดีนั่นก็จะเป็นรองไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คือจุดแข็งของประเทศ ไม่ใช่ของประเทศเราประเทศเดียว ประเทศอื่น ก็เป็นจุดแข็งของเขา เพราะแต่ละประเทศย่อมไม่เหมือนกัน มีความแตกต่างหลากหลายมาก แต่ประเทศไทยนั้นเราก็มีจุดแข็งอย่างมากมายถ้าพูดถึงการท่องเที่ยว ท่านประธานกรรมาธิการ พูดไว้เมื่อสักครู่เป็นการส่งออก ผมคิดว่าเห็นด้วย เรากำลังจะส่งออกความเป็นไทย ส่งออกทรัพยากร ส่งออกวัฒนธรรม แต่เป็นการส่งออกที่เราไม่เสียอะไรถ้าเรามีระบบนโยบาย และการจัดการที่ดี เราไม่ต้องยกอะไรไปให้ใคร แต่เราเชื้อเชิญเขาเข้ามา นั่นก็คือการส่งออก ความเป็นไทย เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายวันนี้ก็ชัดเจน ไม่ใช่แค่เรื่องของวิถีวัฒนธรรม แต่เป็นวิถีที่อยู่ในความเป็นไทย ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมมากมาย ล้วนเป็นสิ่งที่ นำมาใช้ในกิจการการท่องเที่ยวได้ทั้งสิ้น มนุษย์เรามีความกระหายใคร่รู้ อะไรที่เราไม่คุ้นเคย เราก็อยากรู้ เหมือนกับเราไปที่อื่น เราก็อยากรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้ มนุษย์มีพลัง การเรียนรู้สูงมาก ในขณะเดียวกันที่เขามาเที่ยวบ้านเรานั้นเราก็คงจะต้องมองเลย กับการที่มาเที่ยวแบบปกติ มาเป็นกลุ่มก้อน มาในการท่องเที่ยวแบบเดิม โลกข้างหน้ากำลัง จะมีการท่องเที่ยวแบบที่เปลี่ยนไปมาก ผมได้มีโอกาสไปภาคเหนือบ่อย ๆ ผมเห็น วิถีการท่องเที่ยวที่เราเห็นประเทศเพื่อนบ้านเราขนาดยักษ์เลยคือประเทศจีนที่มาเที่ยว เดิมเขาก็จะมาเที่ยวเป็นกลุ่มก้อนเยอะ ๆ มากับทัวร์ (Tour) เดี๋ยวนี้ก็ยังเยอะ แต่วันนี้ เราจะเห็นนักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวเองเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปหาอาหารรับประทานเอง เข้าไปในที่ต่าง ๆ มากขึ้น ผมคิดว่านี่คือกลุ่มใหญ่มากนะครับ นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยว แบบเฉพาะเจาะจงจัดการตัวเอง ประสานเอง ดำเนินการเอง เราอาจจะต้องคิดถึงท่องเที่ยว แบบนี้ไม่ใช่แค่มีการจัดการที่มีไกด์ (Guide) มีระบบการท่องเที่ยวเท่านั้น อันนั้นก็สำคัญ ทำให้เราได้การจัดการและเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่เขาเรียกว่าได้กำไรมาก แต่มีคนบอกว่ากำไร มาก กำไรไม่มาก แต่ถ้ากำไรน้อย กำไรไม่น้อย เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องมองการส่งเสริม การท่องเที่ยวในทิศทางที่ส่งเสริมคนอีกจำนวนมากที่ไปท่องเที่ยวอาจจะไม่ใช่คนร่ำรวย แล้วก็มีการจัดการ แต่เขาลงไปไกล ลงไปลึก ลงไปเกี่ยวข้องกับวิถี วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ถ้าการท่องเที่ยวข้างบนดี ไม่ดีจะอยู่ในเชน (Chain) กลุ่มที่ ๑ คืออยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หรือกลุ่มที่ ๒ ที่เกี่ยวข้อง แต่พอท่านเขียนไว้ในกลุ่มที่ ๓ นักท่องเที่ยวจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง การจัดการก็จะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งคือเข้าไปในระดับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น มีเรื่องมากมาย เรื่องการดำเนินการของศาสตร์พระราชาในการพัฒนาประเทศ ในการพัฒนาชุมชน อันนี้ก็เรื่องของการท่องเที่ยวได้ทั้งหมดเลย ผมเคยไปเห็น โรงพยาบาลหมูหลุม ที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ อยู่บนเขาสูงมากก็น่าสนใจ โรงพยาบาลหมูหลุม ก็เที่ยวได้ เรามีสิ่งท่องเที่ยวได้อีกเยอะแยะมากมายก่ายกอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านตั้งลำไว้ ผมคิดว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง และท่านก็จับเรื่องของอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ๓ ระดับที่ท่านวางไว้ผมเห็นด้วยอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านใส่ระดับที่ ๓ ไว้คือระดับ เรื่องชุมชนท้องถิ่น ผมคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเน้นความสำคัญของเรื่องชุมชนท้องถิ่น โดยเรื่องนี้ก็คือเรื่องศาสตร์พระราชาที่ท่านใช้อยู่ ไม่ว่าเรื่องไมนด์เซต (Mindset) นี่ก็เรื่องศาสตร์พระราชาระเบิดจากข้างใน คิดถึงเรื่องนี้ด้วย และชุมชนท้องถิ่นเริ่มจาก ข้างล่างขึ้นมาจะมีความยั่งยืน จะมีความมั่นคงและกระจาย เราได้ด้วยการแบ่งปันกัน ที่ท่านเขียนไว้อันนี้งดงามมาก ไม่ใช่หวังตัวเลขใหญ่ ๆ แล้วมีคนได้จำนวนไม่มาก แต่อันนี้ ท่านกำลังคิดว่าคนจะได้โดยทั่วไป แล้วก็ข้างล่างจะมาด้วย ทำไมผมถึงเน้นย้ำเรื่องชุมชน ผมคิดว่านี่คือหัวใจของการปฏิรูปประเทศ ท่านย้ำไว้ด้วยเรื่องนี้ท่านทำเพื่อความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำก็ต้องมุ่งไปที่ชุมชน เพราะฉะนั้นนโยบายและทิศทางที่ท่านมีโครงสร้าง มีความรู้ มีไมนด์เซต (Mindset) ผมอยากจะให้มุ่งไปสู่การเสริมสร้างให้ชุมชนเข้มแข็ง ทำอย่างไรให้เกิดการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนอย่างจริงจัง เราจะมีนักจัดการการท่องเที่ยวชุมชน ได้ไหม ท่านได้กรุณาพูดถึงเนชันนัลทรัสต์ (National Trust) ที่ประเทศอังกฤษ อันนี้คือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ขนาดใหญ่มาก คือมันเป็นเรื่อง คลาสสิคัลโมเดล (Classical Model) ของโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ในอังกฤษเลย เขาดำเนินการโดยไม่ใช่รัฐ เป็นเอกชนที่ไม่แสวงกำไรก็คือวิสาหกิจชุมชน เรากำลังส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เราส่งเสริมเรื่องนี้ให้เกิดกับการท่องเที่ยวในฐานรากได้ไหม