เฉลิ combust ชัย เครืองาม หารือเกี่ยวกับการปฏิรูประบบงานในรัฐสภาเพื่อส่งเสริมบทบาทของประชาชน โดยเสนอให้ทบทวนภารกิจตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ยังค้างอยู่ และเน้นย้ำความจำเป็นในการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อสนับสนุนกระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายและการริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ยังขาดศูนย์กลางในการประสานงานและต้องเร่งแก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้น
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ คงไม่เสียเวลาขอบคุณและชื่นชมกรรมาธิการนะครับ เพราะว่า มีผู้ชื่นชมไปมากแล้ว จะเข้าในประเด็นที่คิดว่ามีความสำคัญที่อยากจะกราบเรียนเสนอไปยัง กรรมาธิการ นัดนี้เป็นนัดสุดท้ายของกรรมาธิการที่จะเสนอรายงานเรื่องทางการเมือง ผมก็มี การบ้านที่จะฝากอยู่พอสมควร
ประเด็นแรก การปฏิรูประบบงานในรัฐสภานั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แล้วก็เป็นเส้นผมบังตาที่เราคิดไม่ออกมานานพอสมควร งานในรัฐสภานั้นต้องบอกว่า มีความสำคัญอย่างยิ่ง สมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ต่อให้ท่านเก่งเลิศเลอมาจากไหน มีความรู้มากมายขนาดไหน ถ้าระบบหรือกลไกหรืองานในรัฐสภาไม่สามารถตอบสนอง หรือทำงานได้อย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้ว ความสามารถนั้นก็จะด้อยลงไปทันที ประเด็นแรก ผมหยิบเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาดู ถ้าเราจะปฏิรูปงานหรือกลไกรัฐสภาผมถามว่า จะปฏิรูปเพื่อใครเป็นอันดับแรกก่อน ผมก็พยายามยกเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง เอาประชาชน เป็นคำตอบว่าเราจะปฏิรูปงานกลไกรัฐสภานั้นมีงานไหนในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ทางกรรมาธิการยังไม่ได้พูดถึงแต่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้และประชาชนได้ประโยชน์ ผมก็พบอยู่บางประเด็นดังนี้ครับ
ประการแรก งานที่ควรจะเกิดขึ้นในหน่วยงานรัฐสภานั้น ผมยังนึกชื่อเร็ว ๆ ไม่ออก แต่นึกไว้เป็นตุ๊กตาก่อน จะเป็นกลุ่มงานหรือจะเป็นสำนักก็แล้วแต่ ขออนุญาตตั้งชื่อว่า กลุ่มงานหรือสำนักประชารัฐ เป็นคำที่กำลังฮิตกันอยู่ในเวลานี้ ถ้าคิดกันให้จริง ๆ จัง ๆ แล้วเราก็จะบอกว่างานในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับประชารัฐคือประชาชนบวกรัฐ รัฐนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นรัฐบาล อาจจะเป็นรัฐสภาหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอยู่มากมาย รัฐวิสาหกิจเราก็เป็นหน่วยงานของรัฐเหมือนกัน มีอยู่เยอะแยะมากมาย ประเด็นแรก พลิกไปดูมาตรา ๗๗ ก่อน ทุกคนทราบดีตอนนี้รู้แจ้งแทงทะลุแล้วว่ามาตรา ๗๗ นั้นเกี่ยวข้อง กับประชาชนเป็นอย่างมาก ประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ประชาชนที่มีส่วนได้เสีย หรือหน่วยงานอื่น ๆ ถ้าจะให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้จริง ๆ รัฐสภาควรจะมีหน่วยงานที่ทำ หน้าที่นี้ รองรับภารกิจนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำประชาพิจารณ์ จะเป็นการประชาสัมพันธ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมีอยู่เยอะแยะมากมาย ผมพลิกดูเร็ว ๆ ประการแรกเลย มาตรา ๗๗ มาตราถัดไปที่เกี่ยวข้องกับประชารัฐหรือหน่วยงานที่ควรจะต้องมีคือ มาตรา ๑๓๓ จริง ๆ บทบัญญัติในมาตรา ๑๓๓ ไม่ใช่เป็นของใหม่ เป็นของเก่า มาตรานี้ เกี่ยวข้องกับการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน ผมทราบและรู้ในอุปสรรคปัญหาของ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาโดยตลอดว่ามีปัญหา มีอุปสรรคมากมายเหลือเกิน ต้องบอกว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ของประชาชนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ เสรีภาพของประชาชนนั้นได้รับความคุ้มครอง และสิทธิ เสรีภาพนั้นเช่นเดียวกันที่เขียนเอาไว้ว่าประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอ กฎหมายต่อรัฐสภา เพราะในมาตรา ๑๓๓ นั้นหน่วยงานหรือผู้ที่จะเสนอกฎหมายต่อ รัฐสภานั้น สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อกันสัดส่วนว่ากันไป คณะรัฐมนตรีว่ากันไป กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ในฐานะหน่วยงานราชการว่ากันไป และที่สำคัญก็คือประชาชน อธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย อำนาจหนึ่งที่เกี่ยวข้องที่ควรจะเข้ามาข้องแวะกับประชาชนคือประชาชน มีสิทธิที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมาย รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติเอาไว้ถึงปี ๒๕๔๐ ๕๐,๐๐๐ คนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ลดลงมาเหลือ ๑๐,๐๐๐ คน และในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็เป็น ๑๐,๐๐๐ คนเช่นเดียวกัน เราจึงมีกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ฉบับปี ๒๕๔๒ แต่บอกว่าปัญหาอุปสรรคนั้นมีมากเหลือเกิน ตั้งแต่ต้องมีหัวหอกก่อน ขออนุญาตใช้คำนี้ ไม่หยาบคายนะครับ หัวหอก คิดจะเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ไปรวบรวมผู้นำ แกนนำมา ตีว่าประมาณ ๑๐๐ คน เข้าชื่อกันเสนอกฎหมายแล้วก็ไปเสนอต่อประธานรัฐสภา อันนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายไปเสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อบอกว่ากระผมเป็นผู้นำ ผมมีสมาชิกอยู่ประมาณ ๑๐๐ คน เรากำลังจะเข้าชื่อ เสนอกฎหมายเรื่องนี้ ๆ กฎหมายประกันสุขภาพ กฎหมายแรงงาน กฎหมายสวัสดิการสังคม เป็นต้น แล้วผมจะได้รวบรวมรายชื่อมาให้ได้ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ ปัญหาว่าการรวบรวมรายชื่อ ๑๐,๐๐๐ ชื่อยากหรือง่ายครับ ต้องบอกว่าที่ผ่านมานั้นเลือดตาแทบกระเด็น ง่ายก็ไม่ใช่ ยากก็ไม่ใช่ แต่สิ่งที่มีปัญหาหรืออุปสรรคก็คือการไม่มีจุดศูนย์กลางที่จะไปประชาสัมพันธ์ บอกกล่าวกับประชาชนในการที่เขาจะเข้ามาร่วมเสนอชื่อต้องมีสำเนาบัตรประชาชน ต้องมีสำเนาทะเบียนบ้าน หาสำเนามาแล้วต้องไปหาผู้นำที่ว่านั่นละ ผู้นำที่ว่านั้นจะไปเร่ร่อน ๗๒ จังหวัด ๗๗ จังหวัดอยู่ได้อย่างไร ผมจึงเสนอว่ารัฐสภาควรจะเป็นศูนย์กลาง ในการรวบรวมรายชื่อนี้ของประชาชน ๑๐,๐๐๐ ชื่อที่จะดำเนินการ เขาจะมาที่ถนนอู่ทองใน มาสวนสัตว์แล้วเดินเข้ามาในสภา ถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ว่าผมมีความสนใจจะเข้าชื่อ เสนอกฎหมายนี้ เจ้าหน้าที่บอกไม่ได้ว่าจะให้ไปที่ไหน ไม่รู้ คุณลองไปถามโต๊ะนั้นดู โต๊ะนั้นบอกว่าคุณลองไปถามห้องนั้นดู ห้องนั้นบอกว่าคุณลองขึ้นไปชั้น ๒ ในที่สุดเดินกลับครับ เพราะฉะนั้นรัฐสภาจะต้องมีหน่วยงานนี้ สำนักหรือกลุ่มงานประชารัฐที่จะมีหน้าที่ ในการรวบรวมรายชื่อบุคคลหรือประชาชนที่จะทำหน้าที่เข้าชื่อเสนอกฎหมาย แล้วงานนี้ ควรจะต้องทำจริง ๆ จัง ๆ นอกจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมายแล้ว ในมาตรา ๒๖๕ (๑) ยังมีสิทธิในการเข้าชื่อกันเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ก็เช่นเดียวกันครับ เขาจะมาเดิน เร่ร่อนว่าผมอยากจะแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ (๑) บอกว่ารวบรวมรายชื่อให้ได้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ยิ่งยากขึ้นอีกเป็น ๑๐ เป็น ๑๐๐ เป็น ๕ เท่า ไปที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้ามีสิ่งที่เป็นศูนย์กลาง เขาจะสามารถดำเนินการได้ นี่คือการแสดงออกถึงสิทธิประชาชน เป็นการแสดงออกถึง หน้าที่พลเมืองในฐานะประชาชนคนไทยที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะต้องทำคือมีหน่วยงานในรัฐสภาที่ทำหน้าที่นี้ แต่เราพูดกันถึงเรื่อง สถาบันพระปกเกล้า ผมก็อยากจะบอกว่าสถาบันพระปกเกล้าก็ทำหน้าที่นี้ได้เช่นเดียวกัน ทำหน้าที่อะไรครับ เขามาเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่รัฐสภาแล้ว ทำรายชื่อให้ได้ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ หรือ ๕๐,๐๐๐ ชื่อเรียบร้อยแล้ว เขามีแต่ประเด็น เขามีแต่หลักการ เขามีแต่เหตุผล มีแต่แนวความคิดในการที่จะแก้กฎหมาย ในการร่างกฎหมาย หรือในการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วเขาจะไปหานักกฎหมายที่ไหนมาแก้กฎหมายหรือร่างกฎหมายให้เขา เขาควรจะไปที่ สถาบันพระปกเกล้า เพราะในกฎหมายไม่ได้เขียนบอกว่าเวลาคุณจะเสนอร่างกฎหมาย ในภาคประชาชนแล้วคุณต้องเอาร่างสำเร็จรูปมาให้เรียบร้อย ๔๘ มาตรา มีหลักการ มีเหตุผลมาเรียบร้อย บอกว่าคุณมีความคิดมาจะแก้กฎหมาย จะร่างกฎหมายทำได้แล้วครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เราพูดถึงสภาพัฒนาการเมือง เขาบอกว่าให้สภาปฏิรูป กฎหมายช่วยในการร่างกฎหมายให้กับประชาชน ตอนนี้ไม่มีแล้วสภาปฏิรูปกฎหมาย ใครล่ะครับจะเป็นคนทำหน้าที่นี้ ผมยกหน้าที่นี้ให้กับสถาบันพระปกเกล้า ลงรายชื่อ ที่รัฐสภาเสร็จแล้ว รวบรวมรายชื่อได้ ๑๐,๐๐๐ ชื่อไปสถาบันพระปกเกล้า บอกเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า ๑๐,๐๐๐ ชื่อนี้เราอยากจะเสนอกฎหมายที่ว่าด้วยการปฏิรูป ระบบสุขภาพ สมมุตินะครับ มีแนวความคิดอย่างนี้ หลักการเป็นอย่างนี้ เหตุผลเป็นอย่างนี้ ท่านช่วยร่างกฎหมายนี้ให้หน่อย สถาบันพระปกเกล้าควรจะทำหน้าที่นี้ ตอบสนองหน้าที่นี้ ประเด็นถัดมาท่านประธาน ถ้าเกินเวลาขอเวลาผมเถอะครับ เพราะตอนนี้ก็ยังพอมีอยู่ ประเด็นถัดมาพูดกันเรื่องการแปรญัตติ