นคร หารือปฏิรูปรัฐสภา-เสนอแก้ความปลอดภัย-ทบทวนบทบาทสถาบันพระปกเกล้า

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐

นคร สุขประเสริฐ หารือการปฏิรูปการปฏิบัติงานของรัฐสภา โดยเสนอแนวทางปรับปรุงการบริหารงานบุคคลและงบประมาณจากประสบการณ์สมัยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับความปลอดภัยในรัฐสภาทั้งด้านสถานที่ บุคคล และเอกสาร โดยเสนอให้ปรับปรุงมาตรฐานการตรวจค้นและเพิ่มพูนจิตสำนึกความรับผิดชอบของทุกฝ่าย อีกทั้งตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบทบาทของสถาบinionพระปกเกล้าที่เบี่ยงเบนจากวัตถุประสงค์เดิม จึงเรียกร้องให้มีการทบทวนการบริหารจัดการ ความเป็นกลาง และกระบวนการคัดเลือกผู้เข้ารับการศึกษา เพื่อคืนบทบาทสถาบันสู่การสนับสนุนรัฐสภาและส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

พลเอก นคร สุขประเสริฐ

กราบเรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผมรู้สึกยินดีที่ได้มีวาระปฏิรูปการปฏิบัติงานของรัฐสภาและเจ้าหน้าที่ ซึ่งเราได้มีส่วนร่วมปฏิบัติงานในรัฐสภามาเป็นเวลาเกือบ ๓ ปีแล้ว ก็เห็นว่ามีสิ่งที่ควรจะ พัฒนาปรับปรุงในเรื่องต่าง ๆ ก็ขออนุญาตกล่าวอ้างไปถึงสมัยที่เป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์เป็นประธาน ทางคณะกรรมาธิการ ก็มีประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยในการปรับปรุงการปฏิบัติงานของรัฐสภาและเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นปัญหา น้ำท่วมปากมาทุกสมัย แต่ก็เสียดายที่ในวาระนั้นไม่ผ่านความเห็นชอบของสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ ฉะนั้นเมื่อนำสิ่งนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้งหนึ่งจึงขอใช้โอกาสนี้ได้แสดงความคิดเห็น สำหรับในเรื่องต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้นำเสนอนั้น ส่วนใหญ่ผมก็เห็นด้วย แต่มีบางประเด็นที่อยากจะนำเสนอในมุมมองที่ยังไม่เห็นปรากฏในรายงานนี้ แล้วก็ถือว่า เป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่ง

เรื่องแรก ก็คือเรื่องการรักษาความปลอดภัย อาจจะเห็นว่าผมเคยเป็นทหาร เราก็จะมองในเรื่องนี้เน้นเป็นพิเศษ แต่ถ้าไปพูดเรื่องอื่น ๆ ก็จะไปซ้ำกับท่านสมาชิก ที่ได้อภิปรายในลำดับต้น ๆ ไปแล้ว ในเรื่องรักษาความปลอดภัยถือว่าเป็นความสำคัญยิ่งยวด ในระดับหนึ่ง แต่เป็นความอ่อนแอในการรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาไทย ก็ไม่ได้ตำหนิ เราควรจะไปปรับปรุงเสริมแต่งในส่วนนี้ให้มากขึ้น การรักษาความปลอดภัยมีทั้งการรักษา ความปลอดภัยสถานที่ การรักษาความปลอดภัยบุคคล และการรักษาความปลอดภัยทางเอกสาร การรักษา ความปลอดภัยสถานที่เราก็เห็นกันอยู่ อาจจะเป็นความคุ้นชินที่เคยมีมาแต่นานเจ้าหน้าที่ เราก็อาจจะปล่อยปละละเลยบ้าง ในห้วงเกือบ ๓ ปีที่ผ่านมาถ้ามีสถานการณ์ข้างนอก ที่กระตุ้นเตือนเราก็จะเร่งเร้าในเรื่องนี้มากขึ้น พอนานไปก็จะเฉื่อยชา ซึ่งอันนี้ถือว่า เป็นจุดอ่อนที่สำคัญ แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานควรจะมี ความเสมอต้นเสมอปลายแล้วก็เข้มงวดโดยต่อเนื่องไม่ละเว้นการปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นใคร ก็แล้วแต่ การเข้ามีช่องตรวจเอกซเรย์ ผมเฝ้าสังเกตมาบางทีเจ้าหน้าที่ก็เกรงใจปล่อยให้ผ่านไป บางคนหิ้วของพะรุงพะรังมาก็ไม่ผ่านเครื่องตรวจเอกซเรย์ก็ไม่เรียกเข้ามาตรวจ อันนี้ก็เป็น จุดอ่อนจุดหนึ่งในเรื่องความปลอดภัยสถานที่ ฉะนั้นจะต้องไปยกระดับมาตรฐานความสำนึก รับผิดชอบทั้งของตัวเจ้าหน้าที่และตัว ส.ส. ส.ว. สนช. และ สปท. ว่าจะต้องตระหนักในเรื่องนี้ แล้วก็ทำให้เป็นเรื่องที่ปฏิบัติเป็นไปโดยอัตโนมัติ เรื่องการรักษาความปลอดภัยบุคคล ก็อยากจะยกตัวอย่างว่าเจ้าหน้าที่บริการในห้องอาหารมีบุคคลต่างด้าวมาเป็นผู้บริการก็มี สมควรหรือเปล่าที่จะมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นถึงแม้ว่าเขาจะมีบัตรแรงงานถูกต้องก็แล้วแต่ แต่สถานที่ลักษณะเช่นนี้ควรจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้หรือเปล่า คือต้องมีการตรวจสอบ มีการสกรีน (Screen) บริษัทที่เขาจะมารับจ้างมาทำอะไร การรักษาความปลอดภัย บริเวณด้านหลังหละหลวมมาก การนำอาหาร นำอุปกรณ์ปรุงประกอบขึ้นมาผมว่า ไม่มีการตรวจสอบอะไรเลย อันนี้คือประเด็นที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปลีกย่อยแต่ว่าเป็น เรื่องสำคัญ แล้วเป็นเรื่องที่ว่าเกิดขึ้นมาแล้วแก้ตัวไม่ได้ ก็อยากจะฝากประเด็นอันนี้ ให้ตระหนักรู้ ผมคงจะอยู่ในสภานี้อีกไม่นานเท่าไรนักก็จะพ้นวาระไปแล้ว ก็อยากจะฝาก ประเด็นพวกนี้เป็นต้นแบบเอาไว้ในการปรับปรุงในโอกาสต่อไป ฉะนั้นตรงนี้จะต้องมีการพัฒนา บุคลากร จะต้องมีการเสริมสร้าง มีการอบรม คนมีตำแหน่งระดับนี้ควรจะทำอย่างนี้ แล้วก็ควร สร้างจริยธรรมให้กับสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จะต้องเคารพแล้วก็เชื่อฟังในกฎ ระเบียบการรักษา ความปลอดภัย ประเด็นนี้ก็ไม่ได้มีในนั้น ก็อยากจะฝากเพิ่มเติมเอาไว้

ประเด็นต่อไป ผมจะพูด ๒ ประเด็น ก็อาจจะเกินเวลาท่านไปสักเล็กน้อย ก็เลยขออนุญาตไว้ในเบื้องนี้เลย ประเด็นที่จะนำเสนอต่อไปคือประเด็นเรื่องสถาบัน พระปกเกล้า ในรายงานของคณะกรรมาธิการท่านได้รายงานมาว่าสภาพปัญหาการตั้ง สถาบันพระปกเกล้าควรมีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนงานของรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปรากฏว่าระยะเวลาที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้า กลับไปเน้นหนักในการวิจัยที่ไม่สอดรับกับการทำงานของรัฐสภา และยังมุ่งเน้นเหมือนเป็น สถาบันที่ให้ความรู้จัดหลักสูตรไปในแนวทางสร้างค่านิยมให้เฉพาะกลุ่มการเมือง