ให้ผู้คนรวมตัวกันจัดการการท่องเที่ยวเป็นแล้วก็เริ่มจากข้างล่าง ข้างนอกเข้าไปช่วย ผมคิดว่าจะเป็นหัวใจสำคัญทีเดียว ผมได้เคยกล่าวในสภาแห่งนี้ยกตัวอย่างเรื่องชิราคาวาโกะ ที่ญี่ปุ่น เป็นที่ที่ทั่วโลกรู้จัก หมู่บ้านนี้ละครับ โอกาสที่จะมีคนเข้าไปเที่ยวจำนวนมาก ทุกอย่างเป็นวิถีธรรมชาติหมดเลย ชุมชนอยู่อย่างสงบเรียบง่าย แต่การจัดการนั้นเราสามารถ จองที่พักผ่านเว็บไซต์ (Web site) ของเขาแล้วเขาจะจัดการว่าเราจะไปอยู่บ้านไหน บ้านไหนเต็มหรือไม่เต็ม การจัดการทั้งหมดเราไปเรียนรู้วิถีชุมชนของเขา กินอาหาร แบบดั้งเดิมของเขาเลย คุณลุงคุณป้าเป็นคนบริหารจัดการที่ผมเคยเรียนครับ พูดภาษาอังกฤษ ไม่ได้สักคำหนึ่งแต่บริหารจัดการได้ อุปกรณ์การทำอาหารมีทั้งเครื่องที่เป็นไฮเทคโนโลยี (High Technology) และเป็นแบบปิ้งแบบยังจุดไฟเผาถ่านอยู่ เพราะฉะนั้นทุกอย่าง เขาได้ผสมผสานแล้วข้างนอกเข้าไปช่วยข้างใน ข้างในเป็นคนจัดการ ตรงนี้ของเรา ชุมชนท้องถิ่นอาจจะยังขาดการไปหนุนการจัดการเหล่านี้ ผมได้กล่าวถึงบ้านจำรุง ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เขามีเฟซบุ๊ก (Facebook) วันสองวันนี้ผมก็เพิ่งดู มีพี่น้อง จากเชียงรายก็ไป พอมาระยองก็ไปพักที่โฮมสเตย์ (Home Stay) ในหมู่บ้านนี้เขาประกาศตัว เป็นมหาวิทยาลัยบ้านนอก มีการเรียนรู้วิถีชุมชน มีเรื่องผลไม้ เรื่องอาหารทะเล เรื่องที่พัก ราคาถูก มีการจัดการตนเอง ผมได้กล่าวถึงที่เราไปเรื่องของการท่องเที่ยวชุมชน เคยยกตัวอย่าง เช่น บ้านแม่กำปอง หรือที่ปาย หรือที่หลีเป๊ะ เราทำแล้วข้างนอกเอาไปทำทั้งนั้นเลย ข้างในไม่ได้อะไรเลยก็แปรสภาพไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราจะคิดว่ายั่งยืน ทิศทาง การท่องเที่ยวอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ผมคิดว่าต้องไปหนุนเสริม ความเข้มแข็งของชุมชน ถ้าความเข้มแข็งของชุมชนจัดการการท่องเที่ยวของตัวเองได้ ความสะอาดก็จะมา การรักษาสิ่งแวดล้อมก็จะมา ความปลอดภัยก็จะมา เพราะเป็นเรื่องที่ เขาจะต้องดูแลกันเอง ทรัพยากรธรรมชาติก็มา อะไรต่าง ๆ ตามมา สินค้าที่เขาผลิตได้ ก็มีโอกาสขายได้ มีโอกาสที่จะมีตลาดจากการท่องเที่ยว ถ้าเราจับตรงนี้หมายความว่า อาจจะต้องเริ่มจากล่าง นโยบายและการสนับสนุนลงไปข้างล่าง ธุรกิจการท่องเที่ยวข้างบนนี้ ผมคิดว่าหนุนเขาอีกไม่มากเขาไปของเขาได้ แต่ข้างล่างที่เราพูดกันถ้ามุ่งส่งเสริมกัน อย่างจริงจังก็จะเกิดขึ้น
