ศานิตย์ ชี้ข้อเสนอปรับบทบาทสถาบันพระปกเกล้าขาดความชัดเจน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐

ศานิตย์ นาคสุขศรี แสดงความเห็นต่อรายงานการปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา โดยตั้งข้อสังเกตถึงข้อเสนอการปรับบทบาทสถาบันพระปกเกล้าที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขาดความชัดเจน พร้อมยืนยันถึงบทบาทสำคัญของสถาบันในด้านการเมือง การปกครอง และการพัฒนาประชาธิปไตย รวมทั้งเสนอให้เน้นการสนับสนุนงานวิชาการผ่านองค์กรและพัฒนาสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาแทนการปฏิรูปสถาบันดังกล่าว.

นายศานิตย์ นาคสุขศรี

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สปท. ลำดับที่ ๑๕๑ ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูปการปฏิบัติงาน ในรัฐสภา เพื่อสนับสนุนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมีประสิทธิภาพ ผมได้อ่านรายงาน ฉบับดังกล่าวที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองแล้ว มีความเห็นว่ายังไม่ชัดเจนหลายประการ แต่ที่ใคร่จะนำเสนอในที่นี้ก็ได้แก่ข้อเสนอ ในการปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งระบุว่าทางสถาบันไม่ดำเนินการไปตามวัตถุประสงค์ ในการตั้งสถาบัน นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อย ก่อนอื่นผมใคร่กราบเรียน ท่านประธานว่าผมได้ให้ความสนใจผลงานของสถาบันพระปกเกล้ามาตลอดตามที่ ท่านผู้อภิปรายท่านแรกได้กล่าว รวมทั้งได้มีส่วนในการร่วมทำงานมาตั้งแต่สมัยเป็น สปช. หรือแม้แต่เมื่อก่อนเป็นเลขาธิการสมาคมสันนิบาตแห่งประเทศไทย ก็ได้ทำงานร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า เรื่องการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นก็ทำงานคู่กันมาตลอด เกิดผลดีต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าการที่เราได้เสนออย่างนี้ ควรจะต้องมีประเด็นชัดเจนมากกว่านี้ ผมเองไม่เคยเป็นศิษย์เก่าของสถาบันพระปกเกล้าเลยที่จะต้องมาปกป้องแต่ประการใด แต่ที่ได้พบปะพูดคุยกับบุคคลทั่วไปไม่ว่าเป็นฝ่ายราชการ ไม่ว่าเป็นฝ่ายการเมือง หรือฝ่าย ภาคประชาชน ต่างก็ชื่นชมในผลงานของสถาบันพระปกเกล้าอย่างมากเกี่ยวกับผลงาน ทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองการปกครอง การกระจายอำนาจ การปกครองท้องถิ่น รวมทั้งการพัฒนาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในด้านวิชาการต่าง ๆ ในมิติต่าง ๆ ซึ่งผมมีความเห็นว่า ในมิติต่าง ๆ นี้เป็นหน้าเป็นตาของรัฐสภาไทยด้วยซ้ำไป กระผมได้อ่านมาตรา ๕ และมาตรา ๖ ของพระราชบัญญัติการจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ ของสถาบัน ทำให้ทราบว่าสถาบันพระปกเกล้าเป็นนิติบุคคลอยู่ในการกำกับดูแลของ ประธานรัฐสภา และไม่มีฐานะเป็นส่วนราชการของรัฐสภาแต่ประการใด มีการกำหนด วัตถุประสงค์ไว้ ๑๐ ประการ ซึ่งโดยภาพรวมก็เพื่อการศึกษา วิจัย วิเคราะห์เกี่ยวกับ การพัฒนาทางการเมือง และพัฒนาประชาธิปไตยเป็นหลักใหญ่ รวมทั้งการจัดและสนับสนุน การศึกษา อบรมบุคลากรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมในระบอบประชาธิปไตยอยู่ด้วย ส่วนวัตถุประสงค์ตามข้อ ๘ ส่งเสริม งานวิชาการของรัฐสภา ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประเด็นที่กรรมาธิการเห็นว่าสถาบัน ไม่ดำเนินการ หรือดำเนินการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามข้อ ๘ จากข้อมูลดังกล่าว ประกอบกับการบริหารของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีการบริหารงานโดยคณะกรรมการ มีประธานรัฐสภาเป็นประธาน ผมจึงคิดว่าการจัดตั้งสถาบันนี้ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์พิเศษ และเป็นสถาบันของชาติและประชาชน เพื่อทำหน้าที่ทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนา ประชาธิปไตยโดยตรงเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ผมกล่าวมาข้างต้นนับว่ามีส่วนสำคัญ ในการประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการว่ามีความสมเหตุสมผลอย่างไร ที่เสนอให้มีการปฏิรูป ซึ่งผมขอเสนอประเด็นที่เห็นต่างกับคณะกรรมาธิการรวม ๓ ประเด็น ดังนี้

๑. ผมไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ว่าสถาบันพระปกเกล้าสนับสนุนข้อมูล ทางวิชาการล่าช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนข้อมูลแก่สมาชิกใช้เวลานานไม่น่าจะเป็น การดำเนินการซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบันที่จัดตั้ง ประกอบกับเห็นว่าสถาบัน น่าจะมุ่งสนับสนุนในลักษณะขององค์กรและกลุ่มมากกว่าตัวบุคคล สนับสนุนในลักษณะของ องค์กรไม่ใช่เสนอเฉพาะตัวบุคคล เนื่องจากสมาชิกรัฐสภาแต่ละคนก็มีบุคลากร ช่วยดำเนินการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการประจำตัว และเจ้าหน้าที่ ประจำตัว

๒. หลักคิดในการบูรณาการทำงานร่วมกันของสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กับสถาบันพระปกเกล้า มีมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับ การจัดการห้องสมุดรัฐสภา เรื่องวิชาการอื่น ๆ ควรจะอยู่ในหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม เนื่องจาก แต่ละองค์กรมีบทบาทหน้าที่ต่างกัน การบริหารองค์กรก็ไม่เหมือนกัน และบางเรื่อง บางประเด็นมีเหตุมีผลกระทบต่อบุคลากรของรัฐสภาจึงไม่เกิดผลดีแต่ประการใด

๓. ผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอในการปรับบทบาทหน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้า เทียบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพราะมีความแตกต่างกันทุกมิติ แต่หากรัฐสภา มีจุดอ่อนด้านใดก็ควรปรับปรุงพัฒนาสำนักงานเลขาธิการทั้ง ๒ แห่งจะเหมาะสมกว่า

ผมได้พิจารณาข้อเสนอทุกประเด็นของกรรมาธิการแล้วเห็นว่าน่าจะเป็น การปรับปรุงการดำเนินงานปกติมากกว่าข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งคณะกรรมการบริหารสถาบันมีหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว ท้ายนี้ผมขอสรุปว่าจากสภาพปัญหา และข้อเสนอแนะการปฏิรูปของกรรมาธิการดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ และจาก การที่ผมได้สัมผัสสถาบันพระปกเกล้าในฐานะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และคณะอนุกรรมาธิการต่าง ๆ ก็ได้รับการสนับสนุนทางด้านการจัดทำวิจัยทางวิชาการ รวมตลอดถึงบุคลากรที่มีคุณภาพในการช่วยจัดสัมมนาทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ตลอดมาเป็นอย่างดีทุกครั้ง ขอกราบขอบพระคุณครับ