และกลุ่มนักธุรกิจ พ่อค้า ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม กลายเป็นการทำงาน ที่ผิดวัตถุประสงค์ของการเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา ถ้าเป็นข้อกล่าวหาก็คงต้องเอาไป ประหารชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ววัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้ามีตั้ง ๑๐ เรื่อง ที่อาจารย์ถวิลวดี ขอเอ่ยนาม แล้วก็หลาย ๆ ท่านได้พูดไปแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียว จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องภายในของสภาด้วย ลูกค้าของสถาบันพระปกเกล้า ขออนุญาตใช้คำว่า ลูกค้า ไม่ใช่มีเฉพาะสมาชิกเท่านั้น มันหลากหลายไปทั่วประเทศ ประชาชนคือเป้าหมายหลัก ของสถาบันพระปกเกล้า การเผยแพร่ความรู้ประชาธิปไตย การให้ความรู้ การมีส่วนร่วม การออกไปรับฟังความคิดเห็น อันนั้นเป็นงาน ถ้าอย่างนี้คือกรรมาธิการไม่ได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องนั้น มุ่งเอาแต่เรื่องของตัวเองเป็นหลัก ฉะนั้นประเด็นนี้ควรจะพัฒนาบุคลากร ในองค์กรของเรา อาจารย์ถวิลวดีก็ได้นำเสนอ เมื่อสักครู่นี้ผมเพิ่งได้ข้อมูล ขออ้าง ท่านบอกว่านักวิชาการอะไรของ ๒ สภา อันหนึ่งมีเป็น ๑,๐๐๐ อันหนึ่งเป็น ๑๐๐ แต่ของ สถาบันพระปกเกล้ามีเป็น ๑๐ ต้องดูตัวเราด้วยว่าบกพร่องอะไร การที่สถาบันพระปกเกล้า มีความอิสระและความเป็นกลางกำหนดเอาไว้ในการจัดตั้ง ความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง ในบอร์ด (Board) จะมีผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๑ คน โดยตำแหน่งก็ส่วนหนึ่ง แต่ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นเสียงส่วนใหญ่ ฉะนั้นต้องมีความเป็นกลางแน่ แนวความคิดของกรรมาธิการที่จะดึงเขา ลงมาแล้วก็มาอยู่ในรัฐสภา อย่างที่ผมได้เรียนไว้ว่าเราดูตัวของเราก่อนว่าในรัฐสภาควรจะ ปรับปรุงอะไร ถ้าเปรียบเสมือนของที่ดีอยู่แล้วไปดึงลงมาทำให้เสียค่าลงไปอีกควรจะนำมา ประพฤติปฏิบัติหรือเปล่า การโยกย้ายบุคลากร การบริหารงานของรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาที่ผ่านมาเป็นปัญหาน้ำท่วมปากของข้าราชการในสภา ยิ่งถ้ามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากพรรคการเมือง ประธานรัฐสภาเป็นคนของ พรรคการเมืองมานั่งอยู่ มาบริหาร มาควบคุมอยู่ ปัญหาที่ท่านแก้ยังไม่ได้ เลขาธิการ ท่านก็เปลี่ยน คนนี้ไม่พอใจท่านก็เอาคนนั้น ยกเว้นข้อกำหนดนั้น เพิ่มเติมข้อกำหนดนี้ อันนี้ผมว่าคือสิ่งที่เคยเป็นไปเป็นมา เราควรจะปฏิรูปตรงนี้ให้ดี ฉะนั้นสถาบันพระปกเกล้า ในประเด็นที่ว่าสร้างเครือข่ายทางการเมือง ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราไปดูกันมาตั้งแต่ หลักสูตรสูงที่สุดคือหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ต่างจากสถาบันพระปกเกล้าไหม หลักสูตรขององค์กรอิสระต่าง ๆ มีปัญหามากกว่าสถาบันพระปกเกล้าไหม ที่ กกต. จัดตั้ง ที่ ป.