สุดท้าย ผมอยากจะยกตัวอย่าง เช่น ชาวเลที่หาดราไวย์มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ถูกฟ้องร้องขับไล่ตรงชายหาดราไวย์ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งแผ่นดินที่นั่นทุกตารางนิ้วแพงเหลือเกิน มีโฉนดของเอกชนออกไปเรียบร้อย ฟ้องขับไล่ เผอิญล่าสุดนี้ศาลก็ยกฟ้องไม่ให้ขับไล่ ชาวราไวย์ออกไป เพราะบอกว่าอยู่มาดั้งเดิมแล้ว มีการพิสูจน์กันทุกอย่างแล้ว เราเคยนำ ประเด็นนี้เข้ามาสู่สภา ล่าสุดนี้ผมต้องขออภัยกล่าวถึงท่าน พลเอก ปราการ ชลยุทธ ซึ่งท่านอยู่ในคณะกรรมาธิการด้วยกัน อดีตแม่ทัพภาค ๔ ท่านลงไปเยี่ยมล่าสุด ท่านก็บอกว่า ชาวเลตรงนั้นยังอยู่เหมือนเดิมเลย อยู่ในสลัม (Slum) สภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตแย่เหมือนเดิม แม้แต่ศาลได้ยกฟ้องขับไล่ไปแล้ว แต่ตรงนั้นถ้าท่านไปเยี่ยม ท่านจะพบว่ามีอาหารทะเลสด ๆ ขายจำนวนมาก คนที่ไปขายคือคนข้างนอก นักท่องเที่ยว มหาศาลวันหนึ่งเป็นพัน ๆ คนลงไปเที่ยวตรงนั้น แต่ชุมชนชาวเลที่นั่นไม่ได้ประโยชน์เลย หรือได้ประโยชน์น้อยมาก ถ้าเราจะทำอินคลูซิฟทัวร์ริซึม (Inclusive Tourism) ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรม กรณีแบบนี้ต้องพลิกกลับมาให้ได้ทำให้ชุมชนชาวเลที่นั่น เขาได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว เพราะวิถีเขาอยู่กับประมงพื้นบ้านอยู่แล้ว เขาอาจจะ ขาดความรู้ ขาดแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน ขาดโอกาส แต่คนอื่นได้หยิบฉวยจากการท่องเที่ยว ซึ่งมีคนไปเที่ยวเรียบร้อยแล้ว ถ้าไปเที่ยวท่านจะไม่รู้เลยว่าร้านไหนขายอาหารทะเลของชาวเล มีอยู่ ๑-๒ ร้านเท่านั้น ขายน้อยมาก สินค้าเขามีน้อยมาก แต่สินค้าที่คนนอกเอาไปขายนั้น มีทั้งลอบสเตอร์ (Lobster) มีทั้งอะไรสารพัดแพง ๆ ทั้งนั้น คนก็ไปอุดหนุน เงินออกไป ข้างนอกหมด แต่ชุมชนนั้นไม่ได้อะไร คนเล็กคนน้อยเป็นกลุ่มที่เขาควรจะได้ด้วยจาก การท่องเที่ยวเขาไม่ได้อะไรเลย ผมคิดว่าถ้าเราทำเรื่องนี้ ทิศทางที่ท่านตั้งไว้ดีมากเลย แล้วเราทำให้เกิดเป็นรูปธรรมในจุดเล็ก ๆ ที่เป็นจุลภาคจะขยายเติบโตขึ้น ก็จะแก้ ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมให้ดีขึ้น อันนี้ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าชื่นชม แล้วก็สนับสนุนรายงานนี้ ส่วนเรื่องรายละเอียด เรื่องการดำเนินการนั้นก็แน่นอน ภาครัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องไปทำ แต่ผมอยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าอยากจะให้เน้นเรื่องคอมไบน์เบส (Combined Base) จริง ๆ ครับ จากข้างล่างขึ้นมา ระเบิดจากข้างในหนุนเสริมเขา ให้โอกาสเขาในการดูแลจัดการการท่องเที่ยว แล้วก็เชื่อมกับข้างบน ทุกอย่างก็จะดีขึ้น การส่งออก ความเป็นไทย โดยให้เพื่อนต่างประเทศ พลโลกได้มาเที่ยวบ้านเรา แล้วก็เรียนรู้ แล้วก็มีความสุขกลับไป เราก็อยู่ได้อย่างมีความสุข แบ่งปันกัน ได้ประโยชน์ร่วมกัน การท่องเที่ยว การพัฒนาของเราก็จะมีความยั่งยืน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