ป.ช. จัดตั้ง ผมขอยกตัวอย่างข่าวสังคมซุบซิบสักอันหนึ่ง ผมเพิ่งอ่านไป ถ้าพูดถึง ก็อาจจะเป็นเดือน ๆ ที่ผ่านมา ก็อยากขอนำเรียนแต่ไม่เอ่ยชื่อ ในวันเกิดของอดีต ส.ส. ท่านหนึ่งซึ่งเคยเป็นหัวหน้าพรรค และเคยเป็นรัฐมนตรี ในวันนั้นประธานคณะกรรมการ การเลือกตั้งและคณะได้ร่วมกันเข้าไปอวยพรวันเกิดเนื่องจากเคยเป็นนักศึกษาของหลักสูตร ในองค์กรนั้น ๆ ฉะนั้นผมว่าข้อกล่าวหาที่ท่านกรรมาธิการได้เขียนปรากฏในเอกสาร รายงานนี้ผมก็คิดว่าเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป จริง ๆ แล้วผมว่าเบาบางกว่าส่วนต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ เสียอีก ส่วนประเด็นปัญหาการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาของสถาบัน พระปกเกล้าในหลักสูตรต่าง ๆ ผมว่าระบบเขาดีอยู่แล้ว จากที่ผมศึกษาดูเขามีคณะกรรมการ กลั่นกรองนักศึกษาเข้ามาในทุกภาคส่วน ถ้าผมจำไม่ผิด ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์นรนิติ ท่านเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก การคัดเลือกที่ผ่านมามีปัญหา เพราะมีการแทรกแซงจากคนข้างนอก ในสถาบันนั้นก็จะมีถ้าเป็นในยุคก่อน ๆ ในยุคก่อน ๆ ประธานสภาก็จะขอโควตา รองประธานสภาก็จะขอโควตา ประธานกรรมาธิการก็จะขอ โควตา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือความหนักใจ และทำให้สถาบันเขาเกิดความเสียหาย ผมก็อยากจะขอเรียนเอาไว้ว่าในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เราควรจะมาดู มาจัดการตัวเอง ส่วนที่เป็นส่วนวิชาการของทั้ง ๒ สภา ประสิทธิภาพ คุณภาพ คนตรงกับงานไหม เอาคน ไปใช้ผิดประเภทหรือเปล่า อันนั้นเป็นเรื่องหลัก ถ้าเปรียบเทียบกับจำนวนคนที่ อาจารย์ถวิลวดีเอามานำเสนอเมื่อสักครู่นี้ อันนี้ผมก็อยากจะเรียนว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราควร จะปฏิรูปกัน ตอนนี้คณะกรรมาธิการก็มาพูดว่าประเด็นปัญหา คือทางสนับสนุนทางวิชาการ แค่นั้นเอง แต่ไม่ได้เอาอีก ๙ ข้อมาพูดด้วย ฉะนั้นถ้าอยากจะให้เขาทำงานอะไรก็ไปเพิ่ม ศักยภาพให้เขาขึ้นไปอีก นอกจากถ้าตัวเองไม่มีความสามารถที่จะปรับปรุง ๒ ส่วนของสภา เพราะคิดว่าทำเต็มที่แล้วก็ไปปรับปรุงให้ทางสถาบันพระปกเกล้า ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือยุบ สถาบันพระปกเกล้ามาอยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐสภาผมว่าก็จะทำให้เละไปหมด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อยากจะเสนอประเด็นเอาไว้ว่าบางมุมมันสำคัญกว่าส่วนที่จะสนับสนุนอีก เพราะมีตั้ง ๑๐ ส่วน ก็อยากเสนอว่าควรจะไปพิจารณาปฏิรูปในลักษณะใด ผมขอย้อนกลับ ไปในเรื่องการรักษาความปลอดภัยอีกนิดหนึ่ง เพราะผมตกไปประเด็นหนึ